“ฉันกินไม่ไหวแล้ว...” หลินยวี่ฮั่น ตอบเสียงอ่อยๆ
เฉิงหยู่ เห็นว่าข้าวเพิ่งกินไปได้ครึ่งจานเท่านั้น “ทำไมกินน้อยแบบนี้ล่ะ” เห็นว่า หลินยวี่ฮั่น ทำหน้าตาเอียนๆ “งั้นก็กินน่องไก่ชิ้นนี้ให้หมดล่ะกัน”
หลิยหวี่ฮั่น ก็ค่อยๆกัดน่องไก่ทีละคำสองคำ ด้วยใบหน้าที่เหมือนไม่อยากกิน
“เอาเถอะ วันนี้กินแค่นี้พอ” เฉิงหยู่ พูดพลางดึงจานที่อยู่ตรงหน้าเธอกลับมา กินต่อไม่กี่คำก็หมดจาน ท้ายสุดก็นำเอาน่องไก่ที่ หลินยวี่ฮั่น กินเหลือไว้มาแทะจนเกลี้ยง ทำให้ หลินยวี่ฮั่น รู้สึกเขินเป็ไปอย่างมาก
เสร็จแล้วเฉิงหยู่ ก็เช็ดปาก พูดกับ หวี่ฮั่น “คราวหน้า ทุกครั้งที่กินข้าวฉันจะมาเฝ้าเธอด้วยตัวเอง แล้วก็ห้ามปฏิเสธพูดมาก ดังนั้นคราวหน้าที่ฉันมา อย่าให้เห็นว่าเธอเอาแต่กินผักกะหล่ำ ไม่งั้นน่าดู นี่เ้าอ้วน ต่อไปนี้นายต้องดูแลเื่อาหารการกินของเธอ ฉันจะเป็คนจ่ายแทน” พูดจบก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อนำเงินออกมา สองพัน ยื่นให้ เ้าอ้วน ก่อนจะเดินออกจากโรงอาหารไป
หลินยวี่ฮั่น ได้แต่มองแผ่นหลังของ เฉิงหยู่ ที่เดินจากไป ขณะที่ในใจรู้สึกซับซ้อน ไม่ช้าเธอก็ค่อยๆลุกเดินออกไป
คราบบ่าย เฉิงหยู่ ทยอยอ่านหนังสือที่ยืมมาจนหมดแล้วก็ผล็อยหลับไป นอนไปจนถึงเวลาโรงเรียนเลิก แล้วก็นำเอาโอสถคืนสววรค์ไปให้ ยวี่ฮั่น โดยกำชับเธอว่าให้แม่กินยานี้ก่อนนอน พูดจบเขาก็กลับบ้านไปพร้อมกับน้องสาว
หลังจากทานมื้อเย็นด้วยความรีบร้อน เขาก็รีบอธิบายเื่สำคัญให้ทุกคนได้รับรู้ สั่งไม่ให้ใครเข้าไปที่ห้องของเขา และไม่ต้องเรียกเขาไปโรงเรียน ทุกคนก็ทำตามอย่างเคร่งครัด โดยไม่คิดจะเข้าไปรบกวนสมาธิ ทำได้แค่รอจนกว่าเขาจะออกมา
พอเห็น เฉิงหยู่ แสดงท่าทางจริงจัง ก็รู้ได้ทันว่าเขาจะต้องมีเื่สำคัญต้องทำแน่ๆ นับั้แ่อาการาเ็หายดี บุคลิกนิสัยของเขาก็เปลี่ยนไปมาก แม้แต่ทุกคนก็ไม่สามารถเข้าใจได้ นอกจากนี้เขายังมีความรู้เกี่ยวกับเื่ยาวิเศษมากมาย ไม่ใช่แค่ทำยาอายุวัฒนะที่ทำให้พวกเขาอายุยืน เขายังบอกว่านับจากนี้ไปจะไม่เจ็บป่วยอีก สำหรับพวกเขามันเป็เื่ที่อยู่เหนือสามัญสำนึกจินตนาการ ในความเป็จริงพวกเขาต่างก็คิดว่า เฉิงหยู่ ยังมีความลับที่ไม่ได้บอกให้พวกเขาได้รู้ ดังนั้นทุกคนจึงเริ่มสงสัยในความลึกลับของเขา แต่ก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยถาม ขอแค่เขาดีกับพวกเรานั่นก็เกินพอแล้ว และมันคงไม่มีอะไรที่สำคัญไปมากกว่านี้!
เฉิงหยู่ นั่งลงกลางห้อง นำยาออกมา ที่นำออกมานั้นเป็โอสถเสริมรากฐาน เตรียมสำหรับการเสริมสร้างรากฐาน
สิ่งใดคือ รากฐาน ? ตรงตามชื่อของมัน นั้นก็คือการสร้างพื้นฐานให้แข็งแกร่ง ก็เหมือนกับการสร้างตึกอาคาร ต้องเริ่มจากการวางรากฐานที่มั่นคง แต่ถ้าจะบอกว่าการสร้างรากฐานพลังคืออะไร ? จะพูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือการจัดเรียงตำแหน่งแปดชีพจรทั่วร่างกาย แล้วมันต้องใช้อะไรในการจัดการ ? แน่นอน ก็ต้องใช้พลังที่ได้จากการหลอมโอสถไงล่ะ เฉิงหยู่ ในเวลาสั้นๆก็ได้สะสมลมปราณที่กักไว้จากโอสถจนเต็มเปี่ยม ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่จะเปิดการไหลเวียนของลมปราณ เพราะว่าการเปิดการไหลเวียนพลังเป็เื่ดีที่สุด แต่ว่าร่างกายคงอดทนได้ไม่นานนัก เพราะฉะนั้นจึงต้องใช้โอสถเสริมรากฐาน เพื่อเพิ่มความเร็วในการปลดปล่อยการไหลเวียน ลดทอนผลกระทบ ช่วยเพิ่มพลัง
เฉิงหยู่กลืนโอสถนั้นลงไป ตอนนี้ชีพจรในร่างกายของก็เริ่มตอบสนอง เดิมที่ร่างกายของ เฉิงหยู่ มีความเสี่ยงเื่ชีพจรแตกซ่าน แต่เพราะดวงจิตที่มีความเข้มแข็ง บวกกับการบำรุงเสริมสร้างร่างกายในด้านต่างๆ ร่างกายเขาจึงค่อยๆเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นความเสี่ยงที่ชีพจรจะแตกซ่านจึงลดต่ำลง
ผ่านไปสองชั่วโมง เฉิงหยู่ ก็สำเร็จในการเปิดชีพจร จากนั้นก็เริ่มขั้นตอนต่อไป ตกดึกเวลาห้าทุ่มเขาก็ทำสำเร็จ! ทันใดนั้นพลังภายในร่างกายก็ทำการเชื่อมต่อกับชีพจรอวัยวะทั้งหมด ส่งผลให้เขาเปลี่ยนแปลงไปเป็คนละคนโดยที่เทียบกันไม่ติด!
เส้นชีพจรเคลื่อนผ่านแนวสันหลัง ผ่านลงมายัง จุดตันเถียน แล้วเชื่อมต่อห้วงสมอง ระหว่างโคจรอยู่จุดศูนย์กลางชีพจรบริเวณหน้าท้อง ผ่านทางหน้าอกเข้าสู่จุดตันเถียน กระจายสู่จุดหนี่ว่าน
ด้วยจุดรับของลมปราณทั้งสองนี้ ทำให้พลังปะทุกระจายอยู่บริเวณจุดตันเถียน แล้วส่งผ่านไปยังไขสันหลัง ผลักดันจุดหนี่ว่าน จากนั้นก็ย้ายไปที่ทรวงอก วนกลับมาที่จุดเถียนตันอีกครั้ง วนซ้ำไปซ้ำมา เป็วงโคจร
กระนั้น เฉิงหยู่ ก็ยังไม่หยุดมือ โคจรพลังต่อเนื่องไปยังตำแหน่งชีพจร หยินและหยาง ทำอยู่เช่นนี้จนเวลาดำเนินมาถึงเที่ยงคืนข้ามพ้นวันใหม่ ถึงจะครบทั้งหมด ทำให้การสร้างรากฐานเสร็จสมบูรณ์ จากนั้นเขาก็กินโอสถเพิ่มลมปราณเข้าไปสองเม็ด เพื่อที่จะช่วยฟูพลังิญญาในร่างกายให้หมุนเวียนได้ดีขึ้น
เมื่อเฉิงหยู่ลุกขึ้นมา ก็รู้สึกได้ว่าร่างกายตอนนี้ เต็มไปด้วยพลังที่ไหลเวียน ทำให้เขาพึงพอใจเป็อย่างมาก ตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวเองกลายเป็คนละคน
ขอบเขตพลังของเทพเซียนนั้นแบ่งออกเป็ขั้นฝึกร่างกาย , ขั้นฝึกลมปราณ , ขั้นสร้างรากฐาน , ขั้นจินตาน , ขั้นหยวนหยิง , ขั้นฮั่วเสิน , ขั้นเหอถี , ขั้นตู๋เจว๋ เมื่อนั้นก็จะสามารถบรรลุสู่เส้นทางเซียนะ
ทว่าในตอนนี้ เฉิงหยู่ สามารถสำเร็จถึงขั้นฝึกรากฐานก็ถือว่าดีมากแล้ว อย่างแรก ิญญาของ เฉิงหยู่ นั้นเป็ิญญาเทพเซียน ถึงแม้ว่าร่างจะเป็กายหยาบของมนุษย์ แต่ถ้าจะพูดกันจริงๆ เขาย่อมไม่ใช่คนธรรมดา เพราะว่าิญญาเทพเซียนที่ได้สถิตอยู่นั้นมีพลังที่ไร้ขอบเขตไหลเวียนอยู่ช้าๆ ดังนั้นกายเนื้อนี้ย่อมใกล้เคียงกับเทพเซียน ฉะนั้นหลังจากการเสริมสร้างร่างกายนี้แล้วพลังของเฉิงหยู่จึงเปลี่ยนแปลงไป
อย่างที่สอง เฉิงหยู่ สามารถหลอมโอสถขึ้นได้ด้วยตัวเอง นี่คือการบ่มเพาะแบบเฉพาะ ในขั้นฝึกร่างกายสำหรับ เฉิงหยู่ ใช้ยาแค่สองเม็ดก็เพียงพอแล้ว เพราะว่าเขามีร่างกายที่พิเศษ ถ้าจะว่ากันตามตรงจะมีอะไรที่ดีไปกว่าการใช้โอสถเพิ่มพลังบ่มเพาะ ? ถ้าหากว่าเป็คนธรรมดา หากจะฝึกให้สำเร็จนั้น จะต้องใช้โอสถอย่างน้อยๆไม่ต่ำกว่าห้าสิบเม็ดเลยทีเดียว นี่เป็เพราะโอสถที่ เฉิงหยู่ ปรุงขึ้นมามีคุณภาพสูงเป็พิเศษ
อย่างที่สาม สำหรับขั้นฝึกลมปราณ การจะให้คนๆหนึ่งฝึกสำเร็จนั้น ร่างกายนั้นต้องแข็งแกร่งเพียงพอต่อการรองรับพลัง แน่นอนเื่นี้ไม่ใช่ว่าใครก็จะสามารถเปลี่ยนตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน เพียงแต่ว่าร่างกายของพวกเขาจะต้องแข็งแกร่งมากอยู่ก่อน ดังนั้นสำหรับขั้นฝึกร่างกาย ทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นก็นับว่ายากแล้ว และมันก็เป็แค่เพียงการเริ่มต้นเพื่อให้ร่างกายสามารถรองรับพลังปราณได้มากพอ สำหรับจุดนี้หลายๆคนล้วนเป็สิ่งที่ยากมาก ? เพราะเหตุนี้ ทุกคนจึงไม่ใช่ว่าจะเป็เทพเซียนได้ มันต้องขึ้นอยู่กับร่างกาย และจิตใจของคนๆนั้น มีผู้คนมากมายอุทิศเวลาทั้งชีวิตแต่ก็ไม่สามารถฝึกได้สำเร็จ ฉะนั้น ในโลกแห่งความเป็จริง การมีรากฐานที่ดีคือการเอาตัวรอด และ เฉิงหยู่ ถือว่ามีคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยม เปรียบเสมือนปรมาจารย์
ดังนั้น เฉิงหยู่ จึงสามารถข้ามขั้นฝึกลมปราณไปได้ เพราะว่าเขามีร่างกายที่ไม่ธรรมดา กระทั่งิญญาก็ไม่ธรรมดาอีกด้วย แถมยังเป็ิญญาของเซียนขอบเขตสูงที่สุด นั้นก็คือปราณแห่งเซียน ถ้าจะให้สรุปสั้นร่างกายนี้คือศูนย์กลางของปราณแห่งเซียนนั้นเอง
ใน่เวลาหนึ่ง เฉิงหยู่ ได้ใช้พลังทั้งหมดเพื่อหลอมโอสถ โดยการนำเอาพลังจากจุดตันเถียนถ่ายโอนออกไป เฉิงหยู่นับเป็เทพเ้าแห่งการปรุงยา จึงมีพลังในการควบคุมเปิดปิดพลังได้อย่างสบายๆ มีคนบางประเภทที่ไม่มีคุณสมบัติที่เพียงพอจะก้าวมาถึงขั้นฝึกลมปราณ นั้นก็หมายความว่าพวกเขาจะไม่สามารถสร้างรากฐานของพลังที่ดีได้ บางคนนั้นสามารถฝึกได้เพียงทีละขั้นๆ แล้วไหนจะต้องเปิดชีพจรการไหลเวียนของพลัง ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันใช้เวลานานแค่ไหน ที่สำคัญที่สุดนั้นก็คือการฝึกฝนในแต่ละครั้งไม่ใช่ว่าจะสำเร็จกันได้ทุกครั้ง ฉะนั้นเส้นทางวิถีเทพเซียน ทุกย่างก้าวย่อมต้องเผชิญกับความยากลำบากนานับประการ แต่ไม่ว่าจะอยู่ในโลกเซียนหรือโลกธรรมดา เทพเ้าแห่งการปรุงยา ก็ถือได้ว่าเป็ผู้อยู่จุดสูงสุด และพวกเขาก็เป็ผู้ที่ได้เปรียบมากกว่าคนอื่นๆในการก้าวสู่เส้นทางการเป็เซียน
และ เฉิงหยู่ก็ได้ก้าวผ่านขั้นฝึกลมปราณขึ้นมา หากว่าได้รับโอกาสวาสนา บางทีก็อาจจะผ่านมันไปได้อย่างง่ายดาย ดังนั้น สำหรับตัว เฉิงหยู่ เดิมทีก็มีพลังปราณและพลังกายที่ดีเยี่ยมอยู่ส่วนหนึ่ง ส่งผลให้เขาไม่จำเป็ต้องเผชิญกับความยากลำบาก ตราบใดที่มีโอสถเพียงพอ ขั้นฝึกรากฐานก็ถือว่าเป็ของกล้วยๆ
ตอนนี้ เฉิงหยู่ สำเร็จขั้นฝึกรากฐานแล้ว เพียงแต่ในชาตินี้ เฉิงหยู่ ไม่ได้หวังว่าจะก้าวไปถึงขั้นเทพเซียน เพราะว่าคนใกล้ตัวของเขาเองสักวันก็ตายจาก เขาไม่ได้คาดหวังว่าชาติหน้าจะได้เกิดมาพบกันเหมือนกับชาตินี้ และต่อให้เขา เป็เทพเ้าแห่งการปรุงยา และต่อให้มีวิธีโน้มน้าวทำให้คนใกล้ตัวบ่มเพาะพลัง เพื่อจะยืดอายุขัยให้ยืนยาว แต่ก็ไม่รู้ว่าครอบครัวเขาจะ้าแบบนั้นหรือไม่ เพราะทุกวันนี้เขาเริ่มชินอยู่กับการอาศัยอยู่บนโลกนี้แล้ว เขายังได้พบอีกว่าคนในโลกนี้ไม่ได้คาดหวังที่จะมีอายุยืนยาว พวกเขาหวังแค่ว่าขอให้ตัวเองอยู่นานมากกว่าเดิมอีกสักหน่อย เพื่อจะได้อยู่เห็นหน้าลูกหลาน เห็นได้ชัดว่าสิ่งนี้ทำให้พวกเขาไม่เต็มใจที่จะด่วนตายจาก
ยิ่งไปกว่านั้น ตราบได้ที่ไม่ได้เป็ะ ชีวิตมนุษย์ล้วนแล้วมีอายุขัย อย่างมากก็อยู่ได้ไม่กี่พันปี ซึ่งแน่นอนว่าตัวเขาย่อมสามารถทำได้ เพราะว่าเขาเป็เทพเ้าแห่งการปรุงยา ทว่าไม่มีทางไหนเลยที่จะทำให้พวกเขาก้าวไปสู่ความเป็เซียนะ เมื่อวาระนั้นมาถึง สิ่งที่เหลืออยู่มันจึงคือความโดดเดี่ยว คอยมองดูลูกหลานตนเองค่อยๆแก่ตัว สุดท้ายก็ตายจาก ขณะที่ตัวเองไม่รู้ว่าจะอยู่ไปนานอีกกี่พันปี
แต่มาวันนี้ พวกเขาถึงแม้จะอายุสั้น แต่ชีวิตของพวกเขาก็มีความสุข ไม่ต้องทนเผชิญกับความเดียวดาย คิดๆแล้วตอนนี้ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไป จนถึงตอนนี้เขาก็อยู่มาหลายร้อยปีแล้ว
เห้อ ไม่คิดแล้ว เื่วันหน้าไว้ค่อยคิดล่ะกัน ก่อนจะถึงเวลานั้นก็คอยดูสิ่งที่พวกเขาปรารถนา
เมื่อเดินออกมาจากห้อง ด้านนอกกลับไร้สิ้นเสียงใดๆ คนสักคนก็ไม่มี หยางซื่อเฟิง บอกเขาไว้ั้แ่เมื่อวานแล้วว่าเช้านี้เธอจะกลับไปที่เกียวโต พอคิดได้ก็ตรงไปที่ห้องครัวเพื่อที่จะหาอะไรกิน ก่อนที่จะไปโรงเรียน
หลังจากมาถึงหน้าห้องเรียนนั้น เฉิงหยู่ ก็ตกตะลัง เพราะว่าในห้องนั้นมีสาวสวยคนหนึ่งยืนอยู่ อายุราวๆยี่สิบแปด แปลกมาก ตัวเขาเองก็อยู่มาตั้งนานแล้วแต่ทำไมเพิ่งเห็น
“เฉิงหยู่ ฉันคงจะดูถูกเธอมากไปหน่อย ไม่คิดเลยว่าจะหาห้องเรียนเจอ ” สาวสวยนั้นจ้องมองไปที่ เฉิงหยู่ ที่กำลังยืนอยู่หน้าประตูห้อง พร้อมกับกล่าวขึ้น
พอได้ยินคำที่สาวสวยผู้นั้นพูด เฉิงหยู่ ก็พลันตกตะลึง เขารู้จักสาวสวยคนนี้ด้วยหรือ ? ตนเองก็ไม่เคยเข้าไปจีบเธอนิ? สาวสวยแบบนี้ หากตนเองเคยจีบก็ต้องจำได้แน่นอนสิ
“คนสวย นี่มันห้องเรียนของผม ผมต้องหามันเจออย่างแน่นอน แต่ว่าคุณเถอะ เรารู้จักกันด้วยหรอ? ทำไมถึงมาที่โรงเรียนนี่กัน?” เฉิงหยู่ ขมวดคิ้วขึ้น ถามอย่างสงสัย
คราวนี้เป็ที่ของสาวสวยแล้ว เธอชื่อ เหยาน่า เป็ที่ปรึกษาของมัธยมปลายปีสามห้องสาม เนื่องจากปรึกษาคนก่อนมีปัญหาเื่สุขภาพจึงฝากให้เธอคอยดูแลหนึ่งเทอม ในเทอมนี้เหยาน่าจึงเป็คนที่คอยดูแล
เธอเองก็รู้ว่า เฉิงหยู่ นั้นมาจากตระกูลที่ร่ำรวยเป็อันดับสอง เพราะฉะนั้นแล้วตามปกติเ้าหนุ่มนี้มักจะไม่ค่อยมองเห็นหัวคนอื่นเท่าไหร่ ั้แ่เปิดเรียนจนถึงตอนนี้ เธอก็เพิ่งได้เจอเขาเป็ครั้งแรก จริงๆแล้วตัวเธอเองก็เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัย ดังนั้นคนแบบนี้จึงเจอมาเยอะ แต่เด็กมัธยมที่เป็เช่นนี่เธอยังไม่เคยพบเจอมาก่อน จริงอยู่ว่าคนมีเงิน มักไม่เห็นหัวคนอื่น แต่นี้ห้องเรียนนี้อยู่ภายใต้การดูแลของเธอ อะไรที่ควรทำก็ต้องทำ
เพราะฉะนั้นวันนี้ พอได้เจอ เฉิงหยู่ เธอจึงไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ แต่ด้วยภาระหน้าที่ ไม่ว่าจะอย่างไรเธอก็ต้องทำเป็ไม่สนใจแสร้งเก็บอาการ สำหรับคำพูดเมื่อครู่นี้
ความจริงเธอรู้สึกโกรธเล็กน้อย ทั้งๆที่เธอเป็ที่ปรึกษาของห้องนี้ เขากลับพูดจาแบบนี้กับคุณครู ? ราวกับเป็คนที่เคยไม่รู้จัก
จบตอน