ฮ่องเต้ินิ่งไปครู่หนึ่งเขามิได้สนใจตระกูลจีเลยนับั้แ่ขึ้นครองราชย์
“ท่านชายจีอย่างนั้นหรือ?”
“ใช่พะยะค่ะ เสด็จพี่ ท่านอย่าลืมว่าพวกเขาถือตราัคู่ไว้”
“เ้าคงไม่ลืมคำทำนายที่ร่ำลือกันของท่านผู้เฒ่าฝู่กั๋วกงผู้นั้นดอกกระมัง?”
“พะยะค่ะแต่หม่อมฉันคิดว่าเสด็จพี่ดูแลบ้านเมืองได้เรียบร้อยเป็แน่ ไม่ว่าจะเป็ปัญหาใด?” ชินอ๋องสบตาพี่ชาย “เราเพิ่งผ่านฏฮองเฮามาไม่นานหลายฝ่ายสงบนิ่งอยู่ ท่านเองก็จัดระเบียบเหล่าขุนนางแล้ว หากมีสิ่งใดซุกซ่อนอยู่เราจะค่อยๆค้นหามัน”
ิเฟยหลงพยักหน้า“ข้ามีเ้าช่วยจัดการปัญหาพวกนี้ก็จริง แต่เื่ของตระกูลจีอย่างไรก็ประมาทไม่ได้พวกเขาถือตราัคู่ที่รู้กันว่ามีสิทธิ์ในการครองราชย์หากตระกูลิไม่สามารถดูแลบ้านเมืองได้”
“ยามนี้ท่านชายจีก็ไปเป็ครูฝึกในค่ายของหม่อมฉันแล้วหากเสด็จพี่คิดจะส่งคนเข้าไปสืบความในวังจี คงจะลงมือที่เขาได้ยาก”
“มิได้!ข้าเคยได้ยินเสด็จพ่อกล่าวอยู่ครั้งหนึ่งว่าบุตรสาวตระกูลจีเท่านั้นจึงจะเป็ผู้มีสิทธิ์รักษาสิ่งของสำคัญของตระกูล”
“หือ!”
“บุตรชายจะได้สืบทอดวิชาเฉพาะของตระกูลบุตรสาวจะได้สิทธิ์รักษาสิ่งมีค่าที่สุดของตระกูลเ้าบอกข้าเองว่าพวกเขามีบุตรสามคน และผู้ที่มีวิทยายุทธ์สูงสุดคือท่านหญิงจี”
“พะยะค่ะ”ชินอ๋องที่ส่งฉินหวังหย่งไปสืบข่าวของวังจี รายงานมาเพียงเท่านี้ฉินหวังหย่งกล่าวว่าไม่อาจเข้าใกล้เรือนของพวกเขาได้เพราะคล้ายมีองครักษ์เงาอารักขาอยู่
ชินอ๋องเห็นคิ้วที่ขมวดมุ่นของพี่ชาย“ท่านคงคิดแผนการแล้วกระมัง?”
ิเฟยหลงอยากจะกำจัดเสี้ยนหนามที่ทิ่มตำในใจนี้ออกให้สิ้นซากหากพิสูจน์ได้ว่าตระกูลจีคิดไม่ซื่อก็จะได้หาโอกาสกำจัดเสียทว่าหากพวกเขามีใจจงรักภักดีก็ต้องดึงมาให้อยู่ใกล้ตัวเพื่อจะได้รู้ความเคลื่อนไหวอย่างชัดแจ้ง
“บางทีเราอาจ้าหมากตัวสำคัญ”
ฟ่านหลี่เจี๋ยถูกเรียกตัวเข้าเฝ้าแต่เช้าตรู่เพียงลำพังเขาเดินพลางคิดพลางมาจนถึงห้องทรงพระอักษร
อู๋กงกงที่อยู่รออยู่หน้าห้องรีบนำทางเขาเข้าไปด้านใน“เชิญใต้เท้าฟ่านทางนี้” ฮ่องเต้เงยพระพักตร์ขึ้นมองขุนนางหนุ่ม‘ใคร่ครวญมาทั้งคืนแล้วเ้าหนุ่มผู้นี้เหมาะอย่างยิ่งกับภารกิจเรา’
ฮ่องเต้ทรงโบกพระหัตถ์ให้อู๋กงกงออกไปรอด้านนอกในยามเจรจาความลับย่อมมิอาจปล่อยให้หูที่ห้ามารออยู่ใกล้ทรงเรียกให้ฟ่านหลี่เจี๋ยขยับเข้าไปใกล้
ขุนนางในวังหลวงถูกแยกเป็ฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาเพื่อถ่วงดุลอำนาจทว่าตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีนั้นิเฟยหลงไม่ยอมมีอีกต่อไปเพราะเป็ตำแหน่งที่กุมอำนาจทั้งหมดไว้จึงเสี่ยงกับการก่อฏอย่างยิ่งแค่มีตำแหน่งสูงสุดคือมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาหลายครั้งยังก่อปัญหาต้องคอยระแวดระวัง
“ฟ่านหลี่เจี๋ยเจิ้นจะไม่อ้อมค้อมเจิ้น้าให้เ้าช่วยเื่สำคัญเื่หนึ่ง”
“พะยะค่ะ”
“แต่งงาน”
“พะยะค่ะ”ใต้เท้าฟ่านก้มหน้ารับคำแล้วพลันนึกขึ้นได้ “หา! แต่งงานหรือพะยะค่ะ?”
“ใช่! ข้า้าให้เ้าแต่งงาน”
“เพราะเหตุใดหรือพะยะค่ะ?”
“ข้า้าตามหาตราัคู่”ฮ่องเต้อธิบายความสำคัญของตราัคู่ที่ห้าตระกูลใหญ่ซึ่งเคยร่วมสร้างราชวงศ์ิได้มอบให้ตระกูลจีเพื่อเป็ตัวแทนในการขึ้นครองราชย์หากตระกูลิไม่สามารถดูแลแคว้นได้“ตระกูลจีจึงเป็ตระกูลที่หากคิดจะก่อฏ พวกเขาย่อมสามารถขึ้นครองราชย์ได้อย่างชอบธรรม”
ฟ่านหลี่เจี๋ยเข้าใจในความกังวลของฮ่องเต้“กระหม่อมจะช่วยพระองค์ได้จริงหรือพะยะค่ะ?”
“ข้าจะพระราชทานการสมรสให้เ้ากับท่านหญิงตระกูลจีซึ่งพวกเขาจะปฏิเสธไม่ได้เพื่อให้เ้าได้เข้าไปในวังจีได้ง่ายๆ ช่วยเป็หูเป็ตาให้ข้า พวกเขาปิดวังไม่รับแขกมาหลายสิบปีอาจจะมีความลับซ่อนอยู่ซ้ำยามนี้เ้าก็เห็นแล้วว่าท่านชายจีเข้ามาเป็ทหารในกองทัพเจิ้นไม่รู้ว่าพวกเขาเคลื่อนไหวครั้งนี้มีแผนใด?”
คุณชายฟ่านตื่นตระหนกจู่ๆ เขาก็ได้รับสมรสพระราชทาน นี่คงมิใช่ความบังเอิญดอกกระมัง? “ฝ่าา เหตุใดจึงใช้กระหม่อมเล่า?”
ฮ่องเต้ยกยิ้มมุมปาก“เ้าเป็ผู้ที่เก็บความลับให้เจิ้นได้ดีกว่าผู้ใด ครอบครัวของเ้าก็นับว่าเป็ญาติกับตระกูลิผ่านการอภิเษกของฟ่านซิ่วอิงทอดตาไปทั่วราชสำนักก็คงมีแต่เ้า”
“ตระกูลจีจะยินยอมหรือพะยะค่ะหากเปลี่ยนเป็องค์ชายสักพระองค์พวกเขาอาจจะยินดีกว่าที่จะเป็กระหม่อมก็เป็ได้”
“อืม...นั่นสินะ!เพื่อให้พวกเขาไม่ปฏิเสธเจิ้นคงต้องเรียกพวกเขามาพูดคุยด้วยสักหน่อย”
อู๋กงกงจึงเดินทางไปยังวังจีเพื่อแจ้งให้ท่านจีฝู่กั๋วกงตามมาเข้าเฝ้าจีลี่อิงรู้สึกตื่นตระหนกเพราะตระกูลของนางมิได้รับอนุญาตให้ย่างเท้าเข้าไปเหยียบพระราชวังนับั้แ่ท่านปู่ยังมีชีวิตอยู่
“อิงอิงเ้าว่าท่านพ่อจะเป็อันใดหรือไม่?”
“รอฟังก่อนเถิดท่านแม่อาจจะไม่มีเื่ร้ายแรงก็ได้ในเมื่อชินอ๋องก็ยินยอมรับเอาพี่หลุนไปเป็ครูฝึกในค่ายพยัคฆ์เหินแล้ว”
จีฝู่กั๋วกงตามอู๋กั๋วกงเข้าไปยังห้องโถงเล็กข้างท้องพระโรงฮ่องเต้ิประทับรอ เมื่อเห็นชายวัยกลางคนที่เพิ่งพบหน้าครั้งแรกก็ทรงเริ่มสังเกตอากัปกิริยาของอีกฝ่ายอย่างละเอียด
“ถวายบังคมฝ่าาหม่อมฉันจีจิงเทียน ตำแหน่งฝู่กั๋วกงแห่งวังจี พะยะค่ะ”
“ท่านจีฝู่กั๋วกงที่ข้าเรียกให้ท่านเข้าเฝ้าในครั้งนี้ก็เพื่อปรับความเข้าใจระหว่างตระกูลิกับตระกูลจีเสียใหม่”
ใบหน้าของท่านจีเจื่อนเล็กน้อย“พะยะค่ะ”
“หากจะให้ตระกูลจีได้เข้ามาเป็ขุนนางอีกครั้งก็ควรจะสานสัมพันธ์กับกลุ่มอำนาจเดิมในราชสำนักท่านคิดว่าหากเราให้จีลี่อิงบุตรีคนกลางของท่านสมรสกับองค์ชายจะดีหรือไม่?”
จีฝู่กั๋วกงสะดุ้ง‘ฮ่องเต้คงคิดจะเข้าไปสืบหาตราัคู่และสืบหาความลับของตระกูลจีกระมัง?’
“เป็พระมหากรุณาธิคุณยิ่งทว่ากระหม่อมกลับได้เลือกคนผู้หนึ่งเอาไว้เป็บุตรเขย”
“หือ! ผู้ใดกัน”
“ฟ่านหลี่เจี๋ยบุตรคนโตของอดีตมหาเสนาบดีฟ่าน พะยะค่ะ”จีฝู่กั๋วกงมองเห็นช่องทางที่จะบรรลุภารกิจการแต่งงานของจีลี่อิงจึงรีบกราบทูล
“อืม....”ฮ่องเต้ิไม่คาดว่าจีฝู่กั๋วกงจะเล็งคนที่ตนวางหมากไว้ในใจยินดีนักหากแสร้งพยักหน้าไตร่ตรอง
“หากท่านได้หมายมั่นไว้ก่อนเช่นนั้นก็ถือว่าเจิ้นทำเพื่อตระกูลจีสักครั้งก็แล้วกัน ตระกูลฟ่านยามนี้มีอิทธิพลในหมู่ขุนนางไม่น้อยฟ่านหลี่เจี๋ยเองก็เป็ขุนนางรุ่นใหม่ที่น่าจะก้าวสู่ตำแหน่งระดับสูงเหมาะอย่างยิ่ง”
จีฝู่กั๋วกงตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งเมื่อเห็นว่าฮ่องเต้ให้ได้บันไดลงแก่คนตระกูลจีแล้ว ในเมื่อยินยอมให้จีลี่อิงแต่งงานกับฟ่านหลี่เจี๋ยผู้มีชะตาตามคำทำนายและคนในตระกูลก็จะได้เข้าไปเป็ขุนนางอีกครั้งย่อมจะรุ่งเรือง แม้สมรสพระราชทานมีสิ่งเคลือบแฝงแต่ก็เป็การแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่า
ท่านจีฝู่กั๋วกงแสร้งทำหน้าเคร่งขรึมคล้ายผู้ตกลงในแผนของฮ่องเต้ “เช่นนั้นก็แล้วแต่พระองค์จะกรุณา พะยะค่ะ”
“ดี! ในเมื่อท่านไม่ขัดข้องเจิ้นจะออกพระบรมราชโองการเดี๋ยวนี้ ท่านจงกลับไปแจ้งให้ท่านหญิงจีเตรียมตัวเถิด”
*************************
