บทที่ ๑๓
หวังจวินหนีมาไกลกว่าหกลี้ แต่พวกปู้จงเทียนก็ยังตามมาทิ้งระยะห่างไม่ไกลนัก อาจจะเพียงหนึ่งถึงสองลี้ หวังจวินตอนนี้รู้ดีว่าหากเขาหยุดลงแม้เพียงครู่เดียวก็ไม่อาจหลบหนีพวกนั้นพ้น แต่หากยื้อต่อไปคงหนีได้อีกแค่อีกครึ่งชั่วยาม
‘หรือเราควรจะสู้ขั้นแตกหักกลับพวกมัน ไม่ได้!! ..ถ้าเป็เช่นนั้นนางอาจโดนปราณพลังของเราได้รับอันตราย’ หวังจวินนึกพร้อมทั้งหักลำตัดเข้าไปในเชิงเขาลูกหนึ่ง
เขาลัดเลาะต่อไปตามทางด่านสัตว์ และในทุก ๆ วินาทีที่เคลื่อนที่ไปความเร็วก็ต่ำลงอาการาเ็ก็ทวีขึ้น ขณะนั้นเองหลังจากที่ะโผ่านน้ำตกมาหวังจวินก็ขาอ่อนกลิ้งล้มไป ส่วนโจรสาวที่ช่วยมาร่วงหล่นลงข้างๆ
ชายหนุ่มพยายามกลั้นใจฝืนยืนขึ้นก่อนจะนั่งโคจรพลังรักษา เขาตอนนี้คิดว่าจะเร่งคืนพลังให้ได้สามส่วนแล้วเร่งเดินทางต่อ แต่ก่อนที่จะถอนสมถะสมาธิเสียงใสเสียงหนึ่งที่เหมือนเคยสดับฟังก็ซ่านตัดขึ้นมา หวังจวินลืมตาขึ้นแทบจะในทันที
“ท่านนั้นแปลกประหลาดนัก ติดตามนางมาก็แสนไกลเป็ศัตรูกันก็น่าจะใช่ เหตุใดหนาถึงช่วยนางเสียนี้ อี้เฟยสงสัยยิ่งนัก” หยางอี้เฟยกล่าว ตอนนี้นางยืนอยู่เหนือคบไม้มองมายังชายหนุ่มและโจรสาว แต่ทว่าชุดที่สวมใส่หาได้เป็ชุดแพรเหมือนเก่าก่อน นางอยู่ในชุดบู้สีน้ำเงินครามน่าเกรงขามยิ่ง แน่นอนมันสร้างความสงสัยแก่หวังจวินเพราะเท่าที่นางพูดมาเมื่อตอนเย็น นางไม่รู้ในเชิงยุทธ แววตาอันฉงนสงสัยของหวังจวินนั้นถูกหยางอี้เฟยจ้องมองอยู่ก่อน นางจึงพอจะเข้าใจประดุจอ่านลายมือตนเอง
“อี้เฟยขอโทษด้วยที่โกหก แท้จริงแล้วอี้เฟยรัก และชื่นชอบในเพลงยุทธนัก” นางพูดต่อพร้อมทั้งลอยล่องมาด้วยวิชาตัวเบาอันร้ายกาจมือข้างหนึ่งจับขลุ่ยหยกไขว้หลัง สายตามองมายังหวังจวินฉงนสนใจ
“ท่านแท้จริงแล้วเป็ยอดยุทธผู้หนึ่ง ข้ามีตาหามีแววจริงๆ” หวังจวินกล่าวสนทนายิ้มๆ พลางยันกายลุกขึ้นมาพร้อมทั้งประคองโจรสาวที่สลบอยู่
“ไม่หรอก ไม่เพียงแต่ท่าน คนทั่วไปต่างนึกว่าอี้เฟยนั้นเป็กวีหาได้สนใจในเชิงยุทธ แท้ที่จริงแล้วอี้เฟยสนอกสนใจั้แ่เมื่อครั้งยังเป็เด็ก”
“ท่านติดตามเรามาไกลเท่าไหร่” หวังจวินถามต่ออย่างไม่วางใจ ตอนนี้นางลงมาสนทนาใกล้ชิดจิตใจของเขาก็พลันเต้นผิดจังหวะ
“เราตามท่านั้แ่ท่านงีบหลับอยู่บนหลังคาแล้วล่ะ อี้เฟยเพียงสงสัยว่าท่านคิดจะทำการใดกับสหายสาวของเรา” นางพูด
“สหายของท่าน ท่านรู้แต่แรกว่านางเป็ใคร”
“ใช่อี้เฟยรู้เื่ราว แต่ที่ไม่ทราบคือความเกี่ยวพันระหว่างท่านกับสหายเรา แต่เื่ราวเ่าั้ไว้พูดกันทีหลังเถิดท่านส่งนางมาให้เรา อี้เฟยจะอาสาดูแลนางที่หุบด้านใต้นี้มีถ้ำใต้น้ำตกไม่ไกลนัก เราจะรอท่านที่นั้น” น้ำเสียงของนางราบเรียบ หวังจวินเองก็ยังไม่วางใจก็พินิจพิจารณา
“ท่านมีเวลาไม่มากแล้ว” นางตัดขึ้นพร้อมกับเสียงที่ใกล้เข้ามาห่างเพียงสองร้อยก้าว
ได้ยินเสียงฝีเท้าดังนั้นหวังจวินจึงได้แต่จำใจฝากโจรสาวให้หญิงงามดูแลพลันสบมองดวงตาสวยของหยางอี้เฟย
“ท่านไม่ต้องห่วงหรอกอี้เฟยจะไม่โกหกท่านซ้ำสอง ท่านจงเป็ห่วงตัวเองเสียก่อน” จบประโยคหญิงสาวก็ะโพาร่างสหายลอยลิ่วไปยังทางใต้ ทิ้งให้หวังจวินคิดว่าตอนนี้จะล่อพวกมันไปอีกทาง หรือจะสู้กับพวกมันถึงขั้นแตกหัก ชายหนุ่มเองก็เริ่มี้เีหนีแล้วจึงเลือกหนทางที่สอง
สักครู่ ปู้จงเทียน ชายแก่ หม่าหยงชิงเจี่ยและซูเหมินก็มาถึง ซูเหมินเมื่อพบหวังจวินก็ขยิบตานิดหนึ่ง หวังจวินเองสกิดนิ้วเป็เชิงว่าเจอหยางอี้เฟยแล้ว หม่าหยงชิงเจี่ยก็กล่าวกับชายแก่แทบจะในทันที
“ดูเหมือนมันจะาเ็ดังท่านปู่ว่า” น้ำเสียงของมันเสมือนว่ามีชัย ท่าทีก็ยิ้มแสยะยินดี
หวังจวินไม่ได้ปฏิเสธอะไรแต่ยกมือบิดี้เีไปมาส่ายหัวเล็กๆ น้อยๆ พร้อมทั้งยิ้มให้ทุกๆ คนอย่างอารมณ์ดี
เวลาที่ผ่านมาั้แ่หยางอี้เฟยจากไป หวังจวินไม่ต้องกังวลไอร้อนทำร้ายผู้ใดจึงเข้าสู่การโคจรพลังร้อนเต็มพลังไปทั่วร่าง ตอนนี้อาการาเ็ของเขาหายไปแปดถึงเก้าส่วนได้แล้ว นับว่าเป็พลังฝีมือที่ยากต่อการทำความเข้าใจในยุคปัจจุบัน ทุกคนที่มองเห็นต่างรู้สึกสงสัยว่าหวังจวินเป็ฝ่ายมารหรือไม่
“ถ้าเช่นนั้นผู้ใดจะเข้ามาปะมือกับผู้น้อย” หวังจวินกล่าวเนือยๆ
“พวกท่านเ้าโจรชั่วนี้าเ็อยู่หากพวกท่านลงมือจะถือว่ารังแกคนเจ็บ ให้ข้าสั่งสอนมันเถอะ” หม่าหยงชิงเจี่ยตอบอย่างมั่นใจ แม้จะรู้ว่าหวังจวินฟื้นคืนพลังอย่างรวดเร็ว แต่มันก็คิดว่าท่าทีที่มองเห็นเป็เพียงสิ่งจอบปลอมที่หวังจวินแสดงออกมา นับว่าโง่เขลาเบาปัญญา
“ท่านจะบอกว่ายินดีรับเป็พวกหน้าด้านเพียงคนเดียว” หวังจวินแย้งขึ้นหน้าตาซื่อๆ ซูเหมินเองก็ขำออกมาคำหนึ่งทำเอาหม่าหยงชิงเจี่ยหันขวับ
“ซูเหมินท่านขำอะไรของท่าน หรือว่า...ข้าสังเกตท่านมาั้แ่อยู่ตำหนักแล้ว ท่านไม่มีท่าทีจะช่วยเหลือเราเ้าบ้านเลยไม่เช่นนั้นเ้าโจรถ่อยนี้ก็มาได้ไม่ไกลเท่านี้” มันพาลซูเหมินต่อ คราวนี้เห็นทีว่าหยางอี้เฟยไม่ได้มาด้วยจึงไม่ได้เกรงใจ
“ข้าเป็บ่าวของคุณหนู ไม่ได้เป็แขกเรื่อของท่าน เื่ของท่านกับน้องหวังข้าเองไม่อยากยุ่งเกี่ยว แต่ที่มาก็เพราะคำสั่งคุณหนูให้มาสอดส่องเสียเท่านั้น” ซูเหมินพูดตอบก่อนจะพูดต่อไปอีก
“แต่ถ้าหากท่านพึงอยากเห็นคมดาบของข้าก็ไม่ยากนัก เพียงคิดร้ายคุณหนูข้า ซูเหมินมั่นใจหัวของท่านจะร่วงลงดินเพียงครู่เดียวเท่านั้น”
“เอาล่ะ ข้าว่าท่านลงมือเสียเถิดอย่ามาสนทนากับข้ามากนักเลยประเดี๋ยวเรี่ยวแรงหมดจะพ่ายแพ้ขึ้นมารำบากฃปู่ท่านต้องลงมือเอง” ซูเหมินกัดต่อพร้อมทั้งนั่งลงโขดหินใกล้ๆ หวังจวินเองก็ขำขึ้นอย่างไม่เก็บอาการเสียงดังสนั่น หม่าหยงชิงเจี่ยได้แต่หน้าแดงกล่ำ
“ฮึ ท่านจงดูซะ!!” หม่าหยงชิงเจี่ยคำรามพร้อมควงกระบี่พุ่งจู่โจมหวังจวิน หวังจวินเองเห็นดังนั้นก็สะบัดมือเกิดเป็เปรวเพลิงก่อนจะฝาดฝ่ามือรับคมกระบี่แรงปะทะทำให้หม่าหยงชิงเจี่ยสั่นสะท้าน
‘เ้านี้ฝีมือต่ำแต่ยังปากเก่ง’
หวังจวินเมื่อรับการจู่โจมได้ก็สะบัดไฟเป็แส้ฟาดลงบนหลังซูเหมินเกิดเป็รอยไหม้ชัดเจนก่อนจะควงพลังอีกมือเป็ดวงไฟที่อัดแน่นด้วยปราณร้อนพุ่งไปฟาดที่หน้าอกหม่าหยงชิงเจี่ยกระเด็นไปไกล ชายแก่ที่ในตอนแรกเป็เพียงผู้ดูก็ะโมารับร่างหลานชายตน
“ลูกเจี่ย!” ชายแก่เรียกอย่างร้อนรนแต่หม่าหยงชิงเจี่ยตอนนี้กระวนกระวายอึดอัดดิ้นพล่าน หวังจวินจึงพูดขึ้นมาเบาๆ
“ท่านผู้าุโ หลานท่านเก่งมากจนข้าต้องทุ่มพลังทั้งหมดไม่อาจยั้งมือ เสียใจนัก” หวังจวินพูดเบาๆ แววตาเสียใจ ชายแก่ก็บันดาลโทสะโคจรพลังะโมากระหน่ำเพลงเท้าใส่หวังจวินทันที ปู้จงเทียนก็เช่นกันมันก็พุ่งทะยานมาชักกระบี่ทิ่มแทงอย่างกลมเกลียว หวังจวินตอนนี้โคจรพลังได้เต็มส่วนพลันหมุนวนไอร้อนพวยพุ่งสองฝ่ามือปัดเป่าอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้ผ่านมาเกือบหกสิบกระบวนท่าอย่างสูสี และดูเหมือนว่าหวังจวินก็ยังไม่อาจจู่โจมพวกมันทั้งสองได้แม้แต่ครั้งเดียว ถึงอย่างนั้นพวกมันทั้งสองก็ไม่อาจทำร้ายหวังจวินให้เจ็บได้เช่นเดียวกัน
‘พวกมันแกร่งเกินไป ลำพลังเทพพลังขั้นแรกไม่อาจพิชิตชัยพวกมันได้’ หวังจวินนึกพร้อมทั้งใช้มือไม้เข่าศอกปัดป้องอย่างยากลำบาก
“เก่งนักไม่ใช่หรือเ้าหนุ่ม ไหนละฝีมือเ้า” ชายแก่พูดขึ้นโดยหวังจะให้หวังจวินเร่งรุกจะได้เปิดช่องโหว่
“ถ้าเป็ท่านผู้เดียว หัวคงจมพสุธาไปเสียสิ้น แต่บังเอิญว่ามีพวกฉาบฉวยร่วมมือ” หวังจวินตอบพร้อมทั้งควงพลังเป็หอกไฟน้อยใหญ่ทิ่มแทงปู้จงเทียนที่ใช้กระบี่แทงเข้ามาดุจห่าฝน
“กับพวกโจรไม่จำเป็ต้องนึกเื่คุณธรรม” ปู้จงเทียนร้องพร้อมกลับกระบี่จากแทงเป็ฟันซ้ายขวา กระบี่ของมันรวดเร็วและวกวนคล้ายปลายสนที่ยากจะจับทิศทาง ถือว่าเป็ดยอดฝีมือสมคำร่ำลือ
หวังจวินตอนนี้ถูกรุกจากทั้งซ้ายขวา ที่กล้ำกลืนฝืนทนอยู่ได้ก็เพราะเร่งพลังสูงสุดแล้ว ตอนนี้มือและแขนของหวังจวินชาไปหมด
‘ไม่ไหวจริงๆ สู้กับพวกมีฝีมือลำพังเพียงเทพพลังขั้นแรกคงไม่อาจกำชัยได้จริง ๆ ถ้าเช่นนั้นลองใช้เพลงกระบี่ควบคู่’ คิดได้ดังนั้นชายหนุ่มก็เกร็งพลังให้มากจนไฟลุกทั้งแขนทั้งสองข้างเสื้อผ้าไหม้ไปหมด หวังจวินปล่อยพลังเพลิงกระแทกพวกมันทั้งสองไปให้ชะงักเล็กน้อยเพื่อจะได้มีเวลาสร้างกระบี่ เขาสะบัดมือเล็กน้อยทรายเบื้องล่างก็ล่องลอยขึ้นมาหลอมเป็กระบี่ศิลา หวังจวินก็ถ่ายพลังเข้าไปในกระบี่ศิลาเกิดเป็ไฟลุกท่วม
“วิชามาร!!” ปู้จงเทียนกล่าว
“ใช่จริงๆ” ชายแก่พูดต่อ
หวังจวินไม่ตอบอะไรเมื่อได้โอกาสก็ชิงรุกปู้จงเทียนก่อน เขาแทงกระบี่ทั้งจากขวาล่างซ้ายบนพร้อมทั้งปราณเพลงในกระบี่กลายเป็ัไฟจู่โจมทำให้ปู้จงเทียนเองไม่อาจผสานการโจมตีกลับชายแก่ จากนั้นก็วกมายังชายแก่ซัดกระบี่โจมตีโดยใช้ดัชนีควบคุมให้ล่องลอยติดตาม
‘ฮืม พลังภายในของน้องหวังร้อนแรง แต่ดูเหมือนจะมีไอพลังร้อนที่ไม่อาจควบคุม มิน่าตอนที่พาท่านหญิงชิงหนีมาถึงไม่กล้าใช้พลังเพราะกลัวท่านหญิงชิงาเ็นี้เอง แต่วิชากระบี่นั้นยอดเยี่ยม อย่างไรเสียดูเหมือนยังไม่สุดฝีมือเหมือนน้องหวังกำลังเล่นสนุกมากกว่า’ ซูเหมินผู้ที่เฝ้าดูเพียงคนเดียวนึก
เป็ไปอย่างที่ซูเหมินพิจารณา ตลอดแปดปีที่ผ่านมาหวังจวินได้รับการถ่ายถอดวิชาจากหวังเจี้ยนมาทั้งหมดทั้ง เพลงกระบี่ เพลงมวย เพลงดาบและเทพพลังของฉินซี แต่ทว่าเทพลังของฉินซีนั้นลึกล้ำและพิสดาร หวังจวินไม่อาจฝึกฝนสำเร็จทั้งหมด ด้วยเหตุนี้จึงไม่อาจคุมพิษร้อนที่ออกมาได้เพราะเทพพลังนั้นแบ่งเป็แปดขั้น และหวังจวินเพิ่งสำเร็จเพียงขั้นที่สาม หากจะถึงขั้นสามารถควบคุมพิษร้อนได้ก็ต้องถึงขั้นที่หกเสียก่อน และในการต่อสู้ครั้งนี้เขาไม่อยากใช้มากนักเพราะอยากทดลองวิธีต่อสู้ไปเรื่อยๆ
‘ปู้จงเทียนมีฝีมือก็จริง แต่ชื่อเสียงดูเหมือนจะเกินจริงไปสักหน่อย ส่วนชายแก่ผู้นี้ก็เช่นกันแต่คงไม่อาจเทียบเหล่ายอดยุทธชั้นนำได้’ หวังจวินนึก ตอนนี้เขาเบื่อที่จะยื้อต่อไปแล้ว