อย่างรวดเร็วพนักงานขนส่งสินค้าได้มาถึงหน้าบ้าน
หลินอู๋เฉินให้พวกเขาช่วยขนย้ายเข้ามา เนื่องจากหินิญญามีถึงร้อยก้อน ดังนั้นกล่องพัสดุจึงมีขนาดใหญ่และหนักมาก
ต่อให้หลินอู๋เฉินอยู่ในระดับปรมาจารย์แต่อย่างใดก็ตามแค่ระดับมนุษย์ธรรมดาเท่านั้น แรงหรือพละกำลังยังอยู่ในขอบเขตปกติ ไม่ได้แกร่งกว่ามนุษย์ทั่วไปสักเท่าไหร่ ดังนั้นจึงไม่แปลกหากไม่สามารถยกพัสดุได้
เมื่อพนักงานจากไป หลินอู๋เฉินเปิดกล่องพัสดุที่มีลวดลายหินอ่อนสีดำ
ในนั้นเขาได้พบกับหินิญญาที่เหมือนกับคริสตัล พวกมันโปร่งแสง เป็หินทรงกลมคล้ายกับเกลียวคลื่น พอหยิบขึ้นมาให้ความรู้สึกที่สบายอย่างบอกไม่ถูก นอกจากนั้นแต่ละก้อนยังมีน้ำหนักราว 20 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าหนักมาก
หลินอู๋เฉินวางหินิญญาลงแล้วหันมาพิจารณาพัสดุกล่องเล็กสีแดง ภายในนั้นบรรจุขวดหยกพิถีพิถัน ดูก็รู้ว่าเป็ของราคาแพง พอเปิดฝากลิ่นหอมอันน่าประหลาดคลุ้งไปทั่วห้องโถง
“นี่คือโอสถระดับต่ำสำหรับกระตุ้นิญญา...วิเศษมาก” หลินอู๋เฉินพึมพำกับตัวเองเมื่อเม็ดยาสีแดงอมเขียวตกลงมาบนฝ่ามือ
นอกจากตัวโอสถแล้วยังมีวิธีใช้
กระดาษแผ่นนั้นที่เขียนมากล่าวว่าไม่ควรเปิดขวดหยกนานเพราะอาจทำให้ประสิทธิภาพของโอสถลดทอน จำเป็ต้องรีบกินเพื่อฝึกปรือพลังิญญา
หลินอู๋เฉินเดินเข้าไปในห้องนอน หลังจากนั่งลงบนพื้นสูดหายใจเข้าลึก เขาได้กินโอสถเข้าไปทั้งอย่างนั้น
เมื่อโอสถลงสู่กระเพาะคล้ายกับมีเปลวเพลิงจำนวนมากแผดเผาร่างกาย เพลิงจำนวนนั้นคล้ายดังมดนับร้อยพันกัดกินเส้นเื เส้นเอ็น ไขกระดูก ม้าม ตับ ปอด หัวใจ...
หลินอู๋เฉินที่นั่งหลับตาลงเริ่มฝึกฝนเทคนิคบ่มเพาะเซียนเทียน
เนื่องจากโลกมนุษย์มีพลังิญญาที่เบาบางจำเป็ต้องใช้ตัวกระตุ้นและดูเหมือนว่าโอสถจะทำงานได้ดี
ไขกระดูกและเส้นเอ็นรวมถึงส่วนต่างๆ ที่ถูกปิดกั้นะเิออกมา คล้ายกับถูกกุญแจดอกหนึ่งไข มันเริ่มดูดซับพลังิญญาในอากาศ พลังิญญาจากแสงแดด พลังิญญาจากวัตถุ...
ในระยะเวลาอันสั้นตันเถียนของหลินอู๋เฉินเริ่มถูกสร้างขึ้นมาอย่างช้าๆ
ด้วยเทคนิคระดับสูงเริ่มมองเห็นทะเลิญญาแห่งเล็กก่อตัวขึ้นมา
ขั้นแรกของการบ่มเพาะคือทะเลิญญา
ยิ่งทะเลิญญามีขนาดใหญ่มากเท่าไหร่นั่นหมายถึงความแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น
แต่อย่างใดก็ตามตันเถียนหลินอู๋เฉินตอนนี้หากบอกว่าเป็ทะเลก็ยังไงอยู่ มองดูดีๆ แล้วก็ไม่ต่างจากแอ่งน้ำขนาดเล็ก
ไม่นานชายหนุ่มลืมตาขึ้นมา แม้จะอยู่ในขั้นต่ำของการบ่มเพาะแต่เขาดูต่างไปจากก่อนหน้านี้อย่างชัดเจน
ใบหน้ายังคงรูปลักษณ์เดิม แต่ร่างกายกลับแผ่บรรยากาศเย็นเยียบอันคุกคาม
หลินอู๋เฉินลองเพ่งสมาธิไปที่หนังสือบนชั้นที่อยู่ตรงหน้า มือทำมุทรา สักพักหนังสือเล่มนั้นเริ่มสั่นไหวโอนเอน มันลอยขึ้นมาอย่างช้าๆ แต่ไม่นานก็ตกลงไปบนพื้น
“นี่เหรอคือการควบคุมิญญา ทุกสรรพสิ่งบนโลกเกิดขึ้นเพราะิญญา ก่อเกิดเป็วัตถุและสิ่งมีชีวิต ยิ่งระดับสูงขึ้นก็จะควบคุมได้ง่าย รวมถึงการดูดซับพลังิญญา ตอนนี้ฉันสามารถควบคุมวัตถุในระยะห้าเมตรได้ คงอีกนานกว่าจะทำให้ทุกอย่างขยับตามใจอยาก” แม้จะพูดแบบนั้นแต่หลินอู๋เฉินกลับยิ้มจนหน้าบาน
เขาเข้าใจทักษะที่มีอยู่บนโลกในฐานะปรมาจารย์ แต่อย่างใดก็ตามเมื่อััถึงประตูบานใหญ่ระหว่าง์และโลก มันก็เหมือนกบที่อยู่ในน้ำ ไม่รู้ว่าท้องฟ้ากว้างใหญ่มากแค่ไหน
หลินอู๋เฉินเดินออกจากห้อง เดินลงไปชั้นล่างแล้วมาหยุดที่หน้ากล่องพัสดุหินิญญา แต่อย่างใดก็ตามที่ยังไม่ทันให้เปิดกล่องเสียงจากสัญญาณหน้าบ้านก็ดังเข้ามา
“คุณหลิน...อยู่หรือเปล่าคะ ฉันมาเอาชุดชั้นในและของใช้ส่วนตัว คุณซื้อมาหรือยังคะ”
ชายหนุ่มขมวดคิ้ว ตอนนั้นบอกเธอไปว่าเย็นๆ ค่อยมาเอาแต่นี่ผ่านมาเท่าไหร่เอง ทำไมถึงได้รีบกลับมานัก
หลินอู๋เฉินอยากจะตำหนิซ่งจื่อจิงแต่ต้องผงะเมื่อเห็นนาฬิกา ตอนนี้หนึ่งทุ่มกว่าแล้ว
“นี่ฉันบ่มเพาะนานขนาดนั้นเชียว...?”
หลินอู๋เฉินเกาศีรษะตัวเอง ่ที่ผ่านมาเขามัวแต่ฝึกฝนจึงลืมดูเวลา มิน่าซ่งจื่อจิงถึงมาที่นี่
หลินอู๋เฉินไม่ได้ออกไปรับ เพียงกดรีโมทประตูรั้วให้เธอเข้ามา
จังหวะที่ซ่งจื่อจิงกำลังจะก้าวเท้าผู้หญิงที่อยู่วิลล่าข้างๆ ก็เดินมา พร้อมกับยิงคำถาม
“คุณ...เป็คนรู้จักของคุณหลินเหรอคะ” ลู่ซินหยีกล่าว ในสภาพสองมือถือเนื้อและผักสายตาเริ่มสำรวจอีกฝ่ายไม่วางตา
“ใช่ค่ะ แล้วคุณคือ...” ทางด้านซ่งจื่อจิงเองก็เช่นกัน หล่อนไม่คิดเลยว่าคุณหลินจะมีเพื่อนบ้านมาหาตอนดึก
ยายจิ้งจอก!
“ฉัน...ผู้จัดการป่านหลงวิลล่า ลู่ซินหยียินดีที่ได้รู้จักค่ะ” ผู้จัดการลู่แนะนำตัว
ซ่งจื่อจิงแสยะยิ้มมุมปาก “อ๋อ...ก็แค่ผู้จัดการวิลลานี่เองนึกว่าใคร ฉันซ่งจื่อจิง ตระกูลซ่งแห่งเมืองชุนเหลียน” กล่าวจบหล่อนไม่พูดให้มากความ สะบัดผมเดินเข้าไปทันที
“นางนี่!” ลู่ซินหยีไม่ชอบขี้หน้า ลักษณะนิสัยแบบนี้มันคุณหนูบ้านรวยที่เอาแต่ใจชัดๆ
“คุณหลิน...” ซ่งจื่อจิงวิ่งเข้ามาก่อน ตอนนี้หล่อนอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตหลวมๆ กับกางเกงยีนส์ที่ไม่พอดีกับตัว ดูแล้วค่อนข้างแปลกแต่เพราะหล่อนมีรูปร่างที่ดูดีรวมถึงหน้าตาสวยมาก การแต่งตัวนี้จึงไม่ตกเป็ข้อด้อยกลับกันมันทำให้เธอน่าค้นหายิ่งขึ้น
หลินอู๋เฉินพูดไม่ออก เขาไม่คิดเลยว่าหล่อนจะมาในสภาพนี้ มองเห็นหน้าอกเต่งตึงชูชันดันเสื้อออกมา แถมยังไม่ปิดกระดุมสองเม็ด เนินอกสีขาวอมชมพูจึงปรากฏชัดแก่สายตา
ซ่งจื่อจิงปล่อยให้เขามองให้พอ ก่อนจะหันไปสนใจพัสดุที่วางอยู่ตรงกลางบ้าน
“คุณหลิน ฉันซื้อผักและเนื้อหมูมาค่ะ เย็นนี้เดี๋ยวฉันทำอาหารให้ทานนะคะ” ลู่ซินหยีตัวเล็กกว่าคุณหนูซ่ง ด้วยข้อจำกัดดังกล่าวรวมถึงหน้าอกที่สู้ไม่ได้ หล่อนจึงคิดใช้วิธีอื่น นั่นก็คือเสน่ห์ปลายจวัก
“อือ ฝากด้วยนะ” หลินอู๋เฉินไม่มีเหตุผลต้องปฏิเสธ เพราะทั้งวันหมกมุ่นอยู่กับการบ่มเพาะ ย่อม้าสารอาหารบำรุงร่างกายเป็ธรรมดา
“ได้เลยค่ะ เดี๋ยวฉันจะทำให้คุณสุดฝีมือเลย!” ลู่ซินหยีเดินเข้าไปในครัว เริ่มทำหน้าที่ของตัวเอง
ระหว่างนั้นหลินอู๋เฉินเดินมาข้างๆ คุณหนูซ่ง แล้วชี้ไปยังกองพัสดุสีน้ำตาล
“ทั้งหมดนี่เป็ของเธอ”
“งั้นฉันเปิดดูแล้วนะคะ”
“อื้อ”
ซ่งจื่อจิงไม่เกรงใจ รีบเข้าไปเปิดกล่องพัสดุด้วยตัวเอง
แต่กล่องทั้งหมดมีมากเกินไปหล่อนเป็แค่ผู้หญิงจะทำทั้งหมดก็คงไม่ไหว สุดท้ายจึงขอความช่วยเหลือ
หลินอู๋เฉินไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเข้าไปช่วยเธอ
“เอ๋...เปิดมาก็เจอของดีเลยนะเนี่ย เสื้อ GUCCI รุ่นลิมิเต็ดที่ฉันอยากได้นี่นา ฮื้อ...ขอบคุณนะคะคุณหลิน”
“ว้าว ชุดของ Off-white มีแต่สวยๆ ทั้งนั้นเลย แต่ละชิ้นตามราคาป้ายไม่ใช่ถูกๆ”
“นี่มันน้ำหอม CHANEL นี่นา กลิ่นนี้ที่ขายอยู่ในเว็บราคาต่อหนึ่งขวดก็หนึ่งแสนหยวน จะบ้าตาย!!”
“ว้าว...มีแต่ของดีๆ ทั้งนั้นเลย ขอบคุณนะคะคุณหลิน แต่เดี๋ยวสินี่มัน....”
ซ่งจื่อจิงพบกับชุดชั้นในเซ็กซี่เย้ายวนเลยอดไม่ได้จะชะงัก แล้วหันไปมองชายหนุ่ม
หลินอู๋เฉินรู้สึกกระดากอายอยู่บ้าง “เอ่อ...ฉันรู้แต่สัดส่วนของเธอ ไม่รู้ว่าเธอชอบแบบไหนก็เลยเลือกแบบนี้ ถ้าไม่ถูกใจจะทิ้งก็ได้นะ จากนั้นก็กลับบ้านเธอไปซะ”
“ใครว่าฉันไม่ชอบละคะ เสื้อผ้าและของทุกอย่างที่คุณหลินเลือกให้ฉัน ฉันชอบมันที่สุดเลย!” ซ่งจื่อจิงเดินเข้ามากอดแขนพร้อมกับยิ้มหวาน “คุณหลินคะ ตอนนี้ฉันยังไม่ได้ใส่ชุดชั้นในเลยถ้ายังไงช่วยใส่ให้ฉันหน่อยได้ไหมคะ ตอนนี้ฉันรู้สึกโล่งแบบแปลกๆ ร้อนวูบวาบไปหมดเลยค่ะ”
หน้าอกใหญ่ััที่ต้นแขน แม้จะมีเสื้อเชิ้ตขวางกั้นแต่ัันั้นก็มากพอที่จะทำให้จิตใจคนเตลิดเปิดเปิง ไม่เว้นแม้แต่เขา
แต่จังหวะนั้นลู่ซินหยีได้เดินเข้ามา “อาหารเสร็จแล้วค่ะ คุณหลินไปที่โต๊ะเถอะนะคะ”
“ชิ! ยายนี่มันแกล้งกันชัดๆ” ซ่งจื่อจิงกัดฟันกรอด แล้วตามไปในครัวอย่างไม่มีทางเลือก
หลินอู๋เฉินนั่งลงแล้วเริ่มรับประทานอาหารเย็น มื้อนี้ค่อนข้างเรียบง่าย แต่ก็อร่อยพอสมควร
“เดี๋ยวสิ แล้วข้าวของฉันล่ะ” ซ่งจื่อจิงถาม มองหน้าผู้จัดการลู่ด้วยความรังเกียจ
“ตักเองสิ ไม่มีมือหรือไง” ลู่ซินหยีไม่ได้เงยหน้ามอง หล่อนแค่นั่งอยู่ข้างๆ เ้าของวิลล่า คอยคีบอาหารใส่ถ้วยให้ไม่ขาด
“ชิ! ตักเองก็ได้” ซ่งจื่อจิงหน้าบึ้ง นี่คือครั้งแรกั้แ่เกิดมาที่ต้องตักข้าวเอง ในฐานะคุณหนูตระกูลซ่งหากรู้ไปถึงหูคนนอก มีหวังกลายเป็ที่หัวเราะเยาะ
“ไอ้หม้อโง่ แล้วมันเปิดยังไง ฉันต้องตักข้าวใส่จานยังไง?” คุณหนูซ่งเปิดหม้อหุงข้าวไม่เป็
“อะไรนะ...เธอตักข้าวไม่เป็เหรอ” ลู่ซินหยีส่งสายตาเยาะเย้ย
“นี่เธอ...!” ซ่งจื่อจิงอยากอาละวาดเหมือนที่บ้าน แต่เพราะหลินอู๋เฉินนั่งหัวโด่หล่อนจึงต้องสงบเสงี่ยมไม่กล้าโวยวาย
“ขอร้องฉันสิ เรียกฉันว่าพี่ลู่ ไม่แน่ฉันอาจตักข้าวให้เธอ” ลู่ซินหยียื่นข้อเสนอ