วิวทิวทัศน์ในยามค่ำคืนนั้นเป็ที่น่าพอใจมาก มีแสงดาวสุกสกาวประดับประดาอยู่เหนือคนทั้งคู่ ราวกับเป็ฉากอันงดงามที่หาชมได้ในภาพยนตร์คุณภาพดีเท่านั้น สายลมเย็นฉ่ำพัดโชยมาจากแม่น้ำ แต่ทว่าหลานซินที่ควรจะรู้สึกเย็นสบายกลับตัวแข็งทื่อ ร่างกายแข็งเกร็งไปทุกส่วน หยดเหงื่อไหลลงมาจากฝ่ามือ ทั้ง ๆ ที่สถานที่แห่งนี้ก็ไม่คับแคบเลย แม้แต่สายตาที่จ้องมองไปยังเซียวเจิ้งก็ยังหลบเลี่ยง ไม่กล้ามองอีกฝ่ายตรง ๆ
ในทางกลับกัน ฝ่ายเซียวเจิ้งที่เผชิญหน้ากับคำพูดที่หลุดปากออกไปโดยไม่ตั้งใจของหลานซิน กลับไม่หลบหน้าเลยแม้แต่น้อย เขาเพียงคลี่ยิ้ม แล้วกล่าวออกมาอย่างสงบนิ่งว่า
“เงินในกระเป๋าของผมจ่ายค่าตั๋วขึ้นเรือไม่ไหวหรอกครับ”
ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถจ่ายค่าตั๋ว 1,000 หยวนได้ เซียวเจิ้งนั่งกินนอนกินสมบัติเก่า ใช้เงินเก็บของตัวเองไปจนหมดแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเื่ซื้อตั๋วขึ้นเรือ แม้กระทั่งในร้านอาหารก็ต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง เพราะเกรงว่าเงินเดือนจะไม่พอ
เขาพูดออกมาง่าย ๆ ด้วยความชัดเจน โดยที่สีหน้าไม่มืดครึ้มเลยแม้แต่น้อย แต่นั่นกลับทำให้หลานซินรู้สึกเศร้าใจไปชั่วขณะ ในสายตาของเธอ บนโลกใบนี้มีผู้ชายอยู่ 2 ประเภทที่ไม่สนใจเื่หน้าตาและศักดิ์ศรี ประเภทแรกคือคนที่สมองบกพร่อง มี EQ ต่ำ และอีกประเภทหนึ่งคือผู้ชายที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากความเป็จริงอันโหดร้ายจนยอมรับชะตาชีวิต แต่แม้ว่าในภายหลังจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องดิ้นรนต่อสู้ ก็จะไม่ยอมถูกคนอื่นดูถูกเหยียดหยามได้ง่าย ๆ
เซียวเจิ้งเป็คนประเภทไหน?
เขาไม่แม้แต่จะปิดบัง เปิดเผยความจริงอย่างตรงไปตรงมาด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
เขายังเป็ขุนศึกตัวน้อยแห่งโรงเรียนมัธยมปลายอันดับหนึ่งอยู่หรือเปล่า?
หลานซินรู้สึกเศร้าใจเป็อย่างมาก แต่เธอไม่กล้าแสดงออกบนใบหน้าอันงดงาม เธอทำได้แค่ฝืนยิ้ม แล้วพูดออกมาเท่านั้น
“ไม่ใช่ว่าคุณไม่มีค่าตั๋วหรอกค่ะ ฉันว่าคุณมานั่งมองสาวสวยที่เดินเข้าออกอยู่ที่นี่มากกว่า”
เซียวเจิ้งไม่ได้อธิบายอะไรเช่นกัน เขาดีดนิ้ว แล้วพูดขึ้นมาว่า
“จากที่ผมศึกษามากว่าครึ่งชั่วโมง บนเรือเพิร์ลมีสาวสวยอยู่ไม่น้อยจริง ๆ ครับ”
หลานซินยกนิ้วขึ้นมาจับเส้นผมทัดหู ริมฝีปากพลันคลี่ยิ้ม แล้วกล่าวออกมาว่า
“เข้าไปข้างในกันเถอะค่ะ”
เซียวเจิ้งพยักหน้า แล้วเดินตามหลานซินขึ้นไปบนเรือเพิร์ล ซึ่งเป็สถานที่ที่คนธรรมดาไม่กล้าขึ้นไป ถึงจะไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็ถูกดวงตาอันเฉียบคมของหลานซินจับสังเกตได้อย่างรวดเร็วว่า ฝีเท้าของเซียวเจิ้งช้าลงอย่างเห็นได้ชัด หากนี่ไม่ใช่การให้เกียรติหลานซิน ก็ต้องมาจากลักษณะนิสัยของเขา
ชั้นล่างของเรือเพิร์ลคือร้านอาหารที่สามารถจุคนได้มากที่สุด มีที่นั่งสำหรับทานอาหารและมีห้องอาหารส่วนตัว เมื่อสถานที่ต่างกัน ค่าใช้จ่ายก็แตกต่างกันออกไปด้วย แต่ถ้าพูดถึงเื่คุณภาพของอาหารและการบริการ ทั้งหมดนี้ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีที่สุดในเมืองิจู
เพียงแค่นั่งริมหน้าต่าง ทานอาหารบนโต๊ะสำหรับ 4 คน และชมวิวทิวทัศน์สุดแสนตระการตาในยามค่ำคืนไปด้วย ค่าใช้จ่ายอย่างต่ำที่สุดก็ปาไป 8,888 หยวน โดยไม่รวมค่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่วนห้องอาหารส่วนตัวนั้นจะมีสภาพแวดล้อมที่สวยงาม และเห็นวิวทิวทัศน์ได้ดีกว่าปกติ โดยทั่วไปแล้วจะจ่ายในราคาหลักหมื่นหยวน
นอกจากร้านอาหารทะเลที่พื้นที่ครึ่งหนึ่งบนชั้นแรกแล้ว ที่นี่ยังมีโรงน้ำชา ร้านกาแฟ ร้านนวด และสถานที่พักผ่อนหย่อนใจอื่น ๆ ที่หรูหราและงดงาม ช่างเหมาะสมกับการพักผ่อนให้สร่างเมา หลังจากที่ดื่มกินอย่างเกินประมาณมาเหลือเกิน ตอนแรกเซียวเจิ้งคิดว่ามื้อค่ำในวันนี้จะได้ทานอาหารอยู่ในร้านอาหารทะเลที่โอ่อ่าและหรูหรา แต่เมื่อเดินเข้าไปในชั้น 1 ผู้จัดการในล็อบบี้ที่แต่งกายอย่างงดงามก็เดินเข้ามาหาคนทั้งสอง
“คุณหลาน โต๊ะที่คุณจองเอาไว้พร้อมแล้วนะคะ คุณอยากตรงไปทานอาหารเลย หรือว่าจะหาความบันเทิงก่อนดีคะ?”
หลานซินหันหน้ากลับมาถามเซียวเจิ้ง
“คุณหิวหรือยังคะ?”
เซียวเจิ้งพยักหน้า กล่าวออกมาว่า “ตอนนี้ผมท้องร้องลั่นแล้วครับ”
“งั้นพวกเราไปทานอาหารกันก่อนเถอะค่ะ” หลานซินกล่าวออกมา ผู้จัดการล็อบบี้จึงเดินนำขึ้นไปบนชั้น 3 ทันที
บนชั้น 2 มีการแสดงกายกรรมสุดแสนตระการตา และการแสดงจากสาวสวยสุดร้อนแรงที่บรรดาชายหนุ่มต่างก็ชื่นชอบ การแสดงเหล่านี้จัดให้แขกเข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย นับว่าคุ้มค่ากับราคาตั๋ว 1,000 หยวน
และบนชั้น 3 คือร้านอาหารระดับสูงที่สวยงามและเงียบสงบมาก ชั้นนี้ก็เหมือนกับชั้นที่ 1 แต่สามารถรองรับแขกได้น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง ขอบเขตของอาหารนั้นแพร่ขยายไปทั่วโลก โดยชั้นแรกเน้นอาหารทะเลเป็หลัก ส่วนห้องครัวของชั้น 3 ได้นำเชฟจากทั่วทุกมุมโลกมารวมตัวกัน ตราบเท่าที่คุณ้า หลังครัวก็สามารถทำให้คุณทานได้อย่างแน่นอน โดยทั่วไปแล้วที่นี่สามารถตอบสนองความ้าทั้งหมดของลูกค้าได้
เมื่อผู้จัดการในล็อบบี้พาหลานซิน แขกคนสำคัญมานั่งบนดาดฟ้า ซึ่งเห็นวิวได้อย่างชัดเจนที่สุด เซียวเจิ้งก็คลี่ยิ้มมุมปากด้วยความอึดอัดใจ
ศึกครั้งนี้มันยิ่งใหญ่เกินไปไหม?
ร้านอาหารบนชั้น 3 ก็มีราคาแพงหูฉี่อยู่แล้ว แค่จะสุ่มจองโต๊ะสักโต๊ะก็ต้องจ่ายเงินไปมาก แล้วนับประสาอะไรกับพื้นที่บนดาดฟ้าที่มีเพียงแค่โต๊ะเดียว?
ดาดฟ้าที่ว่านี้ไม่ใช่ดาดฟ้าเรือที่เรียบง่ายอย่างเรือประมง การตกแต่งประดับประดานั้นหรูหราเป็อย่างมาก เหนือโต๊ะอาหารมีดวงดาวที่ทอประกาย เปล่งแสงระยิบระยับ อยู่ที่นี่ไม่ใช่แค่มองเห็นประกายแสงจากบนผิวน้ำได้เท่านั้น แต่ยังมองเห็นวิวในยามค่ำคืนของเมืองิจูบนชายฝั่งได้อีกด้วย สภาพแวดล้อมที่งดงาม กว้างขวาง ปลอดโปร่งถึงเพียงนี้ จะบอกว่าเป็ที่นั่งที่แพงที่สุดบนชั้น 3 ก็ว่าได้
มีผ้านุ่ม ๆ ปูบนโต๊ะอาหาร และเทียนไขสีขาวนวลที่ส่องแสงบางเบาอีก 2 เล่ม แม้แต่เก้าอี้ก็ยังถูกจัดทำขึ้นมาเป็อย่างดี ทันทีที่นั่งลงก็รู้สึกได้ถึงความนุ่มนวล สะดวกสบาย
หลังจากที่ทั้งคู่นั่งลง สาวสวยในชุดกี่เพ้าสองคนก็เดินเข้ามาพร้อมกับไวน์แดง และรินไวน์ราคาแพงลงไปในแก้วไวน์ครึ่งหนึ่ง จากนั้นก็ถอยไปยืนทางด้านข้างเพื่อรอรับคำสั่งของลูกค้า
เมื่อเจอสภาพแวดล้อมในการทานอาหารที่มีมาตรฐานสูงส่งแบบนี้ หลานซินค่อนข้างคุ้นเคยกับภาพแบบนี้ดีอยู่แล้ว เพียงแต่เธอกังวลว่าเซียวเจิ้งที่ใช้ชีวิตอยู่ในระดับล่างของสังคมจะปรับตัวไม่ทัน เธอจึงไม่กล้าเริ่มทำอะไร ได้แต่เอ่ยถามด้วยสีหน้าอ่อนโยน
“ฉันไม่รู้ว่าคุณชอบทานอะไร ถึงได้เลือกที่นี่ ที่นี่มีอาหารทุกประเภทเลยนะคะ คุณลองดูสิคะว่าอยากทานอะไร”
ในระหว่างที่พูด สาวสวยในชุดกี่เพ้าที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ก็เดินมาพร้อมกับเมนูอาหาร แต่เมื่อเซียวเจิ้งรับเมนูอาหารมา หลานซินก็ตระหนักได้ถึงปัญหาอันร้ายแรงในทันที
ในเมนูอาหารไม่มีภาษาจีนอยู่เลย นอกจากภาษาอังกฤษ ภาษาที่พบได้มากที่สุดในเมนูก็คือภาษาฝรั่งเศส ซึ่งจัดเรียงตามความนิยมของอาหารในแต่ละประเภท มีสไตล์ในระดับที่ไม่ธรรมดาแบบนี้ แม้ว่าลูกค้าจำนวนมากจะมีฐานะดี ก็อาจจะสั่งอาหารได้ไม่ชำนาญ
หลานซินเชื่อว่าด้วยทักษะภาษาอังกฤษของเซียวเจิ้ง การสั่งอาหารธรรมดาย่อมไม่ใช่ปัญหา แต่ถ้าเป็อาหารญี่ปุ่นหรืออาหารฝรั่งเศส ก็ถือว่ามีความเสี่ยงที่จะอ่านไม่ออก
ดังนั้นเมื่อเซียวเจิ้งรับเมนูอาหารมา เธอจึงรีบเปิดดูเมนูอาหารตามเขาด้วยความว่องไว แล้วกล่าวอย่างใจกว้างว่า
“ความจริงแล้วชาวจีนอย่างพวกเรามีความชอบในเื่อาหารที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง ก็เลยไม่ค่อยชินกับการกินอาหารหลายประเภทพวกนี้”
หลานซินเรียนภาษาหลักส่วนใหญ่มาอย่างเป็ระบบเพื่อใช้ในการทำงาน ถึงจะไม่ได้เรียนในระดับสูง แต่การสื่อสารตามปกติหรือการแยกแยะคำก็ไม่ใช่ปัญหา ในระหว่างที่เธอพูด เธอก็สั่งอาหารที่ใช้ภาษาอังกฤษมาให้ตัวเอง 2 – 3 จาน ซึ่งถือเป็การเริ่มต้นที่ดีสำหรับเซียวเจิ้ง เขาจะได้ไม่รู้สึกอับอายที่อ่านไม่ออก
“อุตส่าห์มาทานอาหารในภัตตาคารชั้นดีทั้งที จะสั่งเมนูที่หาทานได้ในร้านอาหารทั่วไปได้ยังไง?”
เซียวเจิ้งพลิกหน้าเมนูอาหาร จากนั้นพูดชื่อเมนูที่ไม่เป็ที่รู้จักมากนัก แต่ก็เป็ที่นิยมในหมู่นักชิมอาหารมากประสบการณ์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็อาหารฝรั่งเศส ออสเตรเลีย รวมไปถึงแอฟริกาใต้ ที่นี่มีครบทุกอย่างจริง ๆ เมนูอาหารเหล่านี้ เขาพูดได้ตรงตามมาตรฐานของหลาย ๆ ประเทศ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีอาหารขึ้นชื่อจากแอฟริกาใต้ที่แม้แต่หลานซินก็ยังเคยได้ยิน ใบหน้าอันงดงามเริ่มมีร่องรอยของความประหลาดใจ เธอปิดเมนูอาหาร จากนั้นกล่าวว่า
“งั้นฉันเอาเหมือนคุณค่ะ”
เมื่อพูดจบ เธอก็บอกให้สาวสวยในชุดกี่เพ้าเก็บเมนูอาหาร และไปส่งรายการอาหารที่สั่ง
หลังจากที่สาวสวยในชุดกี่เพ้าจากไป หลานซินก็บอกให้หญิงสาวอีกคนตามออกไปด้วย ทั้งสองคนจึงอยู่ภายใต้บรรยากาศที่งดงามและเงียบสงบด้วยกันตามลำพัง เธอจิบไวน์เล็กน้อย แล้วลูบผมที่ถูกสายลมจากแม่น้ำพัดผ่านจนปลิวไสว จากนั้นเอ่ยถามออกมาเบา ๆ ว่า
“คุณพูดได้หลายภาษาขนาดนั้นได้ยังไงกันคะ? ฟังจากสำเนียงของคุณ อย่างน้อยก็ต้องเป็ไปตามมาตรฐานสากล คุณผ่านระบบการศึกษาทางด้านภาษามาใช่ไหมคะ?”
เซียวเจิ้งหัวเราะออกมาอย่างไม่สงวนท่าที “ไม่ถือว่าเป็ระบบการศึกษาหรอกครับ ผมแค่มีโอกาสเรียนบางประโยคมาเท่านั้นเอง บางทีผมอาจจะมีพร์ทางด้านภาษาอยู่แล้ว เลยไม่ใช่เื่ยากที่จะเรียน”
“คนทั่วไปเขาไม่เรียนหลายภาษาขนาดนี้กันหรอกค่ะ”
หลานซินแสดงสีหน้าอยากรู้อยากเห็นออกมา ดูเหมือนว่าเธอจะถอดเปลือกนอกของ CFO ผู้สูงส่งของซินอ้าวออกไป และเปิดเผยตัวตนของผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ออกมาแทน
“ก่อนที่จะเข้ามาทำงานในซินอ้าว คุณทำอะไรมาก่อนคะ?”
“ทำทุกอย่างเลยครับ ตอนที่ออกมาใช้ชีวิตในสังคม่แรก ๆ ผมไปขนอิฐขนปูนอยู่ในไซต์งานก่อสร้าง หลังจากนั้นก็ค่อย ๆ มีประสบการณ์ในการทำงานมากขึ้น ถึงได้มาทำงานที่เบาลง แต่ส่วนใหญ่แล้วผมก็ยังใช้แรงงานในการหาเลี้ยงชีพอยู่ดี มันไม่น่าพูดถึงหรอกครับ” เซียวเจิ้งกล่าวด้วยสีหน้าผ่อนคลาย
เซียวเจิ้งไม่ได้โกหก ตอนที่เขาออกมาจากกองทัพ เขาไปทำงานอยู่ในไซต์งานก่อสร้างจริง ๆ หลังจากนั้นก็ข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังต่างประเทศและทำงานที่เสี่ยงถึงชีวิต ไม่ใช่แค่ใช้แรงกาย แต่ยังต้องใช้ความกล้าหาญ ฝ่ามือที่หยาบกร้านของเขาสามารถบ่งบอกได้ว่า หลายปีที่ผ่านมานี้ เซียวเจิ้งไม่เคยได้ผ่อนคลายลงเลย
เมื่อได้ฟังในสิ่งที่เซียวเจิ้งพูด หัวใจของหลานซินก็เต็มไปด้วยความขื่นขม แต่เธอก็พยายามระงับมันเอาไว้ แล้วเงยหน้าเอ่ยถามขึ้นมาว่า
“ตอนนี้คุณยังติดต่อกับเพื่อนสมัยเรียนอยู่หรือเปล่าคะ? เท่าที่ฉันรู้มา ศิษย์เก่าในโรงเรียนของเรามีคนเก่งอยู่ไม่น้อยเลย”
เซียวเจิ้งดื่มไวน์เข้าไปครึ่งแก้ว แล้วพ่นลมหายใจที่ขุ่นมัวออกมา
“ผมเป็นักเรียนเหลวแหลกที่ลาออกจากโรงเรียนกลางคัน คนอื่นจะหลบหน้าผมน่ะสิไม่ว่า ใครเขาจะอยากติดต่อผม”
หลานซินกล่าวอย่างใส่อารมณ์ “ใครบอกว่าคนที่ลาออกจากโรงเรียนกลางคันเป็นักเรียนเหลวแหลกกันคะ? เราทุกคนควรจะมีสิทธิ์เลือกทั้งนั้นแหละ!”
เซียวเจิ้งสะดุ้งโหยง จากนั้นเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “คุณหลาน อย่าบอกนะว่าคุณก็ลาออกกลางคันเหมือนกัน? ถ้าผมเผลอไปสะกิดแผลเป็ของคุณเข้า ผมต้องขอโทษด้วยนะครับ”
หลังจากที่พูดจบ เขาก็ดื่มไวน์เข้าไปทั้งหมดภายในอึกเดียว
“ไวน์ชั้นดี!”
หลังจากที่เซียวเจิ้งกลับมายังประเทศบ้านเกิด เขาก็ใช้ชีวิตอยู่อย่างคนสิ้นเนื้อประดาตัว ไม่ต้องพูดถึงไวน์แดงชั้นดีขวดละหลายหมื่นหยวนอย่างขวดนี้ แม้แต่ไวน์คุณภาพต่ำราคาไม่กี่ร้อยหยวน เขาก็ยังไม่ยอมดื่ม มาตอนนี้เมื่อมีสาวสวยมาเสนอตัวเลี้ยงมื้อค่ำ เขาจึงตั้งใจว่าจะกินดื่มให้เต็มที่
เขารินไวน์ลงในแก้วของตัวเองให้เต็มอย่างมีความสุข ฝ่ายหลานซินที่ตั้งอกตั้งใจมองจากทางด้านข้าง กล่าวขึ้นมาเบา ๆ ว่า
“ดื่มตอนท้องว่างมันไม่ดีต่อร่างกายนะคะ รอให้อาหารมาก่อน ฉันจะดื่มเป็เพื่อนคุณเอง”
สายตาของเซียวเจิ้งดูแปลกไป เขาจ้องมองหลานซินด้วยความงุนงงเล็กน้อย จนในที่สุดก็เอ่ยถามเธออย่างระมัดระวัง
“คุณหลาน เราเคยพบกันมาก่อนหรือเปล่าครับ?”
ดวงตาคู่สวยของหลานซินเปล่งประกายในทันที เธอกล่าวออกมาด้วยความตื่นเต้น
“คุณจำฉันได้เหรอคะ?”
เซียวเจิ้งส่ายหน้าด้วยความสับสน “จำไม่ได้ครับ แต่ผมรู้สึกคุ้น ๆ อยู่บ้าง พวกเราน่าจะเคยพบกันที่ไหนมาก่อนใช่ไหมครับ?”
หลานซินแทบจะปกปิดอารมณ์ที่พลุ่งพล่านเอาไว้ไม่อยู่ มือขาวเนียนจับแก้วไวน์แน่น ดวงตาทอประกาย เธอกล่าวขึ้นมาว่า
“คุณลองคิดดี ๆ ฉันชื่อว่าหลานซินค่ะ!”
เซียวเจิ้งกล่าวออกมา “คุณหลานครับ ผมรู้อยู่แล้วว่าคุณชื่อหลานซิน........ผมยังพอคุ้นหน้าคุณอยู่บ้าง แต่เื่ชื่อ ผมจำไม่ได้จริง ๆ”
หลานซินรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่เธอไม่ได้กล่าวโทษเซียวเจิ้งที่จำเธอไม่ได้ อย่าว่าแต่เขาที่เป็คนมีชื่อเสียงโด่งดังในสมัยเรียนเลย แม้แต่เพื่อนร่วมชั้นหลายคนที่ได้พบเธอหลังจากเรียบจบ ก็ยังยากที่จะนึกถึงหลานซินใน่มัธยมปลาย ในตอนนั้นเธอดูธรรมดา ไม่มีอะไรโดดเด่น ถึงผลการเรียนจะนับว่าดี แต่ก็ถูกกลืนหายไปในห้องเรียนที่เต็มไปด้วยนักเรียนหัวกะทิ
เพราะเหตุนี้ ในที่สุดหลานซินก็ตัดสินใจได้แล้วว่า เธอจะบอกทุกสิ่งทุกอย่างออกไปให้หมด
เธอทนรับความทรมานจากการที่เซียวเจิ้งไม่รู้จักเธอไม่ได้จริง ๆ และยิ่งไปกว่านั้น เธอก็ไม่อยากโกหกผู้ชายที่เธอเคยสาบานว่าจะชอบเขาไปตลอดชีวิต สภาพจิตใจที่เธอหมั่นฝึกฝนมาจากวงการธุรกิจ ไม่ได้ทำให้เธอเผชิญหน้ากับเซียวเจิ้งได้อย่างสบายใจขึ้นเลย หัวใจที่เต้นรัวอย่างบ้าคลั่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เธอไม่รู้ว่าจะทำตัวยังไง ทุกครั้งที่จะพูดอะไรออกไปสักคำ ก็คล้ายกับว่าิญญาของเธอกำลังถูกแผดเผา
เธอเหนื่อยที่จะต้องปกปิดมัน เหนื่อยที่จะต้องเสแสร้ง แม้จะเป็แค่เพียงวันเดียว แต่มันก็ทำให้เธอรู้สึกเหนื่อยล้าไปทั้งกายและใจ
การรอคอย 8 ปีแลกมาด้วยการพบเจอกันอย่างไม่คาดคิด หรือว่านี่จะเป็ความหวังดีที่พระเ้ามอบให้เธอ?
หลานซินเงยหน้าขึ้น และดื่มไวน์แดงเข้าไปอึกใหญ่ ใบหน้าสวยขึ้นสีแดงก่ำด้วยความมึนเมาอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เธอกำลังรวบรวมความกล้า เตรียมพร้อมที่จะเผยทุกสิ่งทุกอย่างให้เซียวเจิ้งได้รับรู้ น้ำเสียงเยาะเย้ยก็ดังขึ้นมาจากที่ไกล ๆ เสียก่อน
“คุณหลาน คุณกำลังคาดหวังให้ผู้ชายที่เอาแต่เกลือกกลั้วอยู่กับพวกนักเลง คิดถึงคุณเหรอครับ? อย่าหาว่าผมพูดมากเลย ถึงหมอนี่จะบอกว่าคิดถึงคุณ ผมก็เกรงว่าเขาจะต้องมีเจตนาแอบแฝง แทนที่จะจำได้จริง ๆ ว่าคุณเป็ใครและเคยทำอะไรเพื่อเขา”