“พี่เป็อะไรรึป่าวครับ เห็นหน้าซีดั้แ่เมื่อกี้” เ้าหน้าที่ได้แต่นั่งก้มหน้านิ่งเงียบ ไม่ตอบคำถามใด ๆ ที่ทีปกรถามขึ้น
“พี่ครับ เป็อะไรไหมครับ” ทีปกรเริ่มพูดเสียงดังขึ้น พร้อมทั้งนำมือเรียวยาวของตนเข้าไปััที่แขนของเ้าหน้าที่ แต่ทันทีที่ได้ัันั้น เ้าหน้าที่ก็สะดุ้งขึ้นและขยับตัวหนี
“ตัวพี่เย็นจัง แล้วหน้าพี่ก็ซีด ไม่สบายรึป่าวครับ หรือว่าจะเป็ลมรึป่าว” ทีปกรถามขึ้นด้วยความเป็ห่วงอีกครั้ง
“เอ่อ ไม่เป็ไรครับ พี่คงต้องขอตัวไปทำงานต่อนะครับ นี่ก็สายมากแล้ว” เ้าหน้าที่พูดตะกุกตะกัก แล้วรีบตัดบทสนทนาทันที เกียกกายได้แต่นั่งมองท่าทีที่เริ่มแปลกประหลาดของเ้าหน้าที่ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
“ตามสบายเลยครับพี่ ขอบคุณที่มาส่งและเล่าเื่ให้ฟังนะครับ” ด้วยความเกรงใจของทีปกรจึงไม่อยากรั้งให้เ้าหน้าที่ให้อยู่ต่อ และเดินไปส่งที่รถ
“อ๊ะ เกือบลืม” เ้าหน้าที่หยิบเศษกระดาษเล็ก ๆ และปากกาที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อออกมา ก้มลงไปเขียนเบอร์โทรศัพท์ของตน พร้อมทั้งยื่นเศษกระดาษนั้นให้กับทีปกร
“คุยกันมาตั้งนานพี่ก็ลืมแนะนำตัว พี่ชื่อชลนะครับ นี่เป็เบอร์ส่วนตัวของพี่ เอาไว้เผื่อฉุกเฉินโทรเบอร์อื่นไม่ติด” เมื่อพูดเสร็จ เ้าหน้าที่ก็เดินขึ้นรถทันที ในระหว่างที่กำลังสตาร์ทรถอยู่นั้น เสียงเคาะกระจกรถก็ดังขึ้น จนเ้าตัวต้องลดกระจกลงมา
“เดี่ยวครับพี่ อย่าเพิ่งไปครับ ถ้าโทรศัพท์ไม่มีสัญญาณอีก พวกผมจะติดต่อพี่ยังไงครับ” เกียกกายที่แอบฟังอยู่นั้น รีบวิ่งกระหืดกระหอบ เข้ามาถามเ้าหน้าที่ด้วยสีหน้าที่เป็กังวล กลัวว่าเหตุการณ์แบบเมื่อคืนจะเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิม
“โทรศัพท์ในบ้านถึงแม้จะดูเก่า แต่ยังใช้ได้นะครับ” เพื่อนรักทั้งสองต่างก็ชะโงกหน้าเข้าไปดูในบ้านทันที
“โอ้โห โทรศัพท์รุ่นคลาสสิก ตัวเลขยังเป็แบบหมุนอยู่เลย” เกียกกายรีบเดินเข้าไปดูโทรศัพท์เครื่องนั้นที่วางอยู่บนโต๊ะ พร้อมทั้งยืนพิจารณาอยู่นาน จนทีปกรเดินเข้ามาสมทบ
“นี่มันสมัยไหนแล้ววะเนี่ย ยังมีโทรศัพท์แบบนี้อยู่อีก กว่าจะหมุนครบสิบตัว พอดีโดนผีหลอกตาย อุ๊ย...” เกียกกายรีบเอามือตีปากตัวเอง และกำมือที่ตีปากนั้นปาไปที่อื่น เมื่อพลั้งปากพูดถึง ‘ผี’ ขึ้นมา จากความตื่นเต้นที่ได้เจอโทรศัพท์รุ่นเก่า กลับกลายเป็รู้สึกกลัวขึ้นมาทันทีโดยอัตโนมัติ
“พูดอะไรวะเนี่ย ยิ่งกลัว ๆ อยู่” เกียกกายบ่นพึมพำกับตัวเอง จนทีปกรต้องเอามือลูบหัวเบา ๆ เพื่อเป็การปลอบขวัญเพื่อน
“ปิ้น ๆ” เสียงบีบแตรจากรถด้านนอกดังขึ้น ทำเอาทั้งสองสะดุ้งขึ้นมาอีกครั้ง
“โอ๊ย ขวัญเอ้ยขวัญมาไอกาย” เสียงอุทานของเกียกกายดังขึ้น พร้อมทั้งเอามือตีที่หน้าอกตัวเอง
“ขวัญอ่อนจริง ๆ นะกายเพื่อนรัก วันนี้ใกี่รอบแล้วเนี่ย”
“นายก็เหมือนกันล่ะน่า”
“น้อยกว่านายละกัน” ทั้งสองหยอกล้อกันไปมา จนลืมคนที่รออยู่ด้านนอกไปชั่วขณะ
“ถ้าไม่มีอะไรแล้วพี่ขอตัวก่อนนะครับ” เสียงของเ้าหน้าที่ะโมาจากด้านนอก จนทำให้เพื่อนรักทั้งสองนึกขึ้นมาได้อีกครั้ง
“ขอบคุณอีกครั้งครับพี่” เ้าหน้าที่พยักหน้ารับคำขอบคุณของทีปกร และขับรถจากไป
“มันแปลก ๆ หลอน ๆ อยู่นะไอที เราจะนอนที่นี่จริง ๆ เหรอวะ ประวัติของบ้านนี้ไม่ธรรมดาเลยนะเว้ย” เกียกกายถามขึ้นด้วยความไม่สบายใจ พร้อมทั้งมองไปรอบ ๆ บ้าน
“จริงดิวะ คืนนี้เราต้องผ่านมันไปให้ได้ เราต้องช่วยให้ิญญาสามตนนั้นหลุดจากบ่วงกรรมไปสักที” ทีปกรพูดขึ้นด้วยจิตอันแรงกล้า เพราะในใจลึก ๆ รู้ว่าหากเกิดอันตรายขึ้นมา เขมทัตจะต้องเข้ามาช่วยแน่ ๆ
“ใช้คำว่าเราเหรอวะ คืนนี้นายจัดการไปคนเดียวละกัน ฉันจะออกไปนอนดูดาวข้างนอก” เกียกกายจัดเตรียมข้าวของบางส่วน เตรียมพร้อมที่จะออกไปดูดาวในคืนนี้
“ออก ไป ดู ดาว คน เดียว ไม่ กลัว เหรอ เกียก กายยย” ทีปกรพูดด้วยน้ำเสียงยานคาง จนฝั่งตรงข้ามถึงกับหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
“เออก็ได้ ก็ได้ อยู่ด้วยกันก็ได้” เกียกกายพูดออกมาแบบไม่เต็มใจสักเท่าไรนัก
“เอาน่า ถ้าภารกิจสำเร็จ กลับไปฉันจะช่วยเกลี้ยกล่อมให้พี่ธาใจอ่อนกับนายเร็ว ๆ” ทีปกรพยายามพูดโน้มน้าวให้เกียกกายในกำลังใจในการเผชิญหน้ากับิญญาพร้อมตน
“โอเคดีล จับมือสัญญา หึกเหิม หึกเหิม หึกเหิมเลยเว้ย อย่างนี้ค่อยมีแรงจูงใจหน่อย” ทั้งสองจับมือสัญญา ทั้ง ๆ ที่ใจก็กล้า ๆ กลัว ๆ
“เห้ยว่าแต่เราก็รู้แล้วนิ ว่าพวกเขาตายกันยังไง ก็แค่บอกพวกเขาก็จบแล้ว” เกียกายพูดเสนอขึ้น
“แต่เรายังไม่รู้ว่าใครเป็คนฆ่าเลยนะ”
“เออว่ะ แล้วจะรู้ได้ยังไงวะ”
“โครก ๆ ๆ ๆ ๆ” เสียงท้องของเกียกกายดังขึ้น
“ฉันว่าพักเื่นี้ก่อน แล้วมาหาอะไรกินดีกว่า หิวจนแสบไส้ไปหมดแล้ว” เกียกกายพูด พลางเอามือลูบท้องตัวเอง
“ลืมไปเลยว่าไม่ได้กินอะไรมาั้แ่มะวาน ไปกินข้าวกันเถอะเพื่อนรัก” เกียกกายกอดคอทีปกร ประคองกันเดินไปหยิบอาหารแห้งต่าง ๆ เพื่อมาทำอาหาร
“คืนนี้ไม่รู้ว่าเราต้องเจอกับอะไรบ้าง กินเข้าไปเยอะ ๆ นะเพื่อนรัก” เสียงกระซิบของทีปกรทำเอาฝั่งตรงข้ามขนลุกซู่
“ไอที ไอเพื่อนชั่ววววววววว”