บทที่ 8 แบ่งปันผลประโยชน์ (รีไรต์)
สิ่งที่จิ่นซูพูดกับช่างภาพ คือขายได้อันนึงเธอให้เขาสามเหมา เป็ค่านายหน้า แถมเธอยังช่วยเขาลงบันทึกข้อมูลลูกค้าได้ด้วย ความประทับใจแรกที่ช่างภาพมีต่อจิ่นซูเปลี่ยนจากสาวนักต้มตุ๋นที่ชอบเอาเปรียบกลายเป็แม่พระใจดีมีเมตตาทันที
ครึ่งประโยคแรกจิ่นซูเสนอค่านายหน้าใช้เงินฟาดหัว ครึ่งประโยคหลังเสนอตัวช่วยลงบันทึก เป็การแก้ปัญหาให้ช่างภาพโดยตรง คนที่มาถ่ายรูปล้วนเป็คนต่างถิ่น ต้องลงบันทึกข้อมูลเพื่อส่งรูปถ่ายทางไปรษณีย์
จิ่นซูสังเกตเห็นว่าช่างภาพเขียนหนังสือช้ามาก ลายมือก็แย่มาก เสียเวลาไปกับการลงบันทึกไม่น้อย เธอเต็มใจช่วยแก้ปัญหาให้ ช่างภาพยินดีมาก เวลาที่ประหยัดได้เขาสามารถถ่ายรูปให้คนอื่นได้อีกหลายคน
การขายระดับท็อปไม่ใช่คิดจะหลอกลูกค้า แต่คิดหาวิธีทำให้ลูกค้าพอใจ เมื่อลูกค้าพอใจแล้วก็ยินดีจ่ายเงินโดยไม่ลังเล ไอศกรีมรสมันม่วงธรรมดา กลายเป็ของขึ้นชื่อของเมืองหลวง
ไอศกรีมรสมันม่วงนั้นทุกเมืองล้วนมีขาย แต่ว่าแต่ละโรงงานยี่ห้อไม่เหมือนกัน รสชาติก็ต่างกัน ถึงบอกว่าเป็ของขึ้นชื่อของเมืองหลวงก็ไม่นับว่าหลอกลวง
จิ่นซูเดินไปนั่งหลังโต๊ะ วางลังไอศกรีมไว้ข้าง ๆ เธอลงบันทึกไปพลางขายไอศกรีมไปพลาง มีช่างภาพคอยช่วยขาย ทำให้แทบทุกคนที่ถ่ายรูปซื้อก็ไอศกรีมติดมือไปด้วย
ไอศกรีมหนึ่งแท่งจิ่นซูขาย 1 หยวน 5 เหมา ให้ค่านายหน้าช่างภาพไป
3 เหมามากกว่าที่ขายหน้าโรงหนัง 2 เหมา ลูกค้าที่ซื้อไอศกรีมไปถ่ายรูปก็พึงพอใจกันมาก
การถ่ายรูปเฉย ๆ ดูจืดชืดไปหน่อย แต่การถือไอศกรีมท้องถิ่นในมือทำให้ดูดีมีระดับ แถมยังได้ถ่ายรูปกลับไปอวดญาติมิตรได้ด้วย
ไอศกรีมรสมันม่วงร้อยแท่ง ขายหมดภายในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมง บางคนมากับบริษัทซื้อครั้งละสิบกว่าแท่ง ถ้ามีกลุ่มนักท่องเที่ยวแบบนี้มาสักสามสี่กลุ่มก็เกือบหมดแล้ว
ถึงแม้ไอศกรีมจะขายหมดแล้วแต่จิ่นซูก็ยังไม่ไปไหน เธอช่วยช่างภาพลงทะเบียนจนกระทั่งฟิล์มของช่างภาพหมดจึงเลิก น้ำใจของเธอทำให้ช่างภาพประทับใจ เมื่อคนอื่น ๆ กลับไปหมดแล้ว ช่างภาพจึงเดินเข้ามาหาจิ่นซูแล้วยกนิ้วโป้งให้
“เธอเก่งมาก ฉันไม่เคยเจอผู้หญิงแบบเธอมาก่อนเลย”
“ตอนนี้ก็เจอแล้วนี่คะ” จิ่นซูหยิบเงิน 30 บหยวนยื่นให้ช่างภาพ แล้วยื่นไอศกรีมให้เขาอีกแท่งหนึ่ง
“ชนไอศกรีมแทนเหล้าก็แล้วกันนะคะ ฉลองที่เราร่วมงานกันอย่างราบรื่น” ช่างภาพไม่คิดว่าเธอจะเก็บไอศกรีมไว้ให้เขาด้วยจึงยื่นมือรับมา ทั้งคู่ชนไอศกรีมผ่านกระดาษห่อ
“น้องสาว เธอมีคนรักหรือยัง? น้องชายฉันยังไม่ได้แต่งงาน อยากจะแนะนำให้เธอรู้จัก เธอสนใจไหม?” ช่างภาพได้แต่คิดเสียดายที่ตัวเองแต่งงานเร็วไป ผู้หญิงที่ทั้งสวยทั้งเก่งแถมหาเงินก็ได้ ทำงานคล่องแคล่ว หัวไว ผู้หญิงแบบนี้ใครได้ไปเป็ภรรยาถือว่าโชคดีสุด ๆ
อวี๋จิ่นชูที่กำลังกินไอศกรีมได้แต่นิ่งเงียบ ทำไมคนพวกนี้ถึงชอบทำตัวเป็แม่สื่อพ่อสื่อแนะนำคนนั้นคนนี้ให้รู้จักกันนักนะ ขอบคุณผู้หญิงด้วยการยัดเยียดผู้ชายให้เนี่ยนะ?
“สามีฉันเป็ทหารค่ะ” อวี๋จิ่นซูยังแกล้งพูดเสริมอีกว่า “ก่อนเขาเข้ากรม เขาเคยต่อยอันธพาลแถวบ้านในรัศมีห้าลี้มาแล้ว คุณแน่ใจนะว่าจะแนะนำน้องชายคุณให้ฉันน่ะ” ช่างภาพส่ายหัวรัวเป็กลอง
ทำลายครอบครัวทหารมีหวังติดคุกหัวโตแน่ และยังต่อยคนแถวบ้านรัศมีห้าลี้แบบนี้คงไม่มีใครสู้ไหว แค่ข้อเดียวเขาก็ไม่กล้าแตะต้องแล้ว นี่ดันมาพร้อมกันทั้งสองข้อ
“น้องสาว ฉันชื่อไป๋หลาง เธอชื่ออะไรล่ะ”
“อวี๋จิ่นซูค่ะ”
“ใครหนอ ส่งจดหมายห่อผ้าลายงาม ผ่านหมู่เมฆามาให้ เมื่อฝูงนกนางแอ่นหวนกลับในคืนเดือนเพ็ญ ส่องแสงนวล ณ ศาลาตะวันตก เป็ชื่อที่ดีจริงๆ” ไป๋หลางเอ่ยชม
อวี๋จิ่นซูยักไหล่ ชื่อก็งั้น ๆ แหละ อย่างน้อยก็ยังดีกว่าชื่อเยาเม่ย
“ทำไมเธอถึงได้เหมือนผู้ชายแบบนี้ล่ะ ห้าวหาญ เปิดเผยตรงไปตรงมา” ไป๋หลางรู้สึกแปลกใจ ในความรู้สึกของเขา ผู้หญิงมักจะต้องทำตัวอ้อมค้อม เอาแต่ใจ และคิดมาก ภรรยาของเขาก็เป็แบบนั้น
“ฉันไม่คิดว่าการพูดว่าผู้หญิงเหมือนผู้ชายจะเป็คำชม คนเรามีเป็ร้อยเป็พันแบบ นิสัยใจคอก็ต่างกัน ผู้หญิงที่ห้าวหาญแบบนี้มีเยอะแยะ ถ้าคุณได้พบเจอผู้คนมากขึ้น ก็จะรู้เอง” จิ่นซูแก้ไขความคิดแบบเหมารวมของไป๋หลาง
ไป๋หลางหัวเราะที่ถูกผู้หญิงคนนึงพูดจาเหน็บแนมว่าเขาไม่ได้รู้ไปซะทุกเื่
แต่เขาก็ไม่ได้โกรธ ไป๋หลางรู้สึกชื่นชมในเสน่ห์เฉพาะตัวของจิ่นซู ที่กล้าพูดกล้าทำ ตรงไปตรงมา
“พรุ่งนี้เธอมาอีกมั้ย ฉันว่าเราน่าจะร่วมมือกันได้อีกนะ” ไป๋หลางเอ่ยปากชวน
จิ่นซูช่วยเขาจดรายละเอียด ทำให้การทำงานของเขารวดเร็วขึ้นมาก ต่อให้ไม่ได้ส่วนแบ่งจากการขายไอศกรีม เขาก็ยังได้กำไรมากกว่าปกติ
“พรุ่งนี้ฉันจะมาตอน 10 โมงเช้า คุณไปที่ทำการไปรษณีย์ก่อน ซื้อซองจดหมายกับแสตมป์มาเลย เดี๋ยวฉันเขียนชื่อลูกค้าไว้บนซองจดหมาย คุณจะได้ไม่ต้องเสียเวลาคัดลอกอีกรอบ ส่วนหมายเลข ฉันจะเขียนไว้ด้านหลังซอง เวลาส่งจดหมายจะได้ไม่หยิบผิด” จิ่นซูเป็คนช่างสังเกต เธอช่วยปรับปรุงขั้นตอนการทำงานของไป๋หลางให้ดีขึ้น
ไป๋หลางถึงกับอ้าปากค้าง เขามองจิ่นซูราวกับเธอเป็เทพธิดา ตอนนี้เธอไม่ใช่แค่เทพีแห่งโชคลาภ แต่ยังเป็พระโพธิสัตว์อีกด้วย!
ทั้งสองนัดแนะกันว่าจะมาร่วมมือกันใหม่ในวันพรุ่งนี้ ไป๋หลางมองตามหลังของจิ่นซูที่เดินจากไปอย่างสบายๆ พร้อมกับถอนหายใจ
‘ทำไมผู้หญิงดีๆ ถึงเป็ของคนอื่นหมดนะ สามีของเธอโชคดีจริงๆ…’
จิ่นซูกลับบ้านพร้อมกับความสำเร็จ
วันนี้เธอหาเงินได้ 120 หยวน เท่ากับเงินเดือนคนอื่นๆ ทำงานทั้งอาทิตย์
ระหว่างทางกลับบ้าน เธอตั้งใจแวะไปที่ตลาดขายส่งที่เธอซื้อเทปเพลงเมื่อวานนี้ เพื่อคืนเงินส่วนต่างให้กับพ่อค้า
แต่เวลาค่อนข้างเย็นแล้ว ร้านขายเทปปิดร้านไปแล้ว เธอจึงตัดสินใจว่าจะมาใหม่ในวันพรุ่งนี้
จิ่นซูกลับถึงบ้านพร้อมกับความรู้สึกภาคภูมิใจ แต่พอเดินเข้าไปในลานบ้าน ภาพเหตุการณ์วุ่นวายตอนกลางวันก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
มีคนมุงดูอยู่เต็มลานบ้าน คนที่กำลังะโโลดเต้นด่าทออยู่คือจางเ้าตี้ ผมเผ้าของเธอก็ชี้ฟูไม่ต่างกัน
ดูก็รู้ว่าโดน ‘รั้วไฟฟ้า’ ที่จิ่นซูทำเองเล่นงานเข้าให้ รั้วไฟฟ้าของจิ่นซูทำสถิติ ‘ฆ่า’ ไปสองศพภายในวันเดียว
“นังจิ่นซู แกมันเป็นังลูกสารเลว! ทำแบบนี้กับแม่แท้ๆ ของแกได้ยังไง!” จางเ้าตี้ะโด่า บทพูดเหมือนกับที่ป้าหลินโดนไฟช็อตตอนกลางวันไม่มีผิด
“ป้าคะ เมื่อวานนี้พวกเราตัดญาติขาดมิตรกันแล้ว ป้าเป็คนพูดเองว่าไม่ให้ฉันเรียกป้าว่าแม่นะคะ” จิ่นซูเอ่ยเตือนด้วยท่าทีสุภาพ จู่ ๆ ก็มีสามีเพิ่มมาแบบงง ๆ เธอก็กลุ้มใจจะแย่แล้ว ไม่อยากได้แม่เพิ่มมาอีกคน โดยเฉพาะแม่ที่ไร้มารยาท และลำเอียงแบบนี้ เรียกป้าก็พอแล้ว
“ฟังสิ ทุกคนฟังสิ! เธอกล้าพูดจาแบบนี้ได้ยังไง อีหนูหยู ถ้าลูกเขยฉันกลับมาเห็นแกเป็แบบนี้ เขาต้องตบแกตายแน่!”
“ลูกเขยป้าเป็ใครเหรอคะ? คนที่เมื่อวานป้าด่าว่าเป็คนอายุสั้นน่ะเหรอ? ดูเหมือนว่าป้ายังอยากจะแย่งเงินชดเชยของเขาด้วยใช่มั้ย? พอเขายังไม่ตาย ป้าคงผิดหวังน่าดูเลยสิท่า”
จางเ้าตี้ยกมือจะตบ ไม่ทันที่จิ่นซูจะได้ตอบโต้ เหล่าเพื่อนบ้านก็กรูกันเข้ามา บางคนก็มากอดแขน บางคนก็มากอดเอว
บางคนก็หวังดี ทนไม่ได้ที่เห็นจางเ้าตี้มารังแกคนอื่น บางคนก็ทำผิด กลัวว่าหลินอี้เซวียนจะกลับมาเอาเื่ เลยรีบมาทำดีเอาหน้า
หลินอี้เซวียนฟื้นขึ้นมา ศีลธรรมและจิตสำนึกของคนพวกนี้ก็กลับคืนมา จิ่นซูมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างเ็า นี่แหละสันดานมนุษย์
“อวี๋เยาเม่ย ฉันมีเื่จะคุยกับแกเป็การส่วนตัว” จางเ้าตี้ถูกคนอื่นๆ ดึงรั้งไว้ ในใจก็ร้อนรุ่ม
คนตายฟื้นคืนชีพ เงินชดเชยก็หายวับไป ตอนนี้เธอ้าเงินไปซื้อตำรับยาขนานพิเศษสำหรับมีลูกชาย เธอรีบร้อนและโกรธจนตาแดงก่ำ พอเห็นว่าจิ่นซูกำลังเดินเข้าบ้านโดยไม่สนใจ เธอก็หลุดปากพูดออกไปโดยไม่ทันคิด
“อวี๋เยาเม่ย แกไม่กลัวเหรอว่าฉันจะบอกความลับของแกให้หลินอี้เซวียนรู้ ถ้าเขารู้ เขาต้องหย่ากับแกแน่ ถึงตอนนั้น ต่อให้แกจะร้องไห้อ้อนวอนมันก็สายไปแล้ว!’
ชาวบ้านที่อยู่ตรงลานบ้านต่างก็หูผึ่งขึ้นมาทันที ความลับอะไรกัน?
ประตูบ้านของจิ่นซูที่ปิดไปแล้วครึ่งบานก็หยุดชะงักลงทันทีที่ได้ยินคำพูดของจางเจาตี้ ความลับที่ว่าถ้ารู้ถึงขั้นต้องหย่ากันแน่... แบบนี้มันต้องฟังหน่อยแล้ว!