เช้าวันต่อมา
มู่หรงเซียวไม่เห็นหน้าเสิ่นจื้อเหลียงจึงนึกเป็ห่วง ได้ยินมาว่าถูกหัวหน้าลงโทษอย่างหนักเพราะขัดคำสั่งไม่ยอมรายงานเื่ของนางไปตามตรง
ไม่ว่าจะมองไปทางใดก็ไม่เห็นเงาของเด็กหนุ่มที่มักจะมายิงธนู เที่ยวเล่นหรือช่วยนางทำอาหารเหมือนอย่างเคยได้แต่รอฟังข่าวจากคนที่ส่งไปจวนสกุลหยาง
“คุณหนูขอรับ” หนึ่งในบ่าวรับใช้รีบวิ่งหน้าตาตื่นมาหาเ้านายของตน “เ้าเด็กนั่นถูกโบยห้าสิบไม้ ตอนนี้นอนรักษาาแอยู่ที่พักของทหารขอรับ”
“หนักมากหรือไม่”
“คุณหนูไม่ต้องห่วงไปหรอกขอรับ อาเหลียงผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายครั้ง เจ็บกว่านี้ก็เคยโดนมาแล้ว หากเป็ผู้อื่นที่ขัดคำสั่งอาจจะโดนสักร้อยครั้งแล้วไล่ออกจากหน่วยแต่กลับโดนโทษเพียงเท่านั้น” เขารู้ดีว่าทหารที่ไม่เชื่อฟังคำสั่งจะต้องถูกลงโทษอย่างไรบ้างยังนึกแปลกใจอยู่ดีว่าเหตุใดจึงถูกโบยไปแค่ห้าสิบครั้ง
“อืม ขอบใจที่ส่งข่าว เ้าไปทำงานต่อเถอะ” นางโบกมือแล้วเรียกเมิ่งเซียงมาหา “ไปทำข้าวต้มกันเถอะ”
“จะไปหาอาเหลียงหรือเ้าคะ”
“อืม เขาถูกตีเพราะข้า จะมานั่งสบายใจอยู่ที่จวนหาใช่เื่” มู่หรงเซียวเป็ห่วงเพราะอย่างไรก็เอ็นดูเ้าเด็กน่าสงสารเหมือนเป็น้องชายคนหนึ่งไปแล้วโดยไม่รู้ตัวเลยว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นตามนิยายฉบับดั้งเดิมราวกับเคยชินกับการใช้ชีวิตของบุตรสาวแม่ทัพใหญ่ไปเสียแล้ว
ไม่นานนักหญิงสาวจากจวนสกุลมู่ก็เดินทางมาถึงหน้าที่พักทหารใต้สังกัดรองแม่ทัพหยาง
“คุณหนูสกุลมู่มีธุระอันใดหรือขอรับ” ทหารยามหน้าประตูเอ่ยถามแล้วบอกว่า “เวลานี้รองแม่ทัพหยางไม่อยู่ขอรับ”
“เื่ของเขา” นางตอบไปตามตรงเพราะไม่ได้สนใจแต่กลับทำให้ทหารยามงุนงง “ข้าบอกว่าเื่ของเขาอย่างไรเล่า”
“หืม…”
“ข้ามาหาเสิ่นจื้อเหลียง นำทางข้าไปพบได้หรือไม่” นางไม่พูดเปล่าแต่ยกตะกร้าให้ดูว่าทำโจ๊กถั่วแดงกลิ่นหอมฉุยมาหม้อใหญ่ทำเอาคนเฝ้าประตูน้ำลายสอ
“ขอโทษด้วยขอรับ หัวหน้าไม่อนุญาตให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปข้างในโดยเฉพาะสตรี
ดวงตาสีทับทิมมองเข้าไปข้างในจึงได้เห็นว่าเสิ่นอวี้หลานเดินผ่านไปแวบหนึ่ง
“คุณหนูเสิ่นเป็บุรุษหรอกหรือ”
ทหารอีกคนโพล่งขึ้นมาทันที “ยกเว้นคุณหนูเสิ่นขอรับ”
“ช่างเถอะ เ้าไปตามนางมาหาข้าที” มู่หรงเซียวไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับพวกเขา รู้ว่าต้องทำตามกฎและถ้าบุ่มบ่ามเข้าไปอาจจะได้ยินเสียงบ่นและสีหน้าไม่สบอารมณ์ของคนที่ไม่อยากเจอ
“ไม่ได้หรอกขอรับ คุณหนูสองคนเจอกันไม่ได้”
บุตรสาวแม่ทัพใหญ่เข้าใจในทันที คนพวกนี้คงจะกลัวว่านางอาจจะหาเื่เสิ่นอวี้หลานเหมือนครั้งอดีตเพราะรักสี่ห้าเส้า หึงหวงหัวหน้าของพวกเขา
“ถ้าอย่างนั้น พวกเ้าช่วยเอาโจ๊กถั่วแดงไปให้เสิ่นจื้อเหลียงแทนข้าได้หรือไม่” หญิงสาวยื่นตะกร้าให้พวกเขากำชับอย่างดีว่า “หากข้ารู้ในคราวหลังว่าเ้าเด็กนั่นไม่ได้กินโจ๊กของข้า ข้าจะทำให้ชีวิตพวกเ้าหาความสงบไม่ได้”
“ขอรับ” ทั้งสองรับปากเรียกคนมาเปลี่ยนเวรชั่วคราวแล้วนำของฝากไปให้เด็กใหม่ตามคำสั่ง
พลันได้ยินเสียงหวานรั้งเอาไว้ “พวกเ้าถืออะไรอยู่หรือ”
“คุณหนูมู่ฝากโจ๊กถั่วแดงมาให้เ้าเด็กใหม่ขอรับ” เขาเปิดฝาให้ดูว่าข้างในมีอะไร กลิ่นหอมยั่วน้ำลายจนแทบอยากลิ้มรสถ้าไม่ติดว่ามีสายตาของมู่หรงเซียวจ้องมองอยู่ด้านนอกพร้อมท่ากำมือเหมือนบีบลูกไก่ให้แบน
เสิ่นอวี้หลานจึงปล่อยให้พวกเขานำของไปส่ง ส่วนตัวเองออกมาเจอคุณหนูมู่เพื่อทักทาย
“สบายดีหรือเ้าคะ” นางเอ่ยด้วยรอยยิ้มแต่สีหน้าเหมือนมีเื่ทุกข์ใจแฝงอยู่
“สบายดีมาก ว่าแต่เ้ามีเื่อะไรในใจหรือ” หญิงสาวเอ่ยถามไปตามประสาแต่คงเพราะอีกฝ่ายไม่มีใครให้ระบายความรู้สึกด้วยจึงมองหน้าคนที่ใครต่อใครมองว่าชอบรังแกนางจนร้องไห้
“คือว่า คุณหนูมู่ว่างหรือไม่”
มู่หรงเซียวคิดในใจ ว่างอยู่หรอกแต่ท่าทางของเ้าคงไม่ใช่ว่าจะนำเื่ในใจมาปรึกษาข้าใช่หรือไม่ เพื่อนของเ้าเล่า อืม… ไม่มีสินะ นางเอกนิยายของข้าช่างน่าสงสารจริง ๆ
“บุตรสาวแม่ทัพใหญ่อย่างข้าจะไปมีเื่อะไรนอกจากลอยไปลอยมาตามติดรองแม่ทัพหยางผู้นั้น ตอนนี้ตัดขาดจากเขาแล้วย่อมว่างเป็อย่างมากเ้าค่ะ” นางยิ้มกว้างสีหน้าสดใสอย่างที่อีกฝ่ายไม่เคยเห็นมาก่อนแต่รับรู้ได้ว่าคุณหนูสกุลมู่ไม่ได้ร้ายกาจอย่างที่หยางเสวี่ยเฟยบอกเสียหน่อย คิดในใจว่า ท่านพี่กังวลมากเกินไปแล้ว นางออกจะแสนดีปานนี้
“ถ้าอย่างนั้น ข้าเชิญคุณหนูไปจิบชาดอกเก๊กฮวยที่เรือนยาของข้าได้หรือไม่”
“ได้สิ แต่ว่าข้าอยากไปเยี่ยมเสิ่นจื้อเหลียง เ้าช่วยข้าได้หรือไม่” มู่หรงเซียวคิดในใจว่าในเมื่อนางเป็คนสำคัญของเขา ต่อให้ขัดคำสั่ง คนผู้นั้นก็ไม่มีทางลงโทษนางหรอกจึงกล้าเอ่ยขอ
“อืม…”
“คุณหนูเสิ่น เ้าช่วยข้าหน่อยไม่ได้หรือ เขาถูกลงโทษหนักเช่นนั้น ข้าจึงรู้สึกผิด” น้ำเสียงหวานอ้อนวอนทำให้คนตรงหน้าใจอ่อน
ขณะที่เมิ่งเซียงมองดูเ้านายตัวเอง ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะยอมอ่อนข้อให้ศัตรูหัวใจถึงเพียงนี้จนนึกสงสัยว่าคุณหนูของนางตัดใจจากรองแม่ทัพได้แล้วจริง ๆ หรือ
ท้ายที่สุดแล้ว มู่หรงเซียวก็ได้เข้าไปหาเสิ่นจื้อเหลียงตาม้า
“คุณหนูขอรับ” เ้าตัวเอ่ยเรียกด้วยความดีใจที่ได้เห็นหน้าทั้งยังได้กินของชอบ “อร่อยมากขอรับ”
“อร่อยก็กินให้หมด พรุ่งนี้เ้าอยากกินอะไรข้าจะทำมาให้ โดนโบยห้าสิบทีใช่หรือไม่ ข้าจะยอมตามใจเ้าสักห้าสิบมื้อก็แล้วกัน” คำพูดของนางเหมือนเป็ยารักษาอาการเจ็บของเขา เด็กหนุ่มน้ำตารื้นไม่คิดว่าจะมีคนเป็ห่วงยอมทำอะไรให้เขามากขนาดนี้มาก่อน ทำท่าสะอึกสะอื้นน่าสงสาร
“คุณหนูตามใจอาเหลียงมากเกินไปแล้ว ถูกตีห้าสิบทียังทนไม่ได้ วันข้างหน้าเข้าสนามรบโดนธนูปักเข่าไม่ร้องไห้จ้าเลยหรือ” สาวใช้คนสนิทเหลือบมองหม้อโจ๊กถั่วแดงแล้วทำหน้างง “โจ๊กเพิ่งมาถึงได้ไม่นาน เหตุใดจึงเกลี้ยงหม้อแล้วเล่า”
“คือว่า…” เขามองไปทางด้านหลังที่ทหารยามหน้าประตูกำลังหันหน้าสบตาพอดี “ข้าแบ่งให้พวกเขาน่ะขอรับ คุณหนูโกรธหรือ”
มู่หรงเซียวส่ายหน้าแล้วถามเขาว่า “เ้ากินอิ่มหรือไม่เล่า”
“อิ่มขอรับ ข้ากินไปแล้วสามชาม” เ้าตัวรีบตอบทันควัน “วันพรุ่งนี้ข้าอยากกินผัดเต้าหู้ขอรับ”
“อืม เช่นนั้นข้าจะให้เมิ่งเซียงนำมาส่งก็แล้วกัน กินอิ่มแล้วนอนพักก่อนเถอะ หากมีสิ่งใดอึดอัดใจก็รีบบอกข้า แล้วก็… ถ้ารองแม่ทัพไล่เ้าออกจากหน่วยก็มาหาข้า เราจะไปเมืองต้าหลินด้วยกัน”
“จริงหรือขอรับ” เสิ่นจื้อเหลียงถามอีกครั้ง พอเห็นว่าคุณหนูสกุลมู่พูดตามจริงก็ร้องไห้น้ำตาไหลพรากนึกอยากเกิดเป็น้องชายแท้ ๆ ของนางเสียอย่างนั้น
ครั้นเยี่ยมเยียนเด็กหนุ่มเรียบร้อยแล้ว มู่หรงเซียวก็ตามหมอยาไปที่เรือนไม้ สายตามองไปด้านข้างที่มีต้นอวี้หลานประดับ
“รองแม่ทัพหยางคงจะมาเรือนยาบ่อยสินะ” นางพึมพำโดยไม่รู้ตัว รอยยิ้มเศร้าผุดมาครู่หนึ่งก่อนที่เสิ่นอวี้หลานนำน้ำชามาให้
หญิงสาวพูดคุยกันตามประสา คนหนึ่งระบายความในใจ อีกคนก็ให้คำปรึกษาที่จริงใจออกไปเพราะหวังว่านางจะได้คลายความกังวลบ้าง
“คุณหนูเสิ่นคิดเห็นเื่แม่ทัพหลี่อย่างไรเล่า”
มู่หรงเซียวรู้ว่านางกับเขาต่างมีใจให้กันแต่เพราะสถานะและหน้าที่ของหลี่ิฮ่าว ชายผู้นั้นจึงไม่อาจทำสิ่งใดได้ตามใจ อีกทั้งยังมีตัวแปรอย่างองค์หญิงเยว่หลิงที่คอยหาเื่แยกคนทั้งคู่อยู่เสมอจึงทำให้ความรักไม่สมหวังเสียที พอถึงจุดแตกหักที่ต้องเลือก แม่ทัพหลี่กลับเลือกที่จะรับผิดชอบหน้าที่ต่อบ้านเมืองมากกว่าโอบอุ้มความรักของนาง เริ่มผลักไสอีกฝ่ายออกห่าง ทำตัวเ็าเพื่อให้นางตัดใจจากเขาไปเจอคนที่พร้อมอยู่เคียงข้างนางมากกว่า
เสิ่นอวี้หลานไม่รู้เื่นี้จึงเสียใจอยู่นานหลายปีจนกระทั่งได้เห็นความเอาใจใส่ของหยางเสวี่ยเฟยที่มีให้นางมาโดยตลอดจึงเริ่มเปิดใจรับความรักของเขา
ท้ายที่สุดแล้วพระรองที่รอคอยความรักของนางเอกมาโดยตลอดก็สมหวังเป็อันจบสมบูรณ์ ส่วนพระเอกของเื่กลับทำได้แค่มองคนรักหนึ่งเดียวอยู่ห่าง ๆ ยิ้มปลอบใจตัวเองว่าชาตินี้มีโอกาสได้พบเจอแต่ไม่อาจครองคู่และคิดถูกแล้วที่ปล่อยนางไปเพราะยิ่งเสิ่นอวี้หลานอยู่ห่างจากตนเองมากเท่าใด ชีวิตของนางก็จะปลอดภัยมากเท่านั้น
ในขณะที่นางร้ายลำดับที่หนึ่งถึงสามก็มีชีวิตอยู่ไปวัน ๆ แม้ได้แต่งงานเป็ถึงภรรยาเอกและภรรยารองแต่กลับไม่เคยได้รับความรักจากพวกเขาแม้เพียงเสี้ยว
“คุณหนูมู่คิดสิ่งใดอยู่หรือเ้าคะ” เสิ่นอวี้หลานเอ่ยถามเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายเงียบไปพักหนึ่ง
“กำลังคิดว่า…” นางไม่ทันได้พูดจบก็เห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งเดินจ้ำอ้าวหน้าตาไม่สบอารมณ์ดิ่งเข้ามาทางนาง “เฮ้อ… ไม่อยากเจอเลย”
“เื่คืนวานยังไม่จางหาย วันนี้ก็สร้างเื่ใหม่อีกแล้วหรือคุณหนูสกุลมู่” หยางเสวี่ยเฟยเอ่ยถามเสียงแข็ง ดวงตาสีดำขลับจ้องไม่วางตา
“นางเป็คนชวนข้ามา” มู่หรงเซียวตอบไปตามตรงแล้วยิ้มกว้างร่าเริง เดาว่าเขาจะพูดสิ่งใดต่อแต่ก็ขัดเอาไว้ก่อน “ข้าไม่ได้โกหกนะ นางเป็คนชวนข้ามาที่นี่จริง ๆ”
รองแม่ทัพหันไปมองหมอหญิงข้างกาย เลิกคิ้วถามก่อนจะได้คำตอบว่า “ข้าเป็คนชวนคุณหนูมู่มาดื่มน้ำชาเ้าค่ะ” พลันหันขวับไปหาคนตรงหน้าอีกครั้งราวกับมีคำถามค้างคาใจ
“ข้าไม่ได้ข่มขู่นางด้วย” หญิงสาวเอ่ยด้วยท่าทีสบาย ๆ แล้วบอกอีกว่า “คุณหนูเสิ่น เ้าเห็นหรือไม่ว่าเขาไม่เคยเชื่อคำพูดของข้าเลย ป่านนี้ในหัวกลม ๆ นั่นคงคิดว่าข้าข่มขู่ บังคับหรือไม่ก็ ทำร้ายเ้าให้พูดเช่นนั้น”
“ท่านพี่ ข้าเชิญนางมาดื่มชาจริง ๆ นะเ้าคะ” เสิ่นอวี้หลานเอ่ยสีหน้าจริงจัง จับแขนเสื้อของเขาอย่างแ่เบา “ท่านพี่…”
“คุณหนูเสิ่น ข้าคงต้องกลับจวนแล้วล่ะ ใครบางคนบอกว่า หลังตะวันลับฟ้าเป็สตรีเดินเตร็ดเตร่ข้างนอกดูไม่งาม” นางเอ่ยขณะมองหน้าหยางเสวี่ยเฟย “ดูจากสีหน้ารองแม่ทัพแล้ว ข้าว่าเราสองคนไม่เจอกันจะดีกว่านะเ้าคะ”