พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 35 องค์หญิงหมิงจู

            พระตำหนักหมิงจูเป็นตำหนักที่กว้างใหญ่และเงียบสงบไม้ถงแดงต้นมหึมาที่ขนาบอยู่สองด้านทำให้พระตำหนักแห่งนี้อวลไปด้วยกลิ่นอายความอ้างว้างเดียวดายด้วยเจ้าของตำหนักไม่นิยมความหรูหราเหมือนพระสนมและองค์หญิงพระองค์อื่นๆ แม้แต่หน้าประตูก็ไร้บุปผาประดับเหล่านางกำนัลภายในแต่งกายสีเรียบจนแทบไม่มีใครเชื่อว่าที่นี่ก็คือพระราชวังที่เต็มไปด้วยยอดพธูและความหรูหราอลังการเป็นสถานที่ที่ร้อยบุปผามาประชันความงามเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะผู้ที่พำนักอยู่ก็คือองค์หญิงหมิงจูพระขนิษฐาผู้ซึ่งเป็นม่ายตั้งแต่อายุยังไม่มาก

            องค์หญิงอภิเษกสมรสได้ไม่นาน พระสวามีก็ป่วยหนักและจากโลกนี้ไปเหลือเพียงนางอยู่ตัวคนเดียวนางจึงตั้งปณิธานไว้ว่าจะครองตัวบริสุทธิ์เป็นม่ายตลอดชีวิตจักรพรรดิจงเหวินตี้ทรงกังวลว่านางจะรู้สึกอ้างว้างเดียวดาย และเวทนาที่ต้องสูญเสียพระสวามีตั้งแต่อายุยังน้อยจึงให้นางย้ายกลับเข้ามาอยู่ในพระตำหนักหมิงจูอีกครั้งนอกจากนี้เป็นเพราะไทเฮาทรงรักและห่วงใยนางยิ่งด้วยทรงเป็นองค์หญิงที่ไทเฮาชุบเลี้ยงมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์จนเติบใหญ่ความรู้สึกผูกพันจึงมีมากแตกต่างกับองค์หญิงพระองค์อื่นๆจึงมีพระราชเสาวนีย์เรียกนางให้มาเฝ้าอยู่ข้างพระวรกายที่ตำหนักฉือหนิงอยู่บ่อยครั้ง

            บุรุษรูปงามผู้หนึ่งเดินนำหน้าขันทีผ่านประตูตำหนักเข้ามาทรงอาภรณ์หรูหราสีม่วงปักลายนกเป็ดน้ำด้วยเส้นใยทองคำอันมีลวดลายอ่อนช้อยงามวิจิตรคาดเอวด้วยสายคาดหยกสีนิล ดวงตาเรียวหรี่พาดเฉียงดุจนัยน์ตาหงส์งดงามดั่งภาพวาดริมฝีปากแดงชาดดูเย้ายวนชวนใจสั่น จมูกโด่งคมสันสอดรับกับเส้นลายโค้งมนของคางสวยได้รูปทำให้เขาดูทรงเสน่ห์ราวกับภูตพรายยามราตรีที่เย้ายวนอย่างร้ายกาจ

            เป็นบุรุษรูปงามที่มีเสน่ห์สะกดวิญญาณราวกับปีศาจโดยแท้!

            เหล่านางกำนัลเห็นเขาแล้วก็ชะงักเท้าถอยไปด้านหลัง ใบหน้าแดงซ่านร้อนวูบวาบหัวใจหวิวไหว นิ้วมือที่จับกระโปรงขณะยอบกายคำนับสั่นน้อยๆ ความตื่นเต้นฉายชัดทว่าชายหนุ่มไม่แม้แต่จะเหลือบแล กว่านางกำนัลเหล่านั้นจะคืนสติกลับมาเขาก็เดินลิ่วไปไกลแล้ว เพียงชั่ววูบที่ได้สบตาคู่งามเปี่ยมเสน่ห์คู่นั้นพวกนางก็ลืมสิ้นทุกสิ่งแม้กระทั่งถ้อยคำทักทายเป็นหนักถึงขั้นไม่มีใครนึกได้ว่าจะต้องไปกราบทูลองค์หญิงให้ทรงทราบ

            จนมาถึงระเบียงทางเชื่อม พลันได้ยินเสียงแหลมเล็กร้องขึ้น “ท่านอ๋องรูปงามมาแล้ว ท่านอ๋องรูปงามมาแล้วแม่นางทั้งหลายรีบมาต้อนรับแขกเร็วๆ”

            เมื่อแหงนหน้าขึ้นจึงพบกรงนกแขวนอยู่เหนือชานระเบียงเจ้านกแก้วขนเขียวจะงอยปากแดงเอียงคอมองบุรุษรูปงามซึ่งกำลังเดินเข้ามาอยู่ตรงฝั่งข้ามทันใดนั้นมันก็ตีปีกพั่บๆ บินโฉบไปมาอย่างตื่นกลัว โก่งคอร้องลั่นคล้ายจำบางอย่างได้

            “ช่วยด้วยๆ ใครก็ได้มาเร็วๆ มาช่วยข้าด้วย ท่านเซวียนอ๋องมาแล้ว”

            “เจ้าตัวเล็กนี่ ผ่านมาตั้งนานโขแล้วยังไม่ลืมอีกช่างเจ้าคิดเจ้าแค้นเสียจริง” เซวียนอ๋องยืนนิ่งหุบยิ้มแล้วยื่นนิ้วเรียวไปดีดกรงนกสองที นกแก้วตัวนั้นก็ยิ่งตื่นกลัวร้องลั่นขึ้นมาอีก “องค์หญิง องค์หญิงช่วยเอามือสกปรกของเขาออกไปที ช่วยเอามือสกปรกของเขาออกไปที”

            “เจ้าแปด เข้ามาเถิด อย่าไปขู่มันอีกเลยคราวที่แล้วตกใจกลัวจนไม่กล้าพูดไปหลายวัน แม้แต่กินอาหารก็ยังไม่กล้า” เสียงนุ่มนวลของสตรีลอยมาจากในตำหนัก

            “เสด็จอาวางพระทัยเถิด เจ้าตัวเล็กนี่แข็งแรงจะตายไม่กี่วันก็ออกมากระโดดโลดเต้นได้แล้ว” ริมฝีปากสีแดงชาดงดงามของเซวียนอ๋องหยักยกขึ้นน้อยๆเผยความเกียจคร้านไม่ใส่ใจอยู่หลายส่วน ใบหน้างดงามราวกับกระชากจิตวิญญาณคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มก้าวเท้าเข้ามาในโถงพระตำหนัก

            ภายในห้องโถง สตรีงดงามที่ดูท่าทางเหมือนคนอายุยี่สิบกว่าปีกำลังจัดวางกระถางดอกกล้วยไม้ไว้บนโต๊ะข้างหน้าต่าง

            นางสวมอาภรณ์แบบเรียบง่าย เรือนผมดำสนิทขดเป็นวงซ้อนกันคล้ายเมฆลอยราวกับเป็นทวยเทพเหินหาวที่ดูอ่อนช้อยบนศีรษะประดับด้วยปิ่นเพียงชิ้นเดียว สวมชุดสีพื้นเรียบๆ ราวกับนักพรตสตรีสะท้อนความสูงส่งอยู่เหนือธุลีแห่งแดนโลกีย์ ใบหน้านั้นงดงามสลักเสลาทว่าภายใต้ดวงตาประกายหยาดสีนิลละเมียดละไมไม่อาจซ่อนความอ้างว้างเดียวดายไว้ได้

            “เสด็จอา ทรงขยับตำแหน่งกล้วยไม้ต้นนี้อีกแล้ว ดูไม่เห็นจะสวยตรงไหนยังงามสู้ดอกโบตั๋นซึ่งเป็นราชันย์แห่งบุปผาที่ตำหนักของข้าไม่ได้เลย อีกสองสามวันหลานจะคัดเลือกต้นที่งดงามที่สุดส่งมาถวายสักสองกระถางดีหรือไม่” เซวียนอ๋องเดินเข้ามาคารวะแล้วหย่อนกายนั่งลงบนเก้าอี้ไม้หนานมู่ตัวใหญ่ในท่วงท่าเกียจคร้านแสงสว่างสาดส่องจากนอกหน้าต่าง ทอทาบบนใบหน้าที่เสมือนหนึ่งสุรารสเลิศแค่มองเพียงวูบเดียวก็ทำให้ลุ่มหลงมึนเมา

            “โบตั๋นเหล่านั้นงามบาดตาเกินไปข้าคงรับไม่ไหวเก็บไว้ให้คนงามทั้งหลายของเจ้าชมเถิดแค่ไม่กี่วันเรือนหลังของเจ้าก็มีสาวงามมาเพิ่มจนนับไม่ไหว ไม่กลัวว่าพระราชบิดาจะตำหนิเอาหรือ”องค์หญิงเหลือบสายตามาที่ชายหนุ่ม กล่าวเสียงดุวางกระถางรดน้ำในมือลงแล้วรับผ้าแพรจากนางกำนัลมาเช็ดฝุ่นละอองที่เกาะอยู่บนต้นกล้วยไม้อย่างทะนุถนอม

            “โธ่... เสด็จอา เสด็จพ่อทรงคร้านจะมากวดขันเกี่ยวกับสาวงามในเรือนหลังของหลานแล้วพ่ะย่ะค่ะแต่หลานกลับรู้สึกสนใจกล้วยไม้ต้นนี้ของเสด็จอามากกว่า” ว่าแล้วเซวียนอ๋องก็ตีหน้ามึนยื่นมือเข้ามาสัมผัสใบของกล้วยไม้ แววตาเจ้าชู้พราวระยับคู่นั้นมีเสน่ห์ตามธรรมชาติแค่จ้องมองคราเดียวก็ทำให้คนไม่อาจขัดขืนได้ แม้ว่าจะต้องถลำลึกสู่ด้านมืดของเขาก็ยินยอมพร้อมใจ

            “หยุดมือเดี๋ยวนี้ หากเจ้ากล้าเด็ดดอกไม้ข้าก็ไม่รับประกันว่าจะไปช่วยพูดต่อหน้าพระราชบิดาของเจ้าหรือไม่” องค์หญิงเห็นมือของเขากำลังทำท่าจะเด็ดช่อกล้วยไม้ก็โยนผ้าแพรทิ้งอย่างร้อนใจแล้วถลึงตาดุใส่

            นิ้วมือเรียวยาวไล้บนใบกล้วยไม้อย่างเบามือสองทีชายหนุ่มผู้มีเสน่ห์เหลือร้ายหันศีรษะมามองด้วยแววตาเปี่ยมเสน่ห์ที่คนไม่อาจปฏิเสธทั้งยังยินยอมมอบสิ่งที่เขาปรารถนาด้วยความเต็มใจ

            “เสด็จอากล่าวกระไรเช่นนั้น ดอกกล้วยไม้งดงามชวนมองเพียงนี้หลานก็แค่สนใจอยากลูบคลำนิดหน่อยเท่านั้นเอง” เซวียนอ๋อง-เฟิงเจวี๋ยหร่านตีสีหน้าระทมทว่าเบื้องลึกของดวงตากลับฉายแววยั่วยิ้มปลายนิ้วยังอ้อยอิ่งคลอเคลียอยู่อีกสองสามทีอย่างอาลัยอาวรณ์ก่อนจะถอนมือกลับราวกับหมดธุระแล้ว

            “หากว่าเจ้าสนใจ ก็อย่าคิดทำให้ต้นกล้วยไม้ที่กว่าข้าจะได้มาไม่ง่ายต้นนี้ตายได้ไหมเล่า”องค์หญิงกล่าวน้ำเสียงห้วน นิสัยหลานชายตนเองเป็นอย่างไรมีหรือที่นางจะไม่รู้ มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาบอกพึงใจต้นโบตั๋นกระถางหนึ่งผลสุดท้ายโบตั๋นกระถางนั้นแม้แต่ใบก็ไม่เหลือซาก!

            และมีอีกครั้งหนึ่ง เขาบอกพึงใจภูเขาหินจำลอง ผลสุดท้ายแม้แต่ที่ตั้งภูเขาหินก็ยังกลายเป็นหลุม!

            นางไม่อยากให้กล้วยไม้ของตนเองต้องพบจุดจบแบบเดียวกัน

            “เสด็จอาตรัสเช่นนี้ หลานก็เสียใจแย่แต่ดอกไม้กระถางนี้เสด็จอาก็มิใช่ว่าได้มายากเสียหน่อยแค่ยื่นมือออกไปก็ได้มาแล้วมิใช่หรือ หลานเสียอีกช่วยนำกลับมาเมืองหลวงเช่นนี้จะเรียกว่าลำบากได้อย่างไร เสด็จอายังไม่ทรงประทานรางวัลให้หลานสักชิ้นเลย”เฟิงเจวี๋ยหร่านไม่มีท่าทางละอายใจที่ถูกองค์หญิงรู้ทันนิ้วมือเคาะโต๊ะเบาๆ อย่างสบายใจไร้กังวล แฝงความขี้เล่นอยู่หลายส่วน

            “พูดมาเถอะ ว่าจะขอให้ช่วยอะไร ถึงวิ่งมาทวงผลงานถึงที่นี่” องค์หญิงแย้มยิ้มน้อยๆ นางกำนัลยกอ่างสำริดขึ้นให้ล้างมือ

            “เสด็จอาช่างราวกับเทพเซียนทีเดียว แม้กระทั่งความคิดเล็กๆ ในใจข้ายังทายได้ถูกเผงราวกับตาเห็นมิน่าเล่าข้างนอกจึงเล่าลือกันว่าเสด็จอาทรงมีพระปรีชาสามารถเป็นเลิศ ในวังหลังแห่งนี้ทรงเป็นผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดที่สุด”

            “พอแล้วๆ ไม่ต้องมาทำป้อยอ พูดมา แต่ถ้าเรื่องยากเกินไปอย่ามาหาข้าข้าทนรับโทสะจากพระราชบิดาของเจ้าไม่ไหวหรอกนะ”

            “เสด็จอาโปรดวางพระทัย ไม่ใช่เรื่องยากจริงๆ พ่ะย่ะค่ะอีกไม่กี่วันก็จะถึงงานเลี้ยงชมบุปผา เสด็จอาก็ช่วยหลานเรื่องเล็กๆสักเรื่องก็พอแล้ว” ดวงตาของเซวียนอ๋องดูผ่อนคลายทำทีคล้ายจะฉกต้นกล้วยไม้นั้นไป แต่ดูไม่ออกว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจมุมปากหยักโค้งขึ้นเล็กน้อยให้ความรู้สึกเอ้อระเหยไม่ทุกข์ร้อน

            “อ้อ... ที่แท้ก็มีธุระให้ช่วยเลยมาหาถึงที่นี่?” องค์หญิงเลิกคิ้วถามด้วยรอยยิ้ม

            “สำหรับเสด็จอาแล้วง่ายเหมือนดั่งพลิกฝ่ามือ...” เซวียนอ๋องลุกขึ้นแล้วเข้ามากระซิบข้างหูองค์หญิงสองประโยค

            “ได้สิ เจ้าแปด มองไม่ออกเลยว่าเจ้าจะ...” องค์หญิงยิ้มพรายคล้ายอยากจะพูดแต่ก็ไม่พูดให้จบ เหลือบตามองพิจารณาหลานชายอย่างไม่อยากเชื่อเหมือนกับคนไม่เคยรู้จักเยี่ยงนั้น

            “เสด็จอาก็ช่วยข้าครั้งนี้ด้วยเถิด ดูสิข้าไปรอท่านที่วัดเป้าเอินตั้งหลายวัน ท่านก็ไม่มา ถือว่าเสียคำพูดกับข้าแล้วต้องทรงชดเชยให้กับหัวใจที่เปราะบางของข้าด้วย” เซวียนอ๋องมุ่นคิ้วงามยกมือกุมหน้าอกราวกับปวดใจ หากองค์หญิงกลั้นไว้ไม่อยู่ก็คงหัวเราะลั่นออกมาแล้ว

            “เจ้าแปด ตกลงกันไว้แล้ว แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ มิเช่นนั้นข้าคงถูกเจ้ารบเร้าไม่เลิกว่าแต่ว่า... เจ้าให้ข้าเข้าหานาง แล้วไม่กลัวว่าเสด็จอาอย่างข้าจะเสียเปรียบหรือ”

            “เสด็จอาโปรดวางพระทัย แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว ไม่มีครั้งหน้าอีกแล้ว”เฟิงเจวี๋ยหร่านโค้งริมฝีปากทอยิ้ม “แน่นอนว่าหากครั้งหน้าเสด็จอาทรงเป็นฝ่ายประสงค์สิ่งใดก่อน...นั่นย่อมเป็นสิ่งที่หลานปรารถนาอยู่แล้ว”

            “เจ้าเด็กคนนี้นี่!” องค์หญิงถลึงตาใส่เขาทีหนึ่งมีนางกำนัลนำน้ำชาเข้ามาถวาย

            องค์หญิงทรงถามถึงบรรยากาศในวัดเป้าเอิน ตอนนั้นนางติดธุระจึงไปไม่ได้จริงๆ

            เซวียนอ๋องคุยเป็นเพื่อนอยู่อีกครู่หนึ่งก็ลุกขึ้นกล่าวว่ายังมีธุระขออำลากลับก่อน อาภรณ์สีม่วงปักลายนกเป็ดน้ำดึงความผึ่งผายหล่อเหลาของเขาออกมาร่างสูงหมุนตัวก้าวออกไปอย่างงามสง่า

            นกแก้วที่อยู่ใต้ชายคาระเบียงเห็นเขาออกมา ก็กระโดดไปมาด้วยความตกใจร้องเสียงแหลมขึ้นมาอีก “ท่านอ๋องเซวียนมาอีกแล้วท่านอ๋องเซวียนมาอีกแล้ว ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!”

            เสียงหัวเราะนุ่มนวลลอยออกมาจากในห้องโถงตำหนักอีกครา

            มิได้มีแต่พวกเขาเท่านั้นที่กล่าวถึงงานเลี้ยงชมบุปผาซึ่ง 'มาเดี่ยวแต่กลับเป็นคู่' ยังมีใครบางคนกำลังพูดถึงงานชมบุปผาครั้งนี้อยู่เช่นเดียวกัน

            เรือนหลีหวาของฟางอี๋เหนียง

            สองแม่ลูก โม่เสวี่ยหมิ่นกับฟางอี๋เหนียง คนหนึ่งนั่งคนหนึ่งยืน

            “หมิ่นเอ๋อร์ เจ้าวางใจได้ ครานี้ข้าจะต้องจัดการได้แน่บิดาเจ้านึกว่าขังข้าไว้ก็ไม่มีเรื่องแล้วจวนโม่ที่ข้าลำบากดูแลจัดการมานานจะตกไปอยู่ในมือของนังแพศยานั่นง่ายเช่นนี้ได้อย่างไรมารดาของนางแต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า แค่เด็กสาวที่ยังไม่โตคนหนึ่งไยจะบีบเอาไว้ในมือไม่ได้ขอเพียงกำจัดนังเด็กนั่นสำเร็จ ต่อไปจวนโม่ทั้งหมดก็ตกเป็นของพวกเราแล้วบิดาเจ้าไม่พอใจแล้วอย่างไร เขามีพี่ชายเจ้าเป็นทายาทสืบสกุลแค่คนเดียวแล้วเขาจะมาจัดการอะไรแม่ได้” ฟางอี๋เหนียงกล่าวอย่างเข่นเขี้ยว

            ใบหน้าของนางบิดเบี้ยวดูร้ายกาจภายใต้แสงเทียนเพียงแค่คิดถึงนังแพศยาน้อยที่โต้กลับแผนการของตนเองอีกครั้งนางก็อยากจะเหยียบอีกฝ่ายให้จมดิน เอาห้าม้าแยกร่างจนแทบทนไม่ได้

            “หากอี๋เหนียงเรียกข้ามาด้วยเรื่องแค่นี้ ข้าขอกลับก่อนล่ะตอนนี้ท่านถูกกักบริเวณอยู่ อย่าหาเรื่องท้าทายท่านพ่อจะดีที่สุด” โม่เสวี่ยหมิ่นยืนอยู่ที่เดิม กล่าวด้วยท่าทางเย็นชา

            “หมิ่นเอ๋อร์ สองสามครั้งมานี้ข้าประมาทนางเกินไป ทำให้เจ้าต้องลำบากไปด้วยแต่วางใจเถอะ ครั้งนี้ข้าวางแผนมาดีแล้วจริงๆ จะไม่ให้นางแย่งชิงความสนใจไปจากเจ้าได้อีกนังแพศยานั่นอย่าฝันจะได้ไปร่วมงานชมบุปผาเลย” เมื่อถูกบุตรสาวทิ่มแทงด้วยวาจาฟางอี๋เหนียงก็กล่าวด้วยน้ำเสียงชิงชังอย่างลืมตัว

            “อี๋เหนียงคิดตอนนี้ยังเร็วเกินไปควรคิดว่าจะทำอย่างไรให้ออกไปจากที่นี่ได้ก่อนจะดีกว่า หากถูกท่านพ่อลดขั้นลงมาจริงๆแม้แต่ข้าก็จะพลอยลำบากไปด้วย” โม่เสวี่ยหมิ่นกวาดตามองอย่างไม่ยี่หระราวกับไม่เห็นว่านางโมโหจนหน้าเขียวคล้ำ หมุนตัวยกชายกระโปรงขึ้นแล้วเดินนวยนาดออกไป

            ฟางอี๋เหนียงแค้นใจอย่างมากหยิบแจกันหยกข้างมือได้ก็ปาลงพื้นเสียงของแตกดังออกมา เพียงแต่ก็ยังไม่อาจรั้งเท้าของโม่เสวี่ยหมิ่นไว้ได้นางทำราวกับว่าไม่ได้ยิน แม้แต่ศีรษะก็ไม่หันกลับ ยกเท้าเดินออกจากประตูไป

            “นี่น่ะหรือบุตรสาวที่ข้าคลอดออกมา...” ฟางอี๋เหนียงอาละวาดเสียงดังลั่นด้วยโทสะประโยคหลังยังมิได้กล่าวให้จบก็ถูกหลี่มามาปิดปากไว้ก่อน

            “เบาๆ หน่อยเจ้าค่ะ อย่าให้ทำลายถึงชื่อเสียงของคุณหนูใหญ่จริงๆ ได้”

            “เจ้าดูสิ แค่นี้ก็ไม่มีความกตัญญูแล้ว กล้าแสดงท่าทางแบบนี้กับแม่ของตนเองจะยังต้องการชื่อเสียงดีงามอะไรอีก” แม้ว่าน้ำเสียงจะยังคงเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองแต่ก็ลดเสียงลงมาแล้วอย่างชัดเจน

            “คุณหนูใหญ่ก็กำลังโมโห ดูเหมือนว่าครานี้คุณหนูจะไม่ต้องการให้ท่านกระทำการบุ่มบ่ามแต่ท่านก็เพียรแต่อยากจะลงมือ สุดท้ายผลก็เลยกลายเป็นเช่นนี้แล้วคุณหนูจะไม่โทษท่านได้อย่างไร” หลี่มามาพูดเกลี้ยกล่อมอย่างระมัดระวัง

            “จะโทษว่าเป็นความผิดข้าอีกหรือ ที่ทำไปก็มิใช่เพื่อพวกเขาสองพี่น้องหรือไร”น้ำเสียงยิ่งพูดยิ่งเบาลงไปเรื่อยๆ ทั้งยังเจือเสียงสะอื้นไห้เบาๆ

            ที่หน้าประตูเรือน โม่เสวี่ยหมิ่นกวาดตามองไปยังทิศทางของเรือนชิงเวยด้วยสายตาเย็นเยียบก้นบึ้งของดวงตาฉายแววอำมหิตเข้มข้น ครานี้นางจะไม่ใจร้อน ค่อยๆ ก้าวทีละก้าว ในที่สุดโม่เสวี่ยถงจะอยู่หรือตายล้วนขึ้นอยู่กับวาจาของนาง

            ข้าให้เจ้าอยู่ เจ้าก็อยู่ ข้าให้เจ้าตาย เจ้าก็ต้องตาย

            โม่เสวี่ยถง นี่คือจุดจบของการที่เจ้ายั่วโทสะข้า!