วันนี้หลังฝึกวิชาตัวเบากับเดินลมปราณ่เช้าเสร็จเทียนหลงไปบ้านลุงฟางสร้างเตาหลอมโลหะ ด้วยฝีมือและเคยมีประสบการณ์มาก่อนก็สร้างเตาเสร็จภายใน สองขั่วโมง วันมะรืนลุงฟางจะเข้าป่าล่าสัตว์เขาขอติดตามไปด้วย ลุงฟางไม่ได่เข้าป่าลึก จึงตอบตกลงบอกให้เขามาหาแต่เช้าจะได้ออกเดินทางเร็วๆ ถึงยามบ่าย เทียนหลงเริ่มศึกษาพื้นฐานการวางค่ายกล พบว่าครอบคลุมศาสตร์หลายสาขา ั้แ่คำนวณ วิศวกรรมฮวงจุ้ย พลังธาตุ จนถึงจิตวิทยาหลังจากเข้าถึงพื้นฐานเล็กน้อยเขาก็เจอปัญหามากมายที่ไม่สามารถสรุปหาคำตอบเองได้ทำให้วิชาค่ายกลติดขัดแทบจะไม่มีความก้าวหน้าเลย ต้องหยุดคิด ‘คงต้องเก็บ วิชาค่ายกลไปเรียนกับ อาจารย์หมงต้าซื่อ ในห้องเสียแล้ว’
เขาหันมาสนใจฝึกเป่าขลุ่ย การเล่นดนตรีให้ประสพความสำเร็จนั้นต้องมีเป้าหมาย หัดเป่าขลุ่ยไปมา หากไม่มีเพลงให้ฝึกหัดเพียงชั่วขณะก็เบื่อหน่ายและยากที่จะประสพความสำเร็จเขาไม่มีโน๊ตเพลงขลุ่ยของโลกนี้ ดังนั้นนำเพลงในโลกเก่ามาเล่นแทนเป็เพลงขลุ่ยเช่นกัน เล่นไปเล่นมาใช้เวลาเพียง สองสามชั่วโมงเขาก็เริ่มเล่นได้คล่องแคล่วขอเพียงมีโน๊ตและได้ฟังทำนองสักครั้งหนึ่งวันพรุ่งน่าจะผ่านด่านเล็กๆของวิชาวรรณกรรมศิลปะไปได้อาหารกลางวันของพรุ่งนี้เขาวางแผนจะทำหมูเปรี้ยวหวานเสริมด้วยปลาไหลทอดราดน้ำสามรส ไปทานกลางวัน
มืดแล้ว ตลอด่เวลาที่ผ่านมาเขาไม่มีเวลาที่จะคิดอะไรที่ไร้สาระเลยสิ่งที่ต้องทำแน่นขนัด ปู่จางเดินทางไปได้ เจ็ดวันแล้ว ก่อนไปสั่งเขาว่า ทุกๆ เจ็ดถึงแปดวันต้องนำสมุนไพรที่เข้าตำรับยาไว้แล้ว ไปขายในเมือง ปู่จางเตรียมตำรับยาปรับเืลมให้ไปขายเป็ส่วนใหญ่เพราะเป็่เปลี่ยนฤดู ชาวเมือง้าใช้พอสมควรเทียนหลงคิดว่าจะเข้าเมืองไปขายสมุนไพร ในวันว่างหลังจากเข้าป่ากับลุงฟางแล้ว
วันต่อมา เหตุการณ์เป็ดังที่เทียนหลงคาดเอาไว้วิชาวรรณกรรมทำให้ภาคเช้าอันน่าเบื่อหน่ายผ่านไปอย่างเชื่องช้า เกิดาชิงเสบียงใน่พักกลางวันยังดีที่อาหารที่สำนักเมืองเตรียมให้ดีขึ้นมาก แต่หากเทียบกับอาหารของเทียนหลงแล้วยังเหมือนพ่อครัวหัดใหม่กับพ่อครัวระดับเทพ กลุ่มเด็กน้อยที่ผลัดเปลี่ยนเวียนมาร่วมวง ต่างยกนิ้วให้ ตอนนี้ไม่มีใครตั้งข้อรังเกียจเทียนหลงอีกแล้วเรียกว่ากินของเขาก็ต้องยอมรับกันไปโดยไม่รู้ตัว
พอถึงวิชา ศิลปะดนตรี หลังจากถึงคิวที่เทียนหลงต้องเล่นขลุ่ยถึงกับบรรเลงเพลงที่ไม่คุ้นหูออกมาได้จนจบเพลง ไม่ถึงกับไพเราะจับใจหากเทียบกับวันแรกแล้ว ความก้าวหน้า ถึงกับเรียกได้ว่าก้าวะโ อาจารย์เหอตงถึงกับลอบผงกศีรษะ เริ่มเห็นด้วยกับเ้าเมืองเฟิงซีหมิน “เทียนหลง..เ้านี่ ไม่ธรรมดาจริง” จากนั้นสั่งเทียนหลง ให้ไปรับโน๊ตขลุ่ยที่ตนเอง ไม่รู้ว่าพี่น้องตระกูลกู้ สัมผ้สอะไรได้ตลอดเวลาเพียงแสดงท่าดูิ่ดูแคลนเทียนหลง แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรมากกว่านั้นอันที่จริงอันตพาลน้อยทั้งสอง อยากสั่งสอนเทียนหลงใจจะขาด แต่เป็เพราะหลี่หยวนเจ๋อห้ามเอาไว้ แต่เป็เพราะอะไรมันสองไม่เข้าใจ ด้วยความเกรงใจและ้าประจบเอาใจพี่น้องตระกูลหลี่จึงยังไม่มีเื่ราวเกิดขึ้น
วันรุ่งขึ้น เทียนหลงออกป่าล่าสัตว์กับลุงฟางเป็ครั้งแรกอาวุธที่ติดตัวคือพลองไม้ ส่วนลุงฟางมีดาบหัวตัด หน้าไม้ และสามง่ามั์ถึงแม้ไม่ได้เข้าป่าลึก แต่ลุงฟางยังเตรียมอาวุธเต็มพิกัดเห็นเทียนหลงทำสงสัยจึงสอนเทียนหลงง่ายๆว่า “จงอย่าคิดว่าจะเจอสัตว์ร้ายในป่าลึกเพียงเ้าก้าวออกจากบ้าน อาจพบเจอเสือขวางประตูได้แล้ว” ฟางโหวที่ยึดอาชีพนายพราน วิทยายุทธ์ย่อมไม่ต่ำต้อย ระดับขั้นปราณธรรมชาติระดับสิบ แม้เจอสัตว์วิเศษระดับสาม ยังสามารถต่อกรได้พักใหญ่อาวุธที่ถนัดมือจริงๆคือ ง้าวสยบพยัคฆ์ แต่ในป่าง้าวมีประโยชน์น้อยกว่าสามง่ามสามง่ามสามารถใช้เข่นฆ่า แทงได้คล้ายหอก แต่คมกว้างกว่าหอกมาก ใช้ป้องกัน กดกันสัตว์วิเศษเข้าประชิดตัวได้
วันนี้ฟางโหว นำเทียนหลงขึ้นป่าทางเหนือครั้งก่อนเขาเห็นรอยของกวางป่าธรรมดาฝูงหนึ่งป่าแถบนี้เทียนหลงยังไม่เคยผ่านเข้ามาก่อน เดินตัดป่าไผ่ขึ้นเหนือไปเกือบ สามกิโลเมตรจากทางราบก็ กลายเป็เนินชันถอดยาว หนึ่งกิโลเมตร ไต่ระดับความชันขึ้นเรื่อยๆ ที่ยอดเนินถึงกับเป็หน้าผาสูงสิบเมตรลุงฟางพาเขาเดินลัดเลาะไปด้านข้าง ธรรมชาติช่างสร้างสรรค์นักด้านข้างหน้าผาถึงกับมี ด่านสัตว์* และบันไดธรรมชาติ ลัดเลาะหักมุมไปมาตามขอบผา ใช้เวลาชั่วไม่กี่อึดใจทั้งคู่ก็ขึ้นมาอยู่บนยอดผา ส่วนลึกด้านในของหน้าผา เป็ที่ราบลุ่มๆดอนๆกว้างขวางยิ่งบนที่ราบเป็ทุ่งกว้างมีไม้พุ่ม ความสูงเฉลี่ยไม่เกินสองเมตรขึ้นเป็กลุ่มๆอยู่เป็ระยะ บนหน้าผามองออกไปนอกจากเห็นแนวป่าด้านล่างยังเห็นวิวทะเลสาบ อยู่ไม่ไกล
เทียนหลงหยุดมองอยู่ครู่หนึ่ง ลมพัดจากด้านล่างหอบเอาความเย็นจากผืนป่าขึ้นมาให้ความรู้สึกสดชื่นมองเห็นท้องฟ้าปลอดโปร่งสีฟ้าใส ปุยเมฆบางๆลอยอยู่ที่ขอบฟ้าไกลตา โดยไม่รู้ตัวความรู้สึกเป็อันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ ชั่วขณะนั้นท้องฟ้าไม่ใช่ท้องฟ้าอีกต่อไป ป่าไม้เบื้องหน้าเลือนหายไปไม่คงอยู่ เขากลายเป็ขุนเขาป่าไม้และท้องฟ้าเกิดภาวะลืมตัวตน ลมปราณวิถีัขนดเริ่มหมุนเวียนโคจรไปทั่วร่างโดยไม่ต้องฝึกปรือ
เพียงชั่วขณะจิต ลุงฟางหันมาเห็นเขา อุทานดัง “เอ๊ะ..” จิตของเทียนหลง หลุดออกจากสภาพลืมตัวตน ฟ้าใสป่าเขียวขจีและสายลมบนหน้าผาพลันกลับมา เขาพลันรู้สึกถึงพลังที่ไหลเวียนไปทั่วร่าง ทุกแห่งในตัวมีพลังไหลเวียนร่างกายปลอดโปร่ง รับรู้ถึงพลังมหาศาล และในขณะเดียวกันก็รับรู้ถึงขีดจำกัดของพลังเขางงงวยหันหน้ามามองลุงฟาง
ลุงฟาง มองเขาขึ้นลงั้แ่ปลายเท้าจรดศีรษะ “เทียนหลงเ้าหลานประหลาดถึงกับบรรลุขั้นปราณธรรมชาติ ระดับที่สอง ในสภาพนี้” ที่ผ่านมาเทียนหลงบรรลุขั้นสูงของ วิถีปราณัขนด แต่ยังไม่สามารถประสานเข้ากับร่างกายเมื่อวานซืนเขาพึ่งเริ่มฝึกประสานการโคจรพลังกับวิชาตัวเบาเป็การฝืนบังคับการผสานรวม ยามนี้บังเอิญ เข้าสู่ภาวะลืมตัวกลืนไปกับธรรมชาติพลังวัตรโคจรเองตามวิถี ทำให้เขาบรรลุขั้นผสานที่สูงขึ้น หากลุงฟางไม่อุทานจนเขาได้สติ ในภาวะกลืนกับธรรมชาตินี้เขาอาจจะทะลุถึงปราณธรรมชาติระดับที่ห้าเลยทีเดียวนับว่าพลาดโอกาสไปอย่าน่าเสียดาย
เทียนหลง ยกมือขึ้นเกาหัว..แกร๊กๆ. อ้าปากจะถามทันใดทั้งสองคนได้ยินสียงบางอย่าง หันไปทางส่วนลึกของหน้าผา ระยะห่างออกไปแค่ห้าสิบเมตรถึงกับมีฝูงกวาง กำลังะโหนีออกไป เมื่อครู่ทั้งฝูงยืนนิ่งในดงพุ่มไม้ตอนนี้ใเสียงคุยกันเลยกระโจนหลบหนี ลุงฟางซัดสามง่ามพุ่งโค้งไปดักทางวิ่งของกวางขนาดย่อมตัวหนึ่ง สามง่ามถูกขาหลังของกวางตัวนั้นตัวกวางเซล้มไปตามแรงของสามง่าม ลุงฟางหัวเราะลั่น “ฮ่าๆๆๆเห็นฝีมือข้าไหม สมัยก่อนตอนเป็ทหาร ข้าเคยพุ่งหอกฆ่าโจรชั่วทีเดียว เสียบทะลุถึงสามคน” คุยโวไปพลางเดินเข้าไปหมายเก็บผลงาน เมื่อทั้งสองทั้งสองเดินเข้าไปใกล้กวางในระยะห้าเมตร กลับปรากฏเงาสีเทาน้ำตาลขนาดใหญ่ พุ่งออกมาจากที่ซ่อนคาบกวางที่อยู่บนพื้นแล้วพุ่งออกไปทันที
ทันทีที่เห็นเงา เทียนหลงคว้าพลองมาไว้ในมือ เห็นสุนัขป่าหลังเงินโจทก์เก่าคาบกวางพุ่งหนีเข้าไปในส่วนลึกของที่ราบ ลุงฟาง ชักดาบออกมาเร็วกว่าเทียนหลงเล็กน้อยพุ่งตัวตามไปพร้อมเสียงสั่ง “รออยู่ที่นี่...ไม่ต้องตามข้ามา...” ฟางโหวรู้ถึงอันตรายในการตามล่าสัตว์ป่าดี ถึงแม้จะเป็แค่สัตว์วิเศษระดับสองแต่ต่อให้เทียนหลงอยู่ใน ระดับชั้นปราณธรรมชาติระดับที่สอง มานานจนพลังเสถียรก็ยังอันตรายไม่น้อย อย่าว่าแต่เด็กน้อยนี้พึ่งบรรลุระดับปราณนี้ ยังไม่ถึงห้านาที
ลุงฟางพุ่งไปไกลเกิน สี่ร้อยเมตรแล้ว เทียนหลงมองรอบๆกายเสียงเมื่อครู่ทำป่าแตก บรรยากาศเงียบสนิท ออกวังเวงเล็กน้อย คิดพลาง “ด้วยวิชาตัวเบากับพลองในมือ แค่สุนัขป่าหลังเงินพอสู้ไหว แต่หากรออยู่นี่มีตัวอะไรที่ร้ายกาจกว่าโพล่มาอีก ท่าจะแย่” เขาตัดสินใจใช้วิชาตัวเบาพุ่งตามลุงฟางออกไป ทันทีที่ร่างพุ่งออกไปความรู้สึกแตกต่างเกิดขึ้นทันที เดิมทีเขาฝึกวิชาตัวเบาโดยไม่โคจรพลัง สองวันก่อนเขาพึ่งฝึกประสานโคจรพลังพร้อมฝึกวิชาตัวเบา ความรู้สึกนั้นยามเคลื่อนไหว ติดขัดเก้ๆกังๆในแต่ละท่าที่ขยับต้อง ประเมินการใช้พลังให้พอดีไม่เช่นนั้นจะเสียสมดุลล้มาเ็ได้ทำให้ท่าร่างขาดความต่อเนื่องเหมือนน้ำไหลเจอก้อนหินก้อนเล็กก้อนน้อยขวางอยู่เต็มลำธารตื้น กีดขวางทางน้ำวกไปวนมา แต่ในตอนนี้เหมือนสายน้ำไหลผ่านท่อ ราบรื่นยิ่งนัก
พลังวัตรโคจรเองตามธรรมชาติ เขาเพียงขยับร่างไปตามเคล็ดวิชานอกจากไม่ต้องพะวงเื่การใช้พลัง การประสานพลังกับท่าร่างใช้เคล็ดวิชาได้เต็มที่ ร่างพุ่งออกไปราวกับเหินบินข้ามหลุมบ่อผ่านเนินสูงประดุจเดินบนทางราบ เพียงชั่วพริบตา ระยะทางสี่ร้อยเมตรก็ย่นลงเหลือเพียงสองร้อยเมตรมองไปเห็นลุงฟางไม่ได้ติดตาม สุนัขป่าหลังเงินเป็เส้นตรงแต่เป็แนวคดเคี้ยวยอกย้อน เขาไม่กล้าเร่งความเร็วให้เข้าใกล้กว่านี้แล้วคงเว้นระยะไว้เท่าเดิม ถือโอกาสฝึกและสำรวจวิชาตัวเบาของตนเอง พยายามแก้ไขส่วนที่บกพร่องการไล่ล่าครั้งนี้เกิดประโยชน์กับวิชาตัวเบาของเทียนหลง อย่างมหาศาล
ไล่ล่ามานานราวหนึ่งชั่วโมง สภาพป่าด้านหน้าเริ่มเปลี่ยนจากทุ่งราบมีไม้พุ่มกลายเป็ป่าโปร่งสลับมืดทึบ มีแนวหุบเขาเล็กๆล้อมรอบ ทันใดร่างของลุงฟางก็หายไปจากสายตา “บ้า..ชิบ” รอจนเทียนหลงรู้สึกตัวเร่งความเร็วมาถึงจุดนั้น ลุงฟางก็หายไปจากสายตามองรอบๆเบื้องหน้าเป็ที่ราบเล็กกว้างประมาณ สี่สิบตารางเมตร มีช่องหุบเขาเล็กๆ สามแห่งตั้งขวางอยู่แต่ละหุบเขาคดเคี้ยวเลี้ยวเลาะมองเห็นลึกเข้าไปไม่เกินสิบเมตร “ไปทางไหนดี?”
เทียนหลงตัดสินใจไวกว่าที่จะคิด พุ่งไปทางช่องเขาซ้ายสุดด้วยความเร็วสูงที่สุดเท่าที่ทำได้ จากความเร็วที่ผ่านมา เขาประเมินว่าสามารถตามลุงฟางทันในสามอึดใจ หากผ่านไปสามอึดใจแล้วยังไม่พบ แสดงว่าตามผิดทางค่อยกลับมาหาในช่องเขาถัดไป คำนวณอย่างรวดเร็วระยะห่างที่สุดหากลุงฟางเข้าช่องเขาขวาสุด เขาจะใช้เวลา ห้าสิบเอ็ดอึดใจ ถึงจะตามลุงฟางได้ทันเขาไล่ไปในช่องทางแรกได้เพียงสองอีดใจ ก็เจอหน้าผาตันขวางหน้าย้อนกลับมาเข้าช่องกลาง เข้าช่องเขามาได้สิบอึดใจ ก็เห็นร่องรอยก้อนหินพลิกกิ่งไม้ด้านข้างหัก หยุดลงมองไปรอบๆ “งานเข้า แล้ว…ไปทางไหนละนี่” หุบเขานี้ไม่ได้แคบลงอย่างที่คิดถึงกับกว้างขึ้นป่าไม้ขึ้นหนาทึบ มองออกไกลไม่เห็นผนังผากวางกั้นได้ยินเสียงน้ำตกไหลรินจากที่ไม่ไกล จากร่องรอยมั่นใจว่าลุงฟางไล่ตามหมาป่ามาทางนี้แน่นอน
แต่ช่องเขากว้างถ่างออก ในระยะสายตาทุกทิศเปิดโล่ง เป็ไปไม่ได้ที่หมาป่าตัวนั้นจะซื่อบื่อวิ่งเป็เส้นตรง แต่ถึงจะวิ่งตรงก็เถอะ แล้วมันวิ่งไปทางไหนละ “คงต้องรอแถวนี้แหละ...” กวาดตามองไปรอบๆมีต้นไม้ใหญ่ขนาดสองคนโอบ มีแขนงใหญ่ไม่สูงมากนัก น่าจะใช้เป็ที่พักเท้าได้ก่อนอื่นต้องทำหมายเพื่อลุงฟางย้อนกลับมาก่อน เขาทำกองหินขึ้นที่กลางทางแล้วทำหัวลูกศรชี้ไปยังต้นไม้ที่หมายตาไว้แล้วขึ้นไปรอบนต้นไม้ รออยู่พักใหญ่ได้ยินเสียงน้ำตกดังแว่วมา ‘เสียงนี้ไม่ไกลไปสำรวจสักหน่อยดีกว่า’ เขาคิด และไวเท่าความคิดร่างพุ่งไปทางเสียงน้ำตก
น้ำตกขนาดเล็ก ไหลแรงพอสมควร ใต้น้ำตกมีอ่างไม่ใหญ่ไม่เล็กรองรับน้ำรอบบริเวณมีไม้ใหญ่ขึ้นไม่มากแต่ เกือบทุกต้นมีขนาดใหญ่โตหลายคนโอบทำให้มีที่ว่างรอบๆโคนต้นไม้ ไม่ถึงกับรกทึบ รอบบริเวณมีหมอกบางๆแผ่ปกคลุมที่บริเวณนี้ถึงกับมีไอเย็นแผ่กระจาย ตอนนี้ผ่านหน้าหนาวไปแล้วแต่ความเย็นที่ขนาดทำให้เทียนหลงรู้สึกเย็นได้ อย่างน้อยก็ต้องอยู่ใต้น้ำลึก หนึ่งร้อยเมตรขึ้นไปในฤดูหนาว ‘นี่..ผิดปรกติ ที่นี่เย็นเกินไป’ เทียนหลงกุมพลองในมืออย่างระมัดระวังมองไปรอบๆ ในที่สุดก็เห็นสิ่งผิดปรกติ ไอเย็นมาจากมุมหนึ่งข้างหลังน้ำตกจุดนั้นเป็ต้นกำเนิดไอเย็นอย่างเห็นได้ชัด เข้าไปด้านหลังเป็เพียงร่องผนังตื้นๆมีสมุนไพรขึ้นอยู่ต้นหนึ่ง ไอความเย็นเกิดจากด้านล่างใต้น้ำตก หลังจากนึกทบทวนในตำรานี่ไม่ใช่ “หญ้าหยาดน้ำค้าง!” ที่เขาตามหาอยู่หรือหากตีความตามชื่อ หญ้านี้ควรขึ้นอยู่ในที่โล่งแจ้ง รับน้ำค้างจากธรรมชาติเห็นคราแรกเลยนึกไม่ออก มองดูสภาพภายในร่องหิน ทั่วช่องหินกลับแห้งผากมีไอเย็นพุ่งขึ้นมาปกคลุมใบ ทำให้เกิดไอน้ำเกาะบนใบกลายเป็เงื่อนไขในการรับไอธรรมชาติของสมุนไพรวิเศษชนิดนี้
ดูจากขนาดต้นและสีสัน “หญ้าหยาดน้ำค้าง” ต้นนี้มีขนาดใหญ่ผิดปรกติอายุน่าจะเกินหนึ่งร้อยปีขึ้นไป คิดดูแล้วก็สมเหตุสมผลน้ำค้างจะมีเพาะตอนเช้ามืดเท่านั้น แต่ตำแหน่งที่เ้าต้นนี้ขึ้นอยู่ถึงกับสามารถรับธาตุธรรมชาติจากน้ำค้างได้ตลอดเวลา เรียกว่ารับธาตุวิเศษมากกว่าปรกติไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยเท่า กำลังก้มๆเงยๆ อยู่ก็รู้สึกแผ่นดินรอบตัวไหว คึกๆๆ เสียงหินพลิกกราวหันไปยังไม่ทันเห็นชัดตา รีบใช้วิชาตัวเบาพุ่งหลบออกไปเกือบห้าเมตร
“ตูม!...” ร่างสีเขียวๆ พร้อมแรงลมกระแทกพุ่งเฉียดผ่านตัวเขาไปศอกเดียว กระแทกผนังผาแตกกระจาย มันหยุดนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะสะบัดหัว คำรามเสียงดังแล้วพุ่งเข้าใส่ ประกายสีดำคมกริบ ลากผ่านระยะห้าเมตรเสียงแหวกอากาศกับแผ่นดินใกล้ตัวสั่นไหว คึกคัก ตรงที่เขาหยุดอยู่เป็ซอกหินมุมฉากกว้างเกือบสามเมตรไม่ลึกเท่าไรด้านขวาติดมุมไปไม่ได้ เมื่อหมดทางไปเขาพุ่งตัวสวนออกไปด้านซ้ายหลบการชนซึ่งหน้า สองเท้าถีบผนังด้านข้างเกร็งพลังทั่วร่าง พุ่งกระแทกใส่!
“เทียนหลงใช้พลังปราณ ปะทะ กับตัวอะไรก็ไม่รู้” เสียงดังสนั่นหวั่นไหว เขาใช้แรงกระแทกหลบออกไปถึงสิบเมตร แรงปะทะทำให้สัตว์ตัวเขียวกลิ้งหลุนๆไปด้านข้างไกลราวสิบเมตรคราวนี้มองเห็นชัดเจน เป็แรดตัวสีเขียวนอสีดำตัวเท่าลูกช้าง น้ำหนักไม่น่าจะต่ำกว่าสองพันกิโลกรัมเหมือนมันโกรธเขามาสิบชาติ ไม่ให้พักหายใจ ตะกุยขาพุ่งเข้าขวิดคมหนอแรดฉีกอากาศเป็ทางยาวลากเสียงฝ่าอากาศสนั่นหวั่นไหว หากโดนเข้าละก็ร่างต้องถูกฉีกเป็สองส่วน แล้วแหลกด้วยแรงปะทะ ขนาดมหาศาลเป็แน่
เห็นชัดขนาดนี้ เทียนหลงไม่กลัวขยับหลบพร้อมฟาดพลองไปที่หัวของมันดัง..ตูม! หัวมันสะบัดไปตามแรงตีแรงจู่โจมจากพลองที่มีพลังแฝงมากกว่าหนึ่งพันกิโลกรัม กลับทำได้เพียง ให้มันมึนชั่วขณะเท่านั้นมันหยุดไปชั่วขณะแล้วพุ่งเข้ามาใหม่ เขาหลบ มีต้นไม้ขนาดครึ่งรอบโอบเคราะห์ร้าย ด้านข้างถึงกับขาดกระจุยหักโค่นเมื่อนอแรดขวิดผ่าน
‘จุดอ่อนของแรด อยู่ตรงไหน’ เทียนหลงหลบพลางคิดพลาง ‘ที่ท้อง ด้านข้าง’ เขาหลบแล้วโจมตีด้วยการใช้ปลายพลองแทงไปที่ท้องแรดหลบไปโจมตีไป หลายอึดใจต่อมา แรดเริ่มช้าลงที่ท้องด้านข้างมีรอยจ้ำเขียว ถึงปลายพลองจะเล็กไม่มีคม แต่ถ้าเอาพลังขนาดหนึ่งพันกิโลกรัมกระแทกไปที่จุดเล็กๆจุดหนึ่ง ความเสียหายภายในก็ไม่เล็กน้อยแล้วผ่านไปไม่รู้กี่ร้อยพลอง เทียนหลงกลับเป็ฝ่ายโจมตีฝ่ายเดียวพอมันเริ่มช้าลงเขาฟาดโครมไปที่หลัง ตีกระหน่ำไปที่สีข้าง แทงทะลวงไปที่พุงกะทิ แต่ละพลองเกิดเสียงสะท้อนดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วป่าราวกับนายทัพลั่นกลองรบในาใหญ่ ฟาดจนแรดหมอบกระแตพึ่งหยุดลงมันก็ลุกขึ้นมาอีก พยายามก้าวเดินมาหาเขาอย่างๆช้าๆ แต่ไม่ถึง สามก้าวท้องด้านข้าง ก็ถูกดาบหัวตัดกรีดผ่าจนไส้ทะลัก ล้มลงสิ้นใจตายตรงนั้นเอง
ฟางโหวมาแล้วเขาได้ยินเสียงการต่อสู้ ยืนดูอยู่ได้พักใหญ่ๆแล้วเห็นเทียนหลงโจมตีจนแรดตัวนี้โงหัวไม่ขึ้นใกล้ตายเพราะอวัยวะภายในแหลกละเอียดเห็นมันยังจะสู้ต่อ ในฐานะพราน เขาไม่ทรมาณสัตว์ที่ล่าจึงจบชีวิตมันซะ เทียนหลงเห็นด้านหลังลุงฟางไม่ไกล มีไม้คานหามกวางตัวนั้นส่วนหมาป่าไม่รู้ว่าเป็อย่างไร ลุงฟางฆ่ามันแล้ว หรือมันหนีหายไป เขาไม่ได้ถามพุ่งเข้าไปเก็บ “หญ้าหยาดน้ำค้าง” ก่อน เสร็จแล้วหันกลับมาเห็น ลุงฟาง กำลังถลกหนังผ่าเขามันด้วยความชำนาญพลางพูดว่า “ข้าบอกให้รอที่หน้าผาไงทำไมเ้าไม่เชื่อฟัง” เทียนหลง “ถ้าข้ารอ แล้วไอ้ตัวที่ร้ายกว่านี้ โพล่มาละ” แล้วชี้มาที่ซากแรด
ลุงฟางสองมือทำงานแต่ปากยังพูด “แรดเขียวเขาดำปรกติอยู่ในส่วนลึกของป่าต้องห้าม เป็สัตว์อสูรวิเศษระดับสี่ เ้าสยบมันได้ไม่ธรรมดาเลย” หยุดพูดปรายตา มองเทียนหลง “หากไม่ใช่เมื่อเช้า เ้าออกมาจากบ้านพร้อมข้า ข้าคงไม่เชื่อว่าเด็กน้อยที่เพิ่งบรรลุปราณข้ามระดับ อยู่ดีๆก็ะโไปปราณธรรมชาติระดับสอง อย่างเ้า จะสามารถปะทะกับสัตว์อสูรวิเศษขั้นสี่นี่ได้พลังของเ้าน่ากลัวจริงๆ หากเป็ข้า ถ้ามีแค่พลองทำได้แค่หลบหนีเท่านั้น..หนังกับหนอแรด ล้วนเป็ของหายาก เดี่ยวข้าตัดนอ แล้วจะผ่าเม็ดพลังของมันให้ ” ทั้งสองเก็บกวาด แล้วกลับออกมาจากป่า ระหว่างทางเทียนหลงพึ่งสังเกตเห็นหนังหมาป่าหลังเงินผูกไว้บนคานหาม ขากลับ ลุงฟางตีไม้เคาะดาบเสียงดังกังวาน ‘ติ๋งตัง..’ ไปไกลเป็นัยบอกให้สัตว์นักล่าที่ได้กลิ่นเืหนีไปให้ไกล ก่อนจะโดน...เด็กน้อยจอมพลัง...จับเจี๋ยน
ด่านสัตว์* (ทางเดินที่สัตว์ป่าหลายชนิดใช้เดินจนกลายเป็ทางน้อยคนสามารถใช้เดินได้)