บทที่ 7
หลังจากวันนั้นมีนาไปทำงานพร้อมกันกับโฬมทุกวัน หน้าที่ของเธอไม่ได้เป็หลักเป็แหล่งหรือมีตำแหน่งที่ชัดเจน หลักๆ แล้วเธอจะช่วยงานของโฬมเป็หลัก จากเดิมที่นั่งทำงานบนโซฟารับแขกที่ห้องทำงานของโฬม ตอนนี้เธอมีโต๊ะทำงานเป็ของตัวเองแล้ว โต๊ะทำงานงานเธอถูกจัดเอาไว้ข้างโต๊ะทำงานของโฬม
มีนาเริ่มทำใจให้ชินได้แล้วว่ายังไงคนเราเกิดมาก็ต้องทำงานอยู่วันยังค่ำ ต่อให้มีชีวิตใหม่ที่มีสามีร่ำรวย แต่เธอก็ยังต้องทำงานอยู่ดี แค่ไม่ต้องลำบากอดหลับอดนอนทำงานหามรุ่งหามค่ำเหมือนเมื่อก่อนก็ดีถมเถแล้ว
ความสัมพันธ์ของมีนากับโฬมทุกวันนี้เป็เหมือนเ้านายกับลูกน้องที่อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน ชายหนุ่มพูดคุยกับเธอมากขึ้นแต่บทสนทนาส่วนใหญ่แล้วเป็เื่งานไม่ได้พูดคุยเื่ส่วนตัวกันมากนัก บรรยากาศบนโต๊ะอาหารไม่ได้สงบเงียบดังเดิม เนื่องจากทั้งคู่พูดคุยกันมากขึ้น
มีนาค่อนข้างพอใจกับความสัมพันธ์ในขณะนี้เป็อย่างมาก ทั้งคู่อาศัยอยู่ด้วยกันแต่ไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกัน การทำงานก็เข้าขากันเป็อย่างดี นอกเหนือจากเวลางานก็ต่างคนต่างอยู่ ถึงแม้จะมีบางครั้งที่เธอรู้สึกถึงสายตาแปลกๆ ที่จับจ้องมองเธอจากชายหนุ่ม แต่เมื่อเธอถามเขาว่า้าอะไร โฬมก็ทำเพียงส่ายหัวเบาๆแล้วละสายตาไป เป็แบบนี้อยู่บ่อยครั้ง นานเข้าเธอก็เริ่มชินแล้วคิดว่าคงเป็นิสัยส่วนตัวของเขา และไม่ได้คิดอะไรมาก
“เย็นนี้มีนัดทานข้าวกับคุณปู่ เธอจำได้ใช่มั้ย?” โฬมพูดขึ้นขณะที่ทั้งคู่กำลังทานมื้อเที่ยงด้วยกัน
“จำได้ค่ะ คุณโฬมจะแวะเข้าบ้านก่อนมั้ยคะ? หรือว่าเลิกงานแล้วตรงไปที่บ้านคุณปู่ของคุณเลย”
“ตรงไปบ้านคุณปู่เลยแล้วกัน เลิกงานแล้วเตรียมตัวด้วยล่ะ”
“ค่ะ”
วันนี้ทั้งคู่มีนัดทานมื้อค่ำกันที่บ้านคุณปู่ของโฬม เ้าสัวไกรวิชญ์ อมรสิริโยธิน อดีตหัวเรือใหญ่ของธุรกิจเครืออมรสิริโยธินที่ปัจจุบันเกษียณตนเองออกมาพักผ่อนอยู่บ้านแล้วมอบหมายตำแหน่งให้หลานชายเพียงคนเดียวอย่างโฬมเข้ามาบริหารงานแทน
“สวัสดีครับนายน้อย คุณหนูดาริณ เชิญครับ นายท่านรออยู่ที่ห้องอาหารแล้วครับ”
เมื่อมาถึงทั้งสองได้รับการต้อนรับอย่างดีจากพ่อบ้านประจำคฤหาสน์ พ่อบ้านนำทางมีนาและโฬมเข้าไปที่ห้องอาหาร ภายในห้องอาหารมีชายชราท่าทางน่าเกรงขามนั่งรออยู่บนหัวโต๊ะ มีนายกมือไหว้ผู้สูงวัย จากนั้นเดินตามโฬมแล้วนั่งลงข้างๆ เขา เธออดที่จะประหม่าไม่ได้ เมื่อสบเข้ากับสายตาช่างสังเกตสังกาของชายชราที่มองมายังเธอ
“ไม่ได้เห็นหน้าค่าตานานเลยนะ ถ้าปู่ไม่เรียกแกมา ก็ไม่คิดจะมาเยี่ยมเยียนคนแก่เลยใช่มั้ย?” เ้าสัวไกรวิชญ์เอ่ยกับหลานชาย
“่นี้งานที่บริษัทยุ่งน่ะครับ คุณปู่สบายดีนะครับ”
“แล้วนี่ปู่ได้ข่าวว่าแกให้หนูริณเข้าไปช่วยงานที่บริษัทหรอ? เป็ไงบ้างล่ะหนูริณพอทำได้มั้ย? เ้าโฬมมันใช้งานอะไรหนูหนักรึเปล่า?” เ้าสัวไกรวิชญ์เอ่ยถามหลายชายจากนั้นเบนสายตาแล้วหันมาเอ่ยถามมีนาที่นั่งอยู่ด้านข้างชายหนุ่ม
“คะ...เอ่อ ค่ะ พอทำได้ค่ะคุณปู่ หนูไม่ได้ช่วยงานอะไรมากหรอกค่ะ แค่ช่วยงานเอกสารเล็กๆ น้อยๆ น่ะค่ะ” มีนาสะดุ้งเล็กน้อย แล้วเอ่ยตอบเ้าสัวไกรวิชญ์ไปแบบนั้น ถึงแม้ว่างานที่โฬมให้เธอช่วยทำมันจะห่างไกลจากคำว่างานเอกสารเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม
“ดีแล้วล่ะ ค่อยๆ เรียนรู้งานไป อีกหน่อยจะได้ช่วยกับประคับประคองบริษัทไปด้วยกัน... ที่ปู่เรียกพวกแกเข้ามาวันนี้นอกจากจะอยากเจอหน้าหลานชายกับหลานสะใภ้แล้ว ปู่ก็มีเื่จะพูดคุยกับพวกแกด้วย” อยู่ ๆ น้ำเสียงและสีหน้าของเ้าสัวไกรวิชญ์ก็เริ่มจริงจังขึ้น
“โฬม.. แกก็แต่งงานกับหนูริณมาสองปีแล้วนะ อายุแกก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว อย่ามัวแต่ทำงาน ควรคิดเื่ที่จะมีลูกได้แล้ว ปู่เองก็แก่ขึ้นทุกวันจวนจะลงโลงอยู่แล้ว ก่อนตายปู่ก็อยากจะเห็นหน้าเหลนสักครั้ง” มีนาหน้าซีดเผือดหลังจากที่ได้ยินเ้าสัวไกรวิชญ์เอ่ย ทุกวันนี้เธอกับโฬมใช้ชีวิตแบบต่างคนต่างอยู่ประหนึ่งเพื่อนร่วมงานจนเธอแทบลืมไปแล้วว่าทั้งคู่มีสถานะเป็สามีภรรยากัน ทั้งคู่ไม่ได้แต่จะเคยร่วมหลับนอนด้วยกัน แล้วนี่ต้องมามีลูกด้วยกัน มีนาอดที่จะตระหนกกับเื่นี้ไม่ได้
“เื่นี้ผมว่าค่อยเป็ค่อยไปดีกว่าครับ ที่บริษัทยังยุ่งๆ ผมอยากจัดการให้เรียบร้อยก่อน อีกอย่างคุณปู่ยังแข็งแรงดี อยู่กับผมไปได้อีกนานครับ”
“ค่อยเป็ค่อยไป แกตอบปู่มาแบบนี้เป็สิบๆ รอบแล้ว ปู่พูดเื่ลูกทีไร แกก็ตอบแต่ว่าบริษัทงานยุ่ง แกจะรอให้ปู่ตายก่อนรึไง ถึงจะเริ่มคิดเื่มีลูกสักที” เ้าสัวไกรวิชญ์พูดขึ้นอย่างโมโห
“แล้วหนูริณล่ะ ถึงแกยังไม่อยากมีลูกแต่หนูริณอยากมี แกไม่คิดจะสนใจความ้าของเมียแกเลยรึไง? ใช่มั้ยหนูริณ? คราวก่อนที่เจอกันหนูบอกปู่ว่าอยากมีลูกหนิ” เ้าสัวไกรวิชญ์หันมาเอ่ยถามมีนาที่เอาแต่นั่งเงียบบ้าง
“เอ่อ....คือ..” มีนามองหน้าเ้าสัวไกรวิชญ์อย่างตอบไม่ถูก เธอไม่ใช่ดาริณเ้าของร่างเดิม มีนาไม่รู้ว่าร่างเดิมเคยพูดอะไรไว้บ้าง เธอหันไปมองโฬมอย่าง้าความช่วยเหลือ
“ดาริณสูญเสียความจำจากอุบัติเหตุน่ะครับ คงจำไม่ได้หรอกว่าพูดอะไรกับคุณปู่ไว้บ้าง” โฬมขึ้นเหมือนเข้าใจความหมายจากสายตาที่มีนาส่งไปให้
“งั้นหรือ... แล้วตอนนี้หนูริณยังอยากมีลูกอยู่มั้ย?”
*
*
*