เปรี้ยงงงง!
สายฟ้าสีม่วงฟาดฟันลงมา จนปกคลุมทั่วทั้งท้องฟ้า ภูเขาที่เดิมสดใสกระจ่างตา กลับกลายเป็นนรกบนดินภายในพริบตา ทุกสิ่งไม่ว่าจะจับต้องได้หรือไม่ ล้วนกลายเป็นผุยผงท่ามกลางสายฟ้าเหล่านี้
ไอพลังดึกดำบรรพ์อันน่าสะพรึงกลัวราวกับคลื่นโหมซัดสาดอย่างบ้าคลั่ง ดังกึกก้องเข้าไปในหัวใจของทุกคนที่อยู่โดยรอบเทือกเขาแห่งนี้
ผู้คนต่างทอดสายตามองไปยังพื้นที่ที่กลายเป็นเศษซาก ด้วยจิตใจที่หวาดหวั่น
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
“เหตุใดจู่ ๆ ถึงเกิดสายฟ้าสีม่วงเช่นนี้ขึ้นได้?”
“หรือมีผู้แข็งแกร่งบรรลุเป็นเซียน นี่คือทัณฑ์สวรรค์หากบรรลุเป็นเซียนอย่างนั้นหรือ?”
“บ้าไปแล้วหรืออย่างไร หากนี่เป็นทัณฑ์สวรรค์ยามบรรลุเป็นเซียนจริง ผู้บำเพ็ญเพียรมากมายคงถูกฟ้าผ่ากลายเป็นเถ้าธุลีไปแล้ว”
“เช่นนั้นนี่คือสิ่งใด?”
“ใครจะไปรู้ล่ะ...”
……
“นายท่าน ท่านโปรดใจเย็นก่อนขอรับ!”
ผู้อาวุโสอิ๋งเองก็เห็นเฉินเหมียวเหมี่ยวและเจ้าตัวเล็กหายไปกับตา จึงเสี่ยงอันตรายเหาะข้ามสายฟ้าสีม่วงเข้าไปหาม่อเสวียนหมิง ในมือยังถือผมปลอมสีดำเอาไว้ เขารีบเอ่ยด้วยความตื่นตระหนก “นายท่านดูนี่ ท่านดูสิ ขนน้อยยังอยู่ มันไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลย เปลวไฟเมื่อครู่ไม่มีทางทำร้ายฮูหยินกับนายน้อยอย่างแน่นอน นายน้อยบอกว่า ไข่มุกนั่นเป็นช่องว่าง ไม่แน่อาจจะเป็นโลกที่ไร้ขอบเขตก็เป็นได้ ต้องเป็นมันที่พาฮูหยินและนายน้อยไป ดังนั้นท่านต้องใจเย็น ๆ ก่อนขอรับ!”
สายฟ้าเหมือนจะหยุดลงครู่หนึ่ง บุรุษที่มีสายฟ้าล้อมรอบค่อย ๆ หันกลับมา ดวงตาลุ่มลึกสุดจะหยั่งแผ่ความกดดันและความน่าสะพรึงกลัวออกมา “จริงหรือ?”
“จริงขอรับ!” ผู้อาวุโสอิ๋งมีเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก “ท่านดูสิขอรับ ขนน้อยไม่มีขนร่วงไปสักเส้น ไม่เชื่อท่านถามขนน้อยดูสิขอรับ”
“จิ๊ดจิ๊ด...” ‘จริงขอรับนายท่าน…’
ขนน้อยเงยหน้าขึ้นด้วยความหวาดกลัว เผยให้เห็นดวงตากลมโตคู่หนึ่ง เห็นได้ชัดว่ามันไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ
ม่อเสวียนหมิงจึงค่อย ๆ สงบสติอารมณ์ลง ทว่าในใจยังคงเต็มไปด้วยความวิตกกังวลและโกรธตัวเอง
การมองเห็นร่างของเฉินเหมียวเหมี่ยวและเจ้าตัวเล็กถูกเปลวเพลิงกลืนกิน แต่เขากลับไม่สามารถคว้าเอาไว้ได้ ฟ้าดินต่างรู้ดีว่าชั่วพริบตานั้นเขาหวาดหวั่นเพียงใด สมองของเขาขาวโพลน ไม่สามารถควบคุมลมหายใจของตัวเองได้ ต้องการเพียงทำลายดินแดนแห่งนี้ให้แหลกเป็นผุยผง เพื่อพาเฉินเหมียวเหมี่ยวและเจ้าตัวเล็กออกมา
ม่อเสวียนหมิงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเอ่ยออกมา “ดี เช่นนั้นข้าจะรออยู่ตรงนี้”
ผู้อาวุโสอิ๋งก็ไม่กล้าขัดม่อเสวียนหมิงอีก ทำได้เพียงอยู่รอเป็นเพื่อนเท่านั้น แต่เขาอยากจะเอ่ยอีกสักประโยคว่า ‘นายท่าน ช่วยหยุดสายฟ้าก่อนได้หรือไม่?’
ถ้าสายฟ้ายังฟาดฟันลงมาไม่หยุดเช่นนี้ เกรงว่าภูเขาของฮูหยินคงได้หายไปเป็นแน่...
ทว่าม่อเสวียนหมิงในเวลานี้กำลังวิตกกังวลอยู่ เขาเองก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้ จึงทำได้เพียงหุบปากเอาไว้
หวังแค่ว่า หลังจากฮูหยินกลับมาแล้วเห็นภูเขาหัวโล้นที่ดำเมี่ยมนี้ นางจะไม่โมโหก็พอ...
……
เฉินเหมียวเหมี่ยวในเวลานี้รู้สึกปวดหัวอย่างมาก หลังจากที่นางฟื้นขึ้นก็พบว่าตัวเองอยู่ในดินแดนลึกลับแห่งหนึ่ง และมีมือเล็ก ๆ คู่หนึ่งกำผมของนางเอาไว้จนแน่น
ลมหายใจอุ่น ๆ นี้ จะเป็นผู้ใดไปได้นอกจากเจ้าตัวเล็ก
เฉินเหมียวเหมี่ยวรีบลุกขึ้นสำรวจร่างกายของเจ้าตัวเล็ก บนร่างเล็ก ๆ ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด เพียงแค่สลบไปเท่านั้น
ทว่าแม้จะเป็นเช่นนั้น เขาก็ยังใช้ร่างเล็ก ๆ ปกป้องนางเอาไว้ เฉินเหมียวเหมี่ยวรู้สึกขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมา ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ แล้วพูดพึมพำ “เจ้าช่างโง่เขลาจริง ๆ”
เฉินเหมียวเหมี่ยวอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ทว่าเมื่อสายตามองเห็นศีรษะของเขาได้อย่างชัดเจนก็ชะงักงันไปโดยพลัน...
นี่มัน...ศีรษะโล้นเงาวับนี่!
เฉินเหมียวเหมี่ยว “บัดซบ ไม่ใช่หรอกกระมัง!”
หรือเปลวไฟเมื่อครู่ทำให้เจ้าตัวเล็กหัวโล้น?
เช่นนั้นนาง…!?
เฉินเหมียวเหมี่ยวตื่นตระหนกทันที รีบลูบศีรษะของตนเอง ก็พบว่าผมของนางยังอยู่ดีเหมือนเดิม
นางถอนหายใจออกมา ขณะเดียวกันก็ครุ่นคิด นางจ้องมองหัวโล้น ๆ ของเจ้าตัวเล็ก ก่อนจะพบว่าหัวของเขายังมีไรผมบาง ๆ อยู่อีกชั้น กระจายอยู่บนหัวกลม ๆ ของเจ้าตัวเล็ก
ช่าง...น่าสงสารและน่ารักเหลือเกิน
เฉินเหมียวเหมี่ยว “...”
อืม ในที่สุดนางก็รู้แล้วว่าเหตุใดเจ้าตัวเล็กที่ตัวนุ่มนิ่มเช่นนี้ ถึงมีผมที่แข็งราวกับเหล็กได้!
ที่แท้นั่นก็เป็นผมปลอมนี่เอง!
ตอนนี้เมื่อผมปลอมหลุดหายไป จึงได้เห็นผมจริง ๆ ของเจ้าตัวเล็ก
เฉินเหมียวเหมี่ยวคิดแล้วก็อยากจะหัวเราะออกมา แต่ก็คิดว่าเจ้าตัวเล็กเป็นห่วงทรงผมตัวเองถึงเพียงนี้ หากนางขำคงจะเป็นการเสียมารยาทเกินไป และผิดต่อเจ้าตัวเล็กด้วย
ทนเอาหน่อยก็แล้วกัน!
อืม ใช่แล้ว!
ต่อให้ต้องทนจนปวดแก้มไปหมดก็ต้องทน!
เฉินเหมียวเหมี่ยวพยายามกดมุมปากลง และอุ้มเจ้าตัวเล็กเอาไว้แนบอก ก่อนจะเริ่มพิจารณารอบ ๆ
ที่นี่เป็นโลกที่เต็มไปด้วยหญ้ารกร้าง มีกองหินมากมาย ต้นไม้โบราณหนาทึบราวกับป่า และปกคลุมไปด้วยไอหมอก แต่ว่าที่นี่กลับเงียบสงบกว่าโลกธรรมดาอย่างมาก นอกจากเสียงน้ำไหลที่ดังมาเป็นระยะแล้วก็ไม่มีเสียงใดอีก เงียบสงบราวกับป่าช้า
เฉินเหมียวเหมี่ยวก้มลงมองข้อมือของตนเอง
ลายเปลวไฟรวมถึงไข่มุก เวลานี้ได้หายไปแล้ว
น่าแปลก?
ลายนั่นไม่ใช่รอยสักอย่างนั้นหรือ?
ขณะที่นางกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ลายเปลวไฟก็ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง เพียงแต่เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ ตรงกลางของลายเปลวไฟกลับมีไข่มุกที่ดูราวกับดวงอาทิตย์เรืองแสงเม็ดหนึ่ง ทำให้ลายนั้นดูงดงามยิ่งขึ้นไปอีก
ไข่มุกและลายเปลวไฟรวมเป็นหนึ่งแล้วอย่างนั้นหรือ?
จู่ ๆ นางและเจ้าตัวเล็กมาอยู่ที่นี่ได้ คงจะเป็นเพราะสิ่งนี้กระมัง?
เช่นนั้นมันจะสามารถพานางกลับไปได้หรือไม่?
เฉินเหมียวเหมี่ยวยกมือขึ้นลูบลายนั่น ในใจก็เอ่ยขึ้น “กลับไป!”
รอบตัวยังคงเงียบกริบ...
กลับไปอะไรกัน ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ เลยสักนิดเดียว
เฉินเหมียวเหมี่ยวเม้มริมฝีปากแน่น โชคดียังมีเจ้าตัวเล็กอยู่เป็นเพื่อน ไม่เช่นนั้นนางคงคลุ้มคลั่งเป็นแน่
เฉินเหมียวเหมี่ยวอุ้มเจ้าตัวเล็กและเดินสำรวจไปรอบ ๆ ในที่สุดก็พบลำธารเล็ก ๆ ที่น้ำใสจนเห็นพื้นด้านล่าง ยังมีปลาตัวเล็ก ๆ สีเงินทั้งตัวว่ายไปมาอย่างอิสระในสายน้ำใสสะอาด ราวกับดวงดาวมากมายตกลงสู่ลำธาร งดงามจนทำให้คนประทับใจ
เฉินเหมียวเหมี่ยวดื่มน้ำในลำธารไปหนึ่งอึก รู้สึกชื่นใจอย่างมาก จากนั้นก็ป้อนให้เจ้าตัวเล็กอย่างระมัดระวัง เด็กน้อยเหมือนพอใจกับรสชาติของน้ำในลำธารนี้ จึงทำเสียงจ๊อบแจ๊บออกมา ก่อนจะนอนหลับต่อ
เฉินเหมียวเหมี่ยว “...”
เฉินเหมียวเหมี่ยวไม่รู้ว่าควรหัวเราะหรือร้องไห้ดี ทำได้เพียงอุ้มเด็กน้อยออกสำรวจต่อ
นางเดินตามลำธารไปจนถึงปลายทาง ทันใดนั้นทะเลสาบที่ราวกับมรกตก็ปรากฏสู่สายตา แสงสีเงินนับไม่ถ้วนลอยอยู่บนนั้น ราวกับทางช้างเผือกพาดผ่าน ช่างงดงามยิ่งนัก
กลางทะเลสาบมีตำหนักศักดิ์สิทธิ์สูงตระหง่านหลังหนึ่งตั้งอยู่
ราวกับหยกขาวไร้ที่ติ
ขณะที่เฉินเหมียวเหมี่ยวต้องการพิจารณาตำหนักหลังนั้นให้ละเอียดยิ่งขึ้น จู่ ๆ ไอพลังมหาศาลก็พวยพุ่งเข้าสู่หัวของนาง
ครอบงำ รุนแรง แทบจะบดขยี้วิญญาณของนางให้แหลกสลาย!
“โอ๊ย!!!”
เฉินเหมียวเหมี่ยวกุมศีรษะตัวเองและทรุดตัวลงทันที เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ทรมานอย่างถึงที่สุด!
จากนั้นนางได้ยินเสียงประหลาดของฟ้าดินขึ้นราง ๆ
“...หนึ่งพลังปราณแบ่งเป็นสาม คือ เสวียน หยวน สื่อ สามพลังปราณโกลาหล เพื่อการสิ้นสุดของสรรพสิ่ง เพื่อรากฐานของสรรพสิ่ง...”
“...ซ้ายเพื่อวิญญาณบริสุทธิ์ ขวาเพื่ออาณาประชาราษฎร์...”
“...เลือก ทำ...”
“...”
ปรัชญาคำสอนมากมาย เฉินเหมียวเหมี่ยวฝืนฟังจนเข้าใจ เหมือนกับที่เจ้าตัวเล็กพูดเอาไว้ไม่มีผิด นี่เป็นช่องว่างที่ร้ายกาจมากจริง ๆ
ไม่! ต้องบอกว่าเป็นโลกที่ก่อเกิดขึ้นมาอีกหนึ่งใบ
ที่นี่มีชื่อว่า ‘โลกหุนหยวน’ หมายถึงจุดเริ่มต้นของความโกลาหล ที่มาของสรรพสิ่ง
และนางที่เข้ามาที่นี่โดยบังเอิญ ก็ถูกโลกหุนหยวนกำหนดให้เป็นคนกุมโชคชะตา โดยให้นางเลือกอนาคตอย่างใดอย่างหนึ่ง