ข้ามาทำฟาร์มในโลกเซียน

    ตอนที่ 40 จุดเริ่มต้นของความโกลาหล ที่มาของสรรพสิ่ง

    เปรี้ยงงงง!


    สายฟ้าสีม่วงฟาดฟันลงมา จนปกคลุมทั่วทั้งท้องฟ้า ภูเขาที่เดิมสดใสกระจ่างตา กลับกลายเป็นนรกบนดินภายในพริบตา ทุกสิ่งไม่ว่าจะจับต้องได้หรือไม่ ล้วนกลายเป็นผุยผงท่ามกลางสายฟ้าเหล่านี้


    ไอพลังดึกดำบรรพ์อันน่าสะพรึงกลัวราวกับคลื่นโหมซัดสาดอย่างบ้าคลั่ง ดังกึกก้องเข้าไปในหัวใจของทุกคนที่อยู่โดยรอบเทือกเขาแห่งนี้


    ผู้คนต่างทอดสายตามองไปยังพื้นที่ที่กลายเป็นเศษซาก ด้วยจิตใจที่หวาดหวั่น


    “นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”


    “เหตุใดจู่ ๆ ถึงเกิดสายฟ้าสีม่วงเช่นนี้ขึ้นได้?”


    “หรือมีผู้แข็งแกร่งบรรลุเป็นเซียน นี่คือทัณฑ์สวรรค์หากบรรลุเป็นเซียนอย่างนั้นหรือ?”


    “บ้าไปแล้วหรืออย่างไร หากนี่เป็นทัณฑ์สวรรค์ยามบรรลุเป็นเซียนจริง ผู้บำเพ็ญเพียรมากมายคงถูกฟ้าผ่ากลายเป็นเถ้าธุลีไปแล้ว”


    “เช่นนั้นนี่คือสิ่งใด?”


    “ใครจะไปรู้ล่ะ...”


    ……


    “นายท่าน ท่านโปรดใจเย็นก่อนขอรับ!”


    ผู้อาวุโสอิ๋งเองก็เห็นเฉินเหมียวเหมี่ยวและเจ้าตัวเล็กหายไปกับตา จึงเสี่ยงอันตรายเหาะข้ามสายฟ้าสีม่วงเข้าไปหาม่อเสวียนหมิง ในมือยังถือผมปลอมสีดำเอาไว้ เขารีบเอ่ยด้วยความตื่นตระหนก “นายท่านดูนี่ ท่านดูสิ ขนน้อยยังอยู่ มันไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลย เปลวไฟเมื่อครู่ไม่มีทางทำร้ายฮูหยินกับนายน้อยอย่างแน่นอน นายน้อยบอกว่า ไข่มุกนั่นเป็นช่องว่าง ไม่แน่อาจจะเป็นโลกที่ไร้ขอบเขตก็เป็นได้ ต้องเป็นมันที่พาฮูหยินและนายน้อยไป ดังนั้นท่านต้องใจเย็น ๆ ก่อนขอรับ!”


    สายฟ้าเหมือนจะหยุดลงครู่หนึ่ง บุรุษที่มีสายฟ้าล้อมรอบค่อย ๆ หันกลับมา ดวงตาลุ่มลึกสุดจะหยั่งแผ่ความกดดันและความน่าสะพรึงกลัวออกมา “จริงหรือ?”


    “จริงขอรับ!” ผู้อาวุโสอิ๋งมีเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก “ท่านดูสิขอรับ ขนน้อยไม่มีขนร่วงไปสักเส้น ไม่เชื่อท่านถามขนน้อยดูสิขอรับ”


    “จิ๊ดจิ๊ด...” ‘จริงขอรับนายท่าน…’


    ขนน้อยเงยหน้าขึ้นด้วยความหวาดกลัว เผยให้เห็นดวงตากลมโตคู่หนึ่ง เห็นได้ชัดว่ามันไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ


    ม่อเสวียนหมิงจึงค่อย ๆ สงบสติอารมณ์ลง ทว่าในใจยังคงเต็มไปด้วยความวิตกกังวลและโกรธตัวเอง


    การมองเห็นร่างของเฉินเหมียวเหมี่ยวและเจ้าตัวเล็กถูกเปลวเพลิงกลืนกิน แต่เขากลับไม่สามารถคว้าเอาไว้ได้ ฟ้าดินต่างรู้ดีว่าชั่วพริบตานั้นเขาหวาดหวั่นเพียงใด สมองของเขาขาวโพลน ไม่สามารถควบคุมลมหายใจของตัวเองได้ ต้องการเพียงทำลายดินแดนแห่งนี้ให้แหลกเป็นผุยผง เพื่อพาเฉินเหมียวเหมี่ยวและเจ้าตัวเล็กออกมา


    ม่อเสวียนหมิงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเอ่ยออกมา “ดี เช่นนั้นข้าจะรออยู่ตรงนี้”


    ผู้อาวุโสอิ๋งก็ไม่กล้าขัดม่อเสวียนหมิงอีก ทำได้เพียงอยู่รอเป็นเพื่อนเท่านั้น แต่เขาอยากจะเอ่ยอีกสักประโยคว่า ‘นายท่าน ช่วยหยุดสายฟ้าก่อนได้หรือไม่?’


    ถ้าสายฟ้ายังฟาดฟันลงมาไม่หยุดเช่นนี้ เกรงว่าภูเขาของฮูหยินคงได้หายไปเป็นแน่...


    ทว่าม่อเสวียนหมิงในเวลานี้กำลังวิตกกังวลอยู่ เขาเองก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้ จึงทำได้เพียงหุบปากเอาไว้


    หวังแค่ว่า หลังจากฮูหยินกลับมาแล้วเห็นภูเขาหัวโล้นที่ดำเมี่ยมนี้ นางจะไม่โมโหก็พอ...


    ……


    เฉินเหมียวเหมี่ยวในเวลานี้รู้สึกปวดหัวอย่างมาก หลังจากที่นางฟื้นขึ้นก็พบว่าตัวเองอยู่ในดินแดนลึกลับแห่งหนึ่ง และมีมือเล็ก ๆ คู่หนึ่งกำผมของนางเอาไว้จนแน่น


    ลมหายใจอุ่น ๆ นี้ จะเป็นผู้ใดไปได้นอกจากเจ้าตัวเล็ก


    เฉินเหมียวเหมี่ยวรีบลุกขึ้นสำรวจร่างกายของเจ้าตัวเล็ก บนร่างเล็ก ๆ ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด เพียงแค่สลบไปเท่านั้น


    ทว่าแม้จะเป็นเช่นนั้น เขาก็ยังใช้ร่างเล็ก ๆ ปกป้องนางเอาไว้ เฉินเหมียวเหมี่ยวรู้สึกขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมา ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ แล้วพูดพึมพำ “เจ้าช่างโง่เขลาจริง ๆ”


    เฉินเหมียวเหมี่ยวอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ทว่าเมื่อสายตามองเห็นศีรษะของเขาได้อย่างชัดเจนก็ชะงักงันไปโดยพลัน...


    นี่มัน...ศีรษะโล้นเงาวับนี่!


    เฉินเหมียวเหมี่ยว “บัดซบ ไม่ใช่หรอกกระมัง!”


    หรือเปลวไฟเมื่อครู่ทำให้เจ้าตัวเล็กหัวโล้น?


    เช่นนั้นนาง…!?


    เฉินเหมียวเหมี่ยวตื่นตระหนกทันที รีบลูบศีรษะของตนเอง ก็พบว่าผมของนางยังอยู่ดีเหมือนเดิม


    นางถอนหายใจออกมา ขณะเดียวกันก็ครุ่นคิด นางจ้องมองหัวโล้น ๆ ของเจ้าตัวเล็ก ก่อนจะพบว่าหัวของเขายังมีไรผมบาง ๆ อยู่อีกชั้น กระจายอยู่บนหัวกลม ๆ ของเจ้าตัวเล็ก


    ช่าง...น่าสงสารและน่ารักเหลือเกิน


    เฉินเหมียวเหมี่ยว “...”


    อืม ในที่สุดนางก็รู้แล้วว่าเหตุใดเจ้าตัวเล็กที่ตัวนุ่มนิ่มเช่นนี้ ถึงมีผมที่แข็งราวกับเหล็กได้!


    ที่แท้นั่นก็เป็นผมปลอมนี่เอง!


    ตอนนี้เมื่อผมปลอมหลุดหายไป จึงได้เห็นผมจริง ๆ ของเจ้าตัวเล็ก


    เฉินเหมียวเหมี่ยวคิดแล้วก็อยากจะหัวเราะออกมา แต่ก็คิดว่าเจ้าตัวเล็กเป็นห่วงทรงผมตัวเองถึงเพียงนี้ หากนางขำคงจะเป็นการเสียมารยาทเกินไป และผิดต่อเจ้าตัวเล็กด้วย


    ทนเอาหน่อยก็แล้วกัน!


    อืม ใช่แล้ว!


    ต่อให้ต้องทนจนปวดแก้มไปหมดก็ต้องทน!


    เฉินเหมียวเหมี่ยวพยายามกดมุมปากลง และอุ้มเจ้าตัวเล็กเอาไว้แนบอก ก่อนจะเริ่มพิจารณารอบ ๆ


    ที่นี่เป็นโลกที่เต็มไปด้วยหญ้ารกร้าง มีกองหินมากมาย ต้นไม้โบราณหนาทึบราวกับป่า และปกคลุมไปด้วยไอหมอก แต่ว่าที่นี่กลับเงียบสงบกว่าโลกธรรมดาอย่างมาก นอกจากเสียงน้ำไหลที่ดังมาเป็นระยะแล้วก็ไม่มีเสียงใดอีก เงียบสงบราวกับป่าช้า 


    เฉินเหมียวเหมี่ยวก้มลงมองข้อมือของตนเอง 


    ลายเปลวไฟรวมถึงไข่มุก เวลานี้ได้หายไปแล้ว


    น่าแปลก?


    ลายนั่นไม่ใช่รอยสักอย่างนั้นหรือ?


    ขณะที่นางกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ลายเปลวไฟก็ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง เพียงแต่เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ ตรงกลางของลายเปลวไฟกลับมีไข่มุกที่ดูราวกับดวงอาทิตย์เรืองแสงเม็ดหนึ่ง ทำให้ลายนั้นดูงดงามยิ่งขึ้นไปอีก


    ไข่มุกและลายเปลวไฟรวมเป็นหนึ่งแล้วอย่างนั้นหรือ?


    จู่ ๆ นางและเจ้าตัวเล็กมาอยู่ที่นี่ได้ คงจะเป็นเพราะสิ่งนี้กระมัง?


    เช่นนั้นมันจะสามารถพานางกลับไปได้หรือไม่?


    เฉินเหมียวเหมี่ยวยกมือขึ้นลูบลายนั่น ในใจก็เอ่ยขึ้น “กลับไป!”


    รอบตัวยังคงเงียบกริบ...


    กลับไปอะไรกัน ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ เลยสักนิดเดียว


    เฉินเหมียวเหมี่ยวเม้มริมฝีปากแน่น โชคดียังมีเจ้าตัวเล็กอยู่เป็นเพื่อน ไม่เช่นนั้นนางคงคลุ้มคลั่งเป็นแน่


    เฉินเหมียวเหมี่ยวอุ้มเจ้าตัวเล็กและเดินสำรวจไปรอบ ๆ ในที่สุดก็พบลำธารเล็ก ๆ ที่น้ำใสจนเห็นพื้นด้านล่าง ยังมีปลาตัวเล็ก ๆ สีเงินทั้งตัวว่ายไปมาอย่างอิสระในสายน้ำใสสะอาด ราวกับดวงดาวมากมายตกลงสู่ลำธาร งดงามจนทำให้คนประทับใจ


    เฉินเหมียวเหมี่ยวดื่มน้ำในลำธารไปหนึ่งอึก รู้สึกชื่นใจอย่างมาก จากนั้นก็ป้อนให้เจ้าตัวเล็กอย่างระมัดระวัง เด็กน้อยเหมือนพอใจกับรสชาติของน้ำในลำธารนี้ จึงทำเสียงจ๊อบแจ๊บออกมา ก่อนจะนอนหลับต่อ


    เฉินเหมียวเหมี่ยว “...”


    เฉินเหมียวเหมี่ยวไม่รู้ว่าควรหัวเราะหรือร้องไห้ดี ทำได้เพียงอุ้มเด็กน้อยออกสำรวจต่อ


    นางเดินตามลำธารไปจนถึงปลายทาง ทันใดนั้นทะเลสาบที่ราวกับมรกตก็ปรากฏสู่สายตา แสงสีเงินนับไม่ถ้วนลอยอยู่บนนั้น ราวกับทางช้างเผือกพาดผ่าน ช่างงดงามยิ่งนัก


    กลางทะเลสาบมีตำหนักศักดิ์สิทธิ์สูงตระหง่านหลังหนึ่งตั้งอยู่


    ราวกับหยกขาวไร้ที่ติ


    ขณะที่เฉินเหมียวเหมี่ยวต้องการพิจารณาตำหนักหลังนั้นให้ละเอียดยิ่งขึ้น จู่ ๆ ไอพลังมหาศาลก็พวยพุ่งเข้าสู่หัวของนาง


    ครอบงำ รุนแรง แทบจะบดขยี้วิญญาณของนางให้แหลกสลาย!


    “โอ๊ย!!!”


    เฉินเหมียวเหมี่ยวกุมศีรษะตัวเองและทรุดตัวลงทันที เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ทรมานอย่างถึงที่สุด!


    จากนั้นนางได้ยินเสียงประหลาดของฟ้าดินขึ้นราง ๆ


    “...หนึ่งพลังปราณแบ่งเป็นสาม คือ เสวียน หยวน สื่อ สามพลังปราณโกลาหล เพื่อการสิ้นสุดของสรรพสิ่ง เพื่อรากฐานของสรรพสิ่ง...”


    “...ซ้ายเพื่อวิญญาณบริสุทธิ์ ขวาเพื่ออาณาประชาราษฎร์...”


    “...เลือก ทำ...”


    “...”


    ปรัชญาคำสอนมากมาย เฉินเหมียวเหมี่ยวฝืนฟังจนเข้าใจ เหมือนกับที่เจ้าตัวเล็กพูดเอาไว้ไม่มีผิด นี่เป็นช่องว่างที่ร้ายกาจมากจริง ๆ 


    ไม่! ต้องบอกว่าเป็นโลกที่ก่อเกิดขึ้นมาอีกหนึ่งใบ


    ที่นี่มีชื่อว่า ‘โลกหุนหยวน’ หมายถึงจุดเริ่มต้นของความโกลาหล ที่มาของสรรพสิ่ง


    และนางที่เข้ามาที่นี่โดยบังเอิญ ก็ถูกโลกหุนหยวนกำหนดให้เป็นคนกุมโชคชะตา โดยให้นางเลือกอนาคตอย่างใดอย่างหนึ่ง

    คล้ายกับเรื่องข้ามาทำฟาร์มในโลกเซียน ที่คุณอ่าน