ตอนที่ 1: ลืมตาตื่นใต้เงามัจจุราช
"ลากตัวนางออกไป!"
สุรเสียงคำรามกึกก้องดุจฟ้าผ่าฟาดลงกลางโสตประสาท กระชากดวงิญญาที่กำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงอนธการให้ดีดสะท้อนกลับเข้าร่างอย่างรุนแรง สิ่งแรกที่เสิ่นเยว่รับรู้ไมใช่ความเ็ปจากการถูกกระทำ แต่มันคือความเย็นะเืของแผ่นหินอ่อนสลักลายที่แนบชิดซีกแก้ม กลิ่นคาวเืเจือกลิ่นกำยานไหม้ลอยแตะจมูก ตามมาด้วยแรงกระชากมหาศาลบริเวณข้อมือทั้งสองข้างที่เสียดสีจนิัแสบร้อนราวกับถูกไฟลวก
เปลือกตาที่หนักอึ้งพยายามปรือขึ้น ภาพสลัวรางตรงหน้ายังคงแกว่งไกว แต่คลื่นความทรงจำสายหนึ่งกลับไม่ได้ปรานีสติสัมปชัญญะที่เพิ่งฟื้นคืนของนาง มันทะลักทลายเข้าสู่สมองราวกับเข็มแหลมนับพันเล่มที่ทิ่มแทงลงบนเนื้อสมองโดยตรง!
‘เสิ่นเยว่’
ชื่อนี้ดังก้องซ้ำไปซ้ำมา พร้อมกับภาพสะท้อนของสตรีผู้สวมอาภรณ์หรูหรา ผู้มีใบหน้างดงามหยาดเยิ้มทว่าฉาบเคลือบไปด้วยความริษยาร้ายกาจ นางคือ ‘ตัวร้าย’ ในนิยายเล่มหนาที่เสิ่นเยว่เพิ่งจะสบถด่าในใจก่อนจะเผลอหลับไปเมื่อคืน ภาพความคลุ้มคลั่งเพราะรักอันโง่งมที่มีต่อองค์รัชทายาท ภาพรอยยิ้มบิดเบี้ยวขณะสาดเทยาพิษใส่ชามยาของสตรีผู้เป็ศัตรูหัวใจ และภาพสุดท้าย ซึ่งเป็จุดจบอันน่าสยดสยองที่สลักลึกถึงจิติญญา
ลานปะาศิลาดำทะมึนซึ่งถูกกลบฝังด้วยหิมะขาวโพลน
เกล็ดน้ำแข็งร่วงหล่นปะทะใบหน้าชาหนึบ แต่ไม่อาจเทียบได้กับประกายเย็นเยียบจากั์ตาสีรัตติกาลของบุรุษบนหลังม้าใหญ่ เขาผู้นั้นทอดมองนางเบื้องล่างราวกับมองมดปลวกไร้ค่า ก่อนที่คมกระบี่สีเงินยวงจะตวัดวูบ เือุ่นจัดสีแดงฉานสาดกระเซ็นย้อมหิมะเบื้องหน้าจนแดงเถือก ลมหายใจสุดท้ายขาดห้วงพร้อมกับศีรษะที่หลุดกลิ้งลงจรดปลายรองเท้าหุ้มเกราะของเขา
บุรุษผู้นั้น ‘เซียวเหยียน’ ติ้งอ๋องผู้ได้รับฉายาว่าอ๋องทมิฬ!
นี่มันเื่บ้าอะไรกัน!
ลมหายใจของเสิ่นเยว่สะดุดกึก เหงื่อเย็นเฉียบซึมชื้นเต็มแผ่นหลัง
“คุณหนูเสิ่น อย่าได้คิดถ่วงเวลา!”
เสียงตะคอกดุดันขององครักษ์ร่างกำยำดึงสติที่หลุดลอยของนางให้กลับคืนสู่ปัจจุบัน เขากระตุกเชือกป่านเส้นหนาที่มัดพันข้อมือนางอย่างแรงจนร่างบอบบางในชุดฮั่นฝูสีแดงสดเซถลา หัวเข่ากระแทกพื้นหินอย่างจังจนความเจ็บร้าวแล่นปราดขึ้นมาถึงกระดูกสันหลัง
หากแต่ความเ็ปทางกายกลับเป็ยาสกัดชั้นดีที่ทำให้ความสับสนงุนงงมลายหายไป เสิ่นเยว่สูดหายใจเข้าลึกจนสุดปอด นางกะพริบตาถี่ๆ เพื่อขับไล่ม่านน้ำตา ปรับโฟกัสสายตาให้คุ้นชินกับแสงริบหรี่จากคบเพลิงที่ลุกโชนอยู่ตามรายทาง
เสาไม้จันทน์แดงสลักลายพยัคฆ์เหินอันโอ่อ่า โคมไฟกระดาษสาโบราณที่สั่นไหวตามแรงลม และชายแขนเสื้อผ้าไหมปักดิ้นทองที่ขาดวิ่นของตนเอง ทุกสิ่งรอบกายประกอบกันเป็หลักฐานตอกย้ำความจริงอันบิดเบี้ยวที่ไม่อาจหลีกหนี
นางทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของ ‘เสิ่นเยว่’ ตัวร้ายที่มีจุดจบเลวร้ายที่สุดอย่างสมบูรณ์แบบ
และที่ชวนให้กระเพาะบิดเกลียวมากไปกว่านั้น เมื่อลองปะติดปะต่อสถานการณ์ตรงหน้า นี่คือจุดเริ่มต้นของจุดจบ! มันคือฉากที่นางร้ายถูกจับได้คาหนังคาเขาว่าลอบวางยาพิษในถ้วยชาขององค์รัชทายาท โศกนาฏกรรมบทแรกที่กระชากตระกูลเสิ่นลงสู่เหว และจะนำไปสู่การตัดหัวประจานในอีกสามเดือนข้างหน้า!
สามเดือน…ข้าเหลือเวลาหายใจบนโลกนี้อีกแค่เก้าสิบวัน!
ปลายเล็บจิกแน่นเข้ากับฝ่ามือจนห้อเื สัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่ถูกหล่อหลอมจากการสู้ชีวิตในโลกยุคปัจจุบันถูกปลุกให้ตื่นขึ้นเต็มตา นางหยุดดิ้นรนขัดขืน เลิกส่งเสียงกรีดร้องโวยวายอย่างที่เ้าของร่างเดิมเคยทำ ร่างกายที่เคยสั่นเทาคล้ายใบไม้ร่วงพลันนิ่งสงบลงราวกับผิวน้ำไร้ระลอกคลื่น
สมองที่เคยขาวโพลนเริ่มหมุนวนประมวลผลอย่างรวดเร็ว
‘โวยวายไปก็ไร้ประโยชน์ ต้องตั้งสติ อย่างแรก... ต้องประเมินสถานการณ์ปัจจุบันให้แน่ชัดเสียก่อน’
เสิ่นเยว่หยัดกายลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้หัวเข่าจะยังปวดหนึบ แต่นางกลับยืดแผ่นหลังตรงตระหง่าน บังคับจังหวะการหายใจเข้าออกให้เป็ปกติ ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมององครักษ์ทั้งสองด้วยแววตาที่เยือกเย็นจนน่าขนลุก
“ข้อหาที่พวกเ้ากำลังยัดเยียดให้ข้า คือสิ่งใด” น้ำเสียงที่เปล่งออกมาราบเรียบ ไร้ซึ่งความประหม่า แต่กลับแฝงกลิ่นอายกดดันบางอย่างที่ทำให้บรรยากาศรอบด้านเย็นเยียบลง
องครักษ์ทั้งสองชะงักฝีเท้าไปชั่วขณะ สบตากันด้วยความประหลาดใจระคนหวาดระแวง สตรีตรงหน้าเมื่อครู่ยังกรีดร้องด่าทอราวกับคนเสียสติ แต่พริบตาเดียวกลับสลัดคราบสตรีไร้สมองทิ้งไป กลายเป็ผู้ที่มีรังสีสงบนิ่งจนไม่อาจคาดเดาความคิดได้
“คุณหนูเสิ่นยังจะกล้าตีหน้าซื่อถามอีกหรือ!” หนึ่งในองครักษ์แค่นเสียงหยันเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่า “ข้อหาลอบวางยาพิษองค์รัชทายาท หลักฐานพยานบุคคลมัดตัวท่านแ่าชนิดที่ดิ้นไม่หลุด ต่อให้ท่านเสนาบดีเสิ่นผู้เป็บิดาของท่านคุกเข่าโขกศีรษะหลั่งเือ้อนวอน ก็ไม่อาจล้างมลทินให้ท่านได้!”
เสิ่นเยว่รับฟังด้วยใบหน้าเรียบเฉย แต่ภายในใจกลับลอบแค่นยิ้มหยันให้กับชะตากรรมของเ้าของร่างเดิม
เป็ไปตามพล็อตนิยายไม่ผิดเพี้ยน เสิ่นเยว่ผู้นี้ช่างลุ่มหลงจนตามืดบอด โง่เขลาเบาปัญญาจนถูกสตรีที่ฉลาดกว่าหลอกใช้ให้เป็หมากเดินเตาะแตะในกระดานชิงบัลลังก์ ยืมมือลอบวางยาพิษเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง โดยที่ตนเองไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังขุดหลุมฝังศพให้ตระกูลเสิ่น
คนที่ได้ผลประโยชน์สูงสุดจากเื่นี้ ไม่พ้นต้องเป็นางเอกดอกบัวขาวผู้นั้นแน่!
“ข้าไม่ได้เป็ผู้ลงมือ” เสิ่นเยว่เอ่ยตอบเสียงเรียบ ไม่ใช่เพื่อแก้ตัวกับยามเฝ้าประตู แต่เพื่อหยั่งเชิงปฏิกิริยาของฝ่ายตรงข้าม
“หึ! บนโลกนี้มีนักโทษคนใดบ้างที่ยอมรับสารภาพด้วยรอยยิ้มั้แ่แรก” องครักษ์กระตุกเชือกอีกครั้งอย่างหมางเมิน “เลิกเล่นลิ้นถ่วงเวลาแล้วก้าวเท้าเดินไปดีๆ เถิด หากขัดขืนอย่าหาว่าพวกข้ารุนแรง!”
สิ้นคำตวาด ร่างของนางก็ถูกกระชากให้เดินนำลึกเข้าไปในความมืดมิดของจวนเสนาบดี ผ่านซุ้มประตูหินสลัก ลัดเลาะไปตามระเบียงทางเดินที่เงียบสงัด จนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าเรือนร้างท้ายจวน ซึ่งถูกดัดแปลงให้เป็สถานที่คุมขังชั่วคราวสำหรับรอรับการไต่สวน
บานประตูไม้เก่าซอมซ่อถูกถีบเปิดออกเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดบาดแก้วหู กลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นฝุ่นคละคลุ้งทะลักออกมากระทบใบหน้า ก่อนที่ร่างระหงจะถูกผลักไสเข้าไปด้านในอย่างไม่ไยดีราวกับเศษผ้าขี้ริ้ว
ปัง!
เสียงกระแทกประตูปิดลงอย่างแรง ตามมาด้วยเสียงโซ่ตรวนเหล็กและกลอนสลักที่เลื่อนปิดล็อกจากด้านนอก ตัดขาดแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียว และกักขังนางแยกจากโลกภายนอกโดยสมบูรณ์
ภายในเรือนร้างมืดสนิทราวกับก้นหลุมศพ มีเพียงแสงจันทร์สีเงินยวงซีดเซียวที่สาดส่องลอดผ่านรอยแตกของกระเื้ัคา ก่อเกิดเป็ลำแสงแคบๆ ตกกระทบลงบนกองฟางเก่าๆ ที่มุมห้อง อากาศเบาบางและเจือไปด้วยความเย็นะเืของยามวิกาล
‘เอาล่ะ อย่างน้อย์ก็ยังเมตตาให้ข้ามีเวลาพักหายใจและรวบรวมความคิด’
เสิ่นเยว่ทิ้งตัวลงนั่งบนกองฟางอย่างไม่สบอารมณ์ นางยกมือขึ้นนวดคลึงข้อมือที่บวมแดงและมีรอยถลอกเืซิบ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเป็ปม ดวงตาหงส์ตวัดกวาดมองไปรอบห้องขังคับแคบเพื่อประเมินโครงสร้างและหาช่องทางหลบหนี
‘ข้าต้องหนีออกจากที่นี่ หนีออกจากเมืองหลวงอันโสมมนี้ให้เร็วที่สุด ก่อนที่ศาลต้าหลี่จะรับฟ้อง และก่อนที่ราชโองการปะาจะร่วงหล่นลงมาทับหัว!’
หากแต่คล้าย์จะชิงชังนางมากเกินไป ยังไม่ทันที่ความคิดในการงัดแงะหน้าต่างจะก่อตัวเป็รูปเป็ร่าง บรรยากาศรอบด้านก็พลันเปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหัน
อุณหภูมิภายในห้องขังที่เย็นอยู่แล้ว ลดฮวบลงจนแทบจับขั้วหัวใจ ลมหายใจของเสิ่นเยว่กลายเป็ไอสีขาวบางๆ ขนอ่อนทั่วสรรพางค์กายลุกชันขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม
มันไม่ใช่ความหนาวเย็นจากสภาพอากาศ แต่มันคือ ‘กลิ่นอายแห่งความตาย’ ที่แผ่ซ่านทะลุบานประตูไม้เข้ามาอย่างหนักหน่วง ไร้สุรเสียงใดๆ นอกเสียจาก…
กึก… กึก… กึก…
เสียงรองเท้าหุ้มเกราะเหล็กย่างเหยียบลงบนพื้นหินอ่อนด้านนอก จังหวะนั้นสม่ำเสมอ เชื่องช้า ทว่าหนักแน่นดุดัน ทุกย่างก้าวราวกับจงใจเหยียบย่ำลงบนก้อนเนื้อในอกซ้ายของผู้ฟัง บดขยี้ประสาทััจนแทบแหลกสลาย
ไม่ใช่เสียงฝีเท้าขององครักษ์กระจอกงอกง่อยเมื่อครู่นี้อย่างแน่นอน!
นี่คือเสียงย่างก้าวของผู้กุมอำนาจล้นฟ้า ผู้ที่คุ้นเคยกับการเหยียบย่ำบนูเาซากศพและแม่น้ำสายเื กลิ่นอายสังหารอันเข้มข้นเยียบเย็นแผ่ปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ จนอากาศบริเวณนั้นคล้ายถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น
หัวใจของเสิ่นเยว่กระตุกวูบ ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาป
เสียงปลดล็อกแม่กุญแจเหล็กดังขึ้นอย่างเชื่องช้า บานประตูไม้ที่เคยปิดสนิทค่อยๆ แง้มออก ร้องครวญครางราวกับประตูสู่นรกภูมิที่กำลังเปิดต้อนรับผู้มาเยือน
ลำแสงจันทร์สาดส่องเข้ามาเต็มวง เผยให้เห็นเงาร่างสูงตระหง่านของบุรุษผู้หนึ่งที่ยืนบดบังแสงสว่างอยู่ที่กรอบประตู เขาสวมอาภรณ์สีดำขลับราวกับรัตติกาลไร้ดาว บนสาบเสื้อปักดิ้นทองคำลวดลายเมฆาและกิเลนอันวิจิตรบรรจง แผงอกกว้างสง่างาม องอาจดุจขุนเขาที่ไม่อาจสั่นคลอน
แม้แสงสลัวจะทำให้มองเห็นใบหน้าของเขาไม่ชัดเจนนัก แต่ั์ตาคมกริบที่วาวโรจน์อยู่ภายใต้เงามืดนั้นกลับทอประกายเย็นเยียบดุจคมดาบแช่แข็ง มันจดจ้องมองตรงมาที่นาง ราวกับพญาเหยี่ยวที่กำลังจ้องตะปบเหยื่อตัวจ้อย
รังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขา ทำให้นางรู้สึกคล้ายมีมือที่มองไม่เห็นมากระชากบีบลำคอเอาไว้จนแทบขาดใจ
ทันใดนั้น เสียงกระแทกเข่าลงกับพื้นขององครักษ์ทั้งสองที่เฝ้าอยู่ด้านนอกก็ดังขึ้นสอดประสานกัน เสียงของพวกเขาสั่นสะท้านไปด้วยความหวาดกลัวและยำเกรงอย่างถึงที่สุด
“ถะ…ถวายบังคม ติ้งอ๋องพ่ะย่ะค่ะ!”
ติ้งอ๋อง…
ราวกับมีอสนีบาตฟาดเปรี้ยงลงกลางกระหม่อม ร่างของเสิ่นเยว่ชาหนึบไปจรดปลายเท้า ลมหายใจสะดุดกึกค้างอยู่ในลำคอ เืในกายเย็นเฉียบราวกับจับตัวเป็ก้อนน้ำแข็ง
‘เซียวเหยียน!’
อ๋องทมิฬผู้บัญชาการกองทัพพยัคฆ์ทมิฬนับแสนนาย บุรุษผู้ได้ชื่อว่าโเี้ เืเย็น และไร้หัวใจที่สุดในแผ่นดินต้าฉู่
และที่สำคัญที่สุด…เขาคือเพชฌฆาตที่จะเป็ผู้ลงดาบสะบั้นคอของนางด้วยมือของเขาเองในอีกสามเดือนข้างหน้า!
ฝ่ามือเล็กของเสิ่นเยว่กำเข้าหากันแน่นจนสั่นสะท้าน ั์ตาหงส์เบิกกว้างจ้องมองมัจจุราชในชุดดำที่กำลังก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาหาตนทีละก้าว ทีละก้าว
‘เขามาที่นี่ทำไม! ตามเนื้อเื่ในนิยาย เขาไม่ควรจะปรากฏตัวในฉากนี้ไม่ใช่หรือ! กงล้อแห่งชะตากรรมมันเริ่มบิดเบี้ยวไปั้แ่ตอนไหนกัน!’