"เอาเป็นว่าเดี๋ยวผมจะขอคุยเป็นรายคนแล้วกันครับยืนคุยตรงนี้คงไม่เหมาะ" ผมตัดบทก่อนจะมีการแย่งชิงเหยื่อเกิดขึ้นตรงหน้า
"ได้ครับๆถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมขี่รถนำไปที่บ้านนะครับ" ลุงคนเดิมกุลีกุจอกลับไปที่รถมอเตอร์ไซค์ที่ขี่มาเช่นเดียวกับยายและลุงๆ ป้าๆ คนอื่น ยกเว้นใครคนหนึ่งที่ไม่เข้าพวก
"ก็ป้าเปลี่ยนใจแล้วไม่ต้องคุยหรอก ไปคุยกับคนอื่นเถอะ เสียเวลาเปล่าๆ"เจ้าของผมดัดย้อมดำตัดกับชุดขาวทั้งเสื้อและซิ่นที่สวมอยู่ หันมาพูดกับผม และใช่...ป้าคือคนเดียวกับมะพร้าวเน่าชิ้นนั้น
"ป้าไม่ทราบจริงๆหรือครับว่าการไฟฟ้าเค้ารับซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาของประชาชนทั่วไปด้วย?"นายปันผลเป็นฝ่ายเริ่มต้นพูดก่อนโดยไม่อ้อมค้อม แน่นอน...ผมรู้ว่าหมอนี่คิดจะทำอะไร
"หืม...มีด้วยเหรอ ไหนเอาหลักฐานมาดูซิ!?" ป้าขมวดคิ้วเหมือนยังไม่อยากเชื่อคำพูดปากเปล่าที่ไม่มีหลักฐานยืนยันและตอนนั้นเอง...
"นี่ครับหลักฐานถ้าคุณป้าติดโซล่าร์เซลล์ที่บ้านล่ะก็ นอกจากจะใช้ไฟบ้านน้อยลงแล้วยังขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้การไฟฟ้าได้ด้วยนะครับ กำไรสองต่อเลย" แจ็กกี้ยื่นหน้าจอสมาร์ทโฟนของตัวเองพร้อมกับปัดๆ ไถๆ ให้ป้าดูหลักฐานยืนยันทุกคำพูด
"และทางเราก็มีผู้เชี่ยวชาญในการติดตั้งโซล่าร์เซลล์ให้คุณป้าด้วยนะครับ"นายปันผลเปลี่ยนสรรพนามเรียกขานอีกฝ่ายเพื่อไม่ให้พ่ายแพ้คู่แข่งอย่างแจ็กกี้ที่ทั้งสุภาพกว่าและนอบน้อมกว่า
"เท่าไหร่ล่ะค่าติดตั้งไอ้ที่ว่านั่นน่ะ ป้าไม่ได้มีเงินเยอะแยะหรอกนะ แค่พออยู่พอกิน มีทำบุญมีเก็บนิดหน่อย" ป้าเริ่มชักสีหน้าเหมือนไม่ไว้ใจลูกน้องสองคนของผมดูท่าว่าเจ้าพวกนั้นจะรุกฆาตมากเกินไปและคงเป็นหน้าที่ของผมที่ต้องจัดการเรื่องนี้
"ไม่เป็นไรครับผมให้ยืมไปลงทุนก่อนได้ โดยที่ป้าไม่จำเป็นต้องให้ผมซื้อหรือเช่าที่ดินและถ้าอยากจะผ่อนจ่ายด้วยรายได้ที่ได้รับจากการขายไฟให้การไฟฟ้า ผมก็ยินดี"
คราวนี้คำพูดของผมทำเอาป้าตาโตด้วยความสนใจ
"งั้นก็ดีน่ะสิไปคุยกับป้าบ้านแรกเลยแล้วกัน" ป้ายิ้มให้ผม สีหน้าท่าทางเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือและนั่นแปลว่ากับดักมะพร้าวเน่าสัมฤทธิ์ผลแล้ว
"บอสจะได้อะไรจากการลงทุนให้ป้าคนนั้นเหรอครับ?"แจ็กกี้ถามขึ้น ระหว่างเดินทางกลับ
"ปกติแล้วการจะยื่นขายไฟให้การไฟฟ้าต้องผ่านการอนุมัติแล้วค่อยติดตั้ง" ผมตอบสั้นๆ ให้อีกฝ่ายลองคิดต่อด้วยตัวเอง
"แต่รายนี้ติดตั้งก่อนซึ่งก็แปลว่าถ้าไม่ได้รับการอนุมัติ ป้าก็จะต้องจ่ายหนี้เองล้วนๆ"นายปันผลจัดการเฉลยคำตอบโดยไม่ปล่อยให้เพื่อนร่วมงานได้หยุดคิด
"ป้าไม่น่าใจเร็วด่วนได้เลยนะครับเนี่ยการเป็นมนุษย์ป้าพันธุ์ผสมนี่ทำให้ชีวิตชิบหายได้ง่ายจริงๆ" แจ็กกี้พยักหน้าและพูดจาเป็นการเป็นงานแบบที่นานๆจะได้ยินสักที
"แปลว่าบอสจะไปแทรกแซงไม่ให้ป้าแกได้รับการอนุมัติใช่ไหมครับ?"นายปันผลคาดเดาในสิ่งที่ผมจะทำต่อไปหลังจากนี้
"เปล่า...ผมก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าบุญที่ป้าแกทำจะช่วยอะไรได้ไหม"
คำตอบของผมทำเอาลูกน้องสองคนขมวดคิ้ว
"แล้วถ้าการไฟฟ้าอนุมัติล่ะครับ?"
"พวกนายเคยได้ยินนิทานเรื่องพราหมณ์อยากกินเต่าหรือเปล่า?"ผมตอบกลับด้วยคำถาม
"ไม่เคยครับ"ทั้งคู่ตอบคำถามผมพร้อมกัน
"พราหมณ์ได้เต่ามาตัวนึงแต่ไม่อยากฆ่าด้วยมือตัวเอง เลยเอากระทะต้มน้ำเดือดมาวางแล้วเอาไม้พาด บอกเต่าว่าถ้าเดินข้ามไม้นี้ได้จะไว้ชีวิตแต่พอเต่าเดินข้ามได้ พราหมณ์ก็บอกให้เต่าเดินข้ามอีกรอบ อีกรอบ อีกรอบจนเต่าตกลงไปในกระทะ ผมเป็นคนแบบนั้น"
ใช่... ผมเป็นคนแบบนั้นแค่ไม่ได้เป็นกับทุกคน นั่นคือสิ่งที่ผมไม่ได้บอกทั้งคู่
"บอสโคตรใจเย็นเลยครับถ้าไม่ติดว่าบอสสั่งห้าม ผมจะจุดไฟเผามะพร้าวเน่าให้มันหมดไปจากโลกอากาศน่าจะบริสุทธิ์ขึ้น" คำเปรียบเปรยของแจ็กกี้ทำเอาผมอดยิ้มขำไม่ได้
"แกจุดไฟเผาพวกมันอากาศจะไปบริสุทธิ์ได้ยังไง!" นายปันผลขัดขึ้นสีหน้าเหมือนขัดใจคำพูดไร้สาระแถมยังขาดหลักการ
"เฮ้อ...นายเนี่ย ไม่มีจินตนาการบรรเจิดเอาซะเลยน้าาาา"แจ็กกี้ส่ายหัวก่อนจะหยิบเครื่องยิงอาร์พีจีมาถือไว้"เล่นกับไอ้แช่ขวาคันนั้นดีกว่า"
วีรกรรมรอบที่แล้วของแจ็กกี้บอกให้นายปันผลรู้ว่าต่อให้ตัวเองปฏิเสธที่จะเปิดประทุนรถให้คนที่นั่งข้างๆแต่หมอนั่นก็จะขวนขวายหาวิธียิงอาร์พีจีให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดกระจกข้างหรือแหกซันรูฟรถออกไปก็ตามที
"ล็อคกระจกทำไมนี่นายอยากเห็นผมแหกหลังคาออกไปสินะ?" แจ็กกี้พูดในสิ่งที่ผมคาดเดาไว้ไม่ผิดเพี้ยน
"ฉันจะเปิดซันรูฟให้แกอยู่เฉยๆ เลย!"
เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นนายปันผลละล่ำละลักหมอนั่นคงกลัวเพื่อนร่วมงานจะแหกหลังคารถออกไปจริงๆ และทำให้รถเสียหายผมเองก็เชื่อแบบนั้นเหมือนกันเรื่องที่แจ็กกี้มันบ้าพอจะทำอะไรที่คนปกติเขาไม่ทำกันได้ทุกเรื่อง
"ยะฮู้!สัตว์เลี้ยงของผมกำลังจะออกเดินทางแล้ว สาม สอง หนึ่ง..." หมอนั่นโผล่ออกไปเล็งเครื่องยิงอาร์พีจีใส่รถแช่ขวาข้างหน้าก่อนจะรีบมุดกลับเข้ามาบังคับอุปกรณ์ควบคุมและเพราะเวลานี้ท้องฟ้านอกตัวรถมืดสนิทแล้ว แจ็กกี้จึงคิดทำอะไรแผลงๆได้มากกว่าตอนกลางวัน
"สวัสดีครับพ่อแม่พี่น้อง...ขณะนี้รถขายกับข้าวกำลังจะไปบริการท่านถึงหน้าบ้าน ไม่ซื้อไม่หาก็อยู่ในบ้านไป...ผมเห็นเงาดำตะคุ่มๆ แต่ว่าสูงกว่าหลังคาบ้านเดินผ่านหน้าต่างบ้านผมไปครับ...ฉันรักคุณค่ะ แต่พ่อไม่ปลื้มที่คุณด่าคนคนนั้นมากเกินไปคุณก็รู้ว่าพ่อของฉันเค้าเป็น..."
"มันรับคลื่นวิทยุอื่นมาเปิดในวิทยุรถเป้าหมายได้ด้วยครับบอส"แจ็กกี้หันมารายงานผมตาเป็นประกายท่าทางเหมือนตื่นเต้นกับการทดลองใหม่ที่ตัวเองค้นพบและแน่นอนว่าหมอนี่ไม่ได้ทำแค่นั้น
"บ้าเอ๊ย!รถแม่งเป็นไรวะเนี่ย!?"
"ก็ฉันบอกแล้วว่าให้ไหว้แม่ย่านางรถไง!"
เสียงเถียงกันในรถดังแว่วมาจากหน้าต่างรถที่ถูกลดกระจกลงจนสุดเพื่อเอาชีวิตรอดจากเสียงวิทยุที่ถูกแจ็กกี้เร่งให้ดังจนสุดเช่นกัน
"แม่ย่านางฝากบอกพวกแกว่าสมควรแล้วสำหรับไอ้พวกชอบแช่ขวา" แจ็กกี้ตอบเสียงพูดบนรถระหว่างบังคับให้รถคันเป้าหมายเปิดไฟเลี้ยว ไฟกะพริบ ไฟสูง ไฟต่ำสลับกันไปเรื่อยๆ
...ผมไม่รู้ว่าหมอนี่มีความหลังอะไรกับพวกแช่ขวาหรือเปล่าและถึงแม้ว่าผมจะไม่ใช่แม่ย่านางรถคันนั้น แต่ก็รู้สึกว่าสมควรแล้วเช่นกัน
"อย่าใช้ไฟสูงบ่อยอันตรายกับคนสวนเลน" ผมเตือนแจ็กกี้ที่ยังสลับไฟรถอย่างเมามันไม่เลิก
"ครับบอสขอโทษครับ" หมอนั่นหันมาทำหน้าสลด แล้วเลิกสลับไฟรถ แต่เปลี่ยนเป็นเปิดไฟในรถแทนเหมือนอยากอวดใบหน้าคนแช่ขวาให้โลกรู้
"รายนี้น่าจะแช่ขวาเพราะอยากกวนบาทาคันอื่น"นายปันผลออกความเห็น หลังจากหันไปสบตาเจ้าของพฤติกรรมก่อกวนบนท้องถนนระหว่างที่รถของเรากำลังเร่งความเร็วแซงหน้า
"น่าจะมีปุ่มแดงๆเอาไว้กดทำลายตัวเองนะครับเนี่ย เสียดาย" ดูเหมือนแจ็กกี้จะยังหมกมุ่นอยู่กับการวางแผนฆาตกรรมทางอ้อมและนั่นเป็นเครื่องยืนยันว่าผมคงปล่อยหมอนี่ไปทำภารกิจคนเดียวไม่ได้จริงๆ
"แกจะให้รถนั่นมันระเบิดใส่รถบอสหรือไง!?"
"จริงด้วย"
ดูเหมือนคำพูดของนายปันผลจะพอเตือนสติแจ็กกี้ได้บ้างที่ผ่านมาผมอาจไม่ค่อยให้ทั้งคู่แยกกันไปทำงานสำคัญเพราะยังรู้จักนิสัยลูกน้องสองคนไม่ดีพอแต่หลังจากนี้ผมคงไม่ปล่อยให้ทั้งคู่แยกกันไปทำงานสำคัญแน่ๆ ใช่...เพราะผมคิดว่ารู้จักลูกน้องสองคนดีพอแล้วนั่นแหละ
"พรุ่งนี้เราจะเอาสัญญาไปให้พวกเขาเซ็นใช่ไหมครับ?"เสียงตั้งคำถามแบบเป็นการเป็นงานของนายปันผลเรียกให้ผมตื่นจากภวังค์ความคิด
"ใช่...ยิ่งสร้างอาณาจักรเร็วได้เท่าไหร่ยิ่งดีเพราะมันจะไม่ได้มีแค่ที่นั่นที่เดียว" ผมบอกแผนการต่อไปให้ทั้งคู่รับรู้
"บอสจะขยายอาณาจักรไปทั่วประเทศเลยใช่ไหมครับนั่นสินะ พวกมะพร้าวเน่าก็ไม่ใช่น้อยๆ เก็บไว้ที่เดียวกันคงไม่ดี"แจ็กกี้ถามผม ก่อนจะพึมพำเออออกับตัวเองทั้งที่ยังไม่ได้คำตอบ
"ผมจะเก็บพวกนั้นไว้ที่เดียวกัน"ผมตอบสั้นๆ แม้จะรู้ว่ามันไม่ได้ใจความเท่าไหร่ซึ่งก็แล้วแต่ว่าอีกฝ่ายจะอยากรู้ต่อหรือไม่
"ทำไมล่ะครับบอส!?"ปันผลกับแจ็กกี้ถามขึ้นพร้อมกัน
"คนพวกนี้ไม่ชอบการพัฒนาต่อต้านความเจริญ ผมก็แค่จัดให้พวกเขาได้ไปอยู่ที่ชอบๆ"ผมไม่รู้ว่าทั้งคู่ปะติดปะต่อแผนการของผมได้บ้างหรือยังและไม่สนใจด้วยว่าใครจะพอใจหรือไม่พอใจแผนการของผม
"ผมต้องรีบเกณฑ์มะพร้าวเน่ามาเข้าแคมป์แล้วสิครับงานนี้"
นั่นคือผลตอบรับจากแจ็กกี้ ผู้ที่เห็นดีเห็นงามไปกับผมทุกเรื่อง
"หมายความว่าจะใช้มะพร้าวเน่าสร้างอาณาจักรงั้นหรือครับ?"นายปันผลแสดงความเห็นเกี่ยวกับแผนการของผมด้วยการตั้งคำถามเหมือนต้องการคิดทบทวนอะไรบางอย่าง จากคำตอบของผมอีกที
...จู่ๆหมอนั่นก็เปลี่ยนกลับไปเป็นคนเดิม และคนเดียวกันกับนายปันผลเมื่อวันสัมภาษณ์งาน
"ผมจะใช้คนพวกนั้นพัฒนาที่ดินรกร้าง"ผมแก้ไขคำตอบให้ถูกต้อง แต่ถ้าหมอนั่นจะคิดว่านั่นคือคำตอบเดียวกันมันก็ช่วยไม่ได้
"มะพร้าวเน่ามีหลายชนชั้นทำยังไงให้ทุกชนชั้นยอมก้มหัวให้ขนาดนั้นหรือครับ?" นายปันผลยังไม่เลิกตั้งคำถาม
"คนที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรหาก็มีหลายชนชั้นนายหลอกพวกเขายังไงให้ยอมโอนเงินให้ล่ะ?" ผมย้อนถาม
"โอเคครับผมยอมแพ้" อีกฝ่ายตัดบทดื้อๆ เหมือนกลัวผมจะรู้ความลับของตัวเอง
"ผมไม่ได้ต้องการให้นายพูดว่ายอมแพ้คนที่ทำงานกับผมไม่มีคำว่าแพ้หรือชนะ ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นคือประสบการณ์ที่ต้องเรียนรู้"
นั่นไม่ใช่คำคม ไม่ใช่สุนทรพจน์และไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู แต่มันคือแนวคิดที่ผมให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา
"แปลว่าบอสก็จะเรียนรู้ไปพร้อมกับพวกผมด้วยใช่ไหมครับ?"แจ็กกี้ถามหาแนวคิดที่ผมเอาไว้ใช้กับตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่า...
"เปล่า...ถ้าผมแพ้ คิดว่าพวกนายจะยังมีชีวิตหรือเปล่า"
ความเงียบเข้าครอบคลุมภายในรถหลังคำพูดล่าสุดของผมเป็นโอกาสให้ผมได้พูดต่อ
"ถ้าวันนึงเกิดอะไรขึ้นกับผมแล้วพวกนายยังมองเห็นหนทางในการเอาชีวิตรอด ก็ขอให้จดจำคำพูดนี้เอาไว้พวกนายไม่ได้มาทำงานกับผมในฐานะบอดี้การ์ด และชีวิตของผมไม่ได้สำคัญไปกว่าชีวิตของพวกนาย"
แน่นอนว่านั่นไม่ใช่คำพูดสั่งเสียแต่เป็นแนวทางการปฏิบัติหน้าที่เมื่อถึงเวลาคับขัน สำหรับผู้ใต้บังคับบัญชาของผม
"อันนี้คือคำแนะนำใช่ไหมครับ?"
ผมแปลกใจนิดหน่อยที่คนตั้งคำถามไม่ใช่แจ็กกี้แต่กลับเป็นนายปันผล ถึงอย่างนั้นก็ดูจะเป็นคำถามที่เหมาะกับหมอนั่นดี
"คำสั่ง"ผมตอบสั้นๆ แบบที่มั่นใจว่าน่าจะได้ใจความเพียงพอ
"แต่ความฝันของผมคือการการรัวปืนกลปกป้องบอสเลยนะครับ"แจ็กกี้ทำเสียงเศร้าเข้ากับหน้าสลด ทั้งที่ควรจะรู้ดีว่าผมไม่มีทางเปลี่ยนใจ
...ที่ผ่านมาผมใช้ชีวิตตัวคนเดียวมาตลอดไม่ว่าตอนเป็นมนุษย์หรือยมทูต กินข้าวคนเดียว กลับบ้านคนเดียวทำงานจนดึกดื่นคนเดียว ตายคนเดียว และรับตำแหน่งยมทูตเพื่อปฏิบัติภารกิจเสี่ยงตายทั้งหลาย... ด้วยตัวคนเดียว
หากจะบอกว่า...ผมเคยชินกับความเป็นหมาป่าเดียวดายของตัวเองแล้ว ก็คงไม่ผิด แม้เหตุผลที่แท้จริงในเรื่องนี้อาจไม่เกี่ยวกับความเคยชินที่ว่านั่นเลยก็ได้
"ถามบอสก่อนไหมว่าอยากให้แกทำแบบนั้นหรือเปล่า"นายปันผลขัดคอเพื่อน แต่ไม่มีทีท่าว่าจะตอบรับหรือปฏิเสธ 'คำสั่ง'ของผม และแน่นอนว่าผมจะไม่ถาม
"ไม่เป็นไรเก็บเงินซื้อปืนกลเองก็ได้" แจ็กกี้ตอบไม่ตรงคำถาม เหมือนอยากให้ผมช่วยตอบแต่กว่าผมจะรู้ตัวว่าควรทำแบบนั้น ในรถก็หลงเหลือแค่ความเงียบแล้ว
"พรุ่งนี้เราจะไปเซ็นสัญญากันแต่เช้าถ้าคิดว่าตื่นทันเวลาเดินทาง จะนอนตอนไหนก็แล้วแต่พวกนาย"ผมพูดทำลายความเงียบ เพราะเริ่มรู้สึกว่ามันเงียบเกินไป
"พอพวกผมเงียบมันเลยดูเงียบเกินไปใช่ไหมครับ?" นายปันผลตอบสวนด้วยคำถามแทงใจดำเหมือนรู้ว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่
"นายคิดแบบนั้นหรือไง"ผมตอบกลับแบบไม่ตรงคำถามและไม่ตรงกับใจ
"ครับถ้าไม่ใช่ผมก็ขอโทษด้วย แต่ถ้าใช่ วันหลังบอสลองเปลี่ยนไปใช้รถมือสองรุ่นเมื่อ 30ปีที่แล้วดูก็ได้ครับ" หมอนั่นบอกวิธีแก้ปัญหาที่ผมไม่คิดจะทำตาม
"ผมไม่อยากเป็นลูกค้าประจำอู่ทั่วประเทศ"
คำตอบของผมทำเอาลูกน้องสองคนหัวเราะขำกันยกใหญ่ทั้งที่ผมไม่เห็นว่ามันจะตลกตรงไหน
"บอสไม่ขำครับเหรอครับผมยังขำเลย" แจ็กกี้หันมาถามผม ก่อนจะพยายามกลั้นขำ เมื่อเห็นว่าผมไม่มีปฏิกิริยาที่บ่งบอกว่ากำลังจะหัวเราะ
"คืนนี้ผมขอหาเหยื่อสักสิบคนก่อนค่อยนอนได้ไหมครับ?"หมอนั่นเปลี่ยนมาตั้งคำถามเป็นการเป็นงาน แต่แฝงเจตนาอื่นและไม่ใช่แค่ผมที่รู้
"ถ้าหมอนี่หาเหยื่อได้ไม่ถึงสิบคนบอสจะจัดการยังไงครับ?" นายปันผลได้โอกาสตั้งคำถามแฝงเจตนาอื่นบ้าง
"ถ้าเป็นนายจะทำยังไงล่ะ?"ผมย้อนถาม เพราะยังคิดวิธีลงโทษแบบมนุษย์ธรรมดาไม่ออก
...บางทีผมคงเคยชินกับการใช้ชีวิตแบบยมทูตมากไปไม่ต้องกิน ไม่ต้องนอนแบกเคียวออกไปทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายทั้งวันทั้งคืนเพื่อจะได้ไม่ต้องคิดอะไรให้รกสมองและตอนนี้ผมก็เริ่มจะรู้สึกว่าบนโลกมนุษย์ควรมีอย่างน้อย 48ชั่วโมงใน 1 วัน
"ผมจะให้หมอนี่ปั่นจิ้งหรีดสักร้อยครั้ง"คำตอบของนายปันผลทำเอาแจ็กกี้ถึงกับทำหน้าผากย่น
"บอสไม่ใจร้ายแบบนายหรอก"เสียงบ่นของแจ็กกี้ทำให้ผมนึกอะไรสนุกๆ ขึ้นมาได้
"แน่ใจเหรอ?"
ทั้งปันผลและแจ็กกี้ชะงักไปกับเสียงพูดของผมที่ดังแทรกขึ้นซึ่งนั่นคือสิ่งที่ผมต้องการ
"ต่อไปนี้ถ้าใครพูดอะไรแล้วทำไม่ได้ผมจะให้กินน้ำขึ้นฉ่ายคนละหม้อ" ผมแจ้งบทลงโทษที่มั่นใจว่าเหมาะสมและยุติธรรมหลังจากฉุกคิดถึงพฤติกรรมเขี่ยขึ้นฉ่ายออกจากจานที่ทั้งคู่ทำเหมือนกัน
"โห!!อะไรกันครับบอส ให้ผมอดข้าวสามวันยังดีกว่า" แจ็กกี้ส่งเสียงประท้วง
"บอสเอามีดมาแทงผมดีกว่าครับถ้าจะให้ผมกินขึ้นฉ่าย"
เสียงและใบหน้าเสี้ยวหนึ่งที่บ่งบอกอารมณ์ซังกะตายของนายปันผลทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จอีกครั้ง
"ถ้าไม่คิดจะพูดอะไรที่ตัวเองทำไม่ได้ก็ไม่เห็นต้องกลัว" ผมตัดบทแล้วหลับตาเอนตัวพิงเบาะเต็มแผ่นหลังเป็นการตามใจร่างกายที่แสดงปฏิกิริยาว่าอยากพักผ่อน
...มนุษย์มีข้อจำกัดของร่างกายหลายอย่างที่ทำให้ผมไม่สบอารมณ์สักเท่าไหร่โดยเฉพาะกับร่างนี้ที่เคยประสบอุบัติเหตุมาก่อน และผมดันไม่ได้ตั้งใจฟังสิ่งที่หมอบอกว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับผมในอนาคต
แต่ก็ช่างเถอะ...ถึงยังไงวิญญาณแปลกปลอมก็คงอยู่ในร่างที่ไม่ใช่ของตัวเองได้ไม่นาน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก...
"บอสครับ...เกือบจะได้เวลาเดินทางแล้วครับ"
เสียงเคาะประตูเรียกของนายปันผลปลุกผมให้ลืมตาตื่นขึ้นมาในตอนเช้าของวันเซ็นสัญญาทั้งที่เป็นคนนัดเวลาพวกนั้นเองแท้ๆ แต่ผมดันลืมตั้งเวลาปลุกซะได้
"ขอโทษทีผมลืมตั้งนาฬิกา"ผมเปิดประตูห้องออกมาบอกกล่าวหมอนั่นให้รู้ว่าบอสของตัวเองยังมีลมหายใจ
"เดี๋ยวนี้เขาตั้งมือถือปลุกกันแล้วนะครับบอสยังใช้นาฬิกาปลุกอยู่อีกหรือครับ?"
และนี่คือคำตอบที่ผมได้รับจากเจ้าของรอยยิ้มกวนประสาทที่กำลังยืนอยู่หน้าประตู
"มือถือนั่นแหละผมแค่ติดปาก" ผมรู้ว่าตัวเองกำลังชักสีหน้าซังกะตายให้กับคำพูดนั้นและมันก็ทำให้นายปันผลยิ้มขำ บางทีนี่คงเป็นการแก้แค้นเรื่องขึ้นฉ่ายเมื่อวาน
"บอสต้องโดนทำโทษด้วยใช่ไหมครับที่พูดแล้วทำไม่ได้" หมอนั่นทวงถามความยุติธรรมโดยที่ยังคงยิ้มกวนประสาทให้ผม
"ได้...ผมจะกินน้ำขึ้นฉ่ายหม้อนึง พอใจหรือยัง?" ผมไม่ได้ยิ้มตอบและไม่ได้หัวเราะตรงข้ามกับหมอนั่นที่ฟังคำตอบของผมแล้วยิ้มขำ
"ได้ยังไงล่ะครับบอสนั่นมันบทลงโทษของบอส เวลาพวกผมทำผิด แต่นี่บอสทำผิดพวกผมก็ต้องเป็นคนคิดบทลงโทษสิครับ"
รอยยิ้มกวนประสาทเปลี่ยนไปเป็นรอยยิ้มมุมปากแบบมีเลศนัยทำให้ผมเริ่มรู้สึกตัวว่ากำลังติดกับดักอะไรบางอย่างของหมอนี่เข้าแล้วแต่ถ้าจะคาดหวังให้ผมหวาดกลัวหรือหวั่นวิตกกับสิ่งที่ได้รู้ด้วยล่ะก็... มันยังเร็วไปร้อยปี
"เอาที่นายสบายใจผมแต่งตัวแล้วจะลงไป" ผมปิดประตูทันทีที่พูดจบแต่ก็ยังมีเสียงของหมอนั่นดังลอดซอกหลืบมาเข้าหู
"อาบน้ำด้วยก็ได้ครับบอสผมไม่รีบ"
พฤติกรรมที่ผิดปกติไปจากทุกวันของนายปันผลทำให้ผมเริ่มสงสัยถึงต้นตอของสาเหตุ แน่นอนว่าผมไม่เชื่อเรื่องสลับร่างอะไรนั่นแม้ตัวเองจะอยู่ในร่างคนอื่น
"กาแฟกัญชาไหมครับบอส?"
นั่นคือคำทักทายประโยคแรกจากแจ็กกี้และมันก็ทำให้ผมได้คำตอบของคำถามนั้นในทันที
"ไปเหมาพ่อค้าในไร่มาหรือไง?"ผมนั่งลงที่โต๊ะกินข้าว และมองกาแฟดำที่ติดอยู่ก้นแก้วกระเบื้องสีขาวตรงหน้านายปันผล
"เปล่าครับผมเห็นหมอนี่อารมณ์ไม่ค่อยดีอยู่เรื่อย เลยลองวิธีที่เค้าว่าได้ผลชะงัดนัก"
คำตอบของแจ็กกี้ทำเอาคนถูกพาดพิงหันขวับไปจ้องหน้าหมอนั่นเขม็ง
"นี่แกกล้าเอากัญชามาให้ฉันกินเลยเหรอแถมยังจะให้บอสกินด้วย เกิดบอสหรือฉันแพ้กัญชาขึ้นมา แกจะทำยังไง!?"
อาการเกรี้ยวกราดของนายปันผลลดระดับความรุนแรงลงไปครึ่งหนึ่งและลดลงจนกลับสู่สภาวะปกติหลังได้ยินคำขอโทษจากแจ็กกี้ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยในช่วงเวลาที่หมอนี่เป็นตัวของตัวเองอาจดูเหมือนให้ผลลัพธ์ที่ดี ถึงอย่างนั้นผมก็อยากให้ปันผลสมัครใจที่จะเปลี่ยนมากกว่าใช้ตัวช่วยเพื่อเปลี่ยน
"ถ้ารู้สึกผิดปกติก็ไปนั่งข้างหลังกับแจ็กกี้ผมจะขับรถเอง" ผมบอกนายปันผล พร้อมกับยื่นมือไปรอรับกุญแจรถจากหมอนั่น
"ผมปกติดีครับ"นายปันผลกำกุญแจรถไว้แน่น เหมือนไม่อยากให้ผมสลับหน้าที่มาขับรถ หรืออาจจะไม่อยากนั่งกับแจ็กกี้ก็เป็นไปได้
"งั้นก็ตามใจนาย"
และแม้จะเห็นอยู่ตำตาว่าหมอนั่นผิดปกติแต่ผมก็ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดให้เสียเวลาเดินทางไปมากกว่านี้การตื่นสายของผมทำให้เรามีแนวโน้มจะไปไม่ทันเวลานัดสูงมากและผมก็มั่นใจว่ามันจะเป็นอย่างนั้นทันทีที่ออกมาเจอสภาพการจราจรบนถนน
"แจ็กกี้...โทรเลื่อนนัดทุกคนไปอีกชั่วโมง" ผมสั่งงานชายคนที่กำลังนั่งลูบๆ คลำๆเครื่องยิงอาร์พีจีอยู่ตรงเบาะข้างคนขับ
"ครับบอส"แจ็กกี้หันมาฉีกยิ้มรับคำแต่หลังจากที่หมอนั่นโทรศัพท์ไปหาชาวบ้านรายแรกที่เรากำลังจะไปเซ็นสัญญาซื้อขายที่ดินกันในวันนี้"เขาทะเลาะอะไรกันไม่รู้ครับบอส มีคนบอกว่าอยากคุยกับบอสด้วยครับเห็นว่าเป็นตัวแทน อบจ. อบต. สปช. กพอ. สลน." แจ็กกี้หันกลับมารายงานผม
"ส่งมือถือมา"