“ข้าหยางเยว่ซือกงจู่ผู้สืบสายพระโลหิตจากพระเ้าหยางจิ่นเฉ่า และนี่คือป้ายหยกที่พระองค์มอบให้ข้า... หวังว่าพวกท่านจะหมดข้อสงสัย”
ป้ายหยกอาญาสิทธิ์ที่กงจู่ทรงถืออยู่นั้นทำให้เกิดเสียงฮือฮาไม่น้อยไปกว่าการที่มีสตรีผู้ต่ำต้อยนั่งลงบนบัลลังก์ที่ศักดิ์สิทธิ์เลยแม้แต่น้อย อย่างที่คาดไว้ไม่ผิดคนพวกนี้มองบัลลังก์และป้ายหยกนี้ราวกับเป็สิ่งศักดิ์สิทธิ์แตะต้องไม่ได้อย่างไรอย่างนั้น มิสเฉินหรี่ตาลงเล็กน้อยเธอไม่อาจเก็บสายตาดูถูกดูแคลนของตนเองได้เลย
...ถ้ายังนับถือบูชาหินกรวดกับเก้าอี้ไม้กันอยู่ ก็ไม่แปลกที่ต้าซีจะไม่เหลือถึงสมัยเธอ...
เด็กหญิงกระตุกริมฝีปากขึ้นเพียงชั่ววูบก่อนจะวางป้ายหยกลงบนโต๊ะหน้าบัลลังก์ เธอกวาดตาไปรอบห้องว่าการสีหน้าของขุนนางและเสนาบดีแต่ละคนนั้นแสดงอารมณ์ที่หลากหลายต่างกันไป ทั้งความใ ความไม่พอใจ ความหวาดหวั่น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็สีหน้าที่ไม่พึงประสงค์ทั้งนั้น เพราะมันคือสัญลักษณ์แห่งการต่อต้านอย่างชัดเจน
...ไม่ยอมรับสตรีเพศ...
เธอรับรู้ได้ทันทีถึงสัญญาณการไม่ยอมรับเ่าั้ คนพวกนี้ไม่พิจารณากันที่ความสามารถหรือภาวะความเป็ผู้นำ อันที่จริงคนพวกนี้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเื่พวกนั้นคืออะไร แค่เธอเป็สตรีคนพวกนี้ก็พร้อมจะต่อต้านแล้ว ไม่ใช่ว่าเธอเจอที่นี่ยุคนี้เป็ครั้งแรกหรอก ในวงการธุรกิจที่ผ่านมาเธอก็เจอมามากแล้ว
‘เป็ผู้หญิงทำไมไม่ไปมีครอบครัวซะ’
‘ทำตัวอย่างนี้ไม่มีใครอยากแต่งงานด้วยหรอก’
ก็แค่คำพูดของพวกขี้แพ้ที่ทำผลกำไรต่อปีได้ต่ำกว่าเธอก็เท่านั้น แล้วคนอย่างมิสเฉินก็ไม่จำเป็ต้องใส่ใจกับคำพูดพวกนั้นด้วย แค่พวกขี้แพ้ที่หาทางชนะเธอเื่การงานไม่ได้ก็เลยหาทางกัดกระแซะกระแนะกระแหนคนอื่นด้วยเื่ที่ไม่ได้เกี่ยวกับธุรกิจแทน ที่จริงเธอก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าการมีรังไข่มันกระทบกับภาวะความเป็ผู้นำตรงไหน แน่นอนว่าเื่บัลลังก์สำหรับเธอก็ไม่เกี่ยวกับเพศสภาพเช่นกัน
“กงจู่เป็สตรี”
“กล้าดีอย่างไร เราไม่เคยมีสตรีขึ้นปกครองมาก่อน”
“หาได้สมสตรีไม่ พระองค์ขึ้นไปประทับนั่งบัลลังก์อย่างนั้นหรือ”
“เป็สตรีที่กำเริบเสิบสานยิ่งนัก”
“กงจู่ประทับนั่งบัลลังก์ เทพเซียนเป็พยานเถอะ บัลลังก์แห่งต้าซีแปดเปื้อนแล้ว”
เสียงวิจารณ์แต่ละประโยคที่ดังออกมานั้นไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกแย่เลยแม้แต่น้อย กลับกันเธอรู้สึกอนาถใจแทนเมืองต้าซีอย่างสุดใจ เพราะคนพวกนี้แม้จะออกความเห็นกันอย่างสะพัดราวกับควันไฟแต่กลับไม่มีใครกล้าลุกขึ้นพูดกับเธอต่อหน้าเลยสักคน ให้ตายเถอะเธอแค่เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ เองนะ ถึงจะฆ่าคนมาแล้วก็เถอะ...
คนพวกนี้ขี้ขลาดเสียขนาดนี้หากพวกเขาจะ walk out ออกจากห้องว่าการกันหมดเธอยังไม่คิดเสียดายด้วยซ้ำ จะเสียดาย ก็แค่คนพวกนี้คงไม่กล้าพอจะ walk out นี่แหละ เด็กหญิงรินน้ำชาลงถ้วยชาใบน้อยที่ตั้งอยู่ก่อนจะยกขึ้นจิบท่ามกลางสายตาและคำวิจารณ์ที่ยังดังอยู่ด้วยท่าทีเหนื่อยหน่ายเต็มที
“กงจู่เสด็จกลับตำหนักเถิดพ่ะย่ะค่ะ ตรงนี้กระหม่อมจะจัดการให้เอง” แม่ทัพซูหลวนคุนหันมากล่าวกับเธอ
เขาแทบจะเป็คนแรก ๆ ที่กล้าเข้ามาพูดกับเธอในห้องว่าการวันนี้ ที่สำคัญการที่เขาไม่ดูใที่เธอพูดได้นั้นก็แสดงว่าเขาน่าจะคุ้นเคยกับหยางเยว่ซือพอสมควร แถมยังเป็คนที่คอยพยายามที่จะป้องกันเธอจากพวกน่ารำคาญอยู่ตลอดอีกต่างหาก แต่น่าเสียดายที่เธอไม่ได้้าการป้องกันตอนนี้
เด็กหญิงสั่นศีรษะเพียงแ่เบาก่อนจะวางถ้วยชาลง ท่าทางของพระองค์ไม่ว่าจะดูอย่างไรก็ไม่ใช่หยางเยว่ซือกงจู่ที่แม่ทัพซูเคยรู้จักเลยแม้แต่น้อย
เขาเห็นกงจู่มาั้แ่ยังเป็เด็กตัวน้อยพูดจาไม่เป็คำจนกระทั่งเมื่อปีก่อนที่เขาต้องออกไปร่วมรบกับเฉียนฉินทางตอนเหนือ ภาพสุดท้ายที่เขาจำได้พระองค์ยังคงเป็เด็กหญิงผู้ใสซื่อขี้กลัว พระองค์ไม่กล้าแม้แต่จะพูดจากับใครที่ไม่เคยเจอมาก่อนด้วยซ้ำ หากมีเื่ที่ทำให้ใพระองค์จะกลัวจนไม่กล้าขยับตัวเลย
เพราะอย่างนี้พอได้ข่าวลือว่าพระองค์สังหารเสนาบดีเฉินเขาถึงได้รีบควบม้ากลับมาจากชายแดนทันที เขาไม่อาจเชื่อได้ว่าหยางเยว่ซือกงจู่คนนั้นจะทำเื่อย่างนั้นได้ แต่หากเป็หยางเยว่ซือกงจู่คนนี้... คนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขาในเวลานี้แล้วล่ะก็ ไม่แน่ว่าพระองค์อาจจะไม่กะพริบตาด้วยซ้ำตอนที่สังหารคนพวกนั้น เขาเป็นักรบเขาย่อมรับรู้ได้ถึงไอความอันตรายที่แผ่ออกมาจากตัวพระองค์
...หยางเยว่ซือกงจู่ เป็อะไรไป...
“ไม่ต้องกังวลไปท่านแม่ทัพซู ท่านคงจะเพิ่งมาถึงวังหลวง เชิญนั่งก่อนเถอะ”
คำพูดของพระองค์ยิ่งทำให้เขาแปลกใจเข้าไปใหญ่ กงจู่ไม่ได้รับสั่งเรียกเขาเหมือนเช่นเคย ‘ท่านแม่ทัพซู’ อย่างนั้นหรือ?
เด็กหญิงกวาดสายตาไปทั่วห้องว่าการอีกครั้ง สมองของเธอเริ่มประเมินท่าทีของแต่ละคนอย่างรวดเร็ว การคาดคะเนจำนวนศัตรูเกิดขึ้นพร้อมกับการมองหาคนที่จะพอเป็แนวร่วมก่อการในครั้งนี้ เื่แค่นี้ไม่นับว่ายากนักสำหรับคนที่ผ่านการประชุมผู้ถือหุ้นมาไม่ต่ำกว่าครึ่งร้อยครั้งอย่างเธอ ท่าทีของคนมันดูง่ายเพียงแค่การมองตาเท่านั้น เสียงวิพากษ์วิจารณ์ยังคงมีอย่างต่อเนื่องจนน่ารำคาญ...
“ถ้าไม่กล้าเอ่ยวิจารณ์ต่อหน้าข้า ก็เริ่มเื่ที่ต้องทำวันนี้เถิดท่านทั้งหลาย เบี้ยหวัดต้าซีไม่ได้จ่ายให้ท่านมานั่งนินทาเชื้อพระวงศ์กันในห้องว่าการ”
เมื่อกล่าวจบเธอก็หยิบฎีกาฉบับแรกที่วางอยู่ขึ้นมาทันที เพียงเท่านี้ก็เพิ่มความไม่พอใจที่มีอยู่แล้วให้มากขึ้นไปอีก เด็กหญิง กวาดตามองไปตามตัวอักษรอย่างรวดเร็ว ตัวอักษรโบราณไม่ใช่ปัญหาสำหรับเธออย่างน้อยก็ตอนนี้
เธอไม่โง่ขนาดที่คิดว่าเธอจะได้ว่าฎีกาวันนี้หรอก เธอรู้ดีว่าคนพวกนี้อาจจะต้องใช้เวลาอีกหลายอาทิตย์ในการยอมรับว่าตัวเองต้องเดินตามตูดผู้หญิงนับจากนี้ ...อย่างน้อยก็น่าจะใช้เวลามากกว่าตอนที่ตัดสินใจเดินตามก้นฏหน้าโง่จากเฉียนฉินแน่ เพราะพวกเขาต้องชั่งใจมากอยู่กับเื่รังไข่และมดลูกของเธอ
เธอรู้ดีว่าคนพวกนี้ไม่กล้าที่จะเข้ามาวิจารณ์เธอตรง ๆ การเพิ่มความโกรธก็เท่ากับเร่งปฏิกิริยาต่อต้านให้เร็วขึ้น ยิ่งอีกฝ่ายเปิดเกมโต้แย้งเธอเร็วเท่าไหร่เธอก็ยิ่งได้โอกาสปิดบัญชีเร็วเท่านั้น ไม่อย่างนั้นหากปล่อยให้มัวแต่นั่งซุบซิบนินทาไปวัน ๆ เธอคงไม่ได้ขึ้นบัลลังก์ให้มันจบเื่จบราวไปเสียที
“กราบทูลกงจู่” เสียงของขุนนางฝ่ายซ้ายดังขึ้นท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนเกี่ยวกับคำพูดของเธอ
...ต้องอย่างนี้สิ...
เธอคาดไว้ไม่ผิดว่าชายคนนี้จะต้องเอ่ยอะไรออกมาแน่ เขามีกลิ่นอายของพวกลิเบอร์รัลพอตัว เห็นได้จากระยะห้าเมตรตรงนี้เลย ถ้าให้เดาเขาอาจจะเป็พวกไม่ชอบใจการปกครองแบบเก่านักแต่ก็เป็พวกอยู่เป็ เห็นได้จากการที่ขึ้นมาอยู่ถึงตำแหน่งขุนนางแถวหน้าได้ก็นับว่าต้องมีวาทะและทักษะการเอาตัวรอดที่ไม่ธรรมดาทีเดียว เธอก็อยากรู้เหมือนกับว่าปลาไหลน้ำขุ่นอย่างเขาจะพูดอะไรออกมาเพื่อจัดการให้ ‘ผู้หญิง’ ลุกออกจากเก้าอี้ดนตรีอันทรงเกียรติตัวนี้
ก็นับว่าเห็นผลเร็วเหมือนกันเมื่อขุนนางเถียนเจิ้งซื่อเอ่ยขึ้นทุกคนในห้องว่าการก็เงียบลงทันที นั่นเป็เครื่องบอกและยืนยันถึงอิทธิพลของเขาในห้องว่าการแห่งนี้ได้ไม่น้อยทีเดียว และทันทีเช่นกันเสนาบดีหานที่ยืนอยู่ไม่ห่างบัลลังก์ก็เลื่อนกายมาบังเธอราวกับระวังภัยให้กับราชนิกุลตัวน้อยที่ดูไร้พิษภัย
“เชิญเถียนลี่ปู้ (ลี่ปู้ (ภาษาจีน) เสนาบดีกรมขุนนาง) ว่ามา” มิสเฉินในร่างหยางเยว่ซือกงจู่เงยหน้าขึ้นทันที
เพียงแค่ประโยคอนุญาตของพระองค์ก็สร้างความกดดันให้กับชายที่ลุกขึ้นมาแล้ว สายตาราวกับประเมินค่าของเด็กหญิงตัวน้อยที่ยังไม่เข้าวัยปักปิ่นอย่างพระองค์มองสำรวจเขาจากหัวจรดเท้า อีกทั้งสีหน้าท้าทายที่เด็กน้อยผู้นี้แสดงออกนั้น มันไม่ได้แสดงถึงความตื่นกลัวต่อการแข็งข้อต่อตราหยกของเขาเลยสักนิด ที่จริงหากให้เขาพูดอย่างไม่ลำเอียงแล้วเหมือนพระองค์ไม่สนตราหยกที่พระองค์ใช้อ้างอำนาจด้วยซ้ำ
“ตามประวัติศาสตร์อันยาวนานของต้าซีไม่เคยมีสตรีขึ้นปกครองมาก่อน แม้ว่ากงจู่จะมีตราหยกจากท่านเ้าเมืองพระองค์ก่อน แต่ผู้ที่จะขึ้นปกครองต้าซีก็ยังสมควรเป็บุรุษ…” เพียงเอ่ยเท่านั้นเขาก็ได้รับเสียงตอบรับจากคนในห้องว่าการอย่างล้นหลาม
...แล้วไง? ...
เพราะประวัติศาสตร์ไม่เคยมีมา วันนี้จึงไม่ควรมีอย่างนั้นหรือไร? เธอไม่เข้าใจเลยว่าตรรกะป่วยอย่างนี้ทำไมถึงได้เสียงสนับสนุนกัน หากว่าต้าซีที่ปกครองด้วยบุรุษแล้วสามารถครองความยิ่งใหญ่มาได้กว่าร้อยปีอะไรอย่างนี้ก็น่าฟังอยู่ แต่แผ่นดินต้าซีก็เล็กนิดเดียวบ้านพักตากอากาศบางที่ของเธอยังกว้างกว่าทั้งต้าซีเลย...
“หากกงจู่หมายที่จะดำรงไว้ซึ่งราชสกุลหยางต่อไปกระหม่อมเองก็ไม่อาจขัดข้อง อีกทั้งกระหม่อมยังมีวิธีที่ดีกว่าในการดำรงสายพระโลหิตตระกูลหยางขอทูลเสนอ”
พอได้ฟังประโยคของเขา ก็ต้องนับว่าชายคนนี้นับเป็คนฉลาดไม่น้อย เขาไม่เริ่มต้นจากการบีบบังคับให้เธอลงจากบัลลังก์ในทันที ทั้งยังมองจุดประสงค์ของผู้ที่เป็สายเืสุดท้ายของราชวงศ์ออกในเวลาอันสั้น มิสเฉินพยักหน้ารับด้วยความสนใจ
...interesting...
“เชิญเถียนลี่ปู้เสนอ” กงจู่ที่ประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์รับสั่งอนุญาต
ท่าทางการวางตัวที่ดูเป็ผู้ใหญ่เกินตัวของพระองค์นั้นสร้างความแปลกใจให้กับหลายคนในที่นั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เห็นกันมาั้แ่เด็กอย่างแม่ทัพซูหลวนคุน เขายอมรับว่าเขาแปลกใจกับท่าทีของกงจู่ในวันนี้มากทีเดียว
...อย่างกับไม่ใช่หยางเยว่ซือกงจู่...
“หากจะคงสายเืราชสกุลหยางไว้นั้น กงจู่ก็ควรจะเข้าพิธีอภิเษกกับบุรุษที่คู่ควร แล้วให้บุรุษผู้นั้นขึ้นครองบัลลังก์ระหว่างรอสายพระโลหิตของราชสกุลหยางคนต่อไปกำเนิด” ขุนนางเถียนเจิ้งซื่อเสนอ
...wow~ quite aggressive...
พูดจาไม่อ่อนโยนเลยนะ... ข้อเสนอนั้นฟังเผิน ๆ ก็เหมือนหาทางลงให้กับกงจู่ที่ตกกระไดพลอยโจนมาเป็เหนือหัวอยู่หรอก แต่เธอกล้าสาบานได้เลยว่าเขาไม่ได้ยื่นบันไดลงให้เธอสักนิด ชายคนนี้กำลังท้าทายเธอด้วยปัญหาต่างหาก ดูจากสายตาก็รู้ว่าเขากำลังหาเื่เธอมากกว่าแก้ไขปัญหาความไม่เข้าใจกันที่กำลังเกิดขึ้นในห้องว่าการ
ทั้งที่เขาเองไม่ได้คิดต่อต้านการที่สตรีนั่งบัลลังก์เสียหน่อย แต่ก็ยังจงใจหาเื่เธอด้วยประโยคท้าทายนี้อยู่ดี ให้ตายสิถ้าเธอมองไม่ทันว่าเขาเป็หนึ่งในสี่คนที่ไม่ได้แสดงท่าทีใตอนที่เธอก้าวขึ้นนั่งบัลลังก์แล้วล่ะก็เธอคงเสียบเขาด้วยเศษถ้วยชาไปแล้ว
...นอกจากภาระดูแลแผ่นดินแล้ว ยังแถมกับดักอันตรายไว้รอบบัลลังก์อีก...
เธอต้องขอบคุณิญญาตระกูลหยางพวกนั้นดีหรือไม่ ที่ได้มอบเื่สนุกให้เธอไว้แก้เบื่อที่โลกหลังความตายอย่างนี้ เด็กหญิงยกยิ้มอย่างยินดีสายตาพราวระริกราวกับเด็กเจอของเล่นถูกใจ หากเป็เื่ในบริษัท M.J. Property แล้วเธอคงจะเลื่อนตำแหน่งให้เขาแน่
คนจะคัดค้านมันต้องอย่างนี้ ไม่ใช่คัดค้านไปทั่วเอาแต่ะโว่าไม่เอา ๆ ออกไป ๆ อยู่นั่น มันต้องเสนอด้วยว่าหากไม่เอาตามนี้แล้วจะเอาอย่างไร แน่นอนว่าชายคนนี้ก็ได้ยื่นบันไดให้เธอไว้ด้วยแม้ว่าจะเป็บันไดลิงที่ล้อมด้วยเพลิงก็ตาม
“เป็ความเห็นที่ดี” หยางเยว่ซือกงจู่เอ่ยรับเพียงเท่านั้น
เสียงฮือฮาก็ดังไปทั่วอีกครั้ง หากแต่ครั้งนี้กลับเป็คลื่นคำพูดที่แสดงออกถึงความเห็นด้วย เห็นดีเห็นงามตามท้องเื่ คนพวกนี้อย่างไรก็ขอให้ได้ผู้ชายมานั่งเก้าอี้ก่อนถึงจะวางใจสินะ ...ไม่หรอกนั่นยังตื้นไปหากคิดว่าคนพวกนี้จะสบายใจแค่นั้น เพราะนี่ถือเป็โอกาสทองของคนพวกนี้เลยต่างหาก
...หาสามีให้กงจู่อย่างนั้นหรือ...
เธอกล้าเดิมพันได้เลยว่าคนพวกนี้กำลังคิดจะดันลูกตัวเองขึ้นเป็เหนือหัวอยู่แน่ หลายคนคิดจะดันตัวเองด้วยซ้ำ ดูจากสายตาคุกคาม และคำเอ่ยถึงชื่อคนนู้นทีคนนี้ทีนั้นก็รู้ได้เลย แต่เื่ที่น่าแปลกก็คืออะไรที่ทำให้คนพวกนี้เชื่อว่าเธอจะซื้อแผนนี้กัน ไม่เอาน่า คนพวกนี้น่าจะใช้ความคิดอีกนิด เธอฆ่าบุรุษผู้กล้าสามคนเมื่อวาน พอวันนี้เธอก็ะโขึ้นเหยียบบัลลังก์ คิดจริงหรือว่าเธอจะซื้อแผนนี้... ที่เธอบอกว่าเป็ความคิดที่ดีนั่นเธอพูดตามมารยาทต่างหาก
“...แต่น่าเสียดายที่วิธีการของเถียนลี่ปู้น่าจะใช้การไม่ได้ในตอนนี้” เด็กหญิงตัดบทก่อนจะก้มอ่านฎีกาต่อราวกับว่าเธอสนใจมันมาก ทั้งที่เธอกำลังรอการโต้กลับของเขาอยู่
“หมายความว่าอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ” เถียนเจิ้งซื่อเอ่ยขึ้นทันที
“นี่เป็ทางเลือกที่ดีสำหรับสถานการณ์ของกงจู่และราชสกุลหยาง พระองค์ไม่ทรงคิดเช่นนั้นรึ...”
“ข้าไม่ได้บอกว่าไม่ดีเถียนลี่ปู้ ข้าบอกว่าความคิดท่านนั้นดีแต่แค่ยังไม่ใช่ตอนนี้ก็เท่านั้น” เด็กหญิงตัวแสบยกยิ้มร้ายกาจให้เห็นเป็ครั้งแรก
“ธิดาจะอกตัญญูเพียงใด หากเข้าพิธีอภิเษกหลังจากที่บิดา สิ้นไปยังไม่ถึงร้อยวัน”
เด็กหญิงผู้ยังเยาว์วัยปิดฎีกาดังฉับในขณะที่มองตาคนที่อยู่ตรงหน้าเธอทั้งคนที่เสนอวิธี คนอื่นที่กำลังหันมามองเธอและคนที่เข้ามาตั้งการ์ดปกป้องเธออยู่ แม่ทัพมากฝีมือกับขุนนางผู้เก่งกาจแห่งยุคเพราะว่ามีดีเลยกล้าที่จะลุกขึ้นแสดงความเห็นสินะ สองคนนี้นับว่าเป็ผู้ที่มีความกล้ามากกว่าคนอื่นที่นั่งอยู่ตรงนั้นก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าความเห็นของทั้งสองคนจะใช้การได้ไปเสียหมดโดยเฉพาะสถานการณ์นี้
“ที่กงจู่ตรัสมานั้นไม่ผิดสักนิด” เถียนเจิ้งซื่อยกยิ้มอย่างพึงใจ
“กระหม่อมเพียงแต่ใจร้อนไปเสียหน่อย ที่คิดว่าควรจะมีใครช่วย ‘รักษาการ’ ในการปกครองบ้านเมืองใน่นี้ไปก่อน กระหม่อมไม่คิดว่าประชาชนต้าซีสามารถรอให้กงจู่ไว้ทุกข์เสร็จได้...”
...ทำได้ดี...
ในฐานะขุนนางที่ต้องดูแลบ้านเมืองก็นับว่าทำได้ดี มีความตั้งใจดี เขาเป็คนแรกของวังหลวงแห่งนี้เลยที่กล่าวคำว่าประชาชนออกมา แต่ก็แค่ดีเท่านั้นแหละ เพียงแค่พูดว่า ‘รักษาการ’ เธอก็พอจะรู้แล้วว่าเขาจะชี้นำไปทางไหน
“เถียนลี่ปู้ กงจู่เพิ่งเสียพระบิดาได้ไม่นานประชาชนเองก็เพิ่งเสียหัวเรือหลัก จะให้ทำเื่แบบนั้นกงจู่เองก็เพิ่งจะ...” แม่ทัพซูผู้ใจร้อนและซื่อสัตย์ต่อราชวงศ์เอ่ยค้านทันที
“เพราะพระองค์เพิ่งเสียพระบิดาไปไม่นาน” เถียนเจิ้งซื่อเอ่ยทวนคำ
“พระองค์จึงจำเป็ต้องมีหลักค้ำให้กับตนเองมิใช่หรือ อันสตรีหากไร้บิดาก็ต้องมีสามีมิเช่นนั้นใครจะดูแลกงจู่กัน...”
คำกล่าวนั้นเรียกสีหน้าและท่าทางเห็นด้วยได้จากพวกตาแก่คร่ำครึในยุคดึกดำบรรพ์ได้ไม่น้อย จะว่าไปที่จริงเธอก็นั่งอยู่ในยุคโบราณนี่ ถึงว่า... สายตาของคนในห้องว่าการรวมถึงน้ำเสียงนั้นเอนเอียงไปทางขุนนางเถียนราวกับอุปาทานหมู่ แต่ก็ไม่แปลกนักคนพวกนี้จิตใจอ่อนไหวง่ายพอฏเอ่ยก็ไหลไปตามฏ พอไม่มีฏคอยนำก็เหมือนเรือไร้หางเสือ พอมีหางเสือใหม่เข้าหน่อยก็ไม่แปลกที่จะเชื่อตามได้โดยง่าย อีกทั้งสิ่งที่ขุนนางจิ้งจอกคนนี้เอ่ยนั้นก็ล้วนแล้วแต่เป็ไปตามความเชื่อเดิม ๆ เสียด้วย
สตรีหากต้องเชื่อฟังบิดา หากออกเรือนก็ต้องเชื่อฟังสามี หากสามีตายก็ต้องเชื่อฟังบุตร ความเชื่อเก่า ๆ ที่ถูกพับเก็บไปั้แ่สมัยก่อนที่ท่านประธานาธิบดีสีจิ้นผิงจะขึ้นปกครองเสียอีก มันเป็ยุคั้แ่สมัยผู้หญิงยังไม่ทำงานนอกบ้าน...
“ในกรณีที่เป็สตรีทั่วไปก็คงจะถือตามหลักการไว้ทุกข์แบบโบราณได้ แต่กงจู่มีศักดิ์เป็ถึงสายพระโลหิตองค์สุดท้ายของราชสกุลหยาง ผู้ถือป้ายหยกอาญาสิทธิ์ คงไม่นับเป็การอกตัญญูแน่หากว่ากงจู่จะอภิเษกก่อนเวลาเพื่อดำรงซึ่งราชสกุลหยาง”
เป็คำพูดที่น่าเชื่อน่าศรัทธาเข้าถึงง่ายไร้จุดบอด อีกทั้งยังน่าฟังถูกตามขนบธรรมเนียมไม่มีที่ติ เด็กหญิงพยักหน้าตามทั้งที่ริมฝีปากเบ้ขึ้นอย่างไม่อาจห้ามได้ สายตาพราวระริกของเธอกำลังฉายแววสนุกไม่น้อย เธอรู้อยู่แก่ใจว่าชายคนนี้กำลังพยายามล่อให้เธอปฏิเสธอยู่ เขาต้องมองเธอออกในระดับหนึ่ง... อย่างน้อยก็มากพอที่จะแน่ใจว่าเธอคนที่ไม่เห็นหัวบุรุษจะต้องปฏิเสธข้อเสนอนี้
“กล่าวได้ดีท่านเถียน” เด็กหญิงเอ่ยรับ “แล้วท่านกำลังถือหางใครอยู่หรือ”
คำถามตรงไปตรงมาทะลุเข้ากลางปล้องทำเอาคนที่กำลังจะชักใบเรือปรับหางเสือไล่ตามแทบไม่ทัน เขาคิดอยู่ว่าพระองค์ไม่ใช่คนที่ชักจูงได้ง่ายนัก แต่ก็ไม่คิดว่าพระองค์จะกล้าสวนขึ้นมาอย่างตรงไปตรงมาตอนนี้ ดัชนีเรียวของเด็กหญิงไล้คางตัวเองอย่างแ่เบาสีพระพักตร์ชวนหัว พระองค์หรี่พระเนตรลงแผ่ความกดดันไปทั่วห้องว่าการ
“มิบังอาจพ่ะย่ะค่ะ” ขุนนางฝ่ายซ้ายโค้งกายลง
...แสบ...
เด็กหญิงผู้ยังไม่ถึงวัยปักปิ่นคนนี้ทำได้แสบไม่ใช่เล่น การถามว่าเขาถือหางใครก็เท่ากับว่าโยนปัญหาเื่ขั้วอำนาจในต้าซีมาใส่เขาเต็ม ๆ คนเราย่อมยกหางตัวเองไม่ได้อยู่แล้ว หากคนในห้องว่าการคิดว่าเื่งานอภิเษกนี้จะเกิดขึ้นจริง ต่อไปก็ต้องเป็เขานี่แหละที่จะต้องรับหน้าคนที่จะเข้ามาติดต่อเขาราวกับว่าเขาเป็แม่สื่อแม่ชัก ไหนจะปัญหาเื่การเลือกข้างในราชสำนักอีก กงจู่ตัวแสบเพิ่งจะโยนเผือกร้อนมาลงที่เขานั่นเอง
“ข้าดีใจยิ่งนักที่เสด็จพ่อมองคนไม่ผิด เถียนลี่ปู้ช่างเป็คนที่ฉลาดเฉลียวโดยแท้...” เด็กหญิงผู้ทรงศักดิ์เอ่ยหากแต่สีหน้าของพระองค์ไม่ได้มีแววชื่นชมแม้แต่น้อย
“ในสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้ ย่อมเป็การดีหากจะละเลยประเพณีบางอย่าง อย่างเช่นการอภิเษกก่อนไว้ทุกข์เสร็จเพื่อความเป็อยู่ของบ้านเมือง ท่านช่างเป็คนที่เห็นแก่ต้าซีโดยแท้...”
น้ำเสียงของเด็กหญิงเต็มไปด้วยความชื่นชมแต่คนที่ถูกชมนั้นย่อมรู้ดีว่ามันไม่ใช่การชื่นชม ทั้งที่พระองค์รู้ ไม่ใช่ไม่รู้ว่าเขาตั้งใจดันเื่ ‘ผู้สำเร็จราชการแทน’ แต่พระองค์กลับเลือกที่จะเมินเฉย
ใช่! เขามองทันสายตาของพระองค์ที่ฉายแววสนใจออกมาตอน ที่เขาเอ่ยว่า ‘ตัวแทนพระองค์’ พระองค์รู้สิ่งที่เขาสื่อแต่จงใจมองข้าม
“แล้วท่านอื่นเล่าคิดว่าอย่างไร เห็นด้วยกับเถียนลี่ปู้หรือไม่...”
เด็กหญิงเพียงคนเดียวในห้องว่าการหันไปถามขุนนางคนอื่นโดยเลือกจะมองข้ามสายตาดุของแม่ทัพซูไปเสีย ในเมื่อเขาเสนอ ให้เธอแหกกฎมองข้ามธรรมเนียมประเพณีแล้ว ไหนเลยคนอย่างเธอจะไม่ชอบ ยิ่งการแหกกฎของเขานั้นกำลังจะได้การยอมรับจากเสียงข้างมากด้วย เธอจะกล้าพูดเลยว่า 85~97 เปอร์เซ็นต์ของคนพวกนี้ต้องเห็นด้วยแน่นอน เพราะอย่างไรแล้วไปเสี่ยงเอาดาบหน้ากับผู้ชายที่ไหนไม่รู้ก็ยังดีกว่าเจอผู้หญิงตรงนี้
...ชอบกันนักเชียวเื่แหกกฎเมินกติกาเนี่ย...
เสียงตอบรับอึงอื้ออย่างที่คาดไว้ แต่ดูเหมือนจะมีคนไม่เห็นด้วยอยู่บ้าง อย่างน้อยก็แม่ทัพซูหลวนคุนที่ยืนทำหน้าบึ้งอยู่ข้างหน้าเธอกับชายอีกสองคนที่นั่งตรงริมฝั่งขวาของกรมยุติธรรมและตัวคนที่เสนอเองที่ดูจะไม่ค่อยซื้อไอเดียตัวเองสักเท่าไหร่ด้วย
“เป็การดีแล้ว...” ขุนนางคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
“พวกกระหม่อมจากกรมขุนนางเห็นด้วยพ่ะย่ะค่ะ” ชายอีกคนเอ่ยขึ้นและตามมาด้วยน้ำเสียงเห็นด้วยจากทุกฝ่าย
...ในที่สุดทุกคนก็เห็นชอบเื่การเมินเฉยต่อกติกาที่มีมาแต่โบราณ...
กงจู่ผู้งดงามบริสุทธิ์ดุจหยาดน้ำค้างยามเช้า แม้ว่าจะอยู่ในชุดไว้ทุกข์แต่พระองค์ก็ยังนับว่าเป็สตรีที่น่ามองไม่น้อย การที่จะให้บุตรชายของตนหรือแม้แต่ผู้นำในฝ่ายของตนได้พระองค์มานั้น นอกจากจะเป็การเสริมอำนาจอย่างมหาศาลให้กับหน้าที่การงานแล้ว ก็ไม่เห็นว่าจะมีเื่ใดที่น่าติดขัดเลยแม้แต่น้อย
“ถ้าเช่นนั้นคงต้องรบกวนเถียนลี่ปู้เป็คนจัดการเื่นี้แล้ว” เด็กหญิงตัวแสบโยนเผือกร้อนลงที่คนเสนอหน้าตาเฉย
“กงจู่...” แน่นอนว่าขุนนางฝ่ายซ้ายเถียนเจิ้งซื่อไม่ได้้าสิ่งนี้
เขา้าให้พระองค์ปฏิเสธเื่นี้ เพื่อให้พระองค์แต่งตั้งผู้แทนพระองค์ขึ้นมาบริหารแทนเพื่อรอให้พระองค์พร้อมกับการปกครองมากกว่าและกว่าจะถึงตอนที่พระองค์พร้อม ระบบและผู้แทนพระองค์ก็น่าจะทำงานได้ดีมากพอที่ไม่ต้องพึ่งระบบกษัตริย์อีกแล้ว แต่พระองค์ดันเลือกจะแกล้งเชื่อเขาอย่างนั้นหรือ เขารู้อยู่แล้วว่ากงจู่ตัวแสบไม่ได้เชื่อเขาแน่ พระองค์กำลังคิดอย่างอื่นอยู่...
“หรือว่าท่านมีใครที่เหมาะสมในใจแล้ว? ” เด็กหญิงเอ่ยขึ้นอีกราวกับยั่วโมโห
การเอ่ยกระตุ้นเช่นนี้จะทำให้เขาไม่กล้าที่จะปฏิเสธหน้าที่นี้แน่นอน คนที่ประนีประนอมและอยู่เป็อย่างเถียนเจิ้งซื่อย่อมไม่เอ่ยชื่อใครขึ้นมาในยามนี้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเขาไม่มีทางอื่นนอกจากปล่อยให้ตัวเองได้รับหน้าที่นี้ไป ชายคนนี้แม้จะฉลาดแต่ก็นับว่าประสบการณ์ยังน้อย ดูท่าว่าเขาเพิ่งรับราชการในวังหลวงได้ไม่นานมีหรือจะสู้ประสบการณ์บริหารงานกว่าแปดปีของเธอได้
“...มิบังอาจพ่ะย่ะค่ะ” ขุนนางเถียนเอ่ยปัดทั้งที่กำลังร้อนใจ
“กงจู่ทรงตริตรองอีกทีเถอะพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพซูหันมาเตือนเธอซ้ำ
เขาไม่อยากให้เด็กน้อยคนนี้ต้องอภิเษกกับใคร พระองค์ยังเด็กเกินไปแม้ว่าตอนนี้พระองค์จะดูเหมือนควบคุมทุกอย่างได้ก็ตาม แต่ทุกอย่างมันคงไม่ราบรื่นอย่างนี้ไปตลอดแน่ แม้ว่าจะยังคิดไม่ออกว่าพอจะมีวิธีไหนที่จะช่วยกงจู่ของตนได้ก็ตาม แต่สัญชาตญาณก็บอกเขาว่าเื่อภิเษกไม่ใช่ทางออกที่ดี
“เป็เื่ดีแล้วท่านแม่ทัพซู” ชายแก่คนหนึ่งเอ่ยขึ้นไม่ห่าง
ดูจากเครื่องแบบแล้วน่าจะเป็พวกทหารเหมือนกันเป็แน่ แต่จากอายุอานามด้วยสายตาโดยประเมินแล้ว เธอคิดว่าน่าจะเป็พวกถอดเขี้ยวเล็บไปหมดแล้วมากกว่า เขาเป็หนึ่งในหลาย ๆ คนที่ซื้อความคิดนี้ั้แ่แรก รวมถึงสหายรุ่นราวคราวเดียวที่นั่งใกล้ ๆ กันด้วย คนพวกนี้มองไปที่แม่ทัพซูด้วยสายตาชื่นชมไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใครกันคือรายชื่อของ ‘ผู้เหมาะสม’ ในหัวคนพวกนี้
“ใช่แล้วท่านแม่ทัพและในความคิดข้า ข้าคิดว่าไม่มีใครจะเหมาะสมไปกว่าท่านอีกแล้วท่านแม่ทัพซู”
“อย่าเพิ่งรีบเอ่ยไปท่านจวง ลูกชายข้าบัณฑิตเหว่ยจบการศึกษาจากเฉียนฉินอย่างไรก็เหมาะสมกว่า”
“ท่านจะมองข้ามท่านขุนนางจวงไป่สือไปไม่ได้”
“ข้าเสนอท่านแม่ทัพมู่หรงฉานไฉว่”
คนเรามักจะยกหมู่พวกตัวเองขึ้นแน่นอนว่าในครั้งนี้ก็เช่นกัน นี่อาจจะเป็การเสนอแค็ตตาล็อกสามีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เธอเคยเจอมาในชีวิตเลยทีเดียว
แม้แต่มารดาของเธอในชาติก่อนที่พยายามเลือกแฟ้มจากผู้ชายนับสิบมาให้เธอเลือก บรรดาแฟ้มพวกนั้นยังโดนปัดทิ้งไปไม่น้อยเลย พอคิดถึงตอนนี้ภาพของปิ่นอันน้อยก็พลันขึ้นมาในหัวอีกครั้ง เธอยังไม่ทันได้ดูตัวกับคนที่เข้าท่าที่สุดเลยนี่...
มิสเฉินมองสถานการณ์ที่ต่างคนต่างก็ยกพวกตัวเองขึ้นกันด้วยสายตาไม่แสดงอารมณ์ใด แม้จะยังอาวรณ์ชีวิตเก่าอยู่บ้าง แต่ชีวิตใหม่ก็ต้องดำเนินต่อไป และในเมื่อไม่มีทางเลยที่จะมีรายชื่อใดที่เข้าท่าแล้วก็น่าจะได้เวลาจัดการเื่นี้ให้จบเสียที
“ดูเหมือนว่าทุกท่านจะมีความเห็นที่น่าสนใจมากมายเหลือเกิน ข้าตื้นตันยิ่งนักที่ข้าราชบริพารอย่างพวกท่านเห็นแก่ราชสกุลหยาง” เด็กหญิงที่ดูไร้พิษสงใด ๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“มิบังอาจกงจู่ ราชสกุลหยางดูแลปกครองต้าซีมานานจะให้หายไปคงไม่ได้” ตาเฒ่าคนหนึ่งเอ่ยขึ้นก่อนจะได้รับเสียงสนับสนุนอีกมาก
“แต่เท่าที่ดู เหมือนจะเป็เื่ที่ตัดสินใจยากไม่ใช่น้อย” กงจู่รับสั่งด้วยสีหน้าลำบากพระทัยไม่น้อยเช่นกัน
“ทรงปรีชายิ่งแล้ว การหาผู้ที่เหมาะสมนั้นยากยิ่ง” ตาแก่คนแรกที่เคยเดินมาขวางเธอเอ่ยสนับสนุนทันที เขาก็คงเป็หนึ่งในหลายคนที่จะส่งคนเข้า candidate แน่นอนถึงได้เริ่มแสร้งคล้อยตามเธอเช่นนี้
“จริงพ่ะย่ะค่ะ เพราะเื่นี้คืออนาคตของต้าซี พวกเราต้องคิดอย่างระมัดระวัง” ชายอีกคนเอ่ยขึ้น
คิดอย่างระมัดระวังก็คือการเลือกหานอมินีอย่างระมัดระวังต่างหาก หากฝ่ายใด้าเอาคนของตัวเองขึ้นครองนั้นก็คงไม่ง่ายนัก เท่าที่ดูยังมีอีกหลายฝ่ายที่คัดคานกันอยู่ เพราะฉะนั้นกว่าจะสรุปกันได้ก็น่าจะกินเวลานานไม่น้อย
“แล้วพวกท่าน้าเวลามากน้อยเท่าไร” กงจู่ตรัสถามขึ้นด้วยสีหน้าคล้ายกังวล
“เอ...” เสนาบดีคนหนึ่งเอ่ยขึ้นทำท่าคิดหนัก “อย่างต่ำก็ต้องหนึ่งเดือนกระมัง ท่านว่าอย่างไรท่านเถียน”
ขุนนางฝ่ายซ้ายผู้ชาญฉลาดที่กำลังดูทุกอย่างที่เป็ไปอย่างผิดแผนของตนด้วยความใหันไปหาเสียงเรียกด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก เขาไม่ได้้าให้ช่วยกันหาชายคนนอกมาเป็สามีของเด็กตัวแสบที่เพิ่งจะโยนเผือกร้อนมาที่เขาเสียหน่อย เขาเพียง้าให้เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองต่างหาก เขาทำอะไรพลาดไปหรือที่ทำให้เื่ออกมาเป็อย่างนี้
“ข้าคิดว่าควรหาให้เร็วที่สุด” ชายหนุ่มตอบไม่ค่อยเต็มเสียงนัก
“ดี...” หยางเยว่ซือกงจู่ตรัสรับทันที
“ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะช่วยดูแลทุกข์สุขบ้านเมืองไปพลางในระหว่างที่พวกท่านช่วยกันสรรหาผู้ที่เหมาะสมอย่างหนัก...”
เด็กหญิงตัวร้ายรวบรัดตัดตอนปาดอำนาจที่อยู่บนกระดานกลับเข้ามาในมืออีกครั้งโดยที่ทุกคนไม่ทันตั้งตัว มิสเฉินลุกยืนขึ้นทันทีราวกับว่าหมดเื่จะเจรจาแล้ว สีหน้าและสายตาที่แสดงถึงชัยชนะที่ทุกคนไม่ทันคาดถึงเกิดขึ้นทันที ป้ายหยกอาญาสิทธิ์ที่พระองค์ห้อยไว้ที่ข้างเอวต้องแสงแดดวาววับราวกับกำลังล้อเลียนพวกเขาอยู่
“แต่ว่าเื่นั้น...” เถียนเจิ้งซื่อเอ่ยค้าน
“ทำไมเล่า ไม่ใช่ท่านบอกเองหรือว่าประชาชนต้าซีรอไม่ได้” เด็กหญิงย้อนคำขุนนางฝ่ายซ้ายไปเต็ม ๆ ทำเอาห้องว่าการตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
“ลองพวกท่านยังหาเหตุผลมาบอกให้ข้าแหวกประเพณี เข้าพิธีอภิเษกก่อนสิ้นไว้ทุกข์ได้ ทำไมไม่ลองแหวกประเพณีปล่อยให้สตรีขึ้นครองบ้างเล่า...”
เด็กหญิงไม่ได้เอ่ยล้อเล่นอีกต่อไป แววตาของพระองค์ดุดันน่ากลัวไม่ต่างจากภาพที่บางคนในที่นี้ได้เห็นเมื่อวานตอนที่พระองค์สังหารเสนาบดีเฉินเลยสักนิด ชายบางคนทำแก้วชาที่กำลังถือไว้ตกแตกทันทีที่เห็นท่าทางนั้น มิสเฉินกวาดสายตาไปทั่วทั้งห้องว่าการก่อนจะเอ่ยประโยคที่เยียบเย็นออกมาอีกครั้ง แล้วคราวนี้มันเย็นเสียจนหน้าของคนที่ได้ยินได้แต่หน้าชากันไปเป็แถบเลยทีเดียว
“หากตัวพวกท่านยังเห็นด้วยกับการไม่เคารพประเพณีไว้ทุกข์ต่อองค์หยางจิ่นเฉ่าแล้ว กับแค่เื่เพศของผู้ครองบัลลังก์อย่าทำเป็หวั่นไหวไปหน่อยเลย”