วิถีเทวะ : กำเนิดคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์

    บทที่ 47 : เคล็ดแปลงลักษณ์สยบหยิน นครเกล็ดเหมันต์ และสตรีผู้เลอโฉมใต้ผ้าคลุม!

    บทที่ 47 : เคล็ดแปลงลักษณ์สยบหยิน นครเกล็ดเหมันต์ และสตรีผู้เลอโฉมใต้ผ้าคลุม!


    เสียงหวีดหวิวของพายุหิมะดังก้องกังวานประดุจเสียงกรีดร้องของภูตผี ป่าสนหิมะทางตอนใต้ของมหาทวีปอุดรเหมันต์ถูกปกคลุมด้วยสีขาวโพลนที่หนาวเหน็บจนแทบจะแช่แข็งวิญญาณ

    ลึกลงไปใต้รากของต้นสนยักษ์บรรพกาล ปรากฏโพรงถ้ำขนาดเล็กที่ถูกขุดเจาะขึ้นอย่างเร่งรีบ ปากถ้ำถูกปิดผนึกด้วย 'ค่ายกลพรางตาสวรรค์' และ 'ค่ายกลสกัดกั้นไออุ่น' อย่างมิดชิด เพื่อป้องกันมิให้กลิ่นอายพลังปราณเล็ดลอดออกไปดึงดูดสัตว์อสูรหรือยอดฝีมือของวังวังวนเหมันต์ที่กำลังออกลาดตระเวนตามล่าพวกเขาทั่วทั้งแผ่นดิน

    ภายในโพรงถ้ำที่มืดสลัว แสงสว่างจางๆ เปล่งประกายมาจากไข่มุกราตรีเพียงหนึ่งเม็ด ซูหลงอวิ๋นนั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหลังร่างอรชรของหลิงอวี้ซี สตรีศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งแห่งดินแดนหมื่นเต๋า ที่บัดนี้นอนซบอยู่บนเสื้อคลุมขนสัตว์ด้วยใบหน้าที่ซีดเซียวไร้สีเลือด ริมฝีปากของนางมีคราบโลหิตสีแดงคล้ำแห้งกรัง ลมหายใจรวยรินประดุจเทียนไขที่ใกล้จะดับลงท่ามกลางพายุ

    "อาการของนางสาหัสยิ่งกว่าที่ข้าคิดไว้..."

    ซูหลงอวิ๋นขมวดคิ้วแน่น นัยน์ตาสีดำที่บัดนี้ลึกล้ำประดุจห้วงอวกาศหลังจากก้าวเข้าสู่ขอบเขตที่สี่ (วิญญาณก่อกำเนิด) ทอดมองสตรีตรงหน้าด้วยความเคร่งเครียด "การฝืนรับการโจมตีจากฝ่ามือของราชันย์ยุทธ์ขั้นสูงสุด ทำให้รากฐานขอบเขตที่เจ็ดของนางปริร้าว ซ้ำร้าย เพลิงอสนีบาตเก้าชั้นฟ้าที่เคยกดข่มไว้ ก็ฉวยโอกาสที่ปราณของนางอ่อนแอ พยายามจะทะลวงจุดตันเถียนออกมาอีกครั้ง"

    ชายหนุ่มมิได้รอช้า เขายื่นฝ่ามือทั้งสองข้างทาบลงบนแผ่นหลังของสตรีโฉมงาม ทารกวิญญาณหยินหยางเทวะในจุดตันเถียนของเขาเบิกตาขึ้น ปลดปล่อยปราณบริสุทธิ์ที่อัดแน่นไปด้วยเพลิงสวรรค์ทั้งสองขั้ว (เพลิงปรโลกและเพลิงสุริยัน) ไหลทะลักเข้าสู่เส้นชีพจรของนางอย่างนุ่มนวลทว่าทรงพลัง

    "อึก..." หลิงอวี้ซีครางแผ่วเบา ร่างกายของนางกระตุกเกร็งเมื่อพลังอันร้อนรุ่มและหนาวเหน็บแทรกซึมเข้ามา

    ซูหลงอวิ๋นใช้สมาธิขั้นสูงสุด บังคับให้เพลิงของเขาเข้าโอบล้อมและกดทับเพลิงอสนีบาตเอาไว้ประดุจโซ่ตรวน ทว่าในขณะเดียวกัน เขาก็ต้องระมัดระวังมิให้พลังของเขาไปทำลายเส้นชีพจรที่บอบช้ำของนางเพิ่มขึ้น

    เวลาล่วงเลยไปกว่าสามชั่วยาม หยาดเหงื่อผุดพรายบนหน้าผากของจักรพรรดิเทพยุทธ์ ในที่สุด ปราณสายฟ้าที่เกรี้ยวกราดในร่างของสตรีศักดิ์สิทธิ์ก็ยอมสงบนิ่งลง รอยปริร้าวในจุดตันเถียนถูกลมปราณหยินหยางผสานเอาไว้ชั่วคราว

    หลิงอวี้ซีค่อยๆ ลืมตาดอกท้อขึ้นมา นางสัมผัสได้ถึงฝ่ามืออันอบอุ่นที่แนบอยู่บนแผ่นหลัง ความรู้สึกปลอดภัยที่หาได้ยากยิ่งแผ่ซ่านเข้ามาในจิตใจ ทว่าความหยิ่งยโสของนางก็ทำให้นางรีบขยับตัวออกห่างและดึงเสื้อคลุมขึ้นมาปิดบังเรือนร่างทันที

    "ข้า... รอดตายแล้วรึ?" นางเอ่ยเสียงแหบพร่า

    "หากข้าไม่ยอมให้ตาย เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ไปเยือนปรโลก" ซูหลงอวิ๋นถอนฝ่ามือกลับมานั่งขัดสมาธิอย่างสงบ "เพลิงอสนีบาตถูกข้ากดข่มไว้แล้ว ทว่ารากฐานขอบเขตที่เจ็ดของเจ้าบอบช้ำเกินไป ลำพังเพียงปราณของข้าไม่อาจสมานรอยร้าวระดับนั้นได้ เจ้าต้องใช้สมุนไพรวิญญาณระดับสูง หรือโอสถสมานวิญญาณธาตุเหมันต์เท่านั้น จึงจะฟื้นฟูพลังกลับมาได้ดังเดิม"

    หลิงอวี้ซีกัดริมฝีปาก "ในแหวนมิติของข้า โอสถรักษาระดับสูงถูกผลาญไปหมดแล้วตั้งแต่ตอนสู้กับเพลิงสวรรค์... ที่นี่คือมหาทวีปอุดรเหมันต์ ขุมทรัพยากรทั้งหมดล้วนตกอยู่ในมือของวังวังวนเหมันต์ การจะหาสมุนไพรระดับนั้น โดยไม่ให้พวกมันรู้ตัว ย่อมเป็นไปไม่ได้"

    "ในเมื่อหาไม่ได้... เราก็แค่เดินเข้าไปเอามาจากพวกมันเสียก็สิ้นเรื่อง" ซูหลงอวิ๋นยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์และโอหัง

    หลิงอวี้ซีเบิกตากว้าง "เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ! ไป๋รั่วปิง ประมุขวังเหมันต์เพิ่งจะถูกเจ้าเล่นงานจนโกรธแค้นแทบกระอักเลือด ป่านนี้ประกาศจับของพวกเราคงปลิวว่อนไปทั่วทุกเมืองในทวีปนี้แล้ว! ซ้ำที่นี่ยังเกลียดชังบุรุษเข้ากระดูกดำ แค่เจ้าก้าวเท้าเข้าไปในเขตเมืองของพวกมัน ก็คงถูกสับเป็นชิ้นๆ แล้ว!"

    "ใครบอกเจ้าว่า ข้าจะเดินเข้าไปในฐานะ 'บุรุษ' เล่า?"

    คำกล่าวของซูหลงอวิ๋น ทำให้สตรีศักดิ์สิทธิ์ถึงกับชะงักงัน นางมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า "เจ้า... หมายความว่าอย่างไร?"

    ซูหลงอวิ๋นมิได้ตอบคำถาม เขาลุกขึ้นยืนกลางโพรงถ้ำที่คับแคบ นัยน์ตาสีดำล้ำลึกทอประกายเด็ดขาด วิถีแห่งจักรพรรดิเทพยุทธ์ คือการกระทำทุกวิถีทางเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุด รูปกายภายนอกและศักดิ์ศรีจอมปลอม ล้วนเป็นเพียงเปลือกนอกที่ไร้ค่าในสายตาของเขา

    "เคล็ดวิชาแปลงลักษณ์กลืนนภา... พลิกฟ้าเปลี่ยนสัจธรรม!"

    ซูหลงอวิ๋นประสานอินด้วยมือทั้งสองข้าง ทารกวิญญาณในจุดตันเถียนสาดประกายแสงสีขาวบริสุทธิ์ของ 'เพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลก' ออกมาปกคลุมทั่วร่างของเขา!

    เสียงกระดูกลั่นกรอบแกรบดังก้อง! โครงร่างที่เคยสูงใหญ่และกำยำจากการหลอมโลหิตมังกรบรรพกาล พลันหดตัวและบีบอัดลงอย่างน่าอัศจรรย์! ไหล่ที่กว้างขวางถูกปรับให้แคบลงและลาดมน ช่วงเอวคอดกิ่ว โครงหน้าหล่อเหลาที่เคยดุดันและโอหัง ถูกสลักเสลาใหม่ด้วยพลังปราณให้กลายเป็นใบหน้าที่เรียวเล็กและงดงามหมดจด!

    ลูกกระเดือกที่ลำคอเลือนหายไป ผิวพรรณที่เคยมีสีทองแดงจางๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีขาวผ่องประดุจหิมะแรกฤดู กลิ่นอายความแข็งกร้าวของบุรุษเพศถูก 'เพลิงปรโลก' ซึ่งเป็นสุดยอดแห่งสายหยิน กดทับและกลืนกินจนหมดสิ้น เหลือเพียงกลิ่นอายความหนาวเหน็บและบริสุทธิ์ที่ลึกล้ำยิ่งกว่าสตรีใดในใต้หล้า!

    หลิงอวี้ซีอ้าปากค้างจนแทบจะกลืนไข่มุกราตรีลงไปได้! นางขยี้ตาดอกท้อของตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่อยากจะเชื่อภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า!

    บุรุษชุดขาวผู้โหดเหี้ยมและเย่อหยิ่ง บัดนี้ได้อันตรธานหายไป... สิ่งที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของนาง คือ 'สตรีผู้เลอโฉม' ที่มีความงดงามเยียบเย็นประดุจเทพธิดาน้ำแข็ง! แม้แต่หลิงอวี้ซีซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสตรีศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่ง ยังต้องลอบยอมรับในใจว่า รูปโฉมจำแลงของซูหลงอวิ๋นในยามนี้ มีเสน่ห์ที่น่าค้นหาและลึกลับจนอาจทำให้บุรุษทั้งใต้หล้าต้องลุ่มหลง!

    "จะ... เจ้า... วิชาแปลงโฉมของเจ้า มันก้าวล้ำสัจธรรมเกินไปแล้ว! แม้แต่โครงสร้างกระดูกและกลิ่นอายสายหยิน ก็ยังสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ!" นางละล่ำละลักเอ่ย

    ซูหลงอวิ๋นในร่างสตรี ยกมือขึ้นลูบใบหน้าของตนเอง เขาสะบัดมือเปลี่ยนชุดคลุมสีขาวขลิบทอง ให้กลายเป็นชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ที่พลิ้วไหว พร้อมกับนำผ้าคลุมหน้าผืนบางสีเงินมาสวมปิดบังใบหน้าครึ่งล่างเอาไว้ เพื่อเพิ่มความลึกลับและลดความโดดเด่นลง

    "ในโลกแห่งการบ่มเพาะ กายเนื้อคือภาชนะ จิตวิญญาณต่างหากคือแก่นแท้..." เสียงของเขาถูกปรับเปลี่ยนด้วยปราณยุทธ์ ให้กลายเป็นเสียงที่กังวานใส เย็นชา ทว่าไพเราะประดุจกระดิ่งลมที่สั่นไหวท่ามกลางพายุหิมะ "นับตั้งแต่วินาทีนี้ ข้าคือ 'ซูซวง' (Su Shuang - เหมันต์) น้องสาวฝาแฝดของเจ้า พวกเราคือศิษย์จากสำนักเล็กๆ ในมหาทวีปศูนย์กลาง ที่ถูกศัตรูตามล่าจนสำนักล่มสลาย จึงระหกระเหินหนีภัยมายังมหาทวีปอุดรเหมันต์เพื่อขอพึ่งพิงบารมีของวังวังวนเหมันต์"

    หลิงอวี้ซีมุมปากกระตุก นางรู้สึกปวดหัวกับความบ้าบิ่นและแนบเนียนของเขา ทว่านางก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่คือแผนการที่แยบยลที่สุด

    "เข้าใจแล้ว... ข้าจะใช้ชื่อว่า 'หลิงปิง' (น้ำแข็ง)" นางพยักหน้ารับ "จินหลินเล่า? จะทำเยี่ยงไรกับมัน?"

    ซูหลงอวิ๋นกวาดสายตาไปมองราชสีห์เพลิงที่กำลังเบิกตากว้างมองดูเจ้านายของตนด้วยความตกตะลึงจนขนลุกซู่ "จินหลินเป็นสัตว์อสูรธาตุอัคคี หากเดินเพ่นพ่านในดินแดนเหมันต์ย่อมสะดุดตาเกินไป มันต้องซ่อนตัวอยู่ในถุงวิญญาณสัตว์อสูรตลอดเวลา ห้ามส่งเสียงหรือปลดปล่อยกลิ่นอายเด็ดขาด"

    "รับคำสั่งนายท่... เอ้อ... นายหญิงขอรับ" จินหลินก้มหน้าหงอยๆ ก่อนจะกลายร่างเป็นลำแสงสีแดง พุ่งเข้าไปซ่อนตัวในถุงวิญญาณที่เอวของซูหลงอวิ๋น

    "เอาล่ะ ท่านพี่หลิงปิง..." ซูหลงอวิ๋น (ซูซวง) หันมายิ้มให้นาง รอยยิ้มใต้ผ้าคลุมหน้าที่ทำให้นางรู้สึกหนาวสั่นแปลกๆ "พวกเราจงมุ่งหน้าสู่เมืองที่ใกล้ที่สุดกันเถิด ข้าได้กลิ่นทรัพยากรและสมุนไพรวิญญาณลอยมาตามสายลมแล้ว"

    ...

    สองวันต่อมา

    ท่ามกลางพายุหิมะที่เริ่มบางเบาลง ปรากฏกำแพงเมืองขนาดยักษ์ที่สกัดขึ้นจากก้อนน้ำแข็งหมื่นปี สูงตระหง่านเสียดฟ้าตั้งขวางอยู่เบื้องหน้า กำแพงเมืองแห่งนี้ทอประกายแสงสีฟ้าครามอ่อนๆ ภายใต้แสงสลัวของดินแดนอุดรเหมันต์ ค่ายกลพิทักษ์เมืองระดับสวรรค์ขั้นต้น กางครอบคลุมอาณาเขตอย่างแน่นหนา

    'นครเกล็ดเหมันต์' เมืองหน้าด่านและศูนย์กลางการค้าที่ใหญ่ที่สุดทางตอนใต้ของอาณาเขตวังวังวนเหมันต์!

    หน้าประตูเมืองที่เปิดกว้าง มีผู้ฝึกยุทธ์สตรีจำนวนมากสัญจรไปมาอย่างพลุกพล่าน ทว่าสิ่งที่ทำให้ผู้ที่มาจากมหาทวีปศูนย์กลางต้องแปลกใจ คือสภาพของ 'บุรุษเพศ' ในเมืองแห่งนี้

    สองข้างทางของประตูเมือง มีกรงเหล็กเหมันต์ขนาดยักษ์เรียงรายอยู่ ภายในกรงเต็มไปด้วยบุรุษผู้ฝึกยุทธ์ที่ถูกจับกุม สภาพของพวกเขายับเยิน สวมใส่เสื้อผ้าขาดวิ่น และถูกล่ามโซ่ตรวนที่สลักอาคมสกัดปราณ บางคนกำลังถูกเฆี่ยนตีและบังคับให้แบกหามก้อนผลึกน้ำแข็งขนาดมหึมาเข้าไปในเมือง ในดินแดนแห่งนี้ บุรุษเป็นเพียงทาสแรงงานและสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำอย่างแท้จริง!

    ซูหลงอวิ๋น (ซูซวง) และหลิงอวี้ซี (หลิงปิง) ในชุดคลุมสีขาวที่กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม เดินปะปนเข้าไปในฝูงชนอย่างเงียบเชียบ หลิงอวี้ซีแสร้งทำเป็นเดินกะเผลกเล็กน้อย บ่งบอกถึงอาการบาดเจ็บ โดยมีซูหลงอวิ๋นคอยประคองนางเอาไว้อย่างทะนุถนอม

    "หยุดอยู่ตรงนั้น!"

    ทวนน้ำแข็งสองเล่มถูกไขว้ขวางหน้าพวกนางเอาไว้!

    ผู้ที่เอ่ยปากคือ ทหารยามรักษาประตูเมือง เป็นสตรีร่างสูงโปร่งในชุดเกราะเกล็ดหิมะ กลิ่นอายพลังของนางอยู่ในขอบเขต 'แก่นแท้ทองคำขั้นสูงสุด' นัยน์ตาของนางกวาดมองผู้มาเยือนทั้งสองด้วยความระแวดระวังและเหยียดหยาม

    "พวกเจ้าดูไม่คุ้นหน้า เป็นผู้บำเพ็ญเพียรจากที่ใด? เหตุใดจึงมีกลิ่นอายบาดเจ็บ ซ้ำยังปกปิดใบหน้ามิดชิด!" หัวหน้าทหารยามตวาดถาม

    หลิงอวี้ซีเตรียมจะเอ่ยปาก ทว่าซูหลงอวิ๋นกลับก้าวออกมายืนบังหน้านางเอาไว้ เขาก้มศีรษะลงเล็กน้อย แสร้งทำน้ำเสียงสั่นเครือและหวาดกลัวประดุจสตรีที่เพิ่งผ่านภัยพิบัติมา

    "เรียนท่านผู้พิทักษ์... ข้าน้อยซูซวง และนี่คือท่านพี่หลิงปิง พวกเราสองพี่น้องเป็นศิษย์จาก 'สำนักบงกชหิมะ' สำนักเล็กๆ ในมหาทวีปศูนย์กลาง... สำนักของพวกเราถูกกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์บุรุษที่ชั่วช้าบุกปล้นชิง ทรัพย์สินและอาจารย์ของพวกเราถูกสังหารจนสิ้น ท่านพี่ของข้าต่อสู้จนได้รับบาดเจ็บสาหัส... พวกเราได้ยินชื่อเสียงของวังวังวนเหมันต์ ว่าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ปกป้องสตรี จึงได้รอนแรมฝ่าพายุมานับเดือน เพื่อขอพึ่งพิงบารมีเจ้าค่ะ"

    วาจาที่แต่งเติมขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ ผสานกับน้ำเสียงที่เจ็บปวดและเคียดแค้นบุรุษเพศ ทำให้ทหารยามเริ่มมีสีหน้าที่อ่อนลงเล็กน้อย

    "ถูกพวกบุรุษโสโครกรังแกมางั้นรึ..." หัวหน้าทหารยามแค่นเสียง "พวกมนุษย์ผู้ชายในทวีปศูนย์กลางก็มีแต่พวกมักมากในกามและป่าเถื่อนทั้งสิ้น สมควรแล้วที่ดินแดนของเราจะจับพวกมันเป็นทาส... ทว่า กฎก็คือกฎ ข้าไม่อาจให้ผู้ใดเข้าเมืองได้โดยไม่ตรวจสอบพลังปราณ หากพวกเจ้าเป็นสายลับที่ถูกส่งมาล่ะ?"

    ฟุ่บ!

    หัวหน้าทหารยามตวัดทวนน้ำแข็ง ปลดปล่อยปราณเหมันต์ขอบเขตแก่นแท้ทองคำ พุ่งทะยานเข้าตรวจสอบเส้นชีพจรของซูหลงอวิ๋นอย่างกะทันหัน!

    หลิงอวี้ซีใจหายวาบ! หากนางทหารยามสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความร้อนแรงของเพลิงสุริยัน หรือสายฟ้าในร่างของเขา ความย่อมแตกในทันที!

    ทว่า ซูหลงอวิ๋นมิได้หลบหลีก เขายืนนิ่งยอมรับการตรวจสอบ ทารกวิญญาณเทวะในจุดตันเถียนของเขาพลิกหมุน ซ่อนเร้นเพลิงสุริยันและเพลิงอสนีบาตเอาไว้ในส่วนลึกที่สุด และปลดปล่อยเพียง 'เพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลก' ออกมาแฝงอยู่ในเส้นชีพจรทั้งหมด!

    "อึก!"

    เมื่อปราณของนางทหารยามสัมผัสเข้ากับชีพจรของซูหลงอวิ๋น นางถึงกับสะดุ้งสุดตัวและรีบชักมือกลับประดุจถูกของร้อน!

    ทวนน้ำแข็งในมือของนางเกิดชั้นน้ำแข็งสีขาวทมิฬเกาะกุมอย่างรวดเร็ว ความหนาวเหน็บอันเป็นนิรันดร์ที่แฝงอยู่ในชีพจรของ 'สตรี' เบื้องหน้า ลึกล้ำและบริสุทธิ์ยิ่งกว่าปราณเหมันต์ของตัวนางเองซึ่งเป็นศิษย์วังเหมันต์เสียอีก!

    "ปะ... ปราณหยินบริสุทธิ์ถึงเพียงนี้!" หัวหน้าทหารยามเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงระคนชื่นชม "กายาของเจ้า ช่างเหมาะสมกับวิถีเหมันต์อย่างแท้จริง! มิน่าเล่า พวกบุรุษโสโครกถึงได้อยากครอบครองพวกเจ้าเป็นเตาหลอมคู่บำเพ็ญ... ประเสริฐ! หากพวกเจ้ามีปราณบริสุทธิ์เช่นนี้ ย่อมมิใช่สายลับของพวกมารบุรุษเป็นแน่!"

    ท่าทีของทหารยามเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ นางเก็บทวนและผายมือเชิญ "เชิญพวกเจ้าสองพี่น้องเข้าไปในนครเกล็ดเหมันต์เถิด ภายในเมืองมีโรงเตี๊ยมและร้านโอสถมากมาย ทว่าพวกเจ้าต้องจ่ายค่าเข้าเมืองด้วยหินปราณเหมันต์คนละร้อยก้อน"

    หลิงอวี้ซีลอบถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก นางล้วงหินปราณระดับกลางออกมาจ่ายเป็นค่าผ่านทาง ก่อนที่ซูหลงอวิ๋นจะประคองนางเดินผ่านประตูศิลาขนาดยักษ์เข้าสู่นครเกล็ดเหมันต์ไปอย่างราบรื่น

    ...

    ภายในนครเกล็ดเหมันต์ บรรยากาศคึกคักและเจริญรุ่งเรืองมิแพ้เมืองในมหาทวีปศูนย์กลาง ทว่าสถาปัตยกรรมทั้งหมดล้วนแกะสลักจากน้ำแข็งและผลึกวิญญาณ ถนนหนทางสะอาดสะอ้าน ผู้คนที่สัญจรไปมาล้วนเป็นสตรี มีตั้งแต่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับรวบรวมปราณ ไปจนถึงขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิด

    ซูหลงอวิ๋นประคองหลิงอวี้ซีไปเช่า 'เรือนพักรับรองพิเศษ' ที่เงียบสงบในย่านชานเมือง พวกเขาใช้หินปราณระดับสูงจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าไปถึงสามเดือน เพื่อตัดปัญหาความวุ่นวาย เรือนพักนี้มีค่ายกลป้องกันระดับสวรรค์ขั้นต้น ซึ่งเพียงพอให้พวกเขาหารือแผนการได้อย่างปลอดภัย

    เมื่อประตูปิดลงและค่ายกลเริ่มทำงาน ซูหลงอวิ๋นก็ปลดผ้าคลุมหน้าออก เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้น้ำแข็งและถอนหายใจแผ่วเบา

    "การรักษาสภาพร่างกายของสตรี พร้อมกับปิดกั้นปราณธาตุอื่นให้เหลือเพียงธาตุหยินตลอดเวลา นับว่าผลาญพลังจิตวิญญาณไม่น้อยเลย..." เขาบ่นอุบ

    หลิงอวี้ซีที่นั่งพักอยู่บนเตียง อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มมุมปาก "ทว่าเจ้าก็แสดงละครได้แนบเนียนยิ่งนัก 'ท่านน้องซูซวง' น้ำเสียงของเจ้ายามที่กล่าวว่าถูกบุรุษรังแก ช่างน่าสงสารเสียจนข้าเกือบจะหลั่งน้ำตาคล้อยตาม"

    "หยุดประชดประชันข้าได้แล้ว อวี้ซี" ซูหลงอวิ๋นปรายตามองนาง "บัดนี้เราเข้ามาแฝงตัวในเมืองหน้าด่านได้สำเร็จแล้ว ภารกิจเร่งด่วนที่สุด คือการหาสมุนไพรวิญญาณมาฟื้นฟูรากฐานขอบเขตที่เจ็ดของเจ้าให้สมบูรณ์ หากไม่มีพลังของเจ้าคอยหนุนหลัง การจะขโมยทรัพยากรระดับสูงของวังวังวนเหมันต์ย่อมทำได้ยากยิ่ง"

    "สมุนไพรที่จะสมานรากฐานราชันย์ยุทธ์ได้ มิใช่สิ่งที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป" หลิงอวี้ซีปรับสีหน้าให้จริงจัง "เราต้องหา 'บัวเหมันต์เก้ากลีบ' สมุนไพรวิญญาณระดับเจ็ดขั้นสูงสุด ซึ่งเติบโตเฉพาะในสถานที่ที่มีปราณเหมันต์บรรพกาลหนาแน่นเท่านั้น... ของล้ำค่าเช่นนี้ ย่อมตกอยู่ในความครอบครองของจวนเจ้าเมืองเกล็ดเหมันต์ หรือไม่ก็อยู่ในงานประมูลลับระดับสูง"

    "เจ้าเมืองเกล็ดเหมันต์... ระดับพลังอยู่ที่ใด?" ซูหลงอวิ๋นถามเจาะจง

    "นครเกล็ดเหมันต์เป็นเมืองใหญ่ เจ้าเมืองย่อมต้องเป็นผู้อาวุโสระดับ 'บรรพชนศักดิ์สิทธิ์' (ขอบเขตที่ 6) อย่างแน่นอน และอาจมีทหารยามระดับตัดวิญญาณ (ขอบเขตที่ 5) คอยคุ้มกันอีกนับไม่ถ้วน" หลิงอวี้ซีตอบ

    ซูหลงอวิ๋นเคาะนิ้วลงบนโต๊ะน้ำแข็งเป็นจังหวะ นัยน์ตาสีดำทอประกายแห่งการวางแผน

    "บรรพชนศักดิ์สิทธิ์... ห่างจากข้าที่อยู่ขอบเขตที่สี่ ถึงสองขอบเขตใหญ่... การลอบเข้าไปขโมยของในจวนเจ้าเมืองโดยตรง ย่อมเสี่ยงเกินไปหากเกิดการต่อสู้ขึ้น พลังของข้าในยามนี้ ต่อให้ใช้ไพ่ตายทั้งหมด ก็คงทำได้เพียงแค่หนีเอาชีวิตรอด ไม่อาจสังหารนางได้..."

    เขาประเมินกำลังรบอย่างเยือกเย็นและมีเหตุผล "เช่นนั้น เราจะใช้ 'กฎของพวกมัน' ให้เป็นประโยชน์..."

    "เจ้ามีแผนการอันใดอีก?" นางถามด้วยความอยากรู้

    "เมืองใหญ่เยี่ยงนี้ ย่อมมีการแข่งขันเพื่อคัดเลือกศิษย์อัจฉริยะส่งเข้าไปยังวังวังวนเหมันต์ส่วนใน เป็นแน่แท้..." ซูหลงอวิ๋นยกยิ้มเจ้าเล่ห์ "ด้วยระดับพลัง 'วิญญาณก่อกำเนิดขั้นต้น' ของข้า ในวัยเพียงเท่านี้ ซ้ำยังมีปราณหยินที่บริสุทธิ์เหนือใคร... หากข้า 'ซูซวง' ก้าวขึ้นประลองในลานประลองของเมือง ข้าย่อมเตะตากรรมการและเจ้าเมืองได้อย่างง่ายดาย!"

    หลิงอวี้ซีเบิกตากว้าง "เจ้าคิดจะแฝงตัวเข้าไปเป็นศิษย์ของพวกนางงั้นรึ! หากเจ้าถูกเรียกตัวไปตรวจสอบรากฐานอย่างละเอียดโดยบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ ความลับเรื่องที่เจ้าเป็นบุรุษย่อมถูกเปิดเผย!"

    "ข้าย่อมมีวิธีรับมือ..." ซูหลงอวิ๋นลุกขึ้นยืน นัยน์ตาสาดประกายอำมหิต "เป้าหมายของข้า มิใช่การเป็นศิษย์รับใช้พวกนาง ทว่าคือการเข้าไปถึงตัวเจ้าเมืองใน 'ระยะประชิด' โดยปราศจากการคุ้มกันของค่ายกลและทหารยาม... และเมื่อถึงเวลานั้น ข้าจะใช้ 'ทารกวิญญาณหยินหยางเทวะ' ลอบสังหารนางช่วงชิงกุญแจคลังสมบัติ แล้วกวาดสมบัติทั้งหมดมาก่อนจะหลบหนีไปอย่างไร้ร่องรอย!"

    แผนการปล้นสะดมที่บ้าบิ่นและแยบยลที่สุด กำลังจะเปิดฉากขึ้น ณ ลานประลองของนครเกล็ดเหมันต์! ตัวตนของ 'ซูซวง' อัจฉริยะสตรีผู้เยือกเย็น กำลังจะสั่นสะเทือนมหาทวีปอุดรเหมันต์ในอีกไม่ช้า!


    (จบบทที่ 47)

    คล้ายกับเรื่องวิถีเทวะ : กำเนิดคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์ ที่คุณอ่าน