นายน้อยสำนักกับอันดับหนึ่งสำนักจื่อเหยียนท้าประลองกันรึ?
หลินอวิ๋นนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย ไม่นึกเลยว่าจะเจอเรื่องแบบนี้ที่เมืองไป๋สุ่ย
คนที่ถูกเขาดึงไว้อาศัยจังหวะที่เขาเหม่อไหลไปตามกระแสคนทันที
ไป๋อวี่ฝาน หลินอวิ๋นรู้จัก
นายน้อยสำนักชิงอวิ๋น เป็นอันดับหนึ่งของสำนักก่อนที่ซูจื่อเหยาจะมาและมีชื่อเสียงระบือนามอย่างแท้จริง
ต่อให้เป็นตอนนี้ก็ยังเป็นหนึ่งในสี่สุดยอดฝีมือรุ่นเยาว์ของแคว้นเทียนสุ่ย
เล่าลือว่าสี่สุดยอดฝีมือไม่ได้จัดอันดับซูจื่อเหยาเข้าไป เหมือนจะเป็นเพราะว่านางแข็งแกร่งเกินไป ส่วนจริงเท็จประการใดไม่ทราบแน่
ตอนที่เป็นทาสกระบี่ เจ้าของร่างก่อนยังเคยสวนทางกับไป๋อวี่ฝานหลายครั้ง แน่นอน ไป๋อวี่ฝานจำหลินอวิ๋นได้หรือไม่นั่นอีกเรื่องแล้ว
หลินอวิ๋นนึกแปลกใจนิด ๆ เขายังไม่เคยเห็นการประมือของคนระดับนี้มาก่อนเลย
โดยเฉพาะคนพวกนี้อายุของพอ ๆ กับเขา จะได้เปิดหูเปิดตาอย่างแน่นอน
“เข้าไปดูหน่อยดีกว่า ดูว่าสองคนนี่มีกำลังรบระดับใดกันแน่ถึงถูกเรียกว่าสี่สุดยอดฝีมือ” ตอนนี้เขากอดศิลาวิญญาณสามพันห้าร้อยก้อนไว้กับตัว งานประมูลสองเดือนจากนี้ยังทำให้เขาร่ำรวยใหญ่โต ตอนนี้จิตใจเขาจึงผ่อนคลายลงมาก
ไม่นานก็ไหลไปตามฝูงชนมาตรงสถานที่ท้าประลองของสองคนทางตะวันออกของเมือง
บนเวทีสูงแห่งหนึ่ง ทั้งในและนอกมีแต่คนล้อมอยู่ทุกแห่งหน
มีคนหนึ่งผู้หนึ่งสวมชุดคลุมยาวไม่ต่างกับหลินอวิ๋นมากยืนบนเวที คนผู้นั้นมีหน้าตาหล่อเหลาไม่ธรรมดา เส้นผมยาวปลิวไสว บุคลิกสะโอดสะอง
เขาคือไป๋อวี่ฝานนายน้อยสำนักชิงอวิ๋น หลินอวิ๋นจำหน้าเขาได้
เขาเหมือนจะรออยู่นานแล้ว ใบหน้าถึงมีความบึ้งตึงเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเหตุใดอีกฝ่ายถึงยังไม่โผล่มา
ฟิ้ว!
ขณะที่หลินอวิ๋นกำลังขบคิดว่าอันดับหนึ่งสำนักจื่อเยี่ยนนี่จะโผล่มาเมื่อไรนั้น ก็มีเงาร่างหนึ่งกระโดดลงมาจากหอสูงไกล ๆ
อาศัยแรงจากอากาศอีกสามครั้งก็เกิดระลอกคลื่นเบา ๆ ก่อนลงพื้นอย่างมั่นคง
นัยน์ตาหลินอวิ๋นขยับประกายตกใจ มีทักษะร่างกายที่แข็งแกร่งมาก
ไม่อยากเชื่อว่าจะอาศัยแรงมวลอากาศได้สามครั้ง ตัวเขากระโดดเต็มที่ยังลอยขึ้นฟ้าได้สองจั้ง ทว่าการจะอาศัยแรงแทบเป็นไปไม่ได้เลย ได้แต่ควบคุมมุมการตกของร่างกายอย่างสุดกำลัง
“หลิ่วอวิ๋นเฟยมาแล้ว!”
“มีทักษะร่างกายสุดยอดมาก อาศัยแรงมวลอากาศสามครั้งได้ ไม่รู้จริง ๆ ว่าเขาทำได้อย่างไร”
“นี่น่าจะเป็นเคล็ดวิชาเขม่าเมฆาของสำนักจื่อเยี่ยน ดูท่าครั้งนี้ไป๋อวี่ฝานคงจะแย่แล้วล่ะ หลิ่วอวิ๋นเฟยแกร่งกว่าเมื่อก่อนอีก!”
หลิ่วอวิ๋นเฟยออกโรงทีพลันดึงดูดสายตาจากคนส่วนใหญ่ ทุกคนต่างชมไม่ขาดปาก
ไป๋อวี่ฝานมองอีกฝ่าย “เจ้ามาสาย”
หลิ่วอวิ๋นเฟยยิ้มน้อย ๆ “ช่วยไม่ได้ อย่างไรเจ้าก็ต้องแพ้อยู่แล้ว ครั้งนี้ที่รับคำท้าเจ้าแค่อยากดูว่าข้าจะเอาชนะเจ้าได้ในกี่กระบวนท่า”
เป็นน้ำเสียงที่อวดดียิ่งนัก!
หลินอวิ๋นคิดในใจว่าหลิ่วอวิ๋นเฟยนี่มองดูสุภาพ แต่เวลาพูดจากลับไม่ไว้ไมตรีสักนิด
ไป๋อวี่ฝานหน้าครึ้มลงนิด ๆ ก่อนพูดเสียงเย็นชา “ยังไม่ทันได้ประมือกันเลย อย่ามั่นใจขนาดนั้น”
ทันทีที่เอ่ยจบ ไป๋อวี่ฝานก็ระเบิดพลังจากในตัวเขาแผ่ออกไป
วิถียุทธ์ขั้นแปด!
พลังน่าพรั่นพรึงที่ปะทุออกมาจากตัวเขาคือขอบเขตพลังวิถียุทธ์ขั้นแปด สำหรับหลินอวิ๋นในตอนนี้ยังมิกล้าจินตนาการ
หลิ่วอวิ๋นเฟยมีสีหน้าจริงจังขึ้นมาทีละนิด “ดูท่าปีนี้เจ้าคงก้าวหน้าไม่น้อยจริง ๆ”
ตึม!
พลังวิถียุทธ์ขั้นแปดปะทุมาจากตัวเขาเช่นเดียวกัน เรียกเสียงร้องตกใจดังอีกครั้ง
สองคนต่างไม่ใช่อาวุธ แต่เริ่มสั่งสมพลังทีละน้อย
สองคนห่างกันไม่ถึงร้อยเมตร พิจารณากันและกัน อยากจะหาช่องโหว่ของอีกฝ่าย
บรรยากาศในการประลองเกาะตัวกัน ผู้ชมจากรอบ ๆ กลั้นลมหายใจมิกล้าส่งเสียง
การปะทะของยอดฝีมือวิถียุทธ์ขั้นแปดไม่ใช่ว่าจะเห็นเมื่อไรก็ได้
หลินอวิ๋นขมวดคิ้วเล็กน้อย มองขึ้นไปสองคนฝีมือสูสีพอกัน ทว่าหลิ่วอวิ๋นเฟยเหมือนจะมีความสุขุมมากกว่า
ฟู่!
ไป๋อวี่ฝานตะคอกเสียงเบาทีหนึ่ง ก่อนพุ่งไปหาหลิ่วอวิ๋นเฟยอย่างไม่ให้สัญญาณ
ยกมือขึ้นฟันฝ่ามือลงไป
หัตถ์ผ่าขุนเขา!
นี่คือทักษะยุทธ์ระดับสูงของสำนักชิงอวิ๋น ฝึกฝนถึงขั้นสูงจะผ่าแยกภูเขาด้วยฝ่ามือเดียวสบาย ๆ
ตึก! ตึก! ตึก!
ขณะที่ไป๋อวี่ฝานวิ่งห้อเข้ามา บนเวทีประลองใต้ฝ่าก็เท้าเกิดรอยแยกขึ้นเป็นสาย เห็นได้ชัดว่าเขาใช้กำลังสั่งสมทั้งหมดถึงจุดสูงสุดแล้ว
วินาทีที่จะเข้าประชิดนั้นพลันกระโดดขึ้นฟาดฝ่ามือลงมา ก่อให้เกิดพายุคลั่งขึ้นสองลูก คมกริบดั่งคมมีด พลานุภาพน่าสะพรึง
หลิ่วอวิ๋นเฟยไม่หลบ แต่ใช้นิ้วกดเข้าไปทั้งอย่างนั้น
แก๊ง!
ไป๋อวี่ฝานที่มีพลังน่าพรั่นพรึงกลางอากาศกลับถูกนิ้วเดียวจู่โจมสวนกลับจนถอยไป
หลินอวิ๋นหรี่ตาลง จังหวะที่ดรรชนีเมื่อครู่กดตรงฝ่ามือไป๋อวี่ฝาน เหมือนว่าทั้งนิ้วจะกลายเป็นสีเขียวมรกต
ไป๋อวี่ฝานจู่โจมไม่สำเร็จก็ยังไม่หวาดหวั่นกับความตาย เขาหมุนตัวกลางอากาศรอบหนึ่ง ก่อนงุ้งฝ่ามือเป็นกรงเล็บในชั่วพริบตา
วิชาหัตถ์เหยี่ยว!
หลินอวิ๋นมองด้วยความทึ่ง ไป๋อวี่ฝานนี่สมกับเป็นนายน้อยสำนัก ไม่อยากเชื่อว่าจะสลับกระบวนท่าอย่างฉับพลันในสถานการณ์เลวร้ายได้
เป็นวิชาหัตถ์เหยี่ยวเหมือนกัน แต่เมื่ออยู่ในมือไป๋อวี่ฝานกลับแกร่งกว่าโจวผิงไม่รู้เท่าไร
หลิ่วอวิ๋นเฟยอึ้งไปชั่วครู่แบบเห็นได้ชัด คงคาดไม่ถึงเหมือนว่าไป๋อวี่ฝานจะสลับกระบวนท่าฉับไวเช่นนี้
เมื่อไม่มีทางเลือกจึงต้องถอนฝีเท้าไปหนึ่งก้าว
ไป๋อวี่ฝานถือคติดว่าชิงลงมือก่อนได้เปรียบ หลังลงถึงพื้นแล้วก็เหมือนกลายร่างเป็นเหยี่ยว กางสองกรงเล็บออกพร้อมกัน รวดเร็วและดุร้าย
ผู้ชมต่างตื่นตกใจ หลินอวิ๋นรู้ตัวว่าคงต้านวิชาหัตถ์เหยี่ยวนี่ถึงสิบกระบวนท่าได้ไม่ไหว
เร็วเกินไป โหดเกินไป!
ทว่าหลิ่วอวิ๋นเฟยก็ยังเป็นหลิ่วอวิ๋นเฟย เขาถอยไปสองสามก้าวก็ยืนได้อย่างมั่นคง ก่อนจะกลับมาสุขุมไม่ลนลานอีกครั้ง
ในชั่วประเดี๋ยวเดียว สองคนประมือกันเกือบสิบกระบวนท่าแล้ว
ไป๋อวี่ฝานได้เปรียบเล็กน้อย ทว่าเวลานี้ยังมองการแพ้ชนะไม่ออก
แต่ทันใดนั้นเอง ระหว่างที่ร่างหลิ่วอวิ๋นเฟยกำลังสลับไปมาอยู่นั้นก็ขยับวูบไปอยู่ข้างหลังไป๋อวี่ฝานราวกับมารร้าย
ฟิ้ว!
จากนั้นกดดรรชนีไปอย่างไม่ลังเล
ไป๋อวี่ฝานที่จะหมุนตัวกลับมาตอบโต้ไม่ทันจึงโดนหลิ่วอวิ๋นเฟยกดนิ้วเข้ามา
หลินอวิ๋นเห็นทุกอย่างชัดเจน มั่นใจว่านิ้วชี้อีกฝ่ายกลายเป็นสีมรกตในพริบตาที่กดนิ้วไปอย่างแน่นอน
พรวด!
หลิ่วอวิ๋นเฟยแผ่กระจายควันสีเขียวมรกตมาจากตัว ไป๋อวี่ฝานที่เพิ่งลงถึงพื้นกำลังคิดจะสวนกลับยังไม่ทันยืนได้มั่นก็ต้องเจอกับฝ่ามือของหลิ่วอวิ๋นเฟยที่ลอยเข้ามา
ฝ่ามือนี้สะท้อนแสงสีเขียว ทั้งฝ่ามือเหมือนกระจกใสราวกับหยก
นัยน์ตาไป๋อวี่ฝานฉายประกายตื่นตกใจ ก่อนจะใช้แรงทั้งหมดในยามฉุกละหุกออกฝ่ามือต้านรับ
โครม!
ไม่มีเรื่องเหนือความคาดหมายใด ๆ ไป๋อวี่ฝานถูกอัดปลิวไปในทันที ตรงมุมปากมีคราบโลหิตไหลซึมออกมาเล็กน้อย เขากุมหน้าอกอยู่นานก็ยังหยัดกายไม่ขึ้น
เห็นได้ชัดว่าฝ่ามือนี่ทำร้ายถึงอวัยวะภายใน เขาไม่มีแรงสู้อีกต่อไปแล้ว
สถานการณ์พลิกผันอย่างฉับพลันและอัศจรรย์จริง
ไม่มีใครคาดคิดว่าไป๋อวี่ฝานที่มองดูสูสีและยังได้เปรียบกว่าเล็กน้อยจะพ่ายแพ้ในพริบตา
“เจ้าฝึกเคล็ดวิชาเมฆาม่วงของเจ้าถึงขั้นห้าแล้ว!”
ไป๋อวี่ฝานกุมหน้าอกมองหลิ่วอวิ๋นเฟยพลางพูดด้วยความตื่นตะลึงนิด ๆ
เคล็ดเมฆาม่วง วิชาเสริมแห่งสำนักจื่อเยี่ยน ทุกการฝึกหนึ่งขั้นจะเปลี่ยนไปหนึ่งสี เมื่อบรรลุถึงจุดสูงสุดขั้นหกจะกลายเป็นสีม่วง
เคล็ดเมฆาม่วงสีเขียวคือขั้นห้าแล้ว เขาขาดอีกขั้นเดียวก็จะสมบูรณ์
“สิบกระบวนท่าพ่ายแพ้ ข้าบอกแล้วว่าเจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ข้า การประลองใหญ่สี่สำนักในปีนี้ คู่ต่อสู้ของข้ามีแค่คนเดียว”
หลิ่วอวิ๋นเฟยยิ้มไม่ใส่ใจ ไม่ได้ตอบไป๋อวี่ฝาน แต่มองเขาอีกคราหนึ่งแล้วจากไปเช่นนั้นเอง
ไป๋อวี่ฝานหน้าเปลี่ยนสี รู้สึกอัปยศในใจเล็กน้อย หลิ่วอวิ๋นเฟยนี่ไม่เห็นใครในสายตาเลย
ทว่าคนพ่ายแพ้ไม่มีสิทธิ์พูด เขาพ่ายแพ้ในสิบกระบวนท่า เลยได้แต่ข่มกลั้นความคับอกคับใจเอาไว้
“จบแบบนี้หรือ…ไม่อยากจะเชื่อเลยจริง ๆ”
“ใช่ สิบกระบวนท่าก็แพ้แล้ว ข้าคิดว่าอย่างน้อยน่าจะร้อยกระบวนท่าขึ้นไปเสียอีก”
“หลิ่วอวิ๋นเฟยปีนี้พัฒนาเร็วมาก ไม่มีใครคาดคิดหรอกว่าเขาจะฝึกเคล็ดเมฆาม่วงถึงขั้นห้า”
“ข้าว่าคู่ต่อสู้ที่แท้จริงที่เขาว่าน่าจะเป็นซูจื่อเหยากระมัง”
“เหอะ ๆ ข้าว่าไม่แน่นะ กำลังของหลิ่วอวิ๋นเฟยอาจจะยังไม่ใช่คู่มือของซูจื่อเหยา ถ้าลำพังแค่เคล็ดวิชาเมฆาม่วงขั้นห้า หลิ่วอวิ๋นเฟยคงเอาชนะไม่ได้เร็วเช่นนี้หรอก ทักษะร่างกายของเขาต่างหากที่เป็นหัวใจสำคัญของชัยชนะ”
“มันก็ไม่แน่หรอก ข้าได้ยินมาว่าไป๋อวี่ฝานไม่ใช่คู่มือของซูจื่อเหยามานานแล้วนี่”
“ไป๋อวี่ฝานแข็งแกร่งก็จริง น่าเสียดายพ่ายแพ้ง่ายเกินไป”
การสิ้นสุดการท้าประลองเหนือความคาดหมายไปนิด แต่ทำให้ผู้คนได้รู้ถึงกำลังรบอันแข็งแกร่งของหลิ่วอวิ๋นเฟย นี่ก็ถือว่าได้เปิดโลกกว้างเช่นกัน
หลินอวิ๋นที่ดูไม่เตะตาในฝูงชนเงียบอยู่นาน ไม่พูดอะไร
คนนอกดูเอาสนุก คนในดูเอาวิชา
หลินอวิ๋นมองเป็นอยู่บ้าง เขามองออกว่าศึกเมื่อครู่นั้นช่างน่าตกใจกระเทือนวิญญาณยิ่งนัก
โดยเฉพาะจุดเปลี่ยนของการประลอง หลิ่วอวิ๋นเฟยเหนือกว่าไป๋อวี่ฝาน หลังจากที่ทะยานไปเบื้องหลังอีกฝ่ายแล้วกดดรรชนีคว้าชัยชนะมา
ในความจริงไป๋อวี๋ฝานสังเกตเห็นก่อนแล้ว ร่างเขากลายเป็นเงาร่างมายาสามครั้งเช่นกัน
ทว่าทักษะร่างกายของหลิ่วอวิ๋นเฟยแกร่งเกินไปจริง ๆ ไป๋อวี่ฝานยังเห็นไม่ชัดก็พ่ายแพ้ไปในชั่วพริบตาแล้ว
มีแค่การประมือจริง ๆ เท่านั้นที่จะสัมผัสได้ถึงความตื่นตกใจจากอันตรายในนั้น
หลินอวิ๋นส่ายหน้าก่อนตามกลุ่มคนไป เพียงแต่ท่าทีเอ้อระเหยในตอนแรกพลันหายไป
-โปรดติดตามตอนต่อไป-