ผู้สืบทอดลำดับเจ็ดแห่งเทพราชันจักรพรรดิแวมไพร์ (รอรีไรท์)

    ตอนที่ 12 โอกาส

               ลาเวเรียพักผ่อนร่างกายและสภาพจิตใจมานานถึงห้าชั่วโมงเธอไม่๻้๵๹๠า๱เสียเวลาหากร่างกายและจิตใจพร้อมแล้วก็ต้องมุ่งหน้าต่อไป ในที่สุดก็ตัดสินใจมายืนข้างทะเลสาบ เธอไม่อาจรู้ได้ว่าตนเองหากลงไปจะมีสภาพเช่นไรเมื่ออยู่ภายใต้แรงกดดันที่หนักหน่วงของพลังต้นกำเนิดพิเศษที่อยู่ภายในแกนโลก หากไม่เดินหน้าต่อมัวแต่ห่วงหน้าพะวงหลังก็ไม่อาจทำให้เกิดประโยชน์ขึ้นมาได้ เธอยังต้องมีสิ่งใดกังวลอีกละ ถ้าหากเธอทำจนถึงที่สุดแล้วก็ควรดีใจไปกับมันสิถึงจะถูก หลังจากตัดสินใจอย่างแน่วแน่ได้ ลาเวเรียได้บอกกล่าวให้เควินส่งเธอลงไปข้างใต้ในทันที


                                  การขัดขวางคนที่ตัดสินใจบางอย่างในชีวิตได้ไม่อาจยืนขวางทางเขาเหล่านั้นได้ เควินไม่คิดที่จะห้ามแต่อย่างใดหรือบอกให้ลาเวเรียพักฟื้นร่างกายหรือจิตใจก่อน แต่เพราะเควินเห็นแววตาที่มุ่งมั่นจิตใจที่องอาจเข้มแข็งของเธอเขาก็ยิ้มรับด้วยความยินดี 
                         เควินร่ายเวทย์บทพิเศษที่ใช้ร่ายนานถึงห้าวินาทีเมื่อร่ายเสร็จ ทางด้านลาเวเรียรู้สึกเหมือนมีอะไรบ้างอย่างมาห่อหุ้มร่างกายเอาไว้มันยกร่างของลาเวเรียขึ้นมุ่งสู่ใจกลางของทะเลสาบจากนั้นเมื่อถึงใจกลางทะเลสาบแล้วทันใดนั้นเหมือนร่างกายของเธอเสมือนกลายเป็นแม่เหล็กแรงฉุดดึงลากตัวเธอลงไปในทะเลสาบทันที
                       "เอ๊ะ….มันคืออะไรกัน"ลาเวเรียตื่นตระหนกรู้สึกว่าตนเองร่วงลงไปในทะเลสาบด้วยระดับความลึกขึ้นเรื่อยๆ

                   เมื่อร่วงลงไปได้ในระดับความลึกสามร้อยเมตรก็เริ่มรู้สึกหายใจลำบากเล็กน้อย ร่างกายก็เริ่มหนักอึ้งเช่นกัน "เริ่มแล้วสิพลังต้นกำเนิดพิเศษจากแกนโลก"
                        ทันทีที่สัมผัสในระดับความลึกสามร้อยเมตรก็เหมือนกับพลังที่ห่อหุ้มตัวเธอที่นำพาเธอมาเสมือนรู้ว่าเธอกำลังแย่มันก็ค่อยๆลดระดับความเร็วที่ดิ่งลงช้าขึ้นเรื่อยๆแต่เมื่อตัวลาเวเรียสามารถรับพลังต้นกำเนิดพิเศษได้แล้วมันก็ดิ่งลงด้วยความเร็วสองในสามส่วนของความเร็วที่ดิ่งมาในครั้งแรก มันช่วยให้เธอสามารถมีเวลาปรับสภาพร่างกายให้รับพลังกดดันที่หนักหน่วง

                   ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมงเธอก็ลงมาจนถึงระดับเจ็ดร้อยเมตรในที่แห่งนี้มืดมิดไปหมดแล้วความกดดันที่หนักหน่วงทวีความรุนแรงอย่างชัดเจนคราวนี้ไม่ใช่หายใจลำบากเพียงแต่ร่างกายรู้สึกถูกกดทับจากรอบด้านแรงอัดที่ปะทะเข้ากลับร่างกายเธอทำให้ลาเวเรียแทบสิ้นสติไปแต่ไม่ว่ายังเธอก็ตัดสินใจแล้วจะผ่านไปให้มันได้เหลือแค่เพียงแปดร้อยเมตรเท่านั้น
                    ลาเวเรียกัดริมฝีปากที่อวบอิ่มด้วยความแรงเล็กน้อย เธอนึกถึงเหตุการณ์เมื่อสิบห้าปีก่อนในตอนที่เธอยังคงอาศัยในคฤหาสน์ตระกูลเดแรมเบอร์ในแวดวงสังคมค่านิยมที่บ่งบอกให้ผู้ชายเป็นใหญ่ในการครอบครองทุกสิ่ง

                  ที่นั่นผู้ชายจะดูถูกเมื่อมีผู้หญิงที่มีบทบาทมีความสามารถในการฝึกฝนที่ยอดเยี่ยมนั่นทำให้จำกัดทางเดินของผู้หญิงเอาไว้ ขุนนางและตระกูลใหญ่ทั้งหมดลงความมติที่แสนจะกดขี่ข่มเหงผู้หญิงขึ้นมา
                    เมื่อเด็กสาวที่เกิดขึ้นมาในช่างเวลานั้นทั้งหมดจะถูกสลายเส้นทางเดินของพลังทิ้งไปเพื่อป้องกันมิให้ผู้หญิงสามารถฝึกฝนพลังวิณญาณ พวกผู้ชายทั้งหมดจึงรักษาฐานอำนาจของตนเอาไว้ได้ เหตุการณ์นั้นทำให้เกิดการร้องเรียนอย่างรุนแรงแต่ก็เหมือนเรื่องนี้ไม่ได้ขยับเขยื้อน

                ลาเวเรียเองก็เคยเป็นหนึ่งในเด็กสาวที่ถูกสลายเส้นทางเดินของพลังวิณญาณไปจนหมดแต่ที่เธอโชคดีนั่นคือพลังจิตวิณญาณที่แข็งแกร่งของเธอซึ่งมันเป็นเกาะชั้นแรกป้องกันเธอเอาไว้จากภัยอันตรายเสมอมา

                 นั่นทำให้แม้ว่าเธอจะมีพรสวรรค์หรือร่างอรุณรุ่งโรจน์ในตำนานก็ไม่อาจจะสามารถฝึกฝนมันได้ยังดีที่เธอมีฐานะที่เป็นถึงบุตรตรีของตระกูลเดแรมเบอร์เพียงหนึ่งเดียวของตระกูลทำให้ความเป็นอยู่และความสัมพันธ์ภายในครอบครัวไม่มีปัญหาเธอก็ยังมีเกราะป้องกันอีกชั้นที่สุดยอดที่สุดนั่นคือท่านพ่อและท่านแม่ของเธอที่สุดรักสุดหวงแหน ท่านพ่อของเธอเฝ้าสั่งสอนเธอเสมอมา "หากเลือกเกิดไม่ได้แต่ลูกสามารถเลือกที่จะเป็นอะไรก็ได้เพราะฉนั้นพ่อจะคอยเป็นคนที่คอยปกป้องเจ้าเองเจ้าไม่ต้องกังวลไป" คำพูดนั้นทำให้เธอซาบซึ้งในตัวผู้เป็นพ่อและนับถือท่านอย่างสุดหัวใจ

                 การร้องเรียนนั้นรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆผู้หญิงที่มีโอกาสรวมกลุ่มกันต้องคำถามตรงไปที่ราชวงศ์ว่า เพราะเหตุใดผู้หญิงถึงจะไม่มีสิทธิ์ในการฝึกฝนในการเลือกเส้นทางเดิน "พวกเราไม่ใช่คนที่เป็นเพียงแค่แม่พันธุ์ไว้คอยสืบทอดเชื้อสายแต่พวกเรามีอิสระในการใช้ชีวิต"แต่นั่นก็ไม่มีแม้แต่คำตอบจากทางราชวงศ์จนกระทั่งผ่านมามากกว่าสิบสองปีก็มีอิสตรีคนหนึ่งซึ่งเป็นถึงคนของราชวงศ์คนในแวดวงสังคมมีหรือที่จะไม่รู้จักเธอ เธอคนนั้นก็คือ องค์หญิงลำดับสองแห่งจักรวรรดิรุ่งอรุณที่เปี่ยมพร้อมด้วยพรสวรรค์และรูปโฉมที่ไม่มีอิสตรีใดสามารถเทียบเคียงได้เธอเข้ามาแก้ข้อมติที่เกิดขึ้นมาตลอดระเวลากว่าสิบสองปี 
                                 ในที่สุดมันก็สิ้นสุดลงแล้วเวลาแห่งความสิ้นหวังที่เหล่าหญิงสาวมิอาจสามารถฝึกฝนได้ไม่เพียงเท่านั้นแต่เธอยังเข้ามาปฏิวัติวงการทหารและชนชั้นสูงลดทอนอำนาจที่มีมาตลอดจนเธอกลายเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดแห่งจักรวรรดิรุ่งอรุณผู้สามารถตัดสินเป็นตายผู้ใดก็ได้มีอำนาจเหนือองค์จักรพรรดิโดยไม่รู้ตัวไปเสียแล้ว 
                    นั่นเป็นเหตุว่าทำไมเมื่อเควินอ้างถึงความเชื่อใจเมื่อมีคำว่าองค์หญิงลำดับสองก็ยังไม่กล้าที่จะบอกว่าหลอกลวงนั่นเป็นคำพูดที่มีน้ำหนักหากกล่าวแบบนี้กับอิสตรีในจักรวรรดิมันจะมีน้ำหนักในคำพูดอย่างมหาศาล

                  ในเมื่อตอนนี้เธอสามารถที่จะฝึกฝนได้แล้วโอกาสมันได้มาถึงแล้วเหตุใดเธอต้องยอมแพ้ให้กับมันด้วยละ แต่เธอต้องพยายามให้มากยิ่งขึ้นไปอีกถ้าหากมันไม่สามารถทำได้จริงเราทำจนสุดความสามารถของตัวเราเองแล้วมันไม่ได้จริงๆก็ค่อยว่ากันอีกที
    ลาเวเรียที่มีกำลังใจมีความมุ่งมั่นเต็มเปี่ยมนั้นทันใดนั้นเองก็มีพลังสีโลหิตปริศนาปรากฎทั่วทิศทางล้อมรอบตัวเธอเอาไว้มันค่อยๆคืบคลานเข้ามาอย่างช้าๆเมื่อมาถึงตัวของลาเวเรียมันก็เข้าไปหลอมรวมเข้ากับตัวเธอ กำลังใจที่มีมาไม่นานก็ถูกพังทลายลงไปเธอรู้สึกได้อย่างคราวๆว่าสิ่งที่เธอเผชิญอยู่ในขณะนี้เปลี่ยนไปมันไม่ใช่แรงกดดันหนักหน่วงแต่มันเป็นการที่เธอกำลังถูกดูดกลืนพลังชีวิตลาเวเรียตื่นตระนกอย่างใหญ่หลวงเธอพยายามร้องเรียกเควินแต่ดูเ้หมือนว่าเสียงที่เธอเปร่งออกไปจะส่งไปไม่ถึง พลังชีวิตของเธอเริ่มถูกดึงออกไปอย่างรวดเร็วร่างกายของเธอไม่อาจพยุงรับแรงกดดันที่พลังต้นกำเนิดพิเศษปลดปล่อยออกมาได้แล้ว

     ในขนาดนั้นเองก็มีเสียงของหญิงสาวปริศนาดังขึ้นมาในห้วงความคิด

                  "เจ้าเป็นคนที่มีวาสนาต่อลูกชายของข้าเพราะฉนั้นข้าจะให้โอกาสในการกลายเป็นแวมไพร์อย่างสมบูรณ์แก่เจ้า"

                 ความเจ็บปวดที่ไม่มีมูลเหตุเกิดขึ้นมาอย่างไม่คาดคิดราวกับเลือดถูกสืบออกไปร่างกาย ร่างกายที่งดงามเริ่มเหี่ยวแห้งบรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนกลายเป็นโลกสีโลหิต

                 "ยินดีต้อนรับสู่โลกมิติของข้า"
     ลาเวเรียในตอนนี้สภาพร่างกายเหี่ยวแห้งเฉกเช่นหญิงชราใบหน้าเหี่ยวย่นความงดงามแตกสลายหายไปแทนที่ด้วยความชราภาพอันน่าอดสูเส้นผมสีขาวโพลนเริ่มร่วงโรยอย่างช้าๆเธอไม่สามารถขยับตัวไปที่ไหนได้ทำได้เพียงนอนแน่นิ่งอยู่ที่เดิมมีเพียงสิ่งเดียวที่ยังคงสดใสชัดแจ้งนั่นคือดวงตาของเธอ

                 ภาพตรงหน้าที่เธอพบเห็นมันคือโถงทางเดินที่ใหญ่โตตรงหน้าเธอมีหญิงสาวที่นั่งอยู่บนบังลังก์สีเลือดเธอมีความงดงามราวกับเทพธิดา ท่วงท่าราวกับนางเซียน เส้นผมสีแดงเพลิง สวมชุดเดรสสีแดง เธอที่นั่งอยู่ตรงหน้าลาเวเรียไปไม่ไกลแสดงความน่าเกรงขามออกมาผ่านทางจิตวิณญาณ ลาเวเรียสามารถกล่าวได้เลยว่าเธอคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอนไม่เพียงแต่เป็นคนที่สามารถสร้างโลกมิติขึ้นมาเองได้แต่ยังมีความกดดันทางจิตวิณญาณเองโดยธรรมชาติที่ไม่ได้ตั้งใจแผ่ออกมา

                  "ข้ามีชื่อว่า เฟลิเชีย แวไซ ข้าขอบคุณเจ้าที่ดูแลลูกชายของข้าเป็นอย่างดีมาโดยตลอดแม้ว่าเจ้าจะไม่มีแม้แต่สายเลือดของเขาอยู่ในร่างกายถึงแม้ฐานะของเจ้าจะได้มาโดยข้อตกลงก็ตามแต่มันก็คือข้อตกลงที่ถาวร"
         ความชราภาพทำให้ลาเวเรียขยับปากพูดอย่างยากลำบากเพราะร่างกายมันหนักอึ้งอย่างมหาศาลราวกับผู้หญิงธรรมที่ไม่ใช่ผู้ฝึกฝนที่มีอายุราวหนึ่งร้อยปี

                "ท่าน….คือแม่ของเควิน…...จริงเหรอ?" ลาเวเรียลอบตกตะลึงงันแม่ขอเควินเป็นหญิงที่มาจากภายในจักรวรรดิรุ่งอรุณแต่เธอที่อยู่ตรงน่าไม่ใช่แค่เพียงมีบารมีที่สูงส่งหากแต่มีความหนักแน่นในจิตวิณญาณที่สูงส่งกล่าวได้ว่ามันคือลักษณะแห่งจักรพรรดิผู้อยู่เหนือสรรพสิ่ง

                 "อืม ใช่แล้วข้าคือแม่แท้ๆของเจ้านั่นแต่อย่าถามว่าทำไมข้าถึงกล่าวเช่นนั้นในขนาดที่เควินเกิดและเติบโตมาในตระกูลคาร์เวียเพราะเจ้ายังไม่ได้ทำให้ข้าไว้ใจเจ้าได้มากพอ"

                   "ท่าน….พา….ข้า…..มา..ที่นี่ทำไม"
                 "เหตุผลก็ตามที่ข้าได้กล่าวไว้ตั้งแต่แรกข้าจะให้โอกาสเจ้าในการมีสายเลือดเดียวกันกับเควินมันจะทำให้เจ้าไม่ใช่ผู้ติดตามแต่ในฐานะพี่สาวที่เจ้าต้องการอย่างแท้จริง เจ้าคิดว่าเช่นไร" เฟลิเชียเธอยื่นขอเสนอให้กับคนธรรมดาไม่ใช่สิต้องกล่าวว่าลาเวเรียกลายเป็นแวมไพร์ก็จริงแต่ก็เป็นแค่ครึ่งเดียวถ้าหากพวกคนที่อยู่โลกเบื้องบนรับรู้การกระทำของเธอคงได้แต่ด่าทอในความโง่เขลาของเธอเสียแล้วแต่ว่าเธอเป็นถึงเทพราชันจักรพรรดิไหนเลยจะสนใจเรื่องราวไม่เป็นเรื่อง

                 "ท่าน….ท่านพูด...จริง...เหรอ...ข้าสามารถ….มีสายเลือด...เดียวกัน….กับเขาได้" เรื่องอะไรเธอจะต้องปฏิเสธในตอนนี้เควินภายในใจของเธอเขากลายเป็นน้องชายของเธอไปเรียบร้อยแล้ว เขาที่ยื่นข้อเสนอมาให้ตัวเธอที่แม้แต่ตนเองยังคิดเอาไว้แล้วว่าเธอคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกินเดือนสองเดือนอย่างแน่นอนถึงจะรู้ว่าเขายื่นฐานะที่มากเกินกว่าที่เธอจะรับไหวแต่เธอมีเหตุผลอะไรที่ต้องปฏิเสธไปเล่าไม่ว่าเขาจะทำเพื่อให้เธอกลายเป็นผู้ช่วยคนสำคัญหรือเอาไปทำอะไรที่ชั่วร้ายเธอก็คงไม่ปฏิเสธไปแน่นอนภายในวันนั้น ข้อเสนอของคนที่ได้ชื่อว่าวีรบุรุษสีแดงผู้เป็นดั่งลำแสงพิฆาตคอยสับสังหารสิ่งชั่วร้ายที่ผู้คนทั่วทั้งจักรวรรดิต่างล้วนนับถือถ้าเธอไม่ลองเสี่ยงเธอก็คงไม่มีวันนี้

               "ข้าจะไม่พูดซ้ำอีกเจ้าจะรับมันหรือไม่" เฟลิเชียสังเกตุท่าทางของลาเวเรียที่หายใจโรยรินก็ย้ำคำพูดของตนอีกครั้ง

               ลาเวเรียหลับตาลงเธอไม่แน่ใจว่าต่อจากนี้โชคชะตาของตนจะเดินไปในทิศทางใดเพียงแต่เธอจะทำให้มันดีที่สุด แวมไพร์มันเป็นพลังเช่นไรมันจะเหมือนกับตำนานแห่งจักรวรรดิหรือไม่เธอก็ไม่ทราบเพราะตั้งแต่ที่เธอรับพลังของแวมไพร์ของเควินมามันก็ทำให้ร่างกายของเธอแข็งแกร่งขึ้นก็จริงสามารถทำให้เธอกลายเป็นผู้ฝึกฝนได้แต่พลังแวมไพร์ที่ว่าเธอก็ไม่เคยแม้แต่จะได้สัมผัสกับมัน ถ้าเช่นนั้นทำไมเธอมีโอกาสได้รับโชคใหญ่แล้วเธอต้องปล่อยไปด้วยละ

                ข้าตกลง
    ............