บทที่ 2 ั์ตาสีแดงฉาน
หลังการแสดงจบลงตัวของเธอก็ค่อยๆเดินลงมาโดยที่มีชายคนหนึ่งกำลังยืนรอรับอยู่ด้านล่าง
“เป็การร้องเพลงที่ไพเราะมากเลยครับ” ชายปริศนากล่าวพร้อมปรบมือให้เบาๆ
“ขะ…ขอบคุณค่ะ” เสียงที่เหนียมอาย ใบหน้าที่ก้มลงมองเท้าด้วยสีหน้าอันแดงก่ำ ตอนนี้ตัวเธอทำอะไรไม่ถูก นี่เป็ครั้งแรกที่เธอมีอาการแบบนี้
ั้แ่เกิดมาไม่เคยมีใครมาทำให้ใจของสาวแกร่งอย่างเธอต้องเสียทรงจนเกิดอารมณ์ที่สั่นไหว ในหัวของเธอได้แต่ย้ำตั้งคำถามอยู่ในใจว่า ‘เพราะอะไร เพราะอะไร เพราะอะไรก๊านน’ เป็ร้อยๆครั้ง
แม้แต่หน้าของผู้ชายคนนั้นเธอยังไม่กล้ามอง ถ้าดันเผลอไปจ้องแล้วได้เห็นความหล่อของเขาในระยะที่ใกล้ขนาดนี้แล้วล่ะก็เธอคงได้ควันออกหูเป็แน่
“จะเป็อะไรไหมครับ ถ้าผมอยากจะขอเลี้ยงเหล้าคุณสักแก้ว” ชายหนุ่มยิ้ม
“มะ มะ มะ ไม่เป็ไรค่ะ ฉะ ฉันต้องทำงาน”
เธอถอยหลังออกห่างมาสามก้าว เป็เพราะเธอมีงานที่ต้องทำ การกินเหล้าในระหว่างงานสำหรับเธอถือว่าเป็เื่ที่ผิดมหันต์
‘บ้าจริ๊งงง!!!’ แต่มันช่างสวนทางกับความคิดเสียจริง
“ทำงาน? อ๋อ คุณเป็พนักงานที่บาร์นี้หรอกเหรอ ขอโทษทีนะครับพอดีผมเพิ่งเคยมาที่ร้านนี้เป็ครั้งแรกเลยยังไม่ค่อยรู้เื่เท่าไหร่ นึกว่าคุณเป็นักร้องเสียอีก”
เขาเกาหัวพร้อมหัวเราะแห้งๆใส่ แต่สาวน้อยก็ไม่ได้ติดใจอะไรเพราะว่าตัวเธอเองก็ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ใดๆกับลูกค้าอยู่แล้ว
ตัวเธอเองก็เป็เพียงแค่พนักงานเสิร์ฟอาหารเท่านั้น
“ถ้างั้น… ถ้าคุณเลิกงานเมื่อไหร่ เราค่อยไปดื่มด้วยกันที่ไหนสักที่จะดีไหมครับ”
“...”
“เอ่อ…คุณครับ?”
สาวน้อยวัยใสหัวใจสี่ดวงเกิดอาการช็อคถึงขั้นขีดสุด ‘ฉันถูกผู้ชายชวนออกไปดื่มค่าาา!!!’ หัวใจของเธอเริ่มสั่นทั้งสองมือกำชายกระโปรงเอาไว้แน่นเสียจนปล่อยให้เวลาไหลผ่านไปหลายนาที
“เอ่อ...คุณโอเคใช่ไหมครับ?” เขาพูดด้วยสีหน้าที่เริ่มเป็ห่วง
“คะ ค่ะ!!! ฉันสบายดี!”
ตัวแข็งทื่อสะดุ้งโหยงหลังถูกปล่อยให้เหม่ออยู่นาน จากโลกที่ดูแย่ในวันนั้นทำไมมันกลับกลายเป็สีชมพูในวันนี้เสียอย่างนั้นล่ะ เธอได้แต่คิดในใจ
“แล้วสรุปว่..”
“ปะ ไปค่ะ!”
เธอรีบสวนประโยคคำถามนั่นในทันที
“จริงเหรอครับ! เห้อ! ค่อยโล่งอกนึกว่าคุณจะไม่ชอบหน้าผมซะแล้ว”
“ดีล่ะ! ถ้าอย่างงั้นผมรอนะครับ”
ชายหนุ่มโล่งใจก่อนจะทิ้งรอยยิ้มเอาไว้แล้วเดินกลับไปยังจุดเดิมของเขา ส่วนอีกฝั่งก็จ้องมองตามตาไม่กระพริบ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นไวมากเสียจนตัวเธอตั้งรับไม่ทัน เื่ราวพวกนี้นั้นมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยในชีวิตของเธอ
‘ฟู่วว!!!’
แต่งานก็คืองาน เธอรีบถอนหายใจแล้วสูดหายใจเข้าเอาสติทั้งหมดกลับมา ตอนนี้ต้องให้ความสำคัญกับเื่นี้ก่อน
‘ว่าแต่เจ๊หายไปไหน? ’ เธอมองหาคุณเชอร์รี่ที่หนีหายไปอยู่พักใหญ่ก่อนตัดสินใจเดินไปยังหลังร้าน
“โอ๊ะ โอ๊ะ โอ๋ ใจเย็นๆ หน่อยสิจ๊ะ ฉันมีของเหลือให้เธอกินอีกตั้งเยอะแยะ”
เพียงแค่แง้มประตูเสียงหวานก็ลอดผ่านเข้ามา ดูเหมือนว่าคุณเชอร์รี่กำลังทำอะไรบางอย่างอยู่ เธอจึงค่อยๆแอบชำเลืองตามองผ่านทางด้านหลังของประตู ‘นั่นมันแมวนี่นา’
“อย่ามัวแต่แอบมองสิจ๊ะ เป็ยังไงบ้างล่ะ ไปได้สวยไหม?” สาวร่างใหญ่รู้ทัน เขาถามโดยที่ไม่หันกลับมามองเลยแม้แต่นิดเดียว
“ก็…ดีค่ะ หนูร้องเพลงได้จนจบเลย” เธอตอบกลับไปด้วยอาการเขินอาย แต่ครั้งนี้เธอรู้สึกภูมิใจจริงๆ ไม่มีครั้งไหนเลยที่เธอจะสามารถร้องเพลงได้จนจบนอกเสียจากวันนี้
“เหรอ…” คุณเชอร์รี่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่นิ่งเฉยแล้วใช้นิ้วมือของเขาเล่นแหย่กับแมวไปมา
“ดีแล้วล่ะ แต่จำไว้ด้วยนะว่าเสียงเพลงน่ะ มันสามารถสื่อสารออกมาได้หลากหลายความหมาย ถ้าเกิดตัวของเธอนั้นยังไม่เข้าใจมันอาจจะกลายเป็ภัยให้กับเธอได้ในสักวัน”
คำชมที่แฝงไปด้วยคำใบ้ปริศนา ‘นี่เจ๊แก้าจะบอกอะไรกัน’ การร้องเพลงมันจะกลายเป็ภัยอันตรายได้ยังไง อย่าว่าแต่ภัยเลย แค่เธอเริ่มร้องใครที่ไหนเค้าจะทนฟัง
‘นอกเสียจากผู้ชายคนนั้น’
“นี่! เป็ไงน่ารักไหมล่ะ” ขณะที่กำลังใช้ความคิดจู่ๆ เธอก็ถูกแทรกด้วยร่างกายของเ้าแมวอ้วนสีดำตัวั์
“ว้าว! ตาสีสวยจัง” เธอะโลั่น ั์ตาทั้งสองของมันมีสีแดงเข้มประกาย เธอจ้องมองด้วยความตื่นเต้นอยู่พักใหญ่ แต่ดูเหมือนมันค่อนข้างจะไม่ชอบเสียเท่าไหร่นัก
สายตาที่แข็งเกร็งจ้องมาราวกับอยากจะฆ่าฟัน เล็บของมันยืดออกราวกับอยากจะะโข่วน ถ้าไม่ติดเพราะถูกมืออันใหญ่จับเอาไว้ มันคงใช้เล็บฉีกกระชากหน้าของเธอเข้าไปแล้ว
“ดะ ดูเหมือนมันจะไม่ชอบหนูเท่าไหร่นะ” เธอเหงื่อตกพร้อมกับรีบเดินถอยออก
“ก็เป็แบบนี้แหละมันเป็แมวเ้าถิ่นน่ะ ชอบมาร้านนี้เป็ประจำ” คุณเชอร์รี่ค่อยๆ วางมันลงก่อนที่มันจะวิ่งกลับไปนั่งตรงข้างๆจานใส่อาหารของมัน
“เอาล่ะ ได้เวลาทำงานแล้ว” เขายืดตัวออก
“ดูเหมือนวันนี้แล้วก็วันพรุ่งนี้จะเป็วันพิเศษใช่ไหมล่ะ ถ้างั้นฉันจะปล่อยให้เธอเลิกงานไวแล้วเพิ่มวันหยุดให้ก็แล้วกันนะ <3”
‘สมกับเป็อาเจ๊ ทั้งใจดีแถมยังฉลาด’ หญิงสาวได้แต่ปลื้มคุณเชอร์รี่อยู่ในใจ
“จ้าๆ ฉันรู้อยู่ว่าเธอตกตะลึงไปกับความงดงามของฉัน เพราะงั้นรีบเปลี่ยนชุดแล้วไปทำงานได้แล้ว!!!”
“เซอร์ เยสเซอร์” หญิงสาวตะเบ๊ะมือตั้งท่าราวกับทหารก่อนจะรีบเดินตามร่างใหญ่นั่นไปติดๆ
.
.
.
เวลาไหลยาวไปจนถึงสี่ทุ่ม หญิงสาวในชุดเครื่องแบบของร้านตั้งใจทำงานได้อย่างดีไม่มีข้อตกบกพร่อง
ในทุกครั้งเวลาที่เธอเสิร์ฟเหล้าหรืออาหารสายตาของเธอมักจะมองไปยังเวทีที่ตั้งตระหง่านอยู่นั่น
~You are the promised kiss of springtime~
เสียงเพลงแจ๊สที่กำลังถูกขับร้องและเสียงของดนตรีที่กำลังขับกล่อม รวมไปถึงแสงไฟที่ส่องลงมาเพื่อดึงดูดความสนใจนั่นมันช่างน่าเสียดายคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นไม่ใช่เธอ
‘น่าอิจฉาชะมัด ทำไมฉันไม่เกิดมาพร้อมกับเสียงแบบนั้นบ้างนะ’ เธอเช็ดทำความสะอาดโต๊ะไปพลางคิดน้อยใจไปพลาง คงทำได้แต่โทษพระเ้า เพราะต่อให้เธอใช้พรแสวงไปมากเท่าไหร่ก็ไม่เห็นจะช่วยให้เธอร้องเพลงได้ดีขึ้นเลยสักครั้ง
“เอ่อ ขอโทษนะครับ ขอ on the rock หนึ่งแก้วจะได้ไหมครับ” ชายปริศนามองไปที่คุณเชอร์รี่เพื่อขอสั่งเหล้าเพิ่มอีกครั้ง
“ไม่มีปัญหาจ้า” อีกฝ่ายตอบกลับไปอย่างนุ่มนวล
คุณเชอร์รี่เป็บาร์เทนเดอร์ที่เก่งมากเธอใช้เวลาเพียงไม่นานก็สามารถรังสรรค์ on the rock ที่ดีที่สุดได้
“เอ้า! มารับไปสิ” เขาเรียกหาชายหนุ่มเพื่อให้เขามารับของที่สั่งไว้
“จะดีมากเลยครับถ้าเกิดให้เธอคนนั้นเอามาส่งให้ผม” เขาพูดด้วยเสียงที่เบา สายตาของเขาแอบชำเลืองไปยังเด็กสาวที่กำลังตั้งใจทำงานอยู่ไกลๆ
“แหม่ๆ ก็ได้จ้ะ มารับออเดอร์โต๊ะสามที!!!” คุณเชอร์รี่ทำเสียงเข้มแล้วะโลั่นเหมือนหมั่นไส้ มันทำให้เธอใจนเผลอทำผ้าเช็ดโต๊ะหลุดออกจากมือ
“ค่ะ ค่าา!” เสียงใสๆตอบกลับแล้วรีบเดินไปรับของที่ลูกค้าสั่งไว้ในทันที
“เสียงดังชะมัด” เธอมองค้อนเบ๊ะปากบ่นใส่คุณเชอร์รี่ไม่ยอมหยุด
“ธรรมดาแหละจ้า คอฉันมันดี โฮ๊ะๆๆ~ ไปได้แล้วย่ะ” อีกฝั่งก็แดกดันกลับแล้วรีบไล่หวังให้เธอเดินออกไปให้พ้นๆ หน้าเสียที
สาวน้อยหยิบถาดรองพร้อมวางแก้วเหล้าใส่ลงไปบนนั้น เธอเดินมองหาลูกค้าโต๊ะสามก่อนจะยืนหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าเขา
“นี่ค่ะ ของที่สั่ง” เธอวางแก้วลงอย่างกระชับกระเชง ความเขินอายในตอนแรกถูกความโกรธเข้าครอบงำเสียจนหมด
“เห ท่าทางดูเปลี่ยนไปนะครับ” ชายหนุ่มตอบกลับด้วยความสงสัย
“พอดีหมั่นไส้ยัยป้าแถวนี้น่ะค่ะ”
“ฉันได้ยินนะหล่อน!!!” ถึงเธอจะพูดเบาๆ แต่ก็ไม่อาจรอดพ้นหูทิพย์ของคุณเชอร์รี่ไปได้
“ชิ! หูดีเสียจริง!” เธอหันหน้าสบถพลางกอดอก
“ฮะๆ ว่าแต่ใกล้จะเลิกงานหรือยังครับนี่ก็ใกล้จะ 5 ทุ่มเข้าไปแล้ว”
หลังจากที่ได้ยินอีกฝ่ายถามเธอก็มองไปที่นาฬิกาก่อนจะหันหน้าไปหาคุณเชอร์รี่ เธอเห็นเขาขยิบตาพร้อมกับยิ้มให้ดูเหมือนว่าจะใกล้ถึงเวลาแล้วล่ะนะ
‘ก็เขาสัญญาไว้แล้วนี่ว่าจะปล่อยให้เธอเลิกงานก่อน’
เธอพยักหน้าให้กับชายหนุ่มบอกเป็นัยๆ ว่าใกล้ถึงเวลาแล้ว
“งั้นเหรอครับ” เขายิ้ม
“อ่ะ ว่าแต่คุณชื่ออะไรเหรอครับ คุยกันมาตั้งนานยังไม่รู้ชื่อเลย” เขาถามด้วยความสงสัยแต่มันก็จริง การที่เราจะเริ่มทำความรู้จักกับใครตัวเราก็ควรจะบอกชื่อให้เขารู้จักก่อน
“ค่ะ ฉันชื่อ ซ-”
“ยัยหนูมานี่เร็ว” เธอพูดชื่อยังไม่ทันจบก็ถูกคุณเชอร์รี่ตัดบทเสียก่อน
“ขอโทษนะคะ แต่ฉันต้องขอตัวก่อน” เธอก้มหัวให้กับชายคนนั้น เขาทำได้แต่เพียงพยักหน้ารับด้วยความเข้าใจ
เธอค่อยๆ ถอยตัวออกมาก่อนจะรีบเดินไปหาคุณเ้าของร้านด้วยสายตาที่อยากจะถลกหนังหน้าของเขาออกเสียให้หมด
“ชิ ขัดจังหวะเก่งจริงนะ” เธอใช้มือตบลงบนเคาน์เตอร์บาร์เบาๆอย่างอารมณ์เสีย แต่ดูท่าคุณเชอร์รี่จะชอบใจมาก
“น่าๆ เจ๊แค่อยากจะบอกว่าไหนๆจะเลิกงานแล้วเธอช่วยไปเอาจานข้าวของน้องแมวที่อยู่หลังร้านให้หน่อยจะได้ไหม แล้วหลังจากนั้นก็เปลี่ยนชุดกลับบ้านได้เลยจ๊ะ”
“... เข้าใจแล้วค่ะ” เธอเงียบก่อนจะรีบรับคำสั่ง เธอถอยออกมาแล้วก้มโค้งให้ก่อนจะหันเดินไปทำตามในสิ่งสุดท้ายที่คุณเชอร์รี่ขอ
‘ได้เวลาไปเดทแล้ว!’
สาวน้อยเดินไปยังหลังร้านด้วยท่าทางที่ร่าเริง วันนี้คงเป็วันที่ดีที่สุดสำหรับเขา
‘แกร๊ก’
ขนาดตอนเปิดประตูเธอยังปิดตาฉีกยิ้ม แต่ในทันทีที่ลืมตาอาการของเธอก็เปลี่ยนไปในทันควัน
‘นี่…มันอะไรกัน’
ตรอกซอยที่เคยมีแสงไฟตอนนี้ถูกย้อมไปด้วยภาพสีดำมืด ตัวของเธอเริ่มสั่นด้วยความกลัว นี่มันไม่ใช่ภาพที่เธอเคยเห็นในตอนแรกที่อยู่ด้วยกันกับคุณเชอร์รี่
ร่างกายไม่อยากไปแต่หัวใจไม่ยอมฟัง เธอค่อยๆชะเง้อคอมองดูพื้นที่รอบๆตรงนั้น
‘หรือเป็เพราะไฟดับกันนะ? ’ สมองยังชวนเธอให้คิดในแง่บวก แต่หัวใจมันยังกล้าๆกลัวๆไม่กล้าเดินเหยียบลงไปที่อีกฟากของฝั่งนั้น
‘เอ๊ะ!!!’
แต่ดูเหมือนว่าจะเธอเห็นอะไรบางอย่าง ภาพที่ผ่านไปทางหางตา ั์ตาสีแดงฉานกำลังจ้องมองเธออยู่ใกล้ในระยะเกือบเผาขน
“กรี๊ด!!!”
เสียงร้องลั่นะโด้วยความหวาดกลัว สาวน้อยรีบย่อตัวแล้วเอามือกุมหัวในทันที
‘มันไม่จริง มันไม่จริง โลกที่ไม่มีพระเ้า จะมีผีอยู่ได้ยังไงกัน!!’ เธอหลับตาพร้อมกับส่ายหัว ผู้คนเริ่มมามุงดูเพราะอยากรู้ว่าเกิดเื่อะไรกัน
“อะไร! อะไร๊!! เกิดอะไรขึ้น!!!” เสียงที่เคยหวานถูกเปลี่ยนให้กลับมาเข้มจนสมชาย กล้ามแขนมัดใหญ่พยายามแหวกว่ายให้ฝูงชนแยกตัวออกจากกัน
เมื่อสาวน้อยได้ยินเสียงที่คุ้นเคยจึงรีบพูดขึ้นด้วยเสียงอันสั่นเครือ
“อาเจ๊! หนูเห็นดวงตาสีแดงๆกำลังจ้องมองมา มันคืออะไรก็ไม่รู้!”
พอคุณเชอร์รี่ได้ยินก็รีบวิ่งออกไปดู เขามองหานานอยู่พักใหญ่ก่อนจะพูดขึ้นว่า
“เธอพูดถึงเื่อะไรกัน”
“ก็นั่นไงมันอยู่ตรงด้านซ้ายหลังประตูนั่นไง” เธอยื่นแขนชี้ออกไป แต่ยังคงก้มหน้าหลับตาอยู่เหมือนเดิม
คนอื่นๆก็ต่างพากันกรูเดินออกไปดูเพราะอยากรู้ว่ามันคืออะไร แต่พอพวกเขาได้เห็นภาพแล้วต่างก็พากันเงียบกริบ ในตอนนี้ทุกสายตาเปลี่ยนกลับมาจ้องที่เธอเพียงคนเดียว
“ยัยหนู เธอก็น่าจะรู้ว่าถนนฝั่งซ้ายของหลังร้านเราน่ะมันเป็ทางตันนะ” คุณเชอร์รี่เอาแขนเท้าเอวแล้วพูดย้ำอีกครั้ง
“แต่ตอนหนูเปิดประตูดูมันมืดไปหมดเลยนะ”
“เธอลองลืมตาแล้วลุกขึ้นมาดูเองสิ”
หญิงสาวค่อยๆขยับตัวลุกขึ้นแล้วค่อยๆเปิดตาออก ตรอกซอยที่เคยมืดดวงตาสีแดงที่เคยเห็นตอนนี้มันกลับส่องสว่าง พอหันมองไปด้านข้างๆ ก็เห็นเ้าแมวอ้วนสีดำกำลังนอนอยู่
“แง้วววว~”
“เอ๊ะ?”
“ฟุ่บ! นี่..เธออย่าบอกนะ ว่าเธอเผลอโดนเ้าแมวน้อยนี่มองแล้วดันหลอนว่าเจอผีนะ” คุณเชอร์รี่กลั้นขำ พลอยทำให้คนอื่นกลั้นขำตามไปด้วย
“ฟุ่บ ฮ่าๆๆ”
แต่มันทนไม่ไหว เสียงหัวเราะต่างค่อยๆเริ่มไหลออกมา ตอนนี้เธอกลายเป็ตัวตลกท่ามกลางเหล่าฝูงชน
“ตะ แต่หนูเห็นนะตอนแรกมันมืดสนิทไปหม-”
“อ๋อ พอดีไฟแถวนี้มันไม่ค่อยดีน่ะ เห็นว่าพรุ่งนี้ทางรัฐเขาจะมาเปลี่ยนหลอดอันใหม่ให้ แต่ก็เข้าใจเธออยู่หรอกเพราะดวงตาของแมวมันสามารถสะท้อนแสงได้นี่เน๊อะ โฮ๊ะๆๆๆ”
คุณเชอร์รี่ชิงตอบกลับแล้วพลันหัวเราะเยาะเย้ยใส่ ตอนนี้เขากลายเป็คนที่หัวเราะดังที่สุดในร้านไปแล้ว
หญิงสาวช็อคก่อนก้มหน้าด้วยความอับอายจนใบหน้าแดงก่ำไปถึงหู แต่ถึงเห็นอย่างนั้นทุกคนก็ยังคงหัวเราะใส่เธออยู่และดูทีท่าว่าจะไม่ยอมหยุด
ตัวของสาวน้อยเริ่มสั่นจนทะลุจุดเดือด ทั้งสองมือเริ่มกำหมัดเอาไว้แน่นและจุดจบของเื่ราวหลังจากนี้คือ ใช่แล้ว...
จะมีเหรอที่หญิงสาวคนนี้จะยอมถูกคนอื่นทำให้กลายเป็ตัวตลกอยู่เพียงฝ่ายเดียว
‘ปัง!!! กริ๊ก!’
‘เอ๊ะ’
‘...’
“เห้ย!!! ยัยบ้า นี่เธอทำบ้าอะไรเปิดประตูเดี๋ยวนี้นะ!!!” เหล่ากลุ่มคนที่หัวเราะใส่เมื่อครู่ต่างพากันมาออกันที่ด้านหน้าแล้วรีบก่นด่าใส่เธอในทันที พวกเขาพยายามทุบประตูแล้วะโเรียกจนสุดเสียงแต่ก็หาได้มีสัญญาณใดตอบกลับมา
ใช่แล้ว ประตูเหล็กนั่นถูกล็อคใส่กลอนปิดตายจนสนิท
“เห้ออ…เอาล่ะทุกคนคงต้องเดินอ้อมกันแล้วล่ะ” คุณเชอร์รี่ได้แต่ถอนหายใจยอมแพ้ เขาหยิบจานข้าวแมวแล้วฝ่าฝูงชนเดินตรงกลับไปที่หน้าร้าน ส่วนคนอื่นๆก็ได้แต่มองแล้วรีบเดินตามร่างของเขาไปติดๆ
‘แต่คงต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าจะไปถึง’
กลับมาทางด้านของอีกฝั่งที่กำลังเดินกระทืบเท้าด้วยอารมณ์เหวี่ยงจนถึงขีดสุด ‘หึ สมน้ำหน้า บังอาจมาหัวเราะใส่ฉันดีนัก’ สาวน้อยคิดอย่างนั้นแล้วรีบเดินตรงไปยังห้องโถงเพื่อที่จะผ่านทางไปยังห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า
เธอกวาดตามองอยู่นาน ในตอนนี้ห้องโถงมันแทบไม่เหลือใครอยู่เพราะถูกทิ้งเอาไว้ที่ด้านนอกกันหมดยกเว้นเสียแต่เขา ชายคนเดิมที่กำลังส่งยิ้มให้เธอเขายังคงนั่งรออยู่ตรงนั้น
“อ้าว กลับมาแล้วเหรอครับเป็ยังไงบ้างล่ะ”
“อืม กำลังจะออกไปแล้วรออยู่นี่นะ”
“ปัง!”
“อ่ะ…ฮะๆ”
สิ้นเสียงประโยคที่เหมือนเป็การออกคำสั่งตัวเธอก็รีบปิดประตูอัดใส่หน้าเขาเสียจนดังลั่น ส่วนอีกฝั่งที่ต้องรับกรรมก็ทำได้แต่หัวเราะออกมาเบาๆ
‘อารมณ์แปรปรวนเสียจริง’ สายตาอันแสนเ็าเริ่มคิดก่อนจะกระดกเหล้าเข้าปากไปจนหมด
.
.
.
“เห้อ แย่ชะมัด” สาวน้อยถอนหายใจแล้วรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าพลางนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ไฟแค้นที่มันดันลุกโชติ่จากการถูกเย้ยหยันมันทำให้เธอเริ่มคิดค้นหาทุกวิถีทางที่จะเอาคืน
‘จำเอาไว้นะเจ๊ ความอับอายครั้งนี้หนูจะไม่ลืมไปชั่วชีวิต’
แต่ตัวเธอหาได้รู้เลยว่าในขณะที่ตัวเองกำลังโมโหเป็ฟืนไฟอยู่แบบนั้น มันกำลังมีสายตาคู่หนึ่งที่จ้องมองเธออยู่ผ่านทาง้าจากตึกสูง
ั์ตาคมสีแดงฉานที่ส่องสว่างท่ามกลางหิมะและความมืดมิด เขาค่อยๆ แสยะยิ้มก่อนจะเริ่มพึมพำประโยคหนึ่งที่ชวนขนลุกน่าสยดสยอง
“ฮึ มีความสุขเข้าไป…แล้วหลังจากนั้นเ้าจะได้ตายทั้งเป็”
(I CANT SLEEP WITHOUT YOU ช่วยกล่อมฉันสู่ห้วงแห่งความฝันที)