“คุณหนูระวังเป็นหวัดนะเจ้าคะ” อี้หมัวมัวสวมเสื้อคลุมให้กับจ้าวลู่ชิง ลมหนาวพัดมาเยือนเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ากำลังเข้าสู่หน้าหนาวอย่างเป็นทางการ
จ้าวลู่ชิงยืนรับลมเย็นจนผมเงางามดุจกำมะหยี่ปลิวไสวอยู่บริเวณสระบัว กลีบบัวร่วงโรยรา ความสวยงามของบัวในสระถูกฤดูหนาวพรากไป
“โรงงานเครื่องปั้นดินเผาเป็นอย่างไรบ้าง”
“ส่งเตาให้ทุกบ้านเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”
จ้าวลู่ชิงพึงพอใจกับการค้าเตาถ่าน บ้านเดิมของสกุลลี่ถูกตั้งเป็นโรงงานเครื่องปั้นดินเผา กว่าจะสามารถตั้งโรงงานที่นั่นได้ต้องขออนุญาตทางการและการยินยอมจากชาวบ้านในระแวกนั้น สุดท้ายก็จบด้วยการรับชาวบ้านระแวกนั้นเข้าทำงานเสียเลย ส่วนผู้ดูแลโรงงานคือคนสกุลอี้กับสกุลลี่ นางเป็นเพียงหุ้นส่วนเท่านั้น
สินค้าอย่างแรกที่ออกวางขายคือเตาถ่าน ยามนี้เตาถ่านกำลังเป็นที่ต้องการของตลาด เรียกได้ว่าบ้านเรือนเกินครึ่งเมืองสั่งซื้อเตาถ่านไว้สำหรับคลายหนาว จ้าวลู่ชิงร่างแบบเตาถ่านจากชาติที่แล้วขึ้นมาให้น้องชายของอี้หมัวมัวดู พวกเขาสั่งสมประสบการณ์จากการเป็นลูกจ้างในโรงงานเครื่องปั้นดินเผามาหลายปี เพียงเห็นแบบก็สามารถทำมันออกมาได้
ฤดูหนาวเริ่มขึ้นแล้ว เตาถ่านน่าจะเริ่มได้ใช้งาน ในจวนอ๋องก็สั่งซื้อเตาถ่านเตรียมต้อนรับหน้าหนาวมาแจกจ่ายให้กับคนในจวน
“คุณหนูเจ้าคะ ท่านเผยให้มาตามคุณหนูไปฝึกวรยุทธ์เจ้าค่ะ” ซูเซียงเข้ามารายงาน
“ท่านอาจารย์ไม่ได้เดินหมากกับไท่ซ่างหวงหรือ”
“ไท่ซ่างหวงกำลังเดินหมากกับเหมียนเหมียนเจ้าค่ะ”
จ้าวลู่ชิงพยักหน้ารับทราบ ตื่นเช้ามานางต้องฝึกวรยุทธ์กับท่านอาจารย์ก่อนเสมอ และอีกอย่างที่ช่วงนี้จะเห็นเป็นประจำก็คือเหมียนเหมียนนางไปเดินหมากเป็นเพื่อนไท่ซ่างหวง
เหมียนเหมียนสวมใส่หน้ากากมนุษย์จนใบหน้าบางส่วนมีผื่นสีแดงขึ้น ต้องลำบากนางปรุงยารักษาให้ แต่เพื่อช่วยสงเคราะห์ทั้งสองนางทำเพียงมองอยู่ห่างๆ มิได้ห้ามปราม
“คุณหนู” โม่เอินกระโดดลงจากหลังคามาหยุดตรงหน้าจ้าวลู่ชิงแล้วยื่นจดหมายให้
กระบอกทำมาจากเขาสัตว์บรรจุกระดาษไว้ด้านใน จ้าวลู่ชิงเทออกมาเปิดอ่าน ใบหน้าของนางเคร่งขรึมทันใด
กลับเข้าไปในห้องแล้วเผาทำลายจดหมายจนเหลือแต่เถ้าถ่าน จากนั้นก็ออกไปฝึกวรยุทธ์กับอาจารย์ของนาง
เผยเยี่ยนสังเกตอาการของลูกศิษย์ ทวนในมือแกว่งอยู่สักพักแล้วแทงเข้าใส่อย่างบ้าคลั่ง
จ้าวลู่ชิงตั้งรับทวนด้ามยาว ทวนในมือของนางป้องกันได้ทุกกระบวนท่าแต่แล้วก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับความเก่งกาจของผู้อาวุโส
“เจ้าคิดเรื่องอะไร มัวแต่ใจลอยเช่นนี้ถูกทวนแทงจนตัวพรุนขึ้นมา คนของเจ้าต้องตีโพยตีพายกล่าวหาว่าข้าลงมือหนักเกินไป”
“ข้ากำลังคิดอะไรบางอย่างเจ้าค่ะ”
ซูเซียงกับโม่เอินเข้ามารับทวนจากมือของทั้งสองแล้วนำไปเก็บเข้าที่ จ้าวลู่ชิงกับเผยเยี่ยนเดินเข้าไปนั่งในศาลาริมน้ำ
“ท่านจำนักโทษสองคนที่ลักพาตัวบุตรสกุลคหบดีได้หรือไม่”
“จำได้”
“ท่านเจ้าเมืองให้เจ้าหน้าที่ออกแกะรอยผู้สั่งการ แต่เมื่อวานเจ้าหน้าที่ถูกสังหารไปสองคน”
“จับตัวผู้สั่งการไม่ได้แถมยังเสียเจ้าหน้าที่ไปอีก” เผยเยี่ยนยกชาขึ้นจิบ พร้อมกับครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
“แล้วท่านเจ้าเมืองจะทำอย่างไร”
“ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของท่านเจ้าเมืองและคนของศาลาว่าการจัดการ”
จ้าวลู่ชิงนั่งพูดคุยกับเผยเยี่ยนเป็นชั่วยามก่อนจะขอตัวไปผลัดเปลี่ยนชุดแล้วออกไปด้านนอก
รถม้าธรรมดาเฉกเช่นรถม้าของชาวบ้านทั่วไปวิ่งตรงไปยังร้านค้าใจกลางเมือง
“คุณหนู”
ผู้ดูแลร้านเข้ามาต้อนรับผู้เป็นนาย คนที่ถูกคัดเลือกมาทำหน้าที่ย่อมเป็นพลเงาจากภัตตาคารหย่งเล่อ และเขาผู้นี้คือหวงเฟยหง บุรุษวัยกลางคนคอยดูแลงานช่วยท่านลุงหวังจนชำนาญ
“ขายดีหรือไม่”
“ขายดีดังเช่นทุกวันขอรับ”
“เข้าหน้าหนาวแล้ว ดีที่สั่งอาหารทะแลแห้งมาตุนไว้มาก” โกดังด้านหลังร้านมีจำนวนหลายหลัง ในนั้นเก็บอาหารทะเลแห้งจนเต็ม
หวงหลงจู๊รายงานการขายอย่างคล่องแคล่ว จ้าวลู่ชิงฟังไปด้วย สายตาก็กวาดมองชาวบ้านมาต่อแถวรอซื้อผักดองกับสินค้าในร้านไปขายตามจุดต่าง ๆ ของเมือง
นอกจากกองทัพลูกค้าชั้นดีของร้านคือชาวบ้านรายย่อยพวกนี้ ผักดองได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก อาหารทะเลแห้งขายช่วงแรกๆ ไม่มีใครสนใจแต่เดี๋ยวนี้ผู้คนกลับมาซื้อหามากขึ้น เพราะพวกมันสามารถเก็บไว้ได้นาน ความอร่อยของอาหารทะเลทำให้ผู้ที่เคยลิ้มลองต้องกลับมาซื้อพวกมันอีกครั้ง
สิ่งที่ขายดีสุดคงจะเป็นกุ้งแห้งกับสาหร่ายทะเลแห้ง คนส่วนใหญ่มาตามซื้อสาหร่ายทะเลแห้งถึงที่นี่เพราะได้ลิ้มลองมันยามที่เข้าไปใช้บริการร้านหม้อไฟแล้วเกิดติดใจ
จ้าวลู่ชิงขึ้นไปยังห้องชั้นสอง หน้าต่างห้องเปิดออกกว้างพอให้มองเห็นหอเทียนจวินที่ตั้งโดดเด่นอยู่ใจกลางเมือง
หอสูงเก้าชั้นถูกยกย่องให้เป็นหอประจำเมืองและยังถูกกล่าวขานว่ามีเทพเซียนปกปักรักษา ชาวบ้านต่างเชื่อกันว่าถ้าหอตั้งเด่นเป็นสง่าเมืองโยวโจวก็จะคงอยู่ต่อไปแต่ถ้าหอเกิดถล่มลงมาเมืองโยวโจวจะถึงคราวิบัติ ดังนั้นทางการจึงต้องหมั่นดูแลรักษาและซ่อมแซม
ผู้ที่จะสามารถเข้าไปด้านในหอได้มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น แต่ผู้ที่สามารถเข้าไปถึงใจกลางหอได้มีเพียงฉีอ๋องผู้เดียวเท่านั้น
ก่อนหว่านพืชลงดินทางเมืองจะจัดพิธีบวงสรวงหอเทียนจวินที่เชื่อกันว่ามีเทพเซียนปกปักรักษา เพื่ออ้อนวอนให้สวรรค์คุ้มครองพืชผลทางการเกษตรจนถึงฤดูเก็บเกี่ยว ชาวบ้านที่เข้าร่วมพิธีทำได้เพียงนั่งอยู่ด้านนอกเท่านั้น
ซูเซียงกับซูเจินถอยออกไปยืนเฝ้าหน้าห้อง ในห้องยามนี้มีเพียงจ้าวลู่ชิงนั่งอยู่
กระดาษกับพู่กันวางอยู่ต่อหน้า นางมองร้านค้าที่อยู่รอบ ๆ หอเทียนจวินแล้วจดอะไรบางอย่างลงไปบนแผ่นกระดาษ
“คุณหนู คุณชายสกุลซิ่นมาขอพบเจ้าค่ะ” ซูเซียงส่งเสียงรายงาน
มือที่กำลังจดตัวอักษรลงไปหยุดชะงัก “เชิญคุณชายสกุลซิ่นไปที่ห้องรับรอง อีกชั่วครู่ข้าจะตามไป” วางพู่กันลง เป่าหมึกในแผ่นกระดาษจนแห้งแล้วพับเป็นสี่เหลี่ยมยัดเก็บไว้ด้านในเสื้อ
ซิ่นสือนั่งรออยู่ภายในห้องรับรอง เขาจิบชารอไปเรื่อย ๆ พร้อมมองออกไปนอกหน้าต่าง
“ขออนุญาตเจ้าค่ะ” ซูเจินส่งเสียงก่อนจะผลักประตูให้เปิดออก
จ้าวลู่ชิงก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทีนิ่งสงบ นางวางตัวดั่งชนชั้นสูงที่ถูกอบรมมาเป็นอย่างดี
“ข้าขอแสดงความยินดีกับกูเหนียงด้วย” ซิ่นสือรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้แสดงความยินดีกับสตรีตรงหน้า
“ท่านแสดงความยินดีกับข้าเพราะเรื่องใด?”
“เรื่องที่ฝ่าบาทคืนบรรดาศักดิ์ให้กับสกุลจ้าวอย่างไรล่ะ”
ซิ่นสือยิ้มกว้างประจบประแจง เหตุใดตนจะไม่ประจบหลานของคนที่มีบรรดาศักดิ์เป็นถึงกั๋วกง
จ้าวลู่ชิงมิได้ตกใจแต่อย่างใด นางพอจะรู้ข่าวมาบ้างแล้ว ข่าวที่นางรับรู้ก็มาจากท่านลุงหวัง ผู้ดูแลภัตตาคารหย่งเล่อนั้นเอง
“คุณชายเชิญนั่งลงเถิด” ผายมือเชิญ “ท่านมาหาข้าในวันนี้เพราะเหตุผลใด” นางไม่อ้อมค้อมให้เสียเวลา
“ข้ามาเพื่อขอบคุณเรื่องที่ท่านช่วยน้องสาวข้าจากพวกค้ามนุษย์ น้องสาวข้ายังหวาดผวากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่มาก ช่วงนี้จึงไม่สามารถมาขอบคุณด้วยตนเองได้ รอให้นางดีขึ้นอีกสักหน่อยข้าจะพานางมาขอบคุณท่าน”
“คุณชายมิต้องเกรงใจ ข้าต้องขอบคุณสำหรับของกำนัลที่ท่านนำมามอบให้”
“นั่นเป็นการตอบแทนน้ำใจของกูเหนียง” สกุลซิ่นแอบส่งของไปให้นางถึงจวนอ๋องก็เพื่อตอบแทนและยังต้องการผูกสัมพันธ์กับนางด้วย
“คุณชายมาเพื่อขอบคุณอย่างเดียว?”
“กูเหนียงรู้ทันข้าอีกแล้ว ข้าอยากมาคุยเรื่องการค้ากับท่าน”
“การค้าชนิดใด”
“ข้าอยากรับซื้อสินค้าจากโรงงานของท่าน”
จ้าวลู่ชิงวางถ้วยชาลงบนโต๊ะแผ่วเบา “มิทราบว่าท่านต้องการซื้อสินค้าชนิดใด”
“ผักดองกับพริกน้ำมัน” ซิ่นสือไม่อ้อมค้อมให้เสียเวลาเช่นกัน
“ผักดองท่านสามารถซื้อได้ แต่พริกน้ำมันท่านต้องรอปีหน้า”
“ทำไมต้องรอถึงปีหน้า”
“พวกเราไม่มีวัตถุดิบมากพอ” โรงงานผลิตพริกน้ำมันเพื่อป้อนให้ภัตตาคารหย่งเล่อเท่านั้นจึงไม่สามารถขายให้ผู้อื่นได้
ซื่นสือรู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่ง พริกน้ำมันนั้นอร่อยจนเขาต้องไปใช้บริการภัตตาคารหย่งเล่อและร้านหม้อไฟเป็นประจำ
“ของอร่อยถึงเพียงนี้ เหตุใดถึงได้มีน้อยนัก”
“เพราะพริกคือพืชจากต่างแคว้นอย่างไรล่ะ”
“แล้วกูเหนียงรู้ได้อย่างไรว่ามันสามารถทานได้”
“คนที่นำมาขายบอกข้าว่ามันสามารถทานได้ ข้าจึงนำมาทดลองอยู่นานจึงได้สูตรพริกน้ำมันออกมา”
ซูเซียงกับซูเจินหูกระดิกกับทำพูดเมื่อสักครู่ ทดลองนานหรือ? คุณหนูใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามก็ได้พริกน้ำมันออกมาแล้ว ทั้งสองยืนก้มหน้าฟังคุณหนูโกหกคุณชายสกุลซิ่น
“ข้าเสียดายยิ่งนัก แต่ไม่เป็นไรเพราะยังมีผักดอง ได้ทำการค้ากับท่านถือว่าเป็นเกียรติยิ่งนัก” ผูกสัมพันธ์กับสกุลจ้าวนับเป็นเรื่องดียิ่งกว่าทำการค้าเสียอีก และคนตรงหน้าดูเหมือนว่าจะครองตำแหน่งนายหญิงแห่งจวนอ๋อง
ผู้ใดก็ทราบว่าจวนอ๋องไม่เคยเปิดประตูต้อนรับสตรี แต่กูเหนียงผู้นี้ได้เข้าไปอยู่อาศัยในจวนอ๋อง และยังอาศัยอยู่นานแล้วด้วย
แม้อาชีพพ่อค้าวาณิชจะถูกจัดให้อยู่ระดับล่างแต่ต้องยอมรับว่าเงินเป็นตัวช่วยให้พวกตนอยู่อย่างสุขสบาย เส้นสายจากคนของทางการย่อมใช้เงินแลกมา อยากรู้เรื่องใดก็แค่ใช้เงินเล็กน้อยคนพวกนั้นก็พร้อมส่งข่าวให้
“ข้าก็รู้สึกเป็นเกียรติเช่นเดียวกันที่ได้ทำการค้ากับท่าน”
จ้าวลู่ชิงตอบรับไมตรีของซิ่นสือก็เพราะสกุลเขาคือผู้สนับสนุนกำลังทรัพย์รายใหญ่ให้แก่กองทัพ
ต่อให้พวกเขาสนับสนุนเพราะต้องการให้ทางการคุ้มครองนางก็ไม่ติดขัด เงินที่พวกเขาสนับสนุนนั้นช่วยให้ทหารได้อิ่มท้องกว่าที่ควรจะเป็น
ทหารมีจำนวนมากกว่าประชากรในเมืองเสียอีก งบจากส่วนกลางที่ลดลงเรื่อย ๆ เพราะต้องการกดดันให้ฉีอ๋องลดกำลังทหารจะเพียงพอได้อย่างไร กำลังทรัพย์ส่วนตัวต่อให้มีมากเพียงใดก็ย่อมร่อยหรอลง ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากพวกคหบดีทั้งหลายกองทัพคงอยู่ไม่ได้มาจนถึงทุกวันนี้
จ้าวลู่ชิงกับซิ่นสือสนทนากันอยู่พักใหญ่ก่อนซิ่นสือจะขอตัวกลับ เพราะรู้สึกว่ารบกวนเวลาของนางมากเกินไป