ตอนที่ 5 (5)
พริบตานั้นเจี่ยนอินเหมือนถูกดึงตกลงมาจากก้อนเมฆที่ลอยสูง ล้มลงกับพื้นเจ็บจนลุกไม่ขึ้น เขาไม่เข้าใจว่าทำไมตนเองถึงมีความรู้สึกเช่นนี้ จิตใจรู้สึกสับสนวุ่นวายอย่างยิ่ง
“ผม...ทำให้คุณโกรธหรือเปล่าครับ” เจี่ยนอินรวบรวมความกล้าเปิดปากพูด
นึกถึงสองวันก่อนที่ถูกทิ้งให้นั่งผึ่งลมอยู่ในห้องรับแขกชั้นบน ไม่กล้าก้าวออกจากประตู เอาแต่รอให้ใครสามารถมาดูเขาได้
แต่พอคิดอย่างละเอียดอีกทีก็รู้สึกว่าที่ตนอยากให้มีใครสักคนมาดูตัวเองต่างหากที่แปลก ใจเขาเอาแต่คิดถึงหงเซี่ยน เห็นชัดว่าคนที่ควรรับผิดชอบไม่ใช่หงเซี่ยน แต่เป็กวนเย่ว์พ่อของหงเซี่ยน ทว่าเขาก็ยังคงรู้สึกผิดหวังมากที่หงเซี่ยนไม่สนใจเขา
แปลกมาก...แปลกมากจริงๆ...
ทั้งๆ ที่ก็ไม่ใช่กงการอะไรของหงเซี่ยนนี่นา...
มือของหงเซี่ยนที่กำลังจัดแขนเสื้ออยู่พลันหยุดชะงัก บรรยากาศก็เงียบไปชั่วขณะ
เจี่ยนอินครุ่นคิด จากนั้นก็กัดฟันให้กำลังใจตัวเอง “ผู้าุโหง คุณตำรวจเพิ่งออกไปไม่นาน ผมคิดว่าวิ่งให้เร็วหน่อย ก็น่าจะยังพอตามพวกเขากลับไปที่กรมตำรวจทัน ขอบคุณสำหรับการดูแลใน่หลายวันมานี้ของคุณนะครับ ผมควรจะตามพวกเขาไปถึงจะถูก ตรวจสอบกล้องวงจรปิดไม่น่าจะนาน ขอแค่พวกเขาช่วยผมหาครอบครัวเจอ ผมก็สามารถกลับบ้านได้แล้ว!”
เจี่ยนอินโค้งคำนับให้หงเซี่ยนอย่างสุดซึ้ง ฉับพลันก็หันหลังกลับและจากไปอย่างเด็ดเดี่ยวแน่วแน่
“แล้วถ้าหาครอบครัวไม่เจอ หรือนายไม่มีบ้านล่ะ เมื่อถึงตอนนั้นนายจะไปที่ไหนอีก” หงเซี่ยนพูดขึ้นกะทันหัน ประโยคที่พูดก็ยาวอีกด้วย
เจี่ยนอินตะลึงงัน “ผม...ไม่มีครอบครัว...” ทันใดนั้นเจี่ยนอินก็รู้สึกถึงอารมณ์โศกเศร้าที่ทะลักออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
“ผม...ผมจะไม่มีครอบครัวจริงๆ เหรอ” ไม่รู้ว่าประโยคนี้ทิ่มแทงไปที่จุดต่อมน้ำตาแตกของเจี่ยนอินโดยตรงได้อย่างไร เขาอยากจะร้องไห้ ขอบตาร้อนผ่าว แล้วน้ำตาก็ไหลลงมา
“เพราะงั้นที่สองวันนี้ไม่มีใครไปแจ้งความที่กรมตำรวจว่าผมหายไป และไม่มีใครมาตามหาผม เป็เพราะว่าผมไม่มีครอบครัว มีแค่ผมตัวคนเดียวงั้นเหรอ” เจี่ยนอินกล่าวพร้อมกับสะอื้น
คนที่ร้องไห้คือเจี่ยนอิน แต่จู่ๆ หงเซี่ยนกลับเคลื่อนที่ในพริบตา และมายืนอยู่ตรงหน้าเจี่ยนอินที่กำลังก้มหัวขยี้ตาอยู่
จากนั้นสักพักหงเซี่ยนถึงได้ถามว่า “ร้องไห้ทำไม”
“...ไม่รู้ครับ” เจี่ยนอินก้มหัว น้ำมูกแทบจะไหลออกมาอยู่รอมร่อ
ท่าทางที่น่าสงสารนั้นทำให้หงเซี่ยนเศร้าไปทั้งใจ แต่ชีวิตนี้หงเซี่ยนไม่เคยปลอบใครมาก่อน ก็เลยทำได้เพียงยืนอยู่ตรงหน้าของเจี่ยนอินโดยที่ทำอะไรไม่ได้เลย
“ซวี่ๆๆ” มีเสียงส่งซิกดังมาจากปากบันได เป็กวนเย่ว์ที่ผมฟู สวมชุดนอนและรองเท้าแตะแพนด้าขนปกปุยแบบเดียวกันกำลังนั่งส่งเสียงอยู่บนขั้นบันได
หงเซี่ยนไม่รู้ว่าพ่อของเขาคนนี้กำลังทำอะไรอีกแล้ว จึงเงยหน้าขึ้นไปมอง
“ลูบหัวเขา…” กวนเย่ว์บีบเสียงพูดเบาๆ “แบบนี้!” กวนเย่ว์เอื้อมมือไปลูบหัวตัวเองเพื่อทำเป็ตัวอย่างให้กับลูกชาย
“...” หงเซี่ยนไม่คิดว่าทำแบบนี้แล้วจะได้ผลอะไร แต่เมื่อเห็นเจี่ยนอินร้องไห้หนักขึ้นและโศกเศร้ามากขึ้นเรื่อยๆ เขาจึงทำได้เพียงยกมือขึ้นอย่างแข็งทื่อ แล้วค่อยๆ วางฝ่ามือลงบนหน้าผากของเจี่ยนอินอย่างช้าๆ แล้วลูบเบาๆ
“พูด พูดสิเ้าลูกโง่!” กวนเย่ว์บีบเสียงพูดต่อ
“ต้องพูดอะไร” หงเซี่ยนถาม
เมื่อได้ยินหงเซี่ยนพูด เจี่ยนอินก็เงยหน้าขึ้นมองหงเซี่ยนอย่างงงงัน
หงเซี่ยนสังเกตเห็นว่าดวงตาของเจี่ยนอินจับจ้องมาที่ตน ถึงได้ถอนสายตาจากกวนเย่ว์ ขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วพูดว่า “อย่าร้องไห้...”
เจี่ยนอินสะอึก จากนั้นก็ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เลย เขาเอาแต่จ้องมองหงเซี่ยนและสะอึก
หงเซี่ยนยื่นมือออกมา ในมือมีแก้วที่ใส่น้ำอุ่นจนเกือบเต็มเพิ่มขึ้นมา เขายื่นแก้วไปที่ปากของเจี่ยนอินแล้วเอียงเล็กน้อย “ดื่ม”
เจี่ยนอินใจนไหล่สะดุ้ง จากนั้นก็อ้าปากอย่างเชื่อฟัง และงับขอบแก้วไว้
หงเซี่ยนควบคุมพลัง ค่อยๆ ป้อนน้ำในแก้วให้เจี่ยนอินอย่างช้าๆ
เจี่ยนอินกลืนน้ำอุ่นลงคอไปทีละอึกๆ โดยทุกครั้งที่กลืน ก็จะได้ยินหงเซี่ยนพูดว่า “กลั้นหายใจสามวิ อย่าหายใจ!” จนกระทั่งดื่มน้ำในแก้วหมด และอาการสะอึกก็หยุดลง เจี่ยนอินถึงได้เงยหน้าขึ้น แอบเหลือบมองไปที่หงเซี่ยน
ตอนที่หงเซี่ยนยกมือขึ้นเป็ครั้งที่สอง แก้วก็หายไปแล้ว จากนั้นเขาก็ใช้ฝ่ามือที่อุ่นเล็กน้อยของตัวเองลูบผมของเจี่ยนอินอีกครั้ง
เส้นผมสีดำสั้นนุ่มมาก ให้ความรู้สึกดีอย่างน่าประหลาด
เ้าหนูที่อยู่ใต้ฝ่ามือว่านอนสอนง่ายใบหน้าแดงเล็กน้อย มองดูแล้วน่ารักมาก
หัวใจทั้งสองดวงเหมือนถูกกระแทกเบาๆ มันสั่นขึ้นเล็กน้อย ปลุกเร้าอารมณ์ของคนหนุ่มสาวที่ไม่ประสีประสาและโง่เขลาแบบเดียวกันขึ้นมา บรรยากาศแปลกๆ ที่มีพวกเขาทั้งสองเป็ศูนย์กลาง เหมือนกับระลอกคลื่นที่ค่อยๆ สั่นไหวไปรอบๆ อย่างเชื่องช้า
“...” กวนเย่ว์ที่อยู่ตรงตีนบันไดจ้องจนตาค้างไปแล้ว เขาแค่สอนวิธีการปลอบเ้าหนูน้อยให้เ้าลูกโง่ของตนเท่านั้น แล้วตอนนี้ที่ผุดขึ้นมาเต็มไปหมดมันคืออะไร ฟองสีชมพูงั้นเหรอ
กวนเย่ว์หันไปมองป้ายที่มีคำว่า ‘ร้านหมั้นหมาย’ สามคำที่แขวนอยู่ในห้องโถง จากนั้นก็มองดูลูกชายคนโตกับบางทีก็อาจจะเป็ลูกชายคนเล็กที่ตนไปไข่ทิ้งไว้ข้างนอกและไม่ได้เก็บกลับมาอีกครั้ง...
นี่ไม่ว่าจะมองยังไงก็ดูท่าไม่ดีเลยจริงๆ...
----------------------
คุณนักอ่านติดตามอ่านต่อได้ที่ลิงก์นี้นะคะ
https://www.readawrite.com/a/65d41aaf973d434182a4e02a9c8c95ac