จิ่งเสี่ยวเยวี่ยทำหน้ายิ้มแย้มประจบประแจงกล่าวว่า “อาหญิงใหญ่ หนูมาขอบคุณค่ะ”
อาหญิงใหญ่จ้องมองเธอด้วยความรังเกียจ จิ่งเสี่ยวเยวี่ยบอกว่ามาขอบคุณ แต่ในมือกลับถือแอปเปิลมาเพียงไม่กี่ลูก ขี้เหนียวจนน่าเกลียด สมกับเป็นลูกที่หลิวชุนฮวาสอนมา ไม่มีมารยาทเอาเสียเลย
อาหญิงใหญ่คว้าแอปเปิลมาจากมือของเธอ “ฉันรับน้ำใจของแกแล้ว ที่บ้านยังมีธุระ ไม่ว่างชวนกินข้าว แกไปเถอะ!”
อาหญิงใหญ่กล่าวจบก็เตรียมจะปิดประตู แต่จิ่งเสี่ยวเยวี่ยก็ไหวตัวทัน รีบใช้เท้ากั้นประตูไว้ แล้วยกยิ้มพลางพูดว่า “หนูทานข้าวมาแล้ว ไม่ได้มาทานข้าวที่บ้านอาหญิงใหญ่ วันนี้หนูมาหาพี่สาว มีปัญหาอยากจะขอคำปรึกษาจากพี่ค่ะ”
อาหญิงใหญ่หัวเราะเยาะ “แกจะมาขอคำปรึกษาเรื่องการเรียนจากหมิงลี่ใช่ไหม? ปกติหล่อนก็ยุ่งกับการเรียนมากพอแล้ว ไม่ว่างมาสอนแกหรอก รีบไปเถอะ อย่ามาทำให้หล่อนเสียเวลาเรียน!”
พูดจบก็ใช้เท้าเตะขาของจิ่งเสี่ยวเยวี่ยที่กั้นประตูออก แล้วปิดประตูใส่หน้าอย่างแรง ครั้งที่แล้วเพราะเรื่องของจิ่งเยี่ยนกุย เธอจึงให้อู๋ต้าเฉิงพาจิ่งเสี่ยวเยวี่ยไปเรียนหนังสือในเมือง แต่สุดท้ายเรื่องของจิ่งเยี่ยนกุยก็ไม่สำเร็จ ตอนนี้พอเธอเห็นจิ่งเสี่ยวเยวี่ยก็รู้สึกไม่ชอบขี้หน้าเอาเสียเลย
จิ่งเสี่ยวเยวี่ยรู้ดีว่าอาหญิงใหญ่เป็นคนอย่างไร ด้วยนิสัยเดิมของเธอ หากอาหญิงใหญ่ทำกับเธอแบบนี้ วันนี้เธอคงจะหันหลังกลับไปแล้ว
แต่เพราะวันนี้เธอมีจุดประสงค์อื่น จึงต้องอดทนไว้ แล้วเคาะประตูอีกครั้ง
อาหญิงใหญ่โมโห เปิดประตูออกมาเตรียมจะด่า แต่จิ่งเสี่ยวเยวี่ยก็ชิงพูดก่อนจะโดนด่าว่า “จิ่งเยี่ยนกุยทำให้อาเขยใหญ่ต้องเจอปัญหาในการทำงาน คุณอาไม่คิดจะจัดการกับหล่อนเหรอคะ?”
อาหญิงใหญ่ชะงักไป จิ่งเสี่ยวเยวี่ยก็พูดต่อไปว่า “หนูมีวิธีจัดการกับหล่อน แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากพี่สาว”
อาหญิงใหญ่กวาดสายตามองจิ่งเสี่ยวเยวี่ยตั้งแต่หัวจรดเท้า สุดท้ายก็ยอมให้จิ่งเสี่ยวเยวี่ยเข้ามา
จิ่งเยี่ยนกุยไม่รู้เรื่องที่จิ่งเสี่ยวเยวี่ยไปสมคบคิดกับอาหญิงใหญ่เพื่อจะทำร้ายเธอ ถึงแม้จะรู้เธอก็ไม่ใส่ใจ
เพราะเธอรู้ดีว่าคนพวกนี้ไม่มีทางที่จะยอมสงบลงได้ เธอแค่ทำหน้าที่ของตัวเองก็พอ ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปใส่ใจกับพวกเขา หากพวกเขาเข้ามาอยู่ในกำมือของเธอเมื่อไหร่ ก็ค่อยจัดการก็แล้วกัน
ตอนนี้เธอวุ่นอยู่กับเรื่องบ้านใหม่และเรื่องเรียน แล้วยังมีคุณปู่ซูคอยตรวจสอบความก้าวหน้าในการเรียนแพทย์อยู่บ่อยๆ ในทุกๆ วันเธอจึงยุ่งจนหัวหมุน
สิบกว่าวันต่อมา บ้านใหม่ก็จัดเตรียมเสร็จเรียบร้อย มีกระเบื้องเพิ่มขึ้นมาอีกมาก กำแพงก็ซ่อมแซมจนเสร็จสิ้น เฟอร์นิเจอร์ก็ทำเสร็จเกือบหมด แล้วก็ขนเข้าไปในบ้าน
ซูไป่ชิงก็นำตู้ยาเก่ามาให้ นอกจากตู้ยาแล้ว ยังมีหม้อยาขนาดใหญ่ที่จิ่งเยี่ยนกุยขอให้เขาช่วยหาซื้อมาให้ด้วย
หยางหว่านซิ่วเลือกวันฤกษ์งามยามดี ทั้งยังเชิญผู้มีวิชามาสวดมนต์ขับไล่สิ่งชั่วร้าย พอถึงเวลา พวกเขาก็เริ่มย้ายบ้าน
จริงๆ แล้วบ้านหลังเก่าก็ไม่มีอะไรที่ต้องขนย้ายมากนัก ของที่แพงที่สุดในบ้านก็คือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ฟางเสียนจือให้มา หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ใช้ ก็จะพังเสียหายได้ง่าย
ก่อนหน้านี้บ้านหลังเก่าเล็กเกินไป ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับฟางเสียนจือก็ยังไม่ชัดเจน จึงไม่ได้แกะออกมาใช้ ตอนนี้บ้านใหม่มีที่ให้วางแล้ว ความสัมพันธ์ของเธอกับฟางเสียนจือก็แน่ชัดแล้ว เครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้จึงสามารถนำมาใช้ก่อนได้ เมื่อถึงตอนที่พวกเขาแต่งงาน เธอก็ค่อยซื้อใหม่อีกชุด
ในวันที่ย้ายบ้าน เจียงอี่โหลวก็มาช่วยด้วย บอกว่ามาช่วย แต่จริงๆ แล้วคือมาแสดงความยินดีและดูลาดเลา
เพราะเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านั้นมีน้ำหนักมาก อารองและอาสามของตระกูลจิ่งจึงมาช่วยขน
อารองมองเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านั้นด้วยความอิจฉา และเอาแต่พูดว่า “เยี่ยนกุยเป็นเด็กที่เก่งกาจและมีอนาคตจริงๆ ทั้งยังกตัญญูและขยันขันแข็งอีกด้วย”
อาสามกลับพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชันว่า “นางหนูเยี่ยนกุย แกซ่อนความเก่งกาจไว้ได้ลึกจริงๆ มีความสามารถหาเงินได้มากมาย แต่กลับปิดบังไว้ แถมยังไม่คิดจะช่วยพวกอาๆ เลย!”
จิ่งเยี่ยนกุยไม่ลืมว่าตอนที่อาหญิงเล็กจิ่งหย่า อาสามได้ทำกับเธอไว้อย่างไร เธอยิ้มแล้วพูดว่า “อาสามวางใจได้เลย ตอนนี้หนูเลี้ยงดูคุณปู่คุณย่าได้แล้ว ต่อไปก็ไม่ต้องให้อาเป็นห่วงอีกแล้ว แต่ข้าวเปลือกสามร้อยชั่งที่อาต้องให้คุณปู่คุณย่าทุกปี ห้ามขาดแม้แต่ชั่งเดียวนะคะ”
อาสาม “…”
เขารู้สึกว่านางเด็กนี่ใจแคบจริงๆ เขาแค่พูดไม่ดีกับเธอไม่กี่คำ เธอก็ยังจำได้!
แล้วเขาก็พูดด้วยน้ำเสียงประชดประชันอีกว่า “แกมัวแต่ทำอะไรไม่เป็นเรื่องเป็นราวทุกวัน แม้จะได้เงินมา ก็คงไม่ใช่เงินที่สะอาดหรอก!”
หยางหว่านซิ่วโกรธทันที “ทำไมพูดจาแบบนี้? เยี่ยนกุยหาเงินมาได้ยังไง ฉันเห็นอยู่ทุกวัน เงินสะอาดมาก! แกเป็นอาแท้ๆ กลับอิจฉาหลาน แล้วยังมาใส่ร้ายหลานอีก แกยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า?”
อาสามถูกหยางหว่านซิ่วด่าจนหน้าเสีย แต่ก็ยังไม่ยอม “แม่เห็นแต่สิ่งที่หล่อนทำอยู่ที่บ้าน ใครจะรู้ว่าข้างนอกหล่อนทำอะไร…”
เขายังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกจิ่งจงอี้เอากระบอกยาสูบเคาะหัว จนร้องโอดโอย “พ่อ ตีผมทำไม!”
“แกปากเสียสมควรโดนตี!” จิ่งจงอี้พูดด้วยสีหน้าเย็นชา “อยากจะให้เยี่ยนกุยช่วยเหลือ แล้วยังอิจฉาความสามารถของหล่อน แถมยังมาใส่ร้ายหล่อนอีก ทำไมแกมันถึงได้เป็นแบบนี้!”
อาสามโยนของในมือทิ้ง “ผมเป็นอาของหล่อน หล่อนมีช่องทางทำเงิน แต่กลับพาคนนอกเข้ามา แต่ไม่พาพวกเราทำด้วย หล่อนทำแบบนี้มันก็ไม่ถูกต้อง!”
ตอนนี้เขาถือหม้อเคลือบใบใหญ่อยู่ หม้อจึงแตกกระจัดกระจาย
จิ่งเยี่ยนกุยโกรธขึ้นมาทันที จ้องหน้าอาสามด้วยความเย็นชา “หนูเรียกอาว่าอาสาม อาก็คิดว่าตัวเองเป็นอาหนูจริงๆ ซะแล้ว อาชอบวางตัวเป็นผู้ใหญ่มากนัก แบบนี้คงอยากจะเลียนแบบจิ่งเจี้ยนกั๋วใช่ไหมคะ?”
อาสามนึกถึงสภาพที่น่าเวทนาของครอบครัวจิ่งเจี้ยนกั๋วในช่วงนี้ ก็รู้สึกหนาวสะท้าน แล้วพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างว่า “แกมันใจคด ไม่สนใจแม้แต่พ่อแม่บุญธรรม ระวังจะถูกฟ้าผ่าตาย!”
จิ่งเยี่ยนกุยขี้เกียจจะทะเลาะกับเขา จึงยื่นมือออกไป “หนูจะถูกฟ้าผ่าตายหรือไม่ มันก็เป็นเรื่องของหนู แต่ตอนนี้อาทำหม้อของหนูแตกก็ต้องชดใช้ หม้อนี้ราคาเดิมร้อยห้าสิบหยวน แต่ใช้มาได้ระยะหนึ่งแล้ว งั้นจะให้ราคาแบบลดหย่อน อาจ่ายให้หนูร้อยยี่สิบหยวนก็พอ!”
“ฉันมาช่วยแกขนของ พอทำหม้อแตก แกกลับจะให้ฉันชดใช้เงิน จิ่งเยี่ยนกุย แกยังมีความละอายอยู่ไหม?” อาสามพูดด้วยความโกรธ แล้วเตรียมจะเดินจากไป
จิ่งเยี่ยนกุยคว้าเสื้อเขาไว้ไม่ให้ไป “ถ้าอาทำแตกโดยไม่ได้ตั้งใจ หนูก็จะถือว่าแล้วกัน แต่เมื่อกี้ทุกคนเห็นชัดเจนว่าอาตั้งใจทำแตก ดังนั้นมันจึงเป็นคนละเรื่องกัน ทำแล้วก็ต้องมีความรับผิดชอบ!”
พูดจบก็เหลือบมองแล้วพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม “อีกอย่าง วันนี้หนูได้บอกให้อามาช่วยงั้นเหรอคะ?”
แน่นอนว่าเธอไม่ได้บอกให้อาสามมาช่วย แต่นั่นเป็นเพราะอาสามคิดว่าตอนนี้เธอมีหน้ามีตาแล้ว อยากจะมาขอส่วนบุญด้วย จึงอาสามาช่วย
แต่พอเขามาเห็นเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านั้น และคิดว่าจิ่งเยี่ยนกุยซื้อบ้านในเมืองได้เร็วขนาดนี้ เขาก็รู้สึกอิจฉา จึงควบคุมปากตัวเองไว้ไม่ได้
อาสามโกรธทันใด “ต่อให้ฉันตั้งใจทำแตก แล้วยังไง? แกมีเงินตั้งเยอะ ซื้อใหม่สักใบมันจะยากอะไร ทำไมต้องมาจู้จี้จุกจิกขนาดนี้ แกจะตัดญาติขาดมิตรเลยหรือไง?”