“ไม่น่าเล้ย... ไม่น่าเลย..
ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าผลจักเป็เช่นไร”
เสียงซุนโหวหวังดังขึ้นข้างหูผม
ผมเห็นมันกอดอกส่ายหัวไปมาอย่างคนที่ดูละครฉากเดิมมาหลายรอบแล้วรู้ตอนจบเป๊ะ ๆ
ผมหันไปมองมันอย่างสงสัย
“เ้าหมายความว่าไงโหวหวัง?
ไม่ใช่ว่าพวกนั้นเป็..
เอ่อ.. คู่หมั้นกันเหรอ?”
ไอ้หมอนี่หันมามองผมแบบจะขำก็ขำไม่ออก แล้วตอบด้วยน้ำเสียงปลง ๆ
“ฉันไม่เปลืองน้ำลายเล่าเื่พวกเขาหรอก…
ตามนิสัยของแม่หญิงซากิกับอ้ายหม่าเฟยนั่นน่ะ
ประเดี๋ยวพวกมันก็คงพ่นน้ำลายใส่กันเองนั่นแหละ”
พูดจบก็เดาะลิ้นหนึ่งที แล้วใช้ลิ้นแทนมือ..
ใช่ครับ..
มันใช้ลิ้นเลยจริง ๆ ใช้ลิ้นชี้ไปยังเหตุการณ์ข้างหน้า
ผมหันไปตามที่มันชี้ แล้วก็ได้เห็นสิ่งที่โหวหวังบอกจริงเป๊ะ
อุสางิซากิคนที่ว่ากันว่าเป็หนึ่งในสตรีทรงอำนาจที่สุดแห่งยุทธทวีป..
หรืออย่างน้อยก็ในอาณาจักรปัญจมิตร
ตอนนี้เธอกำลังพยายามยิ้ม...
แต่เป็รอยยิ้มแบบที่เห็นแล้วอยากหลบสายตา
“วะ...วันนี้ท่านต้องลงประลองแข็งขัน
คงใจจดใจจ่อกับการประลองเป็แน่...
เป็ซากิเองที่รีบร้อนเข้ามาหาท่านในเวลาที่ท่าน้าสมาธิสำหรับการแข่งขัน..”
เธอถอนสายบัว ท่าทางเรียบร้อยและแปลกตาสำหรับผม
แต่รอยยิ้มนั้น ฝืนยิ่งกว่าเดิม
“ซากิต้องขออภัยต่อท่านพี่เฟยด้วย...”
แม้จะพูดแบบนั้น เธอยังไม่ถอยหนีไปไหน
ยังยืนอยู่ตรงนั้นแหละ แล้วแอบเหลือบมองไปทางหม่าเฟยเหมือนเด็กนักเรียนที่แอบดูอาจารย์ตอนโดนเรียกชื่อหน้าชั้นเรียน
แต่ไอ้เ้าหม่าเฟยนั่น
แค่หางตายังไม่เหลือบมามองเลยด้วยซ้ำครับ
มันขยับลูกตากลม ๆ คู่นั้นมองไปทางอื่นอย่างจงใจ..
จงใจมากถึงขั้นที่ใครเห็นก็รู้ว่า 'ข้าไม่อยากคุยกับเ้า' โดยไม่ต้องพูดออกมา
ก็ไม่รู้ว่านี่มันซีนโรแมนติกแบบไหนกันแน่
แต่ที่แน่ ๆ
ผมเริ่มรู้แล้วว่าทำไมโหวหวังถึงถอนใจั้แ่ต้น...
และตอนนั้นเอง ซากิก็รีบพูดต่อ ราวกับกลัวว่าตัวเองจะถูกเพิกเฉยไปมากกว่านี้
“วะ...วันนี้ซากิมีข้อความจากท่านพ่อของพี่ฟะ-!”
“คนพันธุ์นั้นไม่ใช่พ่อข้า!!!!!!!”
เสียงนั้นดังขึ้นจนผมสะดุ้งเฮือก
น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นหนักแน่นจนราวกับมีคลื่นปราณะเืออกมาจากอก มันดังเกินกว่าที่หูจะเตรียมรับได้
ไม่ใช่แค่ผมที่หยุดหายใจไปวูบหนึ่ง คนรอบ ๆ เองก็ตัวแข็งกันไปถ้วนหน้า
ผมเบนสายตากลับไปยังต้นเสียงทันที ก็เห็นหม่าเฟยกำลังจ้องหน้าอุสางิซากิราวกับแสงจันทร์กลายเป็เพลิง
“ต่อให้เขาจะพูดอะไรมา
ข้าก็ไม่อยากรู้!!
และ!!
ไม่อยากเกี่ยวข้อง!!”
หม่าเฟยกัดฟันกรอด จนเสียงฟังดูราวกับจะแตกหักในอีกวินาทีถัดมา
“นี่เ้าจะหลีกทางให้ข้า...
หรืออยากให้ข้า ผลักเ้าออกไปให้พ้นทาง?!?”
ซากิถึงกับหน้าถอดสีแทบจะทันที
แต่แทนที่เธอจะหลบหรือย้อนกลับ เธอกลับรีบพ่นคำพูดออกมารัวราวกับหวังจะดับไฟก่อนจะลามไปทั้งลาน
“ท่านลุงบอกว่า... เดือนหน้าเป็วันครบรอบสิบปีของท่านป้า...”
เสียงของเธอสั่นเล็กน้อย แต่ยังคงยืนอยู่ไม่ขยับ
แต่คำพูดชุดใหญ่ได้พรั่งพรูออกมาราวกับคิดบทเอาไว้แล้ว
“ท่านลุงอยากให้ท่านกลับไปที่บ้านตระกูลบ้าง หรืออย่างน้อย.. ก็ไปเยี่ยมหลุมศพท่านป้าก็ยังดี... ท่านป้าคงดีใจ.. ถ้าพี่เฟยจะไปเยี่ยมท่านบ้าง...”
คำพูดพวกนั้น...มันไม่ใช่แค่คำพูด
แล้วผมก็รู้สึกได้บางอย่าง...
ตอนแรกที่ซากิเอ่ยถึงผู้นำตระกูลหม่า
คล้ายนางจงใจพูดออกไปว่า 'ท่านพ่อของพี่'
ก่อนที่จะเปลี่ยนเรียกว่า 'ท่านลุง' ในตอนหลัง
ราวกับตั้งใจให้หม่าเฟยะเิอารมณ์ออกมา..
แล้วก็จงใจหยิบยกเื่มารดาของหม่าเฟยตามหลัง..
เพื่อทำให้หม่าเฟยอ่อนลง
ซึ่งหม่าเฟยก็ดูอ่อนลงไปในทันที
แววตาเดือดปุดของมัน..
มันดับวูบลงแทบจะทันที เหมือนใครสาดน้ำเย็นจัดใส่เปลวไฟโทสะจนดับสนิท
“วันครบรอบของ...ท่านแม่ข้า... ข้ารู้ดี.. ไม่ต้องให้ใครเตือน..”
เสียงของเขาเบากว่าครั้งไหน ๆ
แววตาที่เคยแข็งกร้าวเหลือเพียงความอ่อนเหนื่อย
ความนิ่งงันที่ค่อย ๆ ถูกกลืนกินด้วยม่านหมอกบาง ๆ ที่ผุดขึ้นในดวงตา
ม่านหมอกที่คนอย่างเขาไม่เคยยอมให้ใครเห็น
ผมจ้องตาหม่าเฟย แล้วก็เห็นมัน
ความเจ็บลึกที่ซ่อนอยู่หลังม่านตานั่น
ไม่มีคำพูดใดจำเป็...
แค่สบตาก็รู้ได้ทันที..
เพราะผมเองก็พึ่งเสียแม่ไปเมื่อสองปีก่อน
และก็แย่ยิ่งกว่านั้น..
วันแรกที่ผมเหยียบเข้ามาในเมืองนพบุรี...
ก็ตรงกับวันครบรอบการจากไปของอาม้าผมพอดีเป๊ะ..
ไม่แปลกเลยที่ผมจะรู้ว่าเ้าหม่าเฟยรู้สึกยังไงตอนนี้
หม่าเฟยสูดหายใจเข้าลึกสุดปอด ก่อนจะพ่นออกมาในคราวเดียว แล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับอุสางิซากิอีกครั้ง
สายตามันยังคงเ็า ไม่ได้แสดงความยินดีที่ได้พบ
แต่ก็ไม่ใช่ความโกรธเหมือนเมื่อครู่นี้อีกแล้ว
“ไว้ข้าจะกลับไป...”
น้ำเสียงนั้นเปลี่ยนไปชัดเจน ไม่ใช่หม่าเฟยคนเดิมเมื่อสองนาทีก่อน
“ส่วนเ้ารีบหลีกทางให้ข้าได้แล้ว..
ข้ามีการประลองรออยู่..
ข้าต้องไปทำสมาธิ..”
หม่าเฟยพูดจบก็เดินต่อไป โดยที่คราวนี้ซากิไม่ได้ขวางทางอีก
คล้ายเป้าหมายของเธอบรรลุแล้ว
ไม่ว่าจะใช้วิธีแบบไหนก็ตาม
แต่ผมรู้ได้ผ่านรอยยิ้มที่แย้มออก..
เื้ัตอนที่หม่าเฟยจากไป..
“หากฉันไม่รู้ว่าหล่อนเป็คนสกุลศศะ
ฉันคงคิดว่าแม่หญิงซากิเป็คนสกุลมหาสิงคาลแน่...
ช่างเ้าเล่ห์ยิ่งนัก”
ผมหันไปมองโหวหวังในทันที ไม่ใช่เพราะคำพูดมันหรอก
แต่เพราะสีหน้าของมัน..
ถึงปากมันจะพูดถึงซากิ แต่สายตาน่ะไม่ได้มองคนที่มันเอ่ยถึงเลย
มันจ้องตรงไปที่กลุ่มสาว ๆ เจ็ดคนที่มันไปลวนลามมาเมื่อก่อนหน้า
และจมูกมัน...บานขึ้นเรื่อย ๆ อย่างน่าใ
โอเค...
ผมว่าในหัวมันตอนนี้ไม่มีอะไรอยู่เลย นอกจากฉากบัดสีแบบโหวหวังฉบับสมบูรณ์
ใครก็ได้...
เอาเพื่อนคนใหม่มาเพิ่มให้ผมทีเถอะ..
ไหวล่ะ..
“เ้าเล่ห์?”
ผมเงยหน้าขึ้นทันที
“เ้าหมายความว่าอย่างไรโหวหวัง?”
ใช่ครับ...
ความสอดรู้สอดเห็นมันติดตัวผมมาแต่เกิด และตอนนี้มันเริ่มร้อนจี๋อยู่ข้างใน
ผมอยากรู้ว่าหมอนี่คิดอะไรอยู่
โหวหวังไม่ได้ตอบในทันที
มันยกมือไขว้หลัง เดินนำหน้าผมไปสองก้าว แล้วค่อยหันมาหัวเราะเบา ๆ ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงที่ทำให้รู้สึกเหมือนมันกำลังจะเล่าความลับของวังหลวง
แต่ที่น่าหมั่นไส้ที่สุด..
มันกลับทำท่าลูบเคลาของตัวเองราวกับนักปราชญ์ผู้รอบรู้
“เอ็งไม่เห็นรึ...
ว่าก่อนหน้านี้กับเมื่อครู่ พ่อหม่าเฟยเปลี่ยนไปเช่นไร?”
ผมเงียบ ไม่ใช่เพราะไม่เห็น แต่เพราะกำลังฟังต่อด้วยใจจดใจจ่อ
“พวกเราคนสกุลเสาหลักเช่นพวกฉันต่างรู้ดี
ว่าพ่อหม่าเฟยน่ะ...
รักแม่ของมันมาก..
แล้วแม่หญิงซากิเมื่อครู่ก็จงใจพูดถึงคุณแม่ของพ่อหม่าเฟย เพื่อหวังให้อ้ายคนนี้เสียสมาธิในการประลอง”
ผมเลิกคิ้วขึ้นทันที
นี่มัน.. กลยุทธ์ซ้อนในกลยุทธ์!!
“ถ้าพ่อหม่าเฟยแพ้ ก็เท่ากับว่าพ่อหม่าเฟยไม่ได้เป็ศิษย์ของสำนักสาขาหลัก”
โหวหวังยังพูดต่อ
“แล้วถ้าไม่ได้เป็ศิษย์สาขาหลัก...
ก็ต้องอยู่ที่สำนักนี้ไปอีกอย่างน้อยหนึ่งปี..
แลดูแล้ว..
ก็เข้าทางแม่หญิงซากิเกินพอดี”
โหวหวังหันมาหาผมแล้วยกนิ้วขึ้นชี้อย่างคนที่ใกล้จะเฉลยปริศนายุทธจักร
“มิแน่.. ในหนึ่งปีนี้..
แม่หญิงซากิคงมีแผนรวบหัวรวบหางพ่อหม่าเฟยอยู่แล้วก็เป็ไปได้”
โอ๊ย... พอฟังจบ ผมนี่อยากปรบมือให้เลย
เ้าหมอนี่มันตอนแรกก็นึกว่าเป็คนสมองกล้ามซะอีก..
แต่ตอนนี้มันกลับสามารถไขความข้องใจที่ผมสะดุดเห็นได้อย่างหมดจรด
หรือไม่ก็..
โหวหวังมันอาจฉลาดเฉพาะเื่แบบนี้ก็เป็ไปได้..
ผมหมายถึงเื่คาว ๆ ใต้สะดือน่ะ
โหวหวังตบไหล่ผมเบา ๆ หนึ่งทีเหมือนจะปลุกให้หลุดจากภวังค์
“เรารีบไปเปลี่ยนชุดของสำนักกันดีกว่า
ฉันอันดับหนึ่ง ส่วนเอ็งอันดับสอง
อย่างไรพวกเราก็ไม่ควรร่วงทีเดียวจนพลาดร้อยอันดับแรกแน่”
เพื่อนหน้าขนพอพูดถึงอันดับที่เหนือกว่าผม ก็ดูคล้ายว่าขนบนใบหน้าของมันพองขึ้นอย่างภูมิใจ
แถมยิ้มกว้างจนน่าหมั่นไส้
“ไปดูความครื้นเครงในสนามประลองกันดีกว่า”
แต่ที่มันพูดมาก็ถูก
ก็จริง..
ตอนนี้ชุดผมนี่ทั้งเื ทั้งขนสัตว์ ทั้งกลิ่นเหงื่อผสมกลิ่นหญ้า ยังไม่รวมคราบน้ำลายของสัตว์เลี้ยงของเ้าสำนักลู่อีก..
เหม็นเชียว..
ถ้าเดินผ่านใครตอนนี้ สาบานเลยว่าอีกฝ่ายต้องคิดว่าผมหลุดออกมาจากคอกวัวแน่ ๆ
ได้อาบน้ำเปลี่ยนชุด แล้วไปดูพวกหัวกะทิตีกันในสนาม..
ฟังดูเป็ความคิดที่เข้าท่าใช้ได้
อย่างน้อย ๆ ผมก็จะได้รู้หลักในการไปถึงสำนักสาขาหลัก
พวกเราสองคนเดินมาถึงตึกนักการ
ตึงนั้นเป็อาคารที่ฟังดูเหมือนสถานีตำรวจของสำนักสี่ขุนเขา เพื่อเอาป้ายไม้รางวัลแห่งศักดิ์ศรีที่ผ่านด่านมาได้ ไปแลกเป็ชุดเครื่องแบบศิษย์
ผลลัพธ์เหรอ? ได้คนละหกชุดครับ เยอะจนผมนึกว่าจะเปิดร้านตัดเสื้อเองได้เลย
แต่มันก็ต่างกับชุดของหม่าเฟย
นอกจากตราสำนักปักกลางหลังที่เหมือนกัน แต่ชุดของหม่าเฟยที่ผมเห็นนั้นเป็สีขาวตาสะอาด ประหนึ่งเ้าสำนัก
ส่วนชุดของผมกับโหวหวังคือสีแดง แดงแปร๊ดเหมือนสามารถล่อกระทิงให้ขวิดได้
แล้วด้วยความสงสัย ผมจึงได้ถามพจนานุกรมแห่งยุทธทวีปอย่างโหวหวัง
“ทำไมสีชุดที่พวกเราได้ มันถึงไม่เหมือนกับที่หม่าเฟยใส่”
โหวหวังถอนหายใจแล้วตอบแบบน้ำเสียงคนแก่กว่าผมสิบปี
“ตอนนี้ทั้งเอ็งและฉันเป็แค่ศิษย์ฝ่ายนอก..”
มันว่าแบบนั้น แล้วก็กระชับชุดใหม่ในมือให้แน่นขึ้นก่อนจะอธิบายต่อ
“ส่วนพ่อหม่าเฟยนั่น มันไม่ใช่แค่ศิษย์ฝ่ายใน
แต่มันอยู่ในกลุ่มศิษย์ระดับหัวกะทิของสำนัก
ติดหนึ่งในเก้าสิบหกคน”
โอเค... ถึงว่าชุดของหม่าเฟยมันถึงเหมาะใส่ไปงานแต่งได้
ส่วนของเราดูเหมือนใส่เป็เด็กเสิร์ฟในงานแต่ง..
โหวหวังเล่าเพิ่มว่าศิษย์ของสำนักนี้แบ่งเป็สามกลุ่มใหญ่:
ศิษย์ฝ่ายนอก: ผู้ชายใส่แดง ผู้หญิงใส่น้ำตาลอ่อน
ศิษย์ฝ่ายใน: ผู้ชายใส่น้ำเงิน ผู้หญิงใส่ม่วงอ่อน
ศิษย์หัวกะทิ: ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย ใส่ขาวหมด
“แล้วทำไงถึงขึ้นเป็ศิษย์ฝ่ายในหรือระดับหัวกะทิได้?”
ผมถามอีก
แน่นอน...
สีแดงทั้งตัวแบบนี้มันล่อสายตาเกินไป
โหวหวังหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะตอบแบบกรอกหูด้วยข้อมูลระดับข้อสอบเอนทรานซ์
“ศิษย์ฝ่ายนอกจะได้เลื่อนขึ้นเป็ฝ่ายในก็ต่อเมื่อฝึกดีหรือทำภารกิจมากพอ
แลต้องลงแข่งในการประลองศิษย์ฝ่ายนอกที่จัดขึ้นทุกปี
แรม 8 ค่ำ เดือน 11
ใครติดหนึ่งใน 512 คน ถึงจะได้เลื่อนขั้นเป็ศิษย์ฝ่ายใน”
พอมันเป็เลข 512 ที่ไม่ใช่เลขกลม ๆ ผมก็พอจะนึกออก นี่มันตัวเลขที่ยกกำลัง 2 หาญลงตัว
นั่นก็หมายความว่า การจะเป็ศิษย์ระดับหัวกะทิได้ก็ไม่ต่างกัน
“แล้วภารกิจนี่...มันยังไง?”
ผมเริ่มสงสัย เพราะฟังดูแล้วเหมือนจะวุ่นวายชะมัด
“สำนักสี่ขุนเขานี้.. ต่างจากที่อื่น
เพราะไม่ได้แจกหินปราณหรืออาวุธให้ลูกศิษย์โดยตรง”
โหวหวังตอบหน้าตาย
“ถ้าอยากได้อันใด ต้องทำภารกิจ
แลสะสมแต้มคุณงามความดี เอาไปแลกของในคลังสำนักด้วยตนเอง”
“เช่นพวก? หินปราณ? สมุนไพร? อาวุธลับ? ยันและวิชา?”
ผมถามอีกครั้งด้วยหน้าตาที่เริ่มหงิก..
ไหนยี่ฟู่ถึงไม่ได้บอกเื่นี้กับผมมาก่อน
“มิเพียงเท่านั้น..
ทุกกิจกรรมที่สำนักจัด..
ไม่ว่าจักเป็การประลองหรือเทศกาลล่าอสูร
ล้วนแล้วแต่ต้องใช้แต้มคุณงามความดีแลกมาทั้งสิ้น”
โหวหวังตอบราวกับสิ่งที่มันพูดออกมานั้นเป็เื่สามัญ
ผมนิ่งไปครู่หนึ่ง..
พอเข้าใจกระบวนการแล้วก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมตอนแรก ไอ้โหวหวังถึงลังเลนักหนากว่าจะมาสมัครสำนักนี้
กว่าจะได้อะไรสักอย่างในสำนักนี้ มันยากพอ ๆ กับไปปีนเขาเอเวอเรสต์ด้วยมือเปล่า
แต่ก็เข้าใจแล้วเหมือนกัน ว่าทำไมสำนักนี้ถึงผลิตจอมยุทธ์ชั้นเซียนออกมารุ่นแล้วรุ่นเล่า
เพราะระบบมันสร้างคนจริงเท่านั้น..
ไม่ใช่พวกพึ่งโชคหรือฝากฝังเส้นสาย..
และสำหรับผม...
มันคือที่ที่เหมาะเจ๋งที่สุดสำหรับคนที่เพิ่งเดินทางมาที่ทวีปนี้
.
.
หลังจากเปลี่ยนเสื้อเปลี่ยนผ้าเสร็จ
และใช่ครับ
ในที่สุดผมก็ไม่ต้องทนกลิ่นตัวตัวเองอีกต่อไป
เ้าหน้าที่ประจำตึกนักการก็ยื่นของบางอย่างให้เราทั้งสอง
คราวนี้ไม่ชุด..
แต่เป็แผ่นตราเหล็กที่สลักคำว่า 'พิเศษ'
ของเล็ก ๆ แต่ดูแล้วรู้เลยว่าไม่ใช่แค่ของฝากจากร้านขายของชำ
“อันนี้คือตราผ่านพิเศษสำหรับเข้าชมการประลองในวันนี้..”
เ้าหน้าที่พูดด้วยเสียงเรียบ ๆ
เพราะการประลองครั้งนี้ คือรอบคัดเลือกเพื่อหาตัวแทนสี่สิบแปดคนที่จะได้เลื่อนไปยัง 'สำนักสาขาหลัก' ในวันรุ่งขึ้น
พูดง่าย ๆ ว่าใครชนะในวันนี้ ก็กลายเป็ศิษย์สาขาหลักในทันที
และที่น่าสนใจกว่าก็คือ ไม่มีการหาที่หนึ่ง
เป็การนำศิษย์ระดับหัวกะทิทั้งเก้าสิบหกคนมาบังคับแข่งประลองกัน
แค่เป็ฝ่ายชนะ..
ก็ย้ายไปสำนักสาขาหลักได้เลย
เมื่อรับป้ายมา ผมกับโหวหวังก็รีบใช้ป้ายนั้นในทันที
เดินมาไม่นานจากตึกทะเบียนก็ไม่ถึงสนามประลองของสำนัก
ผมเดินตามฝูงชนขึ้นอัฒจันทร์ไปพร้อมกับโหวหวัง ใจเต้นตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ ทั้งที่ไม่ได้เป็คนลงประลองเองแท้ ๆ (ก็เป็ครั้งแรกที่จะได้เห็นจอมยุทธ์ประลองกัน ใครจะไม่ตื่นเต้น)
ที่นั่งของเราคือเขตชมพิเศษสำหรับผู้มีตราเหล็กเท่านั้น
พูดง่าย ๆ คือที่นั่งสำหรับคนที่ติดหนึ่งในร้อยอันดับแรกของการสอบ
ในวันนี้เป็การประลองวันสุดท้าย มีการประลองแปดคู่
แต่คู่ที่ทุกคนจับตามองมากที่สุด ไม่ต้องเดาก็รู้ครับว่าเป็คู่ไหน
ย่อมเป็ หม่าเฟย ชายผู้เงียบขรึม ประสาทแข็งระดับโคตรเหล็ก
ปะทะ
จ้าวเชียนเถา ศิษย์หัวกะทิอันดับ 28 (อดีตอันดับที่ 1) ที่ดูจะไม่เกรงใจใครทั้งนั้น
ตามที่โหวหวังเล่า
แม้หม่าเฟยจะอยู่อันดับหนึ่งและอีกฝ่ายจะอยู่ที่ยี่สิบแปด
แต่ที่สำนักนี้อันดับมันไม่ได้มาจากการชนะใครในสนามประลองหรือระดับวรยุทธ์ที่สูงกว่า
แต่มันมาจากคะแนน 'คุณงามความดี' จากการทำภารกิจต่างหาก
ดังนั้น...
แม้จะเป็อันดับ 1 กับ 28
แต่ทั้งคู่ก็มีพลังอยู่ในระดับััสรรพวิถีขั้นปลายเท่ากัน
เื่ใครจะชนะ
ล้วนเดาไม่ได้ทั้งนั้น
ซึ่งแน่นอน ไม่ว่าที่ไหน ๆ การเปิดสนามและการปิดสนามนั้นเหมือนกัน
มีตาลุงแก่ ๆ ซึ่งก็คือเ้าสำนักลู่พูดจายาวเหยียดจนผมเกือบหลับ ส่วนโหวหวังหลับไปเรียบร้อยแล้ว
ผมขอไม่เล่าในส่วนนี้แล้วกัน..
มันโคตรจะน่าเบื่อ..
หลังจากชมพิธีรีตองต่าง ๆ จบลง
การแข่งขันเริ่มขึ้น
คู่แรก ฉิน กงฉือ เอาชนะได้แบบสูสี
คู่สอง ไม่มีการประลองครับ ฝ่ายอ่อนกว่ายกมือขอยอมแพ้ั้แ่ยังไม่ทันได้ยกกระบี่
รับเสียงโห่กันทั้งอัฒจันทร์ไปตามระเบียบ
คู่สาม ก็ยอมแพ้อีก
ผมเหลือบมองโหวหวัง มันถึงกับส่ายหัวเบา ๆ แล้วถอนหายใจหนึ่งเฮือกใหญ่
“นี่แลข้อเสียของการบังคับลงแข่ง..
คนไม่พร้อมย่อมไม่อยากสู้”
มันพึมพำ
แต่ก็ไม่ปล่อยให้สนามร้าง เสียงกลองดังขึ้นอีกครั้ง
สนามเงียบกริบลงในพริบตาเดียว
“ฝั่งตะวันตก!
ศิษย์ระดับหัวกะทิที่ถือครองตำแหน่งอันดับหนึ่งมายาวนานกว่าแปดเดือน...
ว่าที่ผู้นำตระกูลหม่าในอนาคต...
นายน้อยหม่า...
หม่า...า...เฟย...ย!!”
เสียงของศิษย์พี่ฝ่ายในที่รับบทโฆษกดังลั่นะเือัฒจันทร์
และในเสี้ยววินาทีนั้น หม่าเฟยก็ะโขึ้นเวทีทรงกลมที่ใหญ่ขนาด 30 คูณ 30 เมตร
เสียงฝีเท้าเบาจนไม่ได้ยินแม้แต่เสียงฝ่าเท้ากระทบพื้น
แล้วในทันทีเมื่อ 'ไอ้หน้าหล่อ' ขึ้นมาบนสนาม
พวกสาว ๆ ทั้งหลายที่เป็ศิษย์หญิงต่างพากันกรี๊ดเหมือนเขาคือพระเอกซีรี่ส์
แต่ผมก็แบบ.. ได้ยินเสียงโห่เบา ๆ จากพวกศิษย์ชายอยู่ปะปลาย (จริง ๆ โหวหวังมันก็คือหนึ่งในนั้น)
แต่พอเสียงโห่ร้องเริ่มซาลง ศิษย์พี่โฆษกก็เริ่มเรียกอีกฝั่ง
“ฝั่งตะวันออก..
ตลอดเก้าเดือนมานี้!!
คนผู้นี้เก็บตัวฝึกฝน มิได้รับภารกิจมากมายนัก ทำให้คะแนนรั้งอยู่ในอันดับ 28!
อดีตอันดับหนึ่งเมื่อเก้าเดือนก่อน...หวัง...เชียน...เถา...า!!!”
เสียงะโชื่อ 'หวังเชียนเถา' ดังลั่นเกือบกลบหม่าเฟยไปเลยด้วยซ้ำ
ชายที่ะโขึ้นมานั้นสูงราว ๆ 176 เซนฯ ดูผอม ๆ หน้าตาพอใช้ได้ (ตอนนี้ใครยืนข้างหม่าเฟยมันก็กลายเป็พอใช้ได้หมดแหละ)
แต่สิ่งที่สะดุดตาผมที่สุดคือ หมอนี่ถือกระบี่สองเล่ม!
เสียงเชียร์ของคนชื่อหวังเซียนเถาดังกว่าหม่าเฟยเสียงอีก และล้วนเป็เสียงโห่ร้องของศิษย์ชาย
“พวกเ้าทั้งสอง มาตรงกลางเวที”
เสียงของผู้ตัดสินเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ
ชายผู้นั้นสวมชุดงามไร้รอยยับ ผมเรียบเป๊ะเหมือนผ่านไดร์ร้อนจากร้านซาลอน
ซุนโหวหวังเคยเล่าว่าเขาคือ เหยา เหยียนเก๋อ หัวหน้าผู้คุมกฎของสำนักสาขาหลัก
และที่สำคัญ
เป็คนที่อาของโหวหวังส่งมาคุมศึกโดยตรง
ระดับของคนที่ถูกส่งมาคุมศึกแบบนี้ ไม่ใช่แค่มีฝีมือ
แต่ยังต้องเป๊ะทุกเม็ดในภาพลักษณ์ด้วย
แค่เห็นเสื้อผ้าก็รู้เลยว่าเขาต้องส่งร้านซักรีดอันดับหนึ่งของทวีปแน่ ๆ
ทั้งหม่าเฟยและหวังเชียนเถาก้าวออกไปยืนประจันหน้ากันตรงกลางเวที
อุณหภูมิในสนามดูจะเพิ่มทั้งที่แดดเริ่มจางไปแล้ว
ผมกลั้นหายใจนิด ๆ อย่างไม่รู้ตัว
ไม่ใช่แค่เพราะออร่าที่ทั้งคู่ปล่อยออกมา
แต่เพราะรู้ว่า่เด็ดของสนามประลองไม่ได้เริ่มจากหมัดแรก
แต่มันเริ่มจาก 'ปาก'
“การประลองในครั้งนี้ กฎยังคงเป็เช่นเดิม...”
เสียงของผู้คุมกฎเหยาเรียบ เย็น และเป๊ะราวกับเขาท่องมาจากตำรากลางพัด
“ของวิเศษสามารถนำออกมาใช้ได้เต็มที่ ยกเว้นพวกโอสถหรือยาพิษ
ห้ามลงมือหนักจนถึงแก่ชีวิตหรือพิการ
และตามธรรมเนียม..
พวกเ้ามีเวลาหนึ่งถ้วยชาในการพูดยั่วยุ..
หรือกล่าวชมกันก็ได้”
อาจฟังเหมือนผมเป็พวกหัวรุนแรง..
แต่ผมชอบการแทรชทอร์ก (Trash Talk) แบบนี้นะ
มันเป็การปลุกอารมณ์ให้ผู้ชม
และเลือกฝ่ายเชียร์ได้อย่างมันไปเลย..
หวังเชียนเถาเปิดเกมก่อนแบบไม่ให้เสียเวลาเลยแม้แต่วินาทีเดียว
“ศิษย์น้องหม่า เ้าดูแข็งแกร่งขึ้นนะ”
เขากล่าวพลางยิ้มกว้าง แต่น้ำเสียงนั้นชัดเจนว่ามีพิษแฝงอยู่เต็มคำ
“ไม่ทันไรก็ไล่ข้าจนทันแล้ว...
แต่การไล่ตาม..
ก็คือการไล่ตามอยู่วันยังค่ำ”
เขาเหยียดตายาวจ้องมองตรงราวกับจะแทงทะลุ
“เ้าจะมองเห็นได้ก็แค่แผ่นหลังของข้าเท่านั้น..
ไม่มีวันจะแซงขึ้นมาได้..
ไม่มีวัน..”
โอ้โห..
เล่นแรง..
แต่คำพูดแรง ๆ นั้นกลับไม่ได้ทำให้สีหน้าของหม่าเฟยกระตุกได้เลยแม้แต่น้อย
คิ้วที่คมกริบดั่งคันศรของเขาขยับขึ้นน้อย ๆ แล้วเหล่ตาไปทางอีกฝั่ง
แต่ยังไม่ทันให้หวังเชียนเถาได้แอบยิ้ม หม่าเฟยกลับเบนสายตาออกไปทางอื่นราวกับไม่คุ้มค่าที่จะมอง
“ไอ้คนที่กลัวจนเอาแต่หมกตัวฝึกวิชาอย่างเ้า...”
หม่าเฟยตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ แต่แฝงแรงกดดันที่ทำให้คนดูรอบเวทีขนลุก
“มีแต่เ้าต่างหาก ที่มัวแต่มองหน้าตนเองในกระจก จนคิดว่าตัวเองยังเป็ที่หนึ่ง...”
หม่าเฟยก้าวเท้าเล็กน้อย เสียงยังราบเรียบ
“...แต่ไม่รู้เลยว่าคนอื่นเขาวิ่งแซงเ้าไปแล้ว”
เสียงเฮทั้งสนามะเิขึ้นในทันที
ผมหันไปหาโหวหวัง ไอ้นี่กำลังยกมือทำท่าจะเป่าปากเชียร์
แม้จะยังไม่ได้ปะทะแม้แต่กระบวนท่าเดียว
แต่นี่มันก็เริ่ม ไฟลุก ไปครึ่งสนามแล้ว
แล้วดูเหมือน 'คำตอก' ของหม่าเฟยจะมีผลรุนแรงกว่า
กระบี่ในมือของหวังเซียนเถาถูกกระชับแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
คำพูดของหม่าเฟยนั่น มันไม่ใช่แค่แทงใจ
แต่มันเหมือนกดนิ้วลงตรงาแแล้วบิดซ้ำ
“ก็ให้เ้าเก่งเหมือนปากแล้วกัน...หม่าเฟย”
น้ำเสียงของหวังเชียนเถาตอนพูดออกมานั้นแม้จะยังพยายามยิ้ม แต่รอยยิ้มมันแข็ง
“ข้ากลัวว่าเ้าจะทำหม่าเหวินพ่อของเ้าเสียหน้า...”
โอ้โห... หมอนี่ไม่ตายดีแน่นอนครับ
ถ้าพวกคุณยังจำเื่ที่หน้าโต๊ะแลกคะแนนได้..
“ข้าไม่มีพ่อ!!”
เสียงคำรามของหม่าเฟยพุ่งออกมาเหมือนะเิใส่กลางสนาม
ดวงตาของเ้าคนผมขาววาวโรจน์ เจตนาฆ่าฟันถูกปล่อยออกมาจนชัดเจน
รอบตัวของหม่าเฟยมีลมประหลาดปั่นวนจนชายเสื้อกระพือราวกับจะปลิวออกจากตัว
ด้านหวังเชียนเถาก็ไม่ได้ถอยแม้แต่ก้าวเดียว
เขาไม่เพียงแค่ยืนรับ แต่ยังปล่อยแรงกดดันสวนกลับไป
ดวงตาทั้งสองประสานกันกลางสนาม ไม่มีใครยอมใคร
แรงอาฆาตกระทบกันกลางอากาศจนรู้สึกได้ถึงแรงะเืแม้นั่งอยู่ไกลเป็สิบเมตร
แต่ก่อนที่ทั้งเวทีจะกลายเป็สมรภูมิจริง
เสียงของกรรมการก็ดังขึ้นพอดี
“เอาล่ะ พอแล้ว”
เหยาเหยียนเก๋อใช้สิทธิ์ของผู้คุมศึกตัดบทอย่างเฉียบขาด
แม้เวลาหนึ่งถ้วยชาจะยังไม่หมด..
ผมก็เข้าใจเขา
ผู้คุมกฎเหยียนคงรู้ดีว่าถ้าปล่อยต่อไปอีกแค่สามคำพูด
เือาจได้สาดก่อนเวลาแน่
“พวกเ้ากลับไปยืนที่ตำแหน่งเดิมของพวกเ้า”
หม่าเฟยและหวังเชียนเถาหันหลังกลับแทบจะพร้อมกัน
แต่แผ่นหลังของทั้งคู่...
มันแข็งราวกับถูกหล่อมาด้วยเหล็กกล้า ไม่ได้อ่อนแรงลงเลยแม้แต่น้อย
ทั้งสองยืนประจำที่ ก่อนหันประจันหน้าอีกครั้ง
ส่วนผู้คุมกฎเหยา...
เขาเหลือบมองซ้ายขวาแวบหนึ่ง ตรวจตราความเรียบร้อยรอบเวที
จากนั้น.. เขาก็เหินร่างขึ้นฟ้า เงียบกริบแต่สง่างาม
ในอึดใจต่อมา..
เสียงของเขาก็ะเิก้องเหนืออากาศ..
“หากพร้อมกันแล้ว..
เริ่มได้!!!”