บทที่ 30 ฉีกปากคนปากเสีย
เจิ้งลี่ลี่ที่นั่งพักใต้ร่มไม้ พูดกับฟางิ่ซึ่งเป็หญิงสาวปัญญาชนที่ถูกส่งลงชนบทข้าง ๆ ด้วยความดูถูกว่า "ฉันไม่เคยเห็นคนหน้าด้านขนาดนี้มาก่อนเลย"
สวี่ิเยว่ได้ยินคำพูดของเจิ้งลี่ลี่อย่างชัดเจน สวี่ิเยว่ไม่เข้าใจเลย
ตัวเองไม่เคยมีเื่บาดหมางอะไรกับเจิ้งลี่ลี่มาก่อน ทำไมเธอถึงได้พูดแบบนั้น ตัวเองแค่พูดคุยเล่นกับครอบครัว มันเกี่ยวอะไรกับเธอด้วย
สวี่ิเยว่โกรธจนกัดฟันแน่น เดินเข้าไปหาเจิ้งลี่ลี่สองสามก้าว
สวี่ิเยว่ที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันทำให้เจิ้งลี่ลี่ใ เธอตบอกพลางพูดอย่างไม่พอใจว่า "สวี่ิเยว่ เธอทำอะไรน่ะ การทำให้คนใอาจทำให้คนตายได้นะ"
สวี่ิเยว่หัวเราะเยาะ "เธอยังรู้ด้วยว่าการทำให้คนใอาจทำให้คนตายได้ ฉันรู้แค่ว่า ถ้าไม่ทำเื่ผิดก็ไม่ต้องกลัวผีมาเคาะประตู"
"อะไรกัน ทำเื่ผิดมามากเหรอ ถึงได้เดินไปไหนมาไหนก็ยังใได้"
เจิ้งลี่ลี่ถูกคำพูดของสวี่ิเยว่ทำให้อึ้งไป เธอกำลังจะโต้ตอบ แต่ถูกฟางิ่ดึงไว้ "ลี่ลี่ พวกเรารีบไปทำงานกันเถอะ! ถ้าทำไม่เสร็จ เดี๋ยวก็ต้องทำงานจนดึกอีก"
พูดจบฟางิ่ก็ลากเจิ้งลี่ลี่ออกไปทันที
สวี่เซี่ยงหยางที่เพิ่งรับประทานอาหารเสร็จ บังเอิญเห็นเหตุการณ์นี้พอดี จึงเข้ามาถาม "ิเยว่เป็อะไร เจิ้งลี่ลี่คนนั้นมาหาเื่อีกแล้วเหรอ"
"พี่ไม่ต้องห่วง ฉันแค่สอนเจิ้งลี่ลี่เื่ความคิดนิดหน่อย" สวี่ิเยว่ส่งสายตาให้สวี่เซี่ยงหยางว่าไม่ต้องกังวล
เมื่อเห็นว่าน้องสาวของตนไม่ได้ถูกรังแก สวี่เซี่ยงหยางจึงวางใจ "ิเยว่ พี่กินข้าวเสร็จแล้ว เธอเก็บของเสร็จแล้วก็กลับบ้านเถอะ!"
พูดจบสวี่เซี่ยงหยางก็ลงไปทำงานในทุ่งนาทันที
สวี่ิเยว่เงยหน้ามองไป ทั่วทั้งทุ่งนาไม่มีชาวบ้านคนไหนพักผ่อนแล้ว ทุกคนกำลังทำงานหนักอย่างเหงื่อโซมกาย ไม่เช่นนั้นจะพูดได้อย่างไรว่าทุกเม็ดข้าวล้วนมาจากความยากลำบาก ชาวนาเป็อาชีพที่เหนื่อยที่สุดไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหน
พอก้มหน้าลงมองก็เหลือแต่ตัวเอง สวี่ิเยว่รีบเก็บชามตะเกียบใส่ตะกร้าแล้วหิ้วกลับบ้าน
เมื่อกลับถึงบ้าน สวี่ิเยว่กินข้าวอย่างง่าย ๆ เห็นลูกสนที่เก็บมาเมื่อวานก่อนกองอยู่ในลานบ้านแห้งแล้ว จึงเริ่มนั่งแกะเมล็ดสนในลาน
เมื่อลูกสนสุก ปากมันจะเปิดออก พอโดนแดดเผา แค่เคาะเบา ๆ เมล็ดสนก็จะหลุดออกมาเอง
ใช้เวลาทั้งบ่าย สวี่ิเยว่ถึงแกะเมล็ดสนออกมาหมด เก็บใส่ถุงป่าน ส่วนลูกสนที่แกะแล้วก็อุ้มไปไว้หน้าเตาเพื่อใช้ก่อไฟทำอาหารต่อไป
จากนั้นสวี่ิเยว่ก็ลงไปในห้องใต้ดินค้นหาดูว่ามีอะไรกินได้บ้าง ในห้องใต้ดินนอกจากผักกาดขาว มันฝรั่ง ก็มีแต่หัวไชเท้า จริง ๆ แล้วแม่ครัวฝีมือเยี่ยมก็ทำอะไรไม่ได้ถ้าไม่มีวัตถุดิบ อาหารเย็นไม่มีทางเลือกอื่น ได้แต่ต้มผักกาดขาวกับมันฝรั่งเท่านั้น
เธอหยิบกะหล่ำปลีและมันฝรั่งขึ้นมาจากห้องใต้ดินแล้วรีบตรงไปที่ครัว
ก่อนอื่นเธอล้างมันฝรั่งให้สะอาด ปอกเปลือกแล้วหั่นเป็แท่งขนาดเท่านิ้วมือ จากนั้นล้างกะหล่ำปลีให้สะอาดแล้วหั่นเป็เส้น เธอขูดน้ำมันสัตว์เล็กน้อยจากก้นกระป๋องน้ำมันใส่ลงในกระทะพร้อมกับต้นหอมซอย แล้วผัดจนมีกลิ่นหอม
เธอใส่มันฝรั่งและกะหล่ำปลีที่หั่นไว้ลงในกระทะแล้วผัด ใส่เกลือแล้วเติมน้ำเปล่าลงไป
สวี่ิเยว่คิดว่า คนในบ้านทำงานหนักทุกวันแบบนี้ กินอาหารที่จืดชืดเกินไปร่างกายคงทนไม่ไหว เธอจึงหั่นไส้กรอกแดงที่ซื้อมาจากเมืองปินใส่จานหนึ่ง
เมื่ออาหารเย็นทำเสร็จ ท้องฟ้าก็มืดแล้ว แต่คนในบ้านที่ออกไปทำงานยังไม่กลับมา
สวี่ิเยว่ตักอาหารหนึ่งชามและไส้กรอกแดงบางส่วนไปวางข้างเตียงของสวี่ฟู่กุ้ย "คุณปู่กินก่อนนะคะ พ่อแม่ยังไม่กลับมา ฉันจะไปดูที่ทุ่งนาสักหน่อย"
เธอกำลังจะออกจากประตูก็เห็นสวี่เซี่ยงหยางแบกจอบเดินนำหน้า ตามด้วยสวี่อวี้เฉิงและจางชุนฮวา
เห็นพ่อแม่กลับมาแล้ว สวี่ิเยว่รีบยกอาหารขึ้นไปวางบนโต๊ะ แล้วไปเรียกสวี่เฉินซิงที่ห้องให้มากินข้าว
สองสามวันนี้ สวี่เฉินซิงเพิ่งถูกสวี่อวี้เฉิงพาไปเข้าเรียนที่โรงเรียนประถมในหมู่บ้าน เขาหวงแหนโอกาสในการเรียนครั้งนี้มาก พอเลิกเรียนกลับบ้านก็ขังตัวเองอยู่ในห้องเพื่อเรียนอย่างขยันขันแข็ง
"รู้แล้วครับ" สวี่เฉินซิงได้ยินพี่สาวเรียกให้ไปกินข้าว จึงรีบเก็บหนังสือ
หลังจากทำงานในไร่ทั้งวัน สวี่อวี้เฉิง จางชุนฮวา และสวี่เซี่ยงหยางต่างก็เหนื่อยล้าอย่างมาก
ทันทีที่นั่งลง สวี่อวี้เฉิงก็เริ่มนวดขาที่าเ็ของเขา นี่เป็เพราะทำงานหนักเกินไป ทำให้อาการาเ็ที่ขากำเริบขึ้นมาอีกครั้ง
สวี่เซี่ยงหยางยิ่งเหนื่อยจนหอบแรง เขาหยิบซาลาเปาลูกใหญ่ขึ้นมากินทันที พลางพูดไปด้วยว่า "หิวจะตายอยู่แล้ว ท้องแฟบติดหลังไปหมดแล้ว"
ในขณะเดียวกัน สวี่เฉินซิงกำลังมีความสุขกับการกินไส้กรอกแดงที่แทรกอยู่ในซาลาเปา เขาพูดว่า "ไส้กรอกแดงนี่อร่อยจริง ๆ"
สวี่ิเยว่คีบไส้กรอกแดงอีกชิ้นให้สวี่เฉินซิง พลางพูดว่า "ถ้าชอบก็กินเยอะ ๆ เลย คราวหน้าพี่ไปเมืองปินอีกจะซื้อมาให้นายอีก"
เมื่อเห็นสวี่อวี้เฉิงและจางชุนฮวากินแต่ผักกาดขาวตุ๋นกับมันฝรั่ง ไม่ยอมแตะต้องไส้กรอกแดงเลย สวี่ิเยว่จึงคีบไส้กรอกแดงใส่ชามของทั้งสองคนเพิ่มอีกหลายชิ้น
"พ่อแม่ก็กินเถอะ ไม่ต้องเสียดาย ทำงานหนักขนาดนี้ทั้งวัน ถ้าไม่ได้กินเนื้อร่างกายจะทนไม่ไหว รอให้บ้านเราขายเมล็ดสนได้ก็จะมีเงินอีก"
พูดถึงเื่เงิน สวี่ิเยว่นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้คิดบัญชีเงินที่เหลือจากพาคุณปู่ไปหาหมอ เธอจึงกลับเข้าห้องไปนำเงินทั้งหมดออกมา
ตอนไปเมืองปิน เธอพกเงินไป 500 หยวน แล้วก็ขายเห็ดแห้งที่เอาไปด้วยทั้งหมด หักค่ารักษา ค่ายา และค่าของที่ซื้อแล้ว ในมือยังเหลือเงินอีก 380 หยวน
หลังจากคำนวณเสร็จ สวี่ิเยว่ก็ยื่นเงินที่เหลือให้จางชุนฮวา "แม่ นี่คือเงินที่เหลือ แม่เก็บไว้ก่อนนะ ลองดูว่าบ้านเรายังติดหนี้ภายนอกอีกเท่าไหร่ ถ้าใช้คืนได้ก็ใช้คืนไปเลยนะ!"
จางชุนฮวารับเงินแล้วพูดว่า "บ้านเราไม่ได้ติดหนี้คนนอก มีแต่บ้านลุงของลูกกับยายเมิ่งเท่านั้น"
"บ้านเราได้ยืมเงินจากยายเมิ่งไปทั้งหมด 350 หยวน และยืมจากบ้านลุงอีก 50 หยวน"
สวี่ิเยว่ครุ่นคิดสักครู่แล้วพูดว่า "แม่ เราคืนเงิน 50 หยวนให้บ้านลุงก่อนดีกว่า บ้านลุงก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร"
"ส่วนหนี้คุณยายเมิ่ง รอขายเมล็ดสนแล้วค่อยคืน เราต้องเก็บเงินไว้สำหรับพาปู่ไปหาหมอครั้งหน้าด้วย"
จู่ ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูรั้ว ทำเอาจางชุนฮวาและสวี่ิเยว่ใสุดขีด จางชุนฮวารีบซ่อนเงินบนโต๊ะข้างเตียงอย่างรวดเร็ว
"พ่อจะไปเปิดประตูเอง คงเป็หมอเท้าเปล่ามาฉีดยาให้ปู่ของพวกลูกนั่นแหละ" สวี่อวี้เฉิงพูดจบก็เดินกะเผลกไปเปิดประตู
คนที่มาพร้อมกับหมอเท้าเปล่ายังมีผู้ใหญ่บ้านจ้าวด้วย พอเห็นผู้ใหญ่บ้านจ้าวมาที่บ้านของตนก็รู้สึกว่าคงไม่มีเื่ดีแน่
ผู้ใหญ่บ้านจ้าวเข้าบ้านมาก็ตรงไปที่ห้องของสวี่ฟู่กุ้ย พูดอย่างสุภาพว่า "ฉันมาเยี่ยมลุงสวี่" แล้วก็คุยกับสวี่อวี้เฉิงอย่างสุภาพสองสามประโยค
หมอเท้าเปล่าฉีดยาให้สวี่ฟู่กุ้ยเสร็จก็จากไป พอหมอเท้าเปล่าไป ผู้ใหญ่บ้านจ้าวถึงเข้าเื่หลัก "อวี้เฉิง พวกเราไปคุยกันที่ห้องนอกกันเถอะ"
พอผู้ใหญ่บ้านจ้าวพูดแบบนี้ สวี่อวี้เฉิงก็เข้าใจว่าผู้ใหญ่บ้านจ้าวมาหาบ้านของเขามีเื่จะพูด เมื่อครู่ตอนหมอเท้าเปล่าอยู่ไม่สะดวกจะพูด จึงได้แต่บอกว่ามาเยี่ยมพ่อของเขา
เขานำผู้ใหญ่บ้านจ้าวเข้าไปในห้องใหญ่โดยตรง
ผู้ใหญ่บ้านจ้าวพูดอย่างลำบากใจว่า "คืนนี้พวกปัญญาชนไปก่อเื่ที่บ้านฉันอีกแล้ว อวี้เฉิง พวกเขาบอกว่าฉันไม่ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ใช้อำนาจผู้ใหญ่บ้านดูแลิเยว่เป็พิเศษ"
ผู้ใหญ่บ้านจ้าวพูดพลางถอนหายใจ "อวี้เฉิง นายไม่รู้หรอกว่าพวกปัญญาชนพวกนี้ยุ่งยากแค่ไหน ปกติก็ไม่ทำงานให้ดี ๆ ทั้งวันรู้แต่จะก่อเื่ พูดจาก็เหลวไหลไปเรื่อย"
สวี่ิเยว่ที่เพิ่งเดินมาถึงประตู ได้ยินคำพูดของผู้ใหญ่บ้านจ้าวอย่างชัดเจน จึงแกล้งทำเป็น้อยใจพูดว่า "ลุงผู้ใหญ่บ้านคะ ฉันรู้ว่าคุณคอยปกป้องฉัน ฉันก็ไม่อยากให้คุณลำบากใจ พรุ่งนี้ฉันจะลงไปทำงานในทุ่งเอง"