เราทำแบบเดียวกับที่นางกำลังทำกับเรา เพียงแต่เราไม่ได้มีเล็บยาว พอที่จะจิกเข้าไปในเนื้อแบบนางได้ และเราสองคนต่างคนต่างก็ ไม่ยอมปล่อยมือออกจากกัน นางไม่ปล่อยมือเราก็ไม่ยอมปล่อยมือเหมือนกัน
จนกระทั้งจากการจิกกันธรรมดา นางก็เริ่มบิดข้อมือ เราก็เลยทำตามบ้าง และผลที่ได้ก็คือ..
"อ๊ากกกก!!" พี่ลีเดียกรีดร้อง
ก่อนที่นางจะปล่อยแขนเรา แล้วก็วิ่งร้องไห้โฮไปหาญาติของนาง เสียงร้องของพี่ลีเดียเรียกความสนใจของผู้ใหญ่ในบ้าน คนนึงคือย่าของเรา ส่วนอีกสองคนก็คือป้าของพี่ลีเดีย ชื่อ ยายแกะ กับยายไก่
"อุ้ยอะไรกันเนี่ย!!" ยายแกะพูดด้วยเสียงที่ไม่พอใจ
"นั่นๆ เค้ามาทำงี้ๆ.. หยิกอ่ะหยิก" พี่ลีเดียที่พูดไม่ค่อยชัด พยายามจะสื่อสาร
แต่เนื่องจากพี่ลีเดียเป็เด็กพิเศษ เราคิดว่าน่าจะเป็โปลิโอ เลยส่งผลต่อพัฒนาการต่างๆ ซึ่งตอนหลังพี่ลีเดียที่จากไปด้วยวัยสิบกว่าปีเท่านั้น พี่ลีเดียฟ้องยายไก่ทั้งน้ำตา ถ้าเป็คนทั่วไปเห็นภาพแบบนั้นก็คงจะดูน่าสงสารมาก เพราะขนาดเราที่โดนแกล้งก่อนก็ยังสงสารเลย
"ตายแล้ว! ทำไมมาทำพี่เค้าแบบนี้ เด็กนิสัยไม่ดี! อุตส่าห์ให้ใช้โทรศัพท์ยังมาทำแบบนี้อีก"
ยายไก่ว่าเราไปกระทบย่า นั่นยิ่งทำให้ย่าเราโกรธ
"ไนท์!!" ย่าตวาดใส่เราเสียงดัง
"ก็เค้ามาทำไนท์ก่อน!" เราพูดพร้อมกับยกแขนตรงที่เป็แผลให้ย่ากับยายไก่ดู
แล้วเราก็ปล่อยโฮออกมาบ้าง แผลนี้ทำย่าเราใจเย็นลง
"ผู้ใหญ่พูดก็ยังเถียง..เนี่ยเด็กนิสัยไม่ดี!! ต่อให้พี่เค้ามาทำเราก่อน เราก็ไปทำพี่เค้าคืนไม่ได้นะรู้มั้ย!"
ยายไก่พูดพลางลูบแขนพี่ลีเดีย ที่บีบน้ำตาเสร็จแล้ว แต่พอเห็นเราร้องไห้ พี่ลีเดียก็เตรียมที่จะร้องอีกรอบ นั่นทำให้ย่าเราตวาดออกมาลอยๆ
"เงียบ!"
แต่แน่นอนว่าย่าหันหน้ามาหาเรา แต่เราก็พอจะรู้สึกได้ว่าย่าไม่ได้หมายถึงเราแค่คนเดียว ย่าคุยกับพ่อได้ไม่นานก็ต้องวางสาย เพราะเื่วุ่นวายที่ไม่เป็เื่ สถานการณ์กระอักกระอ่วนนี้เป็ไปอยู่หลายครั้ง
แต่ครั้งหลังๆบางครั้งพี่ลีเดียก็จะนอนหลับบ้าง หรือบางทีก็ไม่อยู่บ้าง อาจเป็เพราะพ่อเราโทรมาตอนดึกแล้วก็ได้ บางครั้งห้าทุ่มเที่ยงคืนเรากับย่าก็ต้องรีบไปรับสาย เพราะค่าโทรศัพท์จากต่างประเทศมีราคาแพง
และพ่อเราก็ไม่ได้มีเงินมากขนาดจะที่ถือสายรอนานๆได้ บางครั้งต้องวางสายก่อน แล้วถึงจะโทรกลับมาใหม่อีกรอบ เพราะการเดินลงบันไดจากชั้นห้า แล้วต้องเดินมาขึ้นบันได ไปที่ชั้นสามของอีกตึกหนึ่ง ต้องใช้เวลาพอสมควร
ชุมชน หรือสลัมนั้น มีคนอยู่ทุกประเภท แต่ประเภทที่หายากที่สุดนั่นคือ "คนดี" ทุกอย่างคือการเอาตัวรอด แม้แต่ในสังคมของเด็กๆ
การทำตัวว่าแข็งแกร่งกว่าเด็กคนอื่น ก็จะทำให้ไม่ตกเป็เหยื่อของการถูกกลั่นแกล้งกดขี่ เด็กที่ตัวใหญ่เลยมักจะได้เป็หัวโจก เพราะตัวใหญ่ เนื้อหนา แล้วก็มีแรงเยอะกว่าเด็กที่อยู่ในวัยใกล้เคียงกัน หรือพวกเด็กที่อายุต่ำกว่า
นั่นจึงทำให้เด็กที่มีร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง หรือเด็กที่ตัวเล็กกว่าเด็กคนอื่นในวัยใกล้เคียงกัน จึงมักจะตกเป็เหยื่อ โดยเฉพาะเด็กตัวกะเปี๊ยกแบบเรา
และถึงสภาพแวดล้อมของเราจะเป็แบบนั้น แต่เราก็ไม่เคยคิดว่า เราจะตกเป็เหยื่อของเด็กที่ดูจะแข็งแรงน้อยกว่าเราได้ การแสดงออกของพี่ลีเดีย เลยเป็เหมือนการตอกย้ำ ถึงสภาพแวดล้อมของสังคม ที่อยู่รอบตัวเราได้เป็อย่างดี นี่จึงเป็ก้าวแรกที่ทำให้เรารู้สึกว่า ตัวเองต้องเข้มแข็งขึ้น ถ้าจะต้องใช้ชีวิตอยู่ต่อไปในสังคมเช่นนี้
ใน่นี้มีเหตุการณ์สำคัญๆ เกิดขึ้นพร้อมกันหลายอย่าง แต่ที่เกิดขึ้นแล้วกระทบต่อการใช้ชีวิตเรามีสองอย่าง อย่างแรกคือจากภาวะฟองสบู่แตก ทำให้ห้างเวิล์ดเทรดซบเซาไปมาก แต่เราที่ไปเล่นอยู่ที่นั่นเป็ประจำ ก็ทำให้ได้รู้มาว่าทางห้าง กำลังจะเปลี่ยนเ้าของใหม่ และมีโครงการที่จะปรับปรุงเป็ศูนย์การค้าใหม่ในอนาคตอันใกล้นี้
โดยเริ่มมีการสร้างอาคารหลังใหม่ที่สูงตระหง่านขึ้น ใกล้เคียงกับรั้วของวัดที่อยู่ใกล้กับโรงเรียน อาคารนี้จะอยู่ตรงข้ามกับกรมตำรวจในขณะนั้น ซึ่งได้ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่ในเป็ 'สำนักงานตำรวจแห่งชาติ' ในภายหลัง
และเหตุการณ์สำคัญอย่างที่สองก็คือ มีบุคคลสำคัญได้ถึงแก่กรรม หลังจากที่เสร็จสิ้นพิธีหลวงแล้ว ได้มีการนำประรำพิธีย้ายมา โดยตั้งไว้ตรงที่ที่เราเคยไปผจญภัยตอนเดินกลับบ้าน
ทำให้ตอนนี้ในระแวกชุมชนของเราตอนนี้มีแคมป์คนงาน ขนาดใหญ่ถึงสองแคมป์มาตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน และการเปลี่ยนแปลงนี้ ก็ทำให้เกิดการพัฒนาหลายอย่างขึ้นในชุมชนของเราเหมือนกัน
จากทางเดินที่เป็สะพานไม้แคบๆ ตั้งอยู่บนน้ำคลำที่ส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์ แบบที่ถ้าหากวันไหนฝนตกหนัก น้ำก็จะเอ่อท่วมขึ้นมาแล้วก็มักจะทำให้เท้าเป็โรคิัได้
ถนนหนทางในชุมชนก็เลยได้รับการปรับปรุงไปด้วย มีรถขนปูนคันใหญ่วิ่งเข้าออกซอย แทบจะตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ชุมชนคึกคักมากเพราะมีคนงานมาเช่าบ้านอยู่เยอะ ร้านรวงต่างๆขายดิบขายดี
การก่อสร้างใหญ่ทั้งสอง ทำให้มีอุปกรณ์ก่อสร้างขนาดใหญ่มาตั้งเรียงรายอยู่ติดกับชุมชน ถึงแม้จะมีรั้วสังกะสีสีเขียวมากั้นเอาไว้ แต่ก็ไม่สามารถขวางกั้นเหล่าพวกเด็กเปรตได้
กองทรายขนาดใหญ่ คือหนึ่งในที่เล่นใหม่ที่เด็กๆต่างให้ความสนใจ เพราะมันสามารถมองเห็นได้จากหน้าต่างของห้องเรียน และยิ่งในตอนกลางวัน สีของมันจะสะท้อนแดดแสบตาเป็อย่างมาก ทำให้กองทรายขนาดใหญ่นี้เป็ที่สนใจ โดยเฉพาะจากไอ้พวกเด็กที่ชอบทำอะไรแผลงๆ
"ไอ้โต" คือเด็กที่โตกว่าเราห้าปี เป็เด็กอ้วนตัวใหญ่ผิวคล้ำ และที่สำคัญไอ้โตขาเป๋ข้างหนึ่งั้แ่เกิด นี่ก็เลยเป็ปมของไอ้โต แต่ด้วยความที่ไอ้โตอยู่แฟลตชั้นเดียวกับเรา
ทำให้เราพอจะคุ้นเคยกับครอบครัวของไอ้โตอยู่บ้าง ด้วยความที่ไอ้โตเป็เด็กมีปม มันเลยกลายเป็หัวโจกของแก๊งค์เด็กเปรต แถวๆแฟลตของเราไปโดยปริยาย เด็กรุ่นที่โตกว่าเราที่อยู่แถวแฟลตส่วนใหญ่จึงอยู่ในแก๊งค์ของไอ้โต แก๊งค์ไอ้โตชอบหาเื่เด็กคนอื่นไปทั่ว จนเป็ที่ขยาดของเด็กที่อายุน้อยกว่า แต่แล้ววันหนึ่ง ความซวยก็ได้มาตกที่เรา...
"ไอ้เต้" คือเพื่อนสนิทไอ้โต ไอ้เต้เป็ลูกพี่ลูกน้องของพี่ลูกเป็ด แต่มันชอบมาเล่นที่บ้านไอ้โต เพราะว่าบ้านไอ้โตมีเกมตลับ(แฟมิคอม)
วันนึงเราได้ไปเล่นกับ "ตี๋" เด็กรุ่นเดียวกันกับเราที่บ้านอยู่ติดกับบ้านของไอ้โต เราก็เลยเห็นว่าไอ้เต้กับไอ้โต กำลังเล่นเกมตลับกันอยู่ในบ้าน เพราะมันเปิดประตูทิ้งไว้ เหมือนกับกำลังจะอวดเรากับไอ้ตี๋ที่เล่นต่อเลโก้กันแบบเด็กๆ
แต่ที่เราไม่คิดมาก่อนคือ จากการที่เรากับไอ้ตี๋ไปนั่งดูไอ้โตกับไอ้เต้เล่นเกมตรงประตูในวันนั้น วันหนึ่งเราจะกลายมาเป็เหยื่อของไอ้สองคนนี้
วันนั้นก็เป็วันปกติเหมือนกับวันหยุดวันอื่นๆ หลังจากดูการ์ตูนช่อง9จบ เราก็จะเริ่มหากิจกรรมอะไรทำต่อ ด้วยความรู้สึกเบื่อและเริ่มรู้จักเพื่อนมากขึ้น เราเลยชอบยืนดูคนที่หลังบ้าน
ข้อดีอย่างเดียวของการมีบ้านอยู่ห้องมุมชั้นห้าคือ วิวดี มองเห็นหลายๆอย่างได้ไกล แล้วก็จะไม่ค่อยรู้สึกอึดอัดมากนัก เราพยายามมองหาเด็กคนอื่นว่ากำลังทำอะไรกันอยู่ ส่วนหนึ่งก็เป็การเก็บข้อมูล เพราะก็อยากทำตัวให้เข้ากันได้ กับเด็กในวัยเดียวกัน
มีเด็กบางส่วนกำลังเข้าไปเล่นกัน ในบริเวณกองทราย ครอบครัวเราก็เคยพาเราไปทะเล ป้าบัวเองก็เคยพาไปหลายครั้ง แต่ตอนนั้นเรายังไม่รู้ว่าทรายก่อสร้าง กับทรายชายหาดมันจะไม่เหมือนกัน
หลังจากส่องไปสักพักเราก็ได้เจอเหยื่อ ไม่ใช่สิ..เพื่อนที่รู้จักคนแรก นั่นก็คือ "ไอ้หนึ่ง" เด็กตัวกะเปี๊ยกที่แข่งกันสูงกับเราทุกเช้าตอนเข้าแถว
"หนึ่ง!!!!" หนึ่งเดินผ่านไป และเดินกลับมามองหาว่าใครเรียก
"หนึ่ง!!!!" เราะโเรียกอีกครั้ง
"มีอะไร?!!!"
"แกไปไหนมา?"
"ไปซื้อของให้แม่มา.. มีอะไร?"
"ปล่าว!! เรียกเฉยๆ!!!"
"โว๊ะ!!!"
หนึ่งะโตอบอย่างหงุดหงิด และเดินหายไปใต้ตึกของเรา
'ลองลงไปดูดีกว่า ว่าวันหยุดคนอื่นมันทำไรกัน' เราคิดในใจและแอบย่า ย่องลงไปจากชั้นห้า
แต่ที่เราไม่รู้คือ การแอบลงไปครั้งแรกของเรา จะทำให้เราเสียเพื่อนดีๆไปคนนึงเลย
เราลงมาแล้วก็เดินไปตามทางที่ใช้ไปโรงเรียน เมื่อเดินทะลุใต้แฟลตแรกออกมาจะเจอกับ ลานกิจกรรมของชุมชน มันเป็พื้นที่ว่างคล้ายๆกับที่ พวกไจแอนด์กับโนบิตะชอบไปเล่นกัน เพราะมีท่อปูนสามอันวางซ้อนกันตั้งอยู่ แบบเดียวกับในการ์ตูนเลย
และที่นั่นเราก็ได้เจอกับกลุ่มของพวกเด็กๆ พอดีกับที่ไอ้โตกำลังพูดส่งเสียงดังอยู่ พร้อมกับกำลังล้อมรอบเด็กคนนึงเอาไว้ เราที่เพิ่งมาถึงพอจะจับใจความได้ว่า เด็กคนนี้เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่
แต่ด้วยความช่างพูดออกไปทางขี้โม้ๆหน่อย เลยทำให้แก๊งพวกไอ้โตหมั่นไส้ เด็กคนนี้ชื่อว่า "ไอ้หมี" ชื่อเหมือนหมาบ้านป้าบัว แต่เด็กรุ่นเดียวกันจะเรียกมันว่า "ไอ้หมีบ้า" หลังจากจบเหตุการณ์นี้
"ใครจะจัดการมัน?" ไอ้โตถามพวกเด็กในกลุ่ม
"เล่นแม่งเลยดีป่ะ?" ไอ้เต้ผู้เป็ลูกคู่ พูดรับแทบจะทันที
"เดี๋ยวก่อน....ไปที่กองทรายกันดีกว่า"
ไอ้โตกวาดตามองไปรอบๆ ก่อนจะะโให้พวกเด็กที่มามุงดู ยกขบวนกันไปที่กองทราย เพราะแถวนี้จะมีผู้ใหญ่ผ่านไปผ่านมา เสียงเอะอะของเด็กๆที่มารวมตัวกันเยอะขึ้น เริ่มทำให้พวกผู้ใหญ่บางส่วนเริ่มสนใจ
"พวกเอ็งจะแห่กันไปไหน?"
เสียงของผู้ใหญ่บางคนที่รู้สึกถึงความผิดปกติะโทักกลุ่มพวกเด็กๆ แต่ก็ไม่มีใครตอบคำถามนั้น เด็กๆพากันเดินล้อมไอ้หมีไปที่กองทราย แต่การจะเข้าไปที่กองทรายนั้นไม่ง่าย เพราะเป็เขตพื้นที่ก่อสร้าง ทางไซด์งานได้มีการนำสังกะสีสีเขียวมาปิดล้อมพื้นที่ทำเป็รั้วเอาไว้
แต่การที่ชุมชนมีสุนัขจรอยู่เยอะ มันจึงจะมีร่องรอยของการขุดมุดรั้วเข้าออกเป็รอยแง้มๆ และบางทีก็คนงานเองนั่นแหละที่เป็คนเริ่มงัด เพราะี้เีเดินอ้อม แล้วรอยมุดพวกนั้น ก็ไม่พ้นสายตาของพวกเด็กเปรต ที่กำลังอยากรู้อยากเห็น จนกระทั่งจากรอยแง้มก็กลายเป็การงัดสังกะสี เพื่อป้องกันความคมของรั้ว
จากร่องรอยที่เราเห็นน่าจะเกิดจากการถีบ ให้แผ่นสังกะสีงอพับเข้าไป ทำให้มีทรายบางส่วนไหลออกมา เป็ร่องรอยของการใช้งานเข้าออกบริเวณนี้
"ไป เข้าไป!" ไอ้โตสั่งให้เด็กพวกลูกน้องไอ้เต้ ให้พาไอ้หมีเข้าไปข้างใน
ซึ่งเราทึ่งมาก เพราะพวกเด็กๆก็ยอมที่จะเชื่อฟังคนพวกนี้อย่างน่าประหลาด พวกลูกน้องบังคับลากไอ้หมีเข้าไปในกองทราย เราก็เลยจะอาศัยความชุลมุนตีเนียนเดินตามเข้าไปดูสถานการณ์ด้วย
"เดี๋ยว!! มึงห้ามเข้า!" ไอ้เต้ที่ยืนคุมเชิงตรงรูสังกะสีผลักเราออกจนเกือบหงายหลัง
"มึงเป็ใครเนี่ยมาใหม่อีกคนหรอ?!" ไอ้เต้มองเราด้วยสายตาแปลกๆ
"ไอ้เต้ทำไมช้าจัง?" เสียงไอ้โตะโดังออกมาจากด้านใน เพราะเห็นว่าไอ้เต้ยังไม่ได้ตามเข้าไป
"ไอ้โต ไอ้นี่มันจะตามเข้าไปด้วย!" พอได้ยินแบบนั้นไอ้โตเลยยื่นหน้าออกมาดู
"ไอ้ไนท์!" ไอ้โตมองมาที่เราด้วยสายตาเรียบเฉย
พร้อมพยักหน้าเป็สัญญาณเรียก ให้ไอ้เต้รีบเข้าไปก่อน เหมือนกับเป็การบอกว่า 'เข้าไปก่อนอย่าเพิ่งไปสนใจไอ้นี่'