บทที่ 52 ใครกันแน่ที่ทำผิด
“โอ้โห ดอกไม้สวยจังเลยค่ะ!”
“นี่ส่งให้ใครกันนะ?”
“ใครจะรู้ล่ะ คงเป็นผู้หญิงที่โชคดีมากคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าเธอไปหาแฟนดี ๆ แบบนี้ได้จากที่ไหน”
ท่ามกลางเสียงพูดคุยกันอย่างคึกคัก พนักงานต้อนรับของแผนกออกแบบก็เดินเข้ามาถามหวางเอ๋อร์ว่า “สวัสดีค่ะ คุณมาหาใครคะ”
เขาจึงตอบอย่างสุภาพว่า “สวัสดีครับ ผมเป็นเลขาของท่านประธานบริษัทเจิ้นถิงกรุ๊ป ผมมาหาคุณจวีซือหนานครับ”
เลขาของประธานบริษัทเจิ้นถิงกรุ๊ปมาหาจวีซือหนาน ?
สายตาของเพื่อนร่วมงานทุกคนก็พุ่งไปที่จวีซือหนานในทันที
เมื่อรับรู้ถึงสายตาที่จับจ้องมา จวีซือหนานก็เงยหน้าขึ้นโดยไม่ตั้งใจ และเห็นหวางเอ๋อร์โบกมือให้เธอเข้าพอดี
หญิงสาวรีบลุกขึ้นเดินไปทักทาย “คุณเลขาหวาง? คุณมาหาฉันเหรอคะ”
ยังพูดไม่ทันจบ ก็เห็นช่อดอกไม้ขนาดใหญ่ในอ้อมแขนของเขา หรือว่า… เขามาส่งดอกไม้ให้เธออย่างนั้นเหรอ
หวางเอ๋อร์ยื่นดอกกุหลาบให้เธอ พร้อมกับบอกว่า “นี่เป็นของที่ท่านประธานให้ผมเอามาให้คุณครับ”
จวีซือหนานชะงักไปครู่หนึ่ง ‘ท่านประธาน?’
กงเจ๋ออวี้?
เขาส่งดอกไม้ให้เธองั้นเหรอ
จวีซือหนานยิ้มแห้ง ๆ ด้วยความลำบากใจ “ไม่ต้องหรอกมั้งคะ คุณกลับไปบอกเขาด้วยว่าอย่าส่งดอกไม้มาให้ฉันอีกเลย ต่อหน้าคนมากมายแบบนี้ เดี๋ยวทุกคนจะเริ่มซุบซิบนินทากันเอาได้”
หวางเอ๋อร์กลับยังคงยืนกรานที่จะมอบให้ “ผมไม่สามารถละเลยคำสั่งของท่านประธานได้ คุณรับมันไปเถอะครับ”
ก็ได้...
จวีซือหนานเข้าใจตำแหน่งของเขาในฐานะเลขาของประธาน
เธอรับดอกไม้เอาไว้ ก่อนจะเอ่ยกับเขาเพิ่มเติม “งั้นก็ได้ค่ะ ฉันจะรับดอกไม้ไว้ก่อน ส่วนเรื่องอื่น ๆ ฉันจะหาโอกาสคุยกับเขาเอง วันนี้รบกวนคุณมากเลยนะคะ”
“ได้ครับ งั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ”
หวางเอ๋อร์ค้อมกายตัวเล็กน้อย จากนั้นก็เดินจากไป
เมื่อเห็นว่าเลขาหนุ่มเดินจากไปแล้ว เพื่อนร่วมงานรอบข้างก็อดใจไม่ไหว รีบเข้ามาล้อมรอบตัวเธอ
“ดอกไม้สวยมากเลยนะ”
“ประธานกงก็โรแมนติกเกินไปแล้ว!”
“ฮ่า ๆ ฮ่า ๆ” จวีซือหนานหัวเราะแห้ง ๆ สองครั้ง ไม่รู้จะอธิบายกับพวกเธออย่างไรดี เลยเลือกที่จะไม่พูดอะไรอีก แล้วหันหลังเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานของตัวเอง
ฉากทั้งหมดนี้ถูกจับตามองโดยจวีซือเฝย
ดวงตาของเธอหรี่ลงอย่างเกรี้ยวกราดจนเหลือเพียงเส้นบาง ๆ ในใจอิจฉาจนแทบคลั่ง
จวีซือหนาน ผู้หญิงชั่วคนนี้ กลายเป็นจุดสนใจที่ทุกคนอิจฉาอีกแล้ว!
กงเจ๋ออวี้ตาบอดไปแล้วหรือไง? ทำไมถึงได้ไปชอบผู้หญิงที่ ‘ขายขาดทุน’ อย่างเธอคนนี้นะ!
ความเกลียดชังทำให้จวีซือเฝยทนไม่ไหวอีกต่อไป
เธอพยายามบีบน้ำตาออกมาสองสามหยด เมื่อเหลือบมองแล้วพบว่า มีคนเดินมาทางเธอ เป็นจังหวะที่กำลังกะพริบตาลง ‘ปัด’ น้ำตาหยดหนึ่งตกลงบนโต๊ะ
เพื่อนร่วมงานเห็นเธอกำลังร้องไห้ จึงตบไหล่เธอเบา ๆ “ซือเฝย เธออย่าร้องไห้เลย ระวังจะร้องไห้จนป่วยหนักนะ”
“ใช่แล้ว อย่าร้องไห้เลย ร้องไห้เพื่อคนที่ไม่คู่ควร มันคุ้มค่าแล้วเหรอ”
“นั่นสิ”
เพื่อนร่วมงานที่สนิทกับจวีซือเฝยเดินเข้ามาปลอบใจ ยังไม่ลืมที่จะดูถูกจวีซือหนานอีกสองสามประโยค “จวีซือหนาน! เธอดูสิ น้องสาวเธอเสียใจขนาดนี้แล้ว เธอยังจะมาอวดความรักต่อหน้าเธออีก นี่มันเกินไปแล้วนะ!”
จวีซือหนานรู้สึกเอือมระอากับคนพวกนี้จริง ๆ เมื่อกำลังจะตอบโต้สองสามประโยค จวีซือเฝยก็เงยหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาขึ้นมาพูดด้วยเสียงสะอื้น “อย่าโทษพี่เลย ทั้งหมดเป็นความผิดของฉันเอง พอเห็นกุหลาบก็… ก็นึกถึงเกาอี้ขึ้นมา ตอนที่ฉันอยู่กับเขา เขาก็มักจะให้กุหลาบฉันเสมอ แต่ตอนนี้...”
พูดจบ เธอก็ร้องไห้โฮออกมาอีก
จวีซือหนานรู้สึกขยะแขยงสุดขีด “เธอจะเลิกทำตัวร้องไห้ฟูมฟายแบบนี้ได้หรือยัง เสแสร้งแบบนี้ไม่เหนื่อยหรือไง ทำเหมือนฉันกำลังรังแกเธออย่างงั้นแหละ ถ้าเธอชอบ ฉันจะให้ดอกไม้นี่กับเธอก็ได้ รับไปแล้วก็ไสหัวไปซะ อย่ามาขวางหูขวางตาฉันอีก!”
จวีซือเฝยได้ยินแล้วก็ยิ่งรู้สึกน้อยใจ “พี่ นี่พี่หมายความว่ายังไงกัน ฉันบอกว่าเห็นดอกไม้นี่แล้วก็นึกถึงหานเกาอี้ พี่ก็ยังจงใจพูดแบบนี้เพื่อทำร้ายจิตใจฉัน ฉันทำอะไรผิดต่อพี่เหรอ พี่ช่วยบอกฉันมาตรง ๆ ได้ไหม”
จวีซือหนานหัวเราะเย็นชา แล้วเอ่ยเยาะเย้ยว่า “ฉันผิดงั้นเหรอ ที่จริงแล้วใครกันแน่ที่ทำผิดต่อใคร ความทุกข์ของเธอตอนนี้ก็คือผลกรรมของเธอเองต่างหาก!”