บทที่ 2 จะเลี้ยงอีกคนหรือไร (รีไรต์)
ฝนที่ตกหนักราวกับทองคำเมื่อคืนนี้ ตกลงมาครึ่งค่อนคืนกว่าจะหยุด
รุ่งเช้า ฝนและลมสงบลง ดวงอาทิตย์เริ่มส่องแสง วันนี้น่าจะเป็วันที่อากาศดี ท้องฟ้าดูสดชื่นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
‘หลี่ชุนฮวา’ สะใภ้ใหญ่ของตระกูลอวี้ตื่นั้แ่เช้าตรู่ นางผิวปากอย่างอารมณ์ดี รีบพันผ้าโพกหัวอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นก็ถือตะกร้าไม้ไผ่เตรียมไปตัดหญ้าเลี้ยงหมู
เมื่อคืนนี้ฝนตก หญ้าเลี้ยงหมูน่าจะงอกขึ้นเยอะ นางเลยต้องรีบไปตัดมาให้หมูกิน ทว่าในยามนี้ ทุ่งนาแห้งแล้งมานาน หญ้าเลี้ยงหมูก็แทบจะไม่มีอยู่รอมร่อ หมูที่บ้านก็กินไม่อิ่ม น้ำหนักจึงไม่ค่อยขึ้น น่าสงสารจริง ๆ
“พี่สะใภ้!”
‘ไป๋เสี่ยวเฟิ่ง’ สะใภ้คนที่สองของบ้านโผล่หน้าออกมาจากห้องครัว นางขยิบตาให้หลี่ชุนฮวาพร้อมกับทำท่าทางให้เงียบไว้ แล้วเรียกนางเข้าไป
หลี่ชุนฮวาไม่ได้คิดอะไรมาก จึงเดินเข้าไปในครัว “น้องสะใภ้ มีอะไรหรือ?”
จากนั้นไป๋เสี่ยวเฟิ่งก็ดึงหลี่ชุนฮวาเข้ามาในครัว แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเบา ๆ อย่างลึกลับว่า “พี่สะใภ้ ท่านรู้หรือไม่? ว่าเมื่อคืนท่านแม่พาเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งกลับมา บอกว่าจะรับเลี้ยงนาง!”
หลี่ชุนฮวาใ “น้องสะใภ้ นี่เ้าพูดอะไรออกมา? เหตุใดพูดเล่นเช่นนี้เล่า!”
"แถวนี้แล้งมาสามปีแล้ว แค่น้ำดื่มยังต้องเดินไปตักที่แม่น้ำไกล ๆ โน่นเลย บ้านเราก็มีแต่เด็กกินจุอยู่ตั้งหลายคน แค่อาหารของตัวเองยังต้องรัดเข็มขัด*[1] จะเอาอะไรมาเลี้ยงเด็กผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้กัน"
"ต่อให้ตอนนี้ฝนจะตก แต่อนาคตจะเป็อย่างไรก็ยังไม่รู้เลย"
"เลี้ยง? แล้วจะเอาอะไรมาเลี้ยงเล่า?"
"ข้าไม่ได้โกหกนะ" ไป๋เสี่ยวเฟิ่งเบ้ปาก "เมื่อคืนท่านแม่ยังขึ้นไปที่ห้องข้า เอาเสื้อผ้าเล็ก ๆ ของพี่กุ้ยที่ใส่ไม่ได้แล้วไปด้วย"
นางอดบ่นไม่ได้ "ไม่ใช่ว่าข้ามีลูกไม่ได้เสียหน่อย ถ้ามีลูกคนที่สาม เสื้อผ้าที่พี่กุ้ยใส่ไม่ได้แล้ว ข้าก็ยังเก็บไว้ให้ลูกคนที่สามใส่ได้..."
หลี่ชุนฮวาไม่ได้สนใจคำพูดนั้น ทว่าเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงและถามขึ้น "จริงหรือ? ท่านแม่ไปเจอเด็กผู้หญิงที่ใดหรือ? แล้วเหตุใดจะเอามาเลี้ยงที่บ้าน?"
"พวกเ้าสองคน ไม่ทำงานทำการ มายืนกระซิบกระซาบอะไรกัน!"
ลูกชายคนโตของตระกูลอวี้ ‘อวี้ต้าหนิว’ สะพายจอบผ่านหน้าต่างห้องครัว เห็นภรรยาตัวเองกับน้องสะใภ้จอมเ้าเล่ห์ยืนคุยกันงุบงิบ เขาจึงมองเข้ามาในห้องครัวด้วยความไม่พอใจ "อีกสักพักท่านพ่อกับท่านแม่ก็จะตื่นแล้ว ยังมัวโอ้เอ้กันอยู่ได้! หมูก็ยังไม่ได้ให้อาหาร ข้าวก็ยังไม่ได้ทำ!"
หลี่ชุนฮวาไม่สนใจสีหน้าบึ้งตึงของสามี ลดเสียงต่ำถามเขาผ่านหน้าต่างห้องครัวที่เปิดแง้มไว้ "นี่เ้ารู้เื่รึเปล่า? ท่านแม่ไปเจอเด็กผู้หญิงที่ไหนไม่รู้ จะเอามาเลี้ยงที่บ้านเรา!"
เื่นี้อวี้ต้าหนิวก็เพิ่งได้ยิน เขาชะงักไปครู่หนึ่งพลางขมวดคิ้ว จากนั้นก็ทำหน้าบึ้งตึง "ท่านแม่อยากเลี้ยงก็ปล่อยให้เลี้ยงไปเถอะ! พวกเ้าเป็แค่ลูกสะใภ้ คิดจะขัดคำสั่งท่านหรืออย่างไร? รีบ ๆ ไปทำงานได้แล้ว อย่ามัวยืนอู้งานอยู่แบบนี้!"
หลังจากที่ดุหลี่ชุนฮวากับไป๋เสี่ยวเฟิ่งเสร็จ แล้วไล่ทั้งสองคนไปทำงาน อวี้ต้าหนิวก็อดไม่ได้ที่จะมองไปที่ห้องโถง
บ้านของตระกูลอวี้นั้นขนาดไม่ใหญ่ มีห้องอิฐดินอยู่หกห้อง ห้องที่อยู่ตรงกลางมีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย ถือเป็ห้องโถง พ่อเฒ่าอวี้กับแม่เฒ่าเว่ยอาศัยอยู่ที่นั่น
สุดท้ายอวี้ต้าหนิวก็ไม่ได้ถามอะไร คลุมศีรษะแล้วแบกจอบไปซ่อมกำแพงดินและรั้วที่ถูกลมพัดจนเอียง
ผ่านไปครู่หนึ่ง แม่เฒ่าเว่ยก็ลุกขึ้นแต่งตัวแล้วตรงไปที่ห้องครัว
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งที่กำลังต้มข้าวต้มผักป่า รีบพูดขึ้นว่า "ท่านแม่ เมื่อคืนฝนตกหนัก น้ำรั่วเข้ามาเยอะ ฟืนก็เปียกหมดเลย คงจะทำอาหารช้าหน่อยนะเ้าคะ"
จู่ ๆ แม่เฒ่าเว่ยก็ขัดจังหวะคำอธิบายของไป๋เสี่ยวเฟิ่ง "วันก่อนไปตลาดขายไข่ได้สามสิบฟอง ตอนนี้ที่บ้านเหลือไข่กี่ฟองแล้ว"
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งรีบตอบว่า "เช้านี้เก็บได้จากเล้าไก่หนึ่งฟอง รวมกันแล้วเหลือเจ็ดฟองเ้าค่ะ"
แม่เฒ่าเว่ยขมวดคิ้ว "เจ็ดฟอง?" นางพูดอย่างหนักแน่น "เอาไข่เจ็ดฟองนี้ไปต้มให้หมด ให้เด็ก ๆ กินบำรุงร่างกายซะ"
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งดีใจมาก พี่สะใภ้คลอดลูกชายสองคน ตัวนางก็มีลูกชายสองคน ส่วนบ้านของน้องสามี มีลูกชายอายุสี่ขวบหนึ่งคน
ลูกชายของนางอย่างน้อยก็กินไข่ได้สองฟอง คุ้มค่าจริง ๆ!
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งพูดจ้ออย่างกระตือรือร้นว่า “ท่านแม่ วางใจเถอะ ข้าทำให้เรียบร้อยแน่นอน ลูกชายบ้านพี่ใหญ่ ชอบกินแบบไส้เยิ้ม ๆ ข้าค่อยต้มแล้วรีบตักขึ้นมา...”
แม่เฒ่าเว่ยส่งเสียง “อืม” อย่างไม่ค่อยใส่ใจ แล้วเดินออกจากครัวไป
พอถึงเวลา ครอบครัวใหญ่ของตระกูลอวี้ทานอาหารเช้า โต๊ะไม้ที่พ่อเฒ่าอวี้จ้างคนมาทำให้โดยเฉพาะ ก็เต็มไปด้วยผู้คน
ครอบครัวอวี้คนเยอะ แม่เฒ่าเว่ยให้กำเนิดลูกชายสี่คน นอกจากลูกชายคนเล็กที่ยังไม่ได้แต่งงาน ลูกชายสามคนแรกก็มีหลานชายให้นางรวมห้าคนแล้ว
ครอบครัวใหญ่สิบกว่าคน นั่งล้อมโต๊ะกันอย่างคึกคัก
เนื่องจากฝนตก ผลผลิตในไร่นาปีนี้จึงมีหลักประกัน การใช้น้ำในภายหลังก็ผ่อนคลายขึ้นบ้าง ชีวิตความเป็อยู่จะต้องดีขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน ใบหน้าของทุกคนในตระกูลอวี้ต่างก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ต้มผักป่าสองหม้อใหญ่ วางอยู่บนโต๊ะ ข้าง ๆ
เป็ผักกาดดองเค็มที่ทำเองสองจาน
ที่ต่างจากทุกวัน คือ ข้าง ๆ ซุปผักป่ายังมีชามใบใหญ่วางอยู่ ข้างในบรรจุไข่ต้มสุกเจ็ดฟองเต็ม ๆ
แม้ว่าที่บ้านของพวกเขาจะเลี้ยงไก่และหมู แต่สองสามปีมานี้เกิดภัยพิบัติและเื่ร้าย ๆ ไม่หยุดหย่อน ผลผลิตก็ไม่ค่อยดี ผู้คนต่างก็กินไม่อิ่ม อย่าพูดถึงไก่หรือหมูเลย เดิมทีที่บ้านก็มีไก่ห้าตัว ตอนนี้เหลือแค่สองตัวที่ยังออกไข่อยู่ และนาน ๆ ทีถึงจะออกไข่มาฟองหนึ่ง ถึงอย่างนั้น ไข่ที่นาน ๆ ทีออกมาก็ถูกเก็บรวบรวมไว้รอเอาไปขายตอนถึงวันที่มีตลาด ส่วนหมูที่เลี้ยงไว้ก็ผอมแห้ง ไม่ว่าจะขุนอย่างไรก็ไม่อ้วนขึ้นมาได้
ด้วยเหตุนี้ไข่ไก่จึงกลายเป็ของหายากบนโต๊ะอาหารของบ้านตระกูลอวี้
"ท่านแม่ ฝนตกแค่นี้ท่านดีใจถึงขนาดต้มไข่เลยหรือ?" อวี้เอ้อร์หู่ลูกชายคนที่สองของตระกูลอวี้ ยิ้มโง่ ๆ แล้วเอื้อมมือไปหยิบไข่ ไป๋เสี่ยวเฟิ่งจึงตีมือสามีตัวเองดังผัวะ! แล้วเบ้ปากใส่เขาทันที "เ้าจะทำอะไร ที่บ้านเหลือไข่แค่นี้ ท่านแม่สั่งให้ข้าต้มให้เด็ก ๆ กิน"
อวี้เอ้อร์หู่เป็คนใจเย็น เขาร้อง ‘โอ๊ย’ สองครั้งแล้วรีบชักมือกลับ ตัวเขาไม่ได้กินก็ไม่เป็ไร ขอแค่ลูก ๆ ได้กิน เขาก็ดีใจมากแล้ว
"ให้เด็ก ๆ กิน ให้เด็ก ๆ กิน" แม่เฒ่าเว่ยหัวเราะเบา ๆ เห็นได้ชัดว่าอารมณ์ดี นางก้มลงอุ้มใครบางคนขึ้นมาไว้ข้างกาย
สายตาทุกคนจ้องมองไปยังแม่เฒ่าเว่ย ปรากฏว่าในอ้อมแขนของนางกำลังอุ้มเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน!
เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนนี้อายุยังน้อยมาก ถูกโต๊ะบังมิดชิด พวกเขาเพิ่งเห็นหล่อนก็ตอนนี้เอง
อย่างไรก็ตาม เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนนี้เกิดมาน่ารักมาก ดวงตากลมโตเป็ประกายราวกับพูดได้ แต่เห็นได้ชัดว่าเด็กคนนี้มีภาวะทุพโภชนาการเล็กน้อย ผมของนางค่อนข้างบางและเหลือง
ซิ่งซิ่งเห็นทุกคนจ้องมองมาที่ตนเอง เด็กหญิงรู้สึกประหม่าอย่างมาก จับชายเสื้อตัวเองแน่น ไม่รู้จะพูดอะไรดี
เมื่อเห็นว่าทุกคนได้เจอเด็กน้อยแล้ว แม่เฒ่าเว่ยจึงวางซิ่งซิ่งลงบนม้านั่งระหว่างนางกับพ่อเฒ่าอวี้
เด็กคนนี้ตัวเล็กอยู่แล้ว แม้จะนั่งบนม้านั่งก็ตาม ก็โผล่พ้นโต๊ะมาเพียงแค่ส่วนหัวเท่านั้น
“นี่ นี่คือ...” อวี้ต้าหนิวพูดตะกุกตะกัก
“เมื่อวานข้าเก็บเด็กคนนี้ได้จากโขดหินเชิงเขา” แม่เฒ่าเว่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงที่ไม่อาจโต้แย้งได้ “หนูน้อยคนนี้ชื่อ ‘อวี้ซิ่งซิ่ง’ จากนี้ไปจะมาอยู่กับพวกเราที่บ้านนี้”
ผู้ใหญ่บนโต๊ะต่างเงียบกันไปครู่หนึ่ง
ไม่ต้องพูดถึงเื่อื่น เื่เล็ก ๆ น้อย ๆ เพียงแค่ จู่ ๆ ในบ้านก็จะมีปากท้องเพิ่มมาอีกคน แล้วอาหารการกินที่ขัดสนอยู่แล้วจะทำอย่างไร?!
เช้านี้หลี่ชุนฮวาเอาแต่ครุ่นคิดเื่นี้ พอเห็นเป็อย่างที่สะใภ้รองพูดจริง ๆ นางก็ตกตะลึง ไม่ได้คิดอะไรมากรีบพูดขึ้นว่า “ท่านแม่ ท่านก็รู้สถานการณ์ที่บ้านเรา ่ก่อนก็มีทั้งภัยา ทั้งตั๊กแตน ทั้งแผ่นดินไหว ทั้งภัยแล้ง ทุ่งนาก็รกร้างมาหลายปีแล้ว พวกเราก็กินแต่เสบียงมาตลอด...ถึงแม้เมื่อกลางคืนฝนจะตก แต่ก็แค่ช่วยให้ข้าวสาลีในนาได้น้ำเพิ่มขึ้นมาอีกหน่อย อาหารยังขาดแคลนอยู่เลย จะเอาที่ไหนไปเลี้ยงดูคนเพิ่มอีกคน?”
สีหน้าของหลี่ชุนฮวาดูลำบากใจมาก
แต่แม่เฒ่าเว่ยกลับโกรธ ตบโต๊ะดังปัง!
เื่สมุนไพรจัวซิน นางในตอนนี้ยังไม่คิดที่จะพูดออกมา เพียงแค่เอ่ยด้วยสีหน้าเ็าว่า "ข้าไปขอข้าวพวกเ้ากินรึ! ต่อไปนี้ซิ่งซิ่งจะมาอยู่กับข้า เด็กตัวแค่นี้จะกินสักเท่าไหร่เชียว ข้ากินให้น้อยลงหน่อยก็เลี้ยงหลานได้แล้ว! ถ้าไม่ได้จริง ๆ เราทั้งคู่ก็คงต้องอดตายไปด้วยกัน!"
ลูกชายทั้งสี่คนได้ยินดังนั้นก็รีบพูดด้วยความร้อนใจ "ท่านแม่! พวกเรายอมอดตายดีกว่าปล่อยให้ท่านต้องท้องกิ่วนะขอรับ!"
"ท่านแม่ วางใจเถอะ ต่อให้พวกเราต้องอด ก็ไม่มีทางให้ท่านแม่อดแม้แต่คำเดียว!"
"ใช่ ๆ เด็กคนหนึ่งจะกินอะไรได้สักเท่าไหร่ ถ้าท่านแม่จะเลี้ยง พวกเราก็ยินดี!"
"ใช่ ๆ ถูกต้อง!"
ลูกชายทั้งสี่ล้วนกตัญญู พูดปลอบมารดาเป็เสียงเดียวกัน
ขณะนั้นอวี้ต้าหนิว ลูกชายคนโตของตระกูลอวี้ ก็หันไปมองภรรยาตัวเองด้วยสายตาตำหนิ จนหลี่ชุนฮวาต้องก้มหน้าด้วยความรู้สึกผิด
เื่แบบนี้ใครอยากจะพูด
ตัวนางเองไม่เท่าไหร่ แต่อย่าลืมว่าลูกชายสองคนของนางกำลังอยู่ในวัยกำลังโต ข้าวในบ้านก็ไม่พอ ลูก ๆ ตัวซีดเซียวเพราะขาดสารอาหาร นางเป็แม่เห็นแล้วจะไม่ให้ทุกข์ใจได้อย่างไร
ตอนนี้ในบ้านต้องมีปากท้องเพิ่มมาอีกคน ตนเป็ถึงสะใภ้ใหญ่ พูดอะไรหน่อยไม่ได้รึไง?
แต่ท่าทางแบบนี้ของแม่สามี เห็นได้ชัดว่าตัดสินใจไปแล้ว ไม่ว่าใครจะพูดอะไรก็คงไม่ฟัง หลี่ชุนฮวาจึงรู้สึกเศร้าใจมาก
พ่อเฒ่าอวี้ไอออกมาทีหนึ่ง แสร้งทำท่าทางเป็หัวหน้าครอบครัวเพื่อกลบเกลื่อนสถานการณ์ตรงหน้า “ยืนนิ่งกันทำไม รีบตักข้าวสิ ตักข้าว!”
ไป๋เสี่ยวเฟิ่ง ภรรยาของลูกชายคนที่สองของตระกูลอวี้ รีบลุกขึ้นยืนทันที หยิบช้อนตักข้าวแจกจ่ายให้ทุกคนคนละชาม เป็ข้าวต้มผักที่นางทำ
เมื่อไป๋เสี่ยวเฟิ่งตักข้าวให้ทุกคนจนครบ จนมาถึงของซิ่งซิ่ง
ไป๋เสี่ยวเฟิ่งแอบมองสีหน้าของแม่สามี กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พูดด้วยรอยยิ้มว่า "ซิ่งซิ่ง ชื่อนี้ใช่ไหมจ๊ะ ป้าตักให้เ้าครึ่งชามก่อนนะ เ้ากินก่อนไหม ถ้าไม่อิ่มก็เติมได้"
[1] รัดเข็มขัด มากจากรัดเข็มขัดกางเกงให้แน่น ๆ หมายถึง ประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือย