ตอนที่ 45 กลับกลายเป็นว่ากำลังตามหาเธอ
หลังจากทานอาหารเสร็จและช่วยย่าเฒ่าหานเก็บกวาดจานชามแล้วนั้นหานชีเยวี่ยก็แกะสบู่ที่อยู่ในพิมพ์ขนมออกมาแล้วจึงนำสบู่ติดตัวไปยังอำเภออีกครั้ง ระหว่างทางเด็กสาวครุ่นคิดอยู่ตลอดว่าวันนี้ควรจะไปที่ไหนดี ตอนนี้เธอมีฝีมือในการทำสบู่แล้วแต่ในอำเภอไม่มีโรงงานสบู่ การจะพูดคุยเรื่องความร่วมมือคงเป็นไปไม่ได้
คิดไปคิดมาหานชีเยวี่ยก็ยังคิดหาวิธีที่ดีไม่ได้ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจไปดูสถานการณ์ที่โรงงานทอฝ้ายก่อน
แน่นอนว่าก่อนจะไปทำธุระเธอต้องไปเดินตลาดมืดสักรอบ ต่อไปถ้ามีเวลาเข้าอำเภอน้อยลงโอกาสที่จะไปตลาดมืดก็จะน้อยลงเช่นกัน การไปตลาดมืดสักรอบหนึ่งกว่าจะถึงตลาดมืดก็ใช้เวลาจนเกือบเที่ยงพอดี ซึ่งเป็นเวลาที่เธอมีโอกาสได้เจอเจียงอวี้หมิงมากขึ้น
หานชีเยวี่ยรอบคอบระวังตัวมากเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเปิดเผยตัวตนเธอจึงแต่งตัวไม่เหมือนกันทุกครั้งที่เข้าไปในตลาดมืด ครั้งนี้ก็เช่นกันเธอแต่งตัวเป็นหญิงวัยกลางคน แถมยังแต้มไฝดำเม็ดใหญ่บนใบหน้าอีกด้วยดูแล้วทำให้รู้สึกอึดอัดไม่น้อย แต่หานชีเยวี่ยมองตัวเองในกระจกด้วยความพอใจอย่างยิ่งฝีมือการแต่งหน้าช่างวิเศษจริงๆ
วันนี้หานชีเยวี่ยตั้งใจจะจำหน่ายเนื้อและไข่ไก่ภายในห้างสรรพสินค้าสิ่งที่เหมาะจะขายในตอนนี้และมีมูลค่าก็มีเพียงสองอย่างนี้โดยเฉพาะไข่ไก่ ก่อนที่เธอจะกวาดซื้อห้างสรรพสินค้าเพิ่งรับของเข้ามาใหม่หนักหนึ่งหมื่นห้าพันจินหรือคิดเป็นจำนวนไข่หลายแสนฟอง แค่เธอแอบๆ ขายแบบนี้ ก็น่าจะขายได้จนแก่เฒ่า.
หานชีเยวี่ยเดินเข้าไปในตลาดมืดพร้อมกับตะกร้าไข่เธอคอยสังเกตสิ่งรอบข้างอย่างระมัดระวัง ทันทีที่เข้าไปในตลาดมืดหานชีเยวี่ยก็รู้ชัดว่าบรรยากาศในตลาดมืดวันนี้ดูแปลกไป
เธอรู้สึกโดยสัญชาตญาณว่าควรจะรีบออกไปจากที่นี่
แต่ในเมื่อมาถึงแล้วการจากไปในทันทีแบบนี้จะยิ่งทำให้เป็นที่น่าสงสัย หานชีเยวี่ยจึงหาที่มุมหนึ่งใช้ผ้าคลุมศีรษะปิดบังใบหน้า แล้วรอให้ลูกค้าเข้ามาหาเองหลังจากวางไข่ไก่ไว้หลายฟองแล้ว หานชีเยวี่ยก็หยิบไข่นกกระทาออกมาวางข้างๆไข่ไก่จำนวนหนึ่ง
แม้ว่าตอนนี้เธอจะคิดจะสร้างโรงงานแปรรูปสบู่แต่ในเมื่อเธอได้ชักชวนให้คนในหมู่บ้านเลี้ยงนกกระทาเธอก็ต้องศึกษาตลาดไข่นกกระทาด้วย
“นี่คุณน้อง นี่มันไข่อะไร?ทำไมฟองมันถึงเล็กจังเนี่ย จะมีคนซื้อเหรอ?”
ลูกค้าคนแรกที่เข้ามาหาเป็นสาวใหญ่วัยสี่สิบห้าสิบปี เธอตั้งใจมาซื้อไข่ไก่แต่บังเอิญเห็นไข่นกกระทาที่วางอยู่ข้างๆ
“คุณพี่จ๊ะ นี่คือไข่นกกระทาคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าไข่ไก่อยู่มากเลย แต่ราคาพอๆ กันค่ะ”ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะมองไม่เห็นใบหน้าของเธอแต่หานชีเยวี่ยก็ยังคงยิ้มแย้มแจ่มใสและแนะนำสินค้าอย่างกระตือรือร้น
“จริงหรือหลอกกันเนี่ย? คุณน้อง เธอไม่ได้หลอกพี่ใช่ไหม?”
“คณพี่ ไข่ไก่แปดฟองหนึ่งจินฟองละหนึ่งเหมาห้าเฟิน แปดฟองก็หนึ่งหยวนสองเฟินไข่นกกระทาหนึ่งหยวนสองเฟินให้พี่สาวสามสิบห้าฟองค่ะ”
เมื่อได้ยินตัวเลขสามสิบห้าสาวใหญ่ก็คิดว่าถึงแม้ไข่จะเล็ก แต่จำนวนเยอะก็คุ้ม คิดแล้วก็ไม่น่าจะขาดทุน
“เอาไข่ไก่สิบฟองคิดฟองละหนึ่งเหมาห้าเฟิน แต่ไข่นกกระทาพี่ยังไม่เคยกินเลยแถมให้อีกสองฟองได้ไหม”
วันนี้หานชีเยวี่ยตั้งใจจะมาลองตลาดเธอตั้งราคาไว้ที่หนึ่งหยวนสองเฟินต่อสี่สิบฟองสามสิบเจ็ดฟองถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้
“ได้จ๊ะ คุณพี่ในเมื่อเป็นลูกค้าคนแรกของวันนี้ ฉันให้ราคาพิเศษ เอาไปสามสิบเจ็ดฟองค่ะ”หานชีเยวี่ยนับไข่ไก่และไข่นกกระทาอย่างคล่องแคล่ว แล้วใส่ลงในตะกร้าของสาวใหญ่
“คุณพี่ ที่นี่มีเนื้อหมูด้วยสนใจสักหน่อยไหมจ๊ะ?”
หานชีเยวี่ยมาตลาดมืดหลายครั้งแล้วเธอพอจะมองออกว่าสาวใหญ่คนนี้คงเป็นคนมีเงินสาวใหญ่ไม่ได้สังเกตเห็นเนื้อหมูที่อยู่ในกระบุงใต้ผ้าที่เปิดออกของหานชีเยวี่ยพอได้ยินหานชีเยวี่ยถามขึ้น จึงเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีเนื้อหมูอยู่หลายชิ้น
“เนื้อดูผอมไปหน่อยนะ”สาวใหญ่พูดด้วยน้ำเสียงดูแคลนเล็กน้อย เนื้อหมูต้องอวบอ้วนเต็มคำถึงจะอร่อยกินแล้วเต็มปากเต็มคำ!
หานชีเยวี่ยยิ้มแล้วพูดว่า “คุณพี่คะพูดแบบนี้ก็ไม่ถูก เนื้อแบบนี้ไม่ได้ถือว่าผอมเลยจ๊ะ ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดีกว่าฉันจะหาเนื้อมาขายได้ก็ลำบากเหมือนกันนะ อย่าไปคิดถึงเนื้อติดมันเยอะๆ เลย”
เนื้อหมูในห้างสรรพสินค้าของหานชีเยวี่ยค่อนข้างผอมในยุคที่ทุกคนชอบกินเนื้อติดมัน เนื้อแบบนี้จึงไม่เป็นที่ต้องการของตลาดมากนักแต่ก็ทนกับภาวะขาดแคลนวัตถุดิบและคูปองเนื้อไม่ได้ ตราบใดที่ราคาสมเหตุสมผลการขายออกไปก็ไม่ใช่ปัญหา
เห็นได้ชัดว่าสาวใหญ่ก็รู้ว่าหานชีเยวี่ยพูดความจริง
“งั้นก็ได้ เอาสักสองจิน คิดราคาถูกๆหน่อยนะจ๊ะ พอดีจะกลับบ้านไปทำหมูตุ๋นน้ำแดงกิน”
หานชีเยวี่ยหยิบเนื้อหมูออกมาชิ้นหนึ่งอย่างคล่องแคล่วแล้วพูดว่า “พี่สาวจ๊ะ นี่เนื้อหมูสองจิน พอดีเป๊ะเลยค่ะถ้าไม่เชื่อก็กลับไปชั่งเองได้เลย ฉันชั่งมาจากบ้านแล้วจ๊ะ”
สาวใหญ่วัยกลางคนลองยกดูรู้สึกว่าน้ำหนักก็น่าจะประมาณนั้น
ในตลาดมืด มีคนพกตาชั่งมาน้อยมากส่วนใหญ่จะชั่งน้ำหนักมาจากบ้านแล้ว เพราะต้องทำการค้าขายกันอย่างลับๆ
หลังจากส่งสาวใหญ่วัยกลางคนไปแล้วหานชีเยวี่ยก็ใช้เวลาอีกกว่าชั่วโมงในการขายเนื้อและไข่จนหมดแม้แต่ไข่นกกระทาที่นำมากว่าร้อยฟองก็ขายหมดเกลี้ยง
การขายไข่นกกระทาเป็นเรื่องยากหลายคนเห็นว่าไข่ฟองเล็กก็ไม่มีความคิดอยากซื้อแล้ว
แต่ด้วยความที่หานชีเยวี่ยพูดจาดีขายเป็นก็เลยมีหลายคนซื้อไปลองชิมอยู่บ้าง เงินที่หานชีเยวี่ยขายของมาได้เธอเก็บขึ้นมารวดเดียวจนหมด ตลาดมืดถึงจะมีคนคอยดูแลอยู่แต่ก็ยังเป็นสถานที่ไม่ค่อยปลอดภัยสักเท่าไร ส่วนการนับเงิน กลับไปแล้วค่อยทำก็ได้
หลังจากหานชีเยวี่ยขายของเสร็จหมดแล้วจึงเดินสำรวจตลาดมืดเธอยังคงรู้สึกกังวลใจ เหมือนจะมีอะไรเกิดขึ้นเธอลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกจากทางอีกด้านหนึ่งของตลาดมืดพอเดินไปถึงตรงทางออกตลาดมืด เธอก็เห็นคนหลายคนกำลังจ้องมองผู้คนที่เดินผ่านไปมาราวกับพวกเขากำลังตามหาใครบางคน
หานชีเยวี่ยคิดว่าพวกเขาไม่น่าจะกำลังตามหาเธอคนที่เธอมีเรื่องบาดหมางด้วยมีเพียงจวงเหวินหลิน ซึ่งตอนนี้ถูกจับไปแล้วเธอน่าจะปลอดภัย ด้วยความคิดนี้ หานชีเยวี่ยจึงเดินออกจากทางออกไปโดยไม่ลังเล
คนเหล่านั้นมองเธอเพียงแวบเดียวเห็นว่าเป็นหญิงวัยกลางคนที่มีไฝดำเม็ดโตบนใบหน้าพวกเขาจึงไม่ได้ถามอะไรและปล่อยให้เธอเดินผ่านไป
หานชีเยวี่ยเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ได้ยินเสียงคนสองคนพูดคุยกัน
“นายว่าไอ้หมอนั่นจะโผล่ออกมาจากตรงไหนกันทำไมหาเท่าไรก็หาไม่เจอ?”
“คนที่หาวัตถุดิบมาได้จะมีสักกี่คนที่ไร้ความสามารถ? ฉันว่าพวกเราเฝ้าไปก็เท่านั้นไอ้หมอนั่นคงไม่มาตลาดมืดทุกวันหรอก”
“แล้วพวกเราก็ไม่สามารถอยู่เฝ้าที่นี่ได้ตลอดเลยหรือ?”
“ถ้าไม่อยู่เฝ้าที่นี่แล้วจะไปไหน?พี่อู่สั่งมาแล้วว่าให้พวกเราหาตัวมันให้เจอ!”
“นายว่าสินค้าชั้นดีของหลี่เหลาหู่ในช่วงนี้เอามาจากไหนกัน?จะเป็นไปได้ไหมว่าน้ำมันพวกนั้นจะมาพร้อมกับกับสินค้าของหลี่เหลาหู่?”
“ฉันดูแล้วน้ำมันพวกนั้นไม่ใช่น้ำมันที่ผลิตในท้องถิ่น มองดูสิใสแจ๋วเชียวไม่แปลกใจเลยที่พี่อู่ถึงให้ความสนใจ” ถึงแม้หานชีเยวี่ยจะเดินช้าแต่หลังจากที่ได้ยินประโยคเหล่านี้ เธอก็ไม่ได้ยินอะไรอีกเพราะระยะห่างที่ไกลออกไป
เธอรู้สึกใจหายวาบคนของตลาดมืดกำลังตามหาเธอเหรอ?
คนที่พวกเขาเรียกว่าพี่อู่คือผู้ดูแลตลาดมืดงั้นเหรอ?
แล้วคนที่ชื่อหลี่เหลาหู่นั่นเป็นใครกัน?