บทที่ 29
ผู้คิดค้นกระบวนท่าใหม่
เด็กน้อยหยุดแล้วมองหน้าท่านพ่อด้วยใบหน้าไม่สู้ดี เกรงจะถูกดุ เพราะไม่ได้ฝึกตามที่ท่านพ่อบอก
“ข้า...เออ...ข้าเพลินไปหน่อยขอโทษครับท่านพ่อที่ข้าไม่ได้ฝึกตามที่ท่านบอก”
“เ้าทำได้แบบนั้นยังไง? การปล่อยหมัดแบบปกติจัดว่ายากอยู่แล้วแม้แต่ท่านปู่ของเ้าก็สอนข้าให้ยืนนิ่งๆ ไม่เคยมีใครกล้าขยับเพราะเกรงว่าพลังที่มั่นคงจะจางหายไป”
ท่านพ่อถอนหายใจแล้วส่ายหัว
“เออ...ข้า...ข้าขอโทษครับ คราวหน้าข้าจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว”
‘แค่การฝึกครั้งแรก ข้าก็ไม่ปฏิบัติตามที่ท่านพ่อสอน คิดจะทำนอกตำราข้านี่ช่างไร้ความคิดเสียจริง’
ปราณก้มหน้านิ่งท่ามกลางสายตาของศิษย์พี่ จากนั้นเตรียมลงนั่งคุกเข่า แต่ท่านพ่อคว้าจับร่างน้อยๆไว้ได้ทันก่อนที่จะคุกเข่า
“เ้าจะทำบ้าอะไรเนี่ย? หา!!! มาขอโทษข้าทำไมกัน?ลุกขึ้นยืนเดี๋ยวนี้เลย”
เขาค่อยๆลุกขึ้นยืนตามเดิม สีหน้าแววตาแสดงความไม่เข้าใจ
“ข้าไม่เข้าใจ ก็ข้าทำผิดต่อวิชาที่ถ่ายทอดให้กับสกุลของเราท่านก็ควรจะทำโทษข้าสิครับ ถึงจะถูกต้อง”
“เ้าลูกคนนี้นี่...เ้าอย่าเอาบรรทัดฐานของที่อื่นมาเปรียบเทียบกับพ่อ...ข้าไม่ใช่คนแบบนั้นเสียหน่อย”
ท่านพ่อลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้แล้วพูดกับปราณด้วยเสียงหนักแน่น
“ฮ่าๆๆๆๆ....เ้ารู้ไหม? ว่าเ้าทำให้พ่อเปิดหูเปิดตาอีกหนแล้วเ้าทำได้ยังไงกัน? หมัดอินทรีในสกุลของเราถ่ายทอดมาแบบหมัดต่อหมัด และเป็ลักษณะหมัดที่พุ่งออกไปแบบตรงๆ นิ่งๆสิ่งที่เ้าทำไม่ได้เป็ความผิดอะไรเลย...กลับทำได้อย่างดี...และเป็จังหวะที่สวยงามถือเป็วิธีที่ที่ข้าไม่เคยฝีกฝน และยังไม่เคยมีใครฝึกหมัดอินทรีทะยานด้วยท่าทางแบบนี้มาก่อน!!”
ท่านพ่อจับบ่าของเขาและบีบเบาๆด้วยความเอ็นดู แล้วจึงกล่าวต่อ
“ตอนที่เ้าเริ่มขยับตัวพ่อก็สังเกตเห็นแล้วว่าเ้าเคลื่อนไหวได้สัมพันธ์กับแรงทั้งหมดโดยที่แรงปฏิสัมพันธ์จากพื้นไม่ได้หายไปเลยที่พวกเราไม่กล้าปรับเปลี่ยนจากท่านี้เลย ก็เพราะกลัวแรงส่งจะหดหายไปซึ่งนี่คือจุดอ่อนที่ทำให้หมัดอินทรีโจมตีศัตรูได้เพียงด้านเดียวเท่านั้นแต่สิ่งที่เ้าทำ ทำให้หมัดอินทรีสามารถโจมตีได้หลายด้านทีเดียว!”
ท่านพ่อลูบหัวเด็กน้อยเดินมากลางลานประลอง ปราณเดินตามแต่ก็ยังไม่เข้าใจในสิ่งที่ท่านพ่อพูดจากนั้นก็เรียกลูกศิษย์ทุกคนมารวมกันกลางลาน
“พวกเ้าคงเห็นปราณฝึกซ้อมหมัดอินทรีทะยานกันแล้วใช่ไหม?”
ทุกคนพยักหน้าและปาดเหงื่อที่โทรมกายหันมองปราณที่ยืนอยู่ข้างๆ ปรมาจารย์
“สิ่งที่ปราณทำ...ได้ทะลวงข้อจำกัดของหมัดอินทรีทะยานให้สามารถปล่อยพลังได้หลายด้าน ไม่จำกัดเพียงด้านเดียวอีกต่อไป!”
“แล้วแรงปฏิสัมพันธ์จากพื้น จะไม่หลุดหายไปหรือครับ?”
ลูกศิษย์คนหนึ่งเอ่ยถามด้วยความสงสัยเพราะแต่ไหนแต่ไรมา ปรมาจารย์จะสอนให้ยืนนิ่งๆ ด้วยความมั่นคง ก่อนจะปล่อยพลังหมัดมาคราวนี้จะเปลี่ยนไปหรืออย่างไร?
“เ้าก็เห็นในสิ่งที่ปราณทำแล้วแม้แต่ข้าเองก็ยังทึ่งในความคิดที่พิสดารเช่นนี้ แต่มันก็น่าลองดูมิใช่หรือ?”
น้ำเสียงเปลี่ยนเป็อ่อนโยนและชักจูงให้บรรดาลูกศิษย์ได้เข้าใจความหมายของการฝึกฌานยุทธ์
“การเชื่อมั่นในตำราเพียงอย่างเดียวมันไม่ได้หมายความว่าเ้าจะเก่งและเชี่ยวชาญที่สุด วิชายุทธ์ต่างๆ หรือของทุกชนิดย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอยู่เสมอ แต่ใครจะกล้าทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้นได้จริง”
ปรมาจารย์บุญหยุดพูดมองหน้าลูกศิษย์ทั้งหลาย ที่หันมาให้ความสนใจกับเด็กตัวน้อยเบื้องหน้าของพวกเขาแล้วจึงกล่าวต่อ
“...สิ่งสำคัญของการฝึกฌานยุทธ์คือการปรับใช้ได้จริงเพราะเมื่อถึงเวลาที่พวกเ้าต้องประจัญหน้ากับคู่ต่อสู้ การเรียนรู้แบบเดียวกับในตำราย่อมไม่สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ทั้งหมดแต่พวกเ้าต้องสามารถนำพลังฌานยุทธ์ที่มีบวกกับความคิดและความเข้าใจในกระบวนท่านั้นๆมาประยุกต์ใช้ ซึ่งจะทำให้หาหนทางเอาชนะคู่ต่อสู้ตรงหน้าได้ ถ้าเช่นนั้นแล้ววิธีการที่ปราณทำ ข้าจึงอยากจะให้ทุกคนฝึกเพิ่มเติม”
หลายคนเริ่มหันมองและพูดกันบ้างก็ว่ามันผิดจากตำราที่ร่ำเรียนกันมา บ้างก็อยากลองทำดู เพราะว่าการยืนนิ่งๆรวบรวมพลัง บางคนก็เกิดความเบื่อหน่ายในการซ้อมซึ่งแน่นอนว่าแต่ละคนไม่ได้มีความอดทนเฉกเช่นปราณ
“อ้อ...ข้าลืมบอกพวกเ้าไป เ้าสังเกตเห็นเข็มกลัดทองที่ติดบนอกเสื้อของปราณไหม?”
ทุกคนหันมองตามที่ปรมาจารย์บุญบอก
“หา!!!...เข็มยุวาจารย์!!!”
“เข็มยุวาจารย์!!!”
ไม่มีใครทันสังเกตเห็นั้แ่แรกเพราะต่างมุ่งมั่นจดจ่อกับการเสียมารยาทของวิทยาและมัวสนใจกับการต่อสู้เมื่อ่เช้า ทุกคนมองเข็มกลัดสีทองอร่ามมีพลอยทับทิมตรงกลาง
“อะไรกันเนี่ย??? ข้า...ข้า...โอ้ยยยย...เกินกว่าที่ข้าจะคาดจริงเสียจริง!!!”
“ไม่น่าเชื่อว่าตำแหน่งยุวาจารย์จะมีจริงในยุคนี้พวกเราเห็นเข็มกลัดทองแบบนี้แค่ในตำรา แต่นี่มันของจริง”
บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายต่างกรูกันเข้ามาดูเข็มกลัดทองที่อกเสื้อเด็กน้อยจนเขาใ
“ของจริงสิ เห็นแต่ภาพในวิชาประวัติศาสตร์บรรณพิภพอาเชียไม่น่าเชื่อว่าได้เห็นจริงๆ”
“ทีนี้พวกเราก็ต้องเรียกนายน้อยว่ายุวาจารย์ปราณกันแล้วสิน่ะสิ”
ทุกคนลุกขึ้นยืนตรงแล้วพูดแทบจะพร้อมกัน“พวกข้าขอคารวะท่านยุวาจารย์ปราณครับ/ค่ะ”
“ฮ่าๆๆๆๆๆ ดูเ้าทำหน้าเข้าสิปราณ...”
ท่านพ่อโอบบ่าเด็กน้อยพอเข้าใจความรู้สึกเขินอายที่มีคนพร้อมใจกันเรียกยุวาจารย์ปราณกันลั่นลานประลอง
ถึงตอนนี้เด็กน้อยก็เข้าใจความหมายของกระบวนท่าที่ตัวเขาคิดว่ามันผิดจากในตำราหมัดแต่แล้วท่านพ่อก็มิได้ตำหนิเขา
แต่กลับมองว่าเป็สิ่งดีในการพัฒนาวิชาหมัดอินทรีของสกุลโอฬารปฐีอย่างที่ไม่เคยมีปรากฎมาก่อน
เด็กน้อยยิ้มและภูมิใจกับสิ่งที่ท่านพ่อกล่าวและคำชื่นชมในตำแหน่งยุวาจารย์ เขาพยายามทำตัวธรรมดาที่สุดแล้ว แต่นึกไม่ถึงว่าการถูกเรียกยุวาจารย์ จากผู้ที่อายุมากกว่าเขาในเวลาเดียวกันร่วมสิบคนอีกทั้งยังแสดงการคำนับให้เกียรติเด็กน้อยอย่างเขาเฉกเช่นผู้ใหญ่ย่อมต้องสร้างความเขินอายเป็แน่
บรรดาลูกศิษย์รุ่นพี่ต่างก็หัวเราะด้วยความเอ็นดู ไม่มีใครที่จะมองเหยียดเขาเลยแววตาของทุกคนมีความจริงใจและมีเคารพเลื่อมใสปรากฎขึ้นมาแทน
จากนั้นท่านพ่อก็ให้ปราณเป็คนอธิบายการเคลื่อนไหวร่างกายให้สัมพันธ์กันพร้อมทั้งให้ขยับไปด้วย ทุกคนก็เริ่มทำตาม เพราะถือเป็บทเรียนที่แปลกใหม่
แม้กระทั่งท่านพ่อเองก็ยังยินดีที่จะร่วมฝึกวิธีการใหม่นี้พร้อมกับบรรดาลูกศิษย์โดยมีบุตรชาย ยืนอยู่ด้านหน้าสุด
ทุกสิ่งทุกอย่างจะก้าวหน้าได้จำเป็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นไม่ว่าเขาคนนั้นจะอ่อนาุโหรือมีาุโกว่า
หากใครที่มีความคิดและเหตุผลที่ดีในการพัฒนาก็ควรที่จะเรียนรู้และซึมซับมากกว่าจะตั้งแง่ว่าคนที่มีอายุมากกว่าจะต้องเก่งกว่าเสมอ
ปราณได้ทลายกำแพงความคิดแบบนั้นจากบรรดาลูกศิษย์ขั้นลหุยุทธ์เหล่านี้ทั้งหมดไม่เว้นแม้กระทั่งท่านพ่อของเขาเอง ที่ยังต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นนี้
‘อนาคตของสกุลโอฬารปฐีจะต้องรุ่งโรจน์เป็ที่กล่าวขานในมหาพิภพอาเชียอย่างแน่นอน’
เมื่อฝึกกันได้สักพักทุกคนก็รู้สึกว่ายากกว่าเดิมหลายเท่าเพราะต้องมีสมาธิและสติที่มุ่งมั่นมากขึ้นกว่าเดิมจึงจะสามารถฝึกกระบวนท่านี้ได้อย่างปราณ
ทำให้พวกเขาเข้าใจว่ายุวาจารย์ปราณของพวกเขามีความเหมาะสมกับตำแหน่งในทุกๆ ด้านทั้งยังเป็ผู้มีพลังฌานและสมาธิกล้าแข็งกว่าพวกเขาหลายเท่านัก!!!
เมื่อปราณสังเกตเห็นจุดอ่อนของแต่ละคนเขาก็รู้ได้ทันทีว่า สิ่งที่ขาดหายไม่สามารถทำให้พลังฌานยุทธ์พัฒนาได้อย่างรุดหน้า คือ พลังฌานที่ไม่ลื่นไหลจึงได้แนะนำวิธีการฝึกสมาธิด้วยอานาปานาสติ ตามแบบของท่านลุง
ซึ่งนักฌานยุทธ์ส่วนมากจะไม่สนใจฝึกสมาธิและพลังจิตให้แข็งแรงไปมุ่งเน้นแต่การฝึกพลังฌานยุทธ์ ที่เน้นหนักด้านร่างกายอย่างเดียวแต่แท้ที่จริงแล้วร่างกายและจิติญญาต้องสัมพันธ์จึงจะสามารถบรรลุสู่ขั้นที่สูงขึ้นได้
“หมัดอินทรีทะยานแบบดั้งเดิมถือเป็กระบวนท่าพื้นฐานที่ทุกคนต้องฝึกอย่างต่อเนื่อง ส่วนกระบวนท่าหมัดนี้ข้าให้เป็กระบวนท่าใหม่ที่คิดค้นโดยยุวาจารย์ปราณ ขอเรียกว่าหมัดอินทรีทะยานแปดทิศ”
“หมัดอินทรีทะยานแปดทิศ!!!”
ทั้งหมดพูดพร้อมกันอีกครั้งแน่นอนว่าผู้ที่จะฝึกกระบวนท่าใหม่นี้จะต้องมีพลังฌานยุทธ์ที่สมบูรณ์แข็งแรงผสานกับสมาธิที่แน่วแน่ และต้องฝึกกระบวนท่าหมัดอินทรีทะยานให้มั่นคงและมีพลังที่หนักแน่นเสียก่อน
“ใช่แล้ว ที่ข้าให้ชื่อนี้ก็เพราะการเคลื่อนที่ของมัน สามารถทำได้รอบทิศทางซึ่งจะเป็กระบวนท่าที่สองของการฝึกในทุกๆ ครั้งและหลังจากการฝึกฌานยุทธ์ในแต่ละวัน พวกเ้าต้องฝึกอาณาปานสติ ซึ่งข้าจะให้ปราณเป็ผู้แนะนำ”
ปราณขยับขึ้นมาแทนที่ท่านพ่อแล้วอธิบาย
“ผลดีของการฝึกอาณาปานสติคือการเพิ่มพลังสมาธิเพื่อผสมผสานพลังฌานให้มีความกล้าแข็งมากยิ่งขึ้นซึ่งจะเป็ผลดีในการฝึกฌานยุทธ์ของพวกท่านให้รุดหน้าได้อย่างรวดเร็วโดยเฉพาะกระบวนท่าหมัดอินทรีทะยานแปดทิศ จะใช้พลังฌานยุทธ์และสมาธิที่แข็งแกร่งกว่าอินทรีทะยานธรรมดาหลายเท่านักแต่ถ้าทำได้พวกท่านจะรู้ว่ามีการเคลื่อนไหวที่ว่องไวเป็ธรรมชาติและช่วยผ่อนแรงได้เป็อย่างดี”
ทุกคนตอบรับพร้อมกันแล้วแยกย้ายกันฝึก หลังจากที่ได้เรียนรู้กระบวนท่าหมัดอินทรีทะยานแปดทิศ
ท่านพ่อและปราณเดินเข้ามานั่งใต้ชายคาดื่มน้ำแก้กระหาย จากนั้นท่านพ่อจึงชมบุตรชายให้ท่านแม่ฟังเล่าไปก็ยิ้มไปด้วยกันทั้งคู่
“ดีจริงๆ ได้เ้ามาช่วยพัฒนากระบวนหมัดของสกุลที่มีความเป็มายาวนานไม่เคยมีใครกล้าเปลี่ยนแปลง เพราะมักจะถูกตำหนิ หาว่าเป็คนนอกลู่นอกทาง...ไม่น่าเชื่อว่านักฌานยุทธ์ตัวน้อยอย่างเ้าจะสามารถออกแบบกระบวนท่าการต่อสู้ได้ด้วยตัวเอง”
“เมื่อก่อนแม่กับพ่อ กว่าจะฝึกฌานยุทธ์สำเร็จกันแต่ละขั้นต้องตามตำราทุกกระเบียด จนรู้สึกว่าการฝึกฌานยุทธ์ช่างยากเย็นอะไรเยี่ยงนี้คนที่เป็นักฌานยุทธ์ จึงมีพัฒนาการช้า หากเปรียบกับเ้าในตอนนี้สมัยนั้นแม่กับพ่อ ยังไม่สามารถทำได้ครึ่งนึงของเ้าเลย” ท่านแม่เล่าย้อนอดีตในการฝึกฝนแล้วก็ส่ายหัว
“เอาน่าวรรณ...มันก็ผ่านมาแล้ว เราก็ได้ลูกนี่แหละที่ทำให้ได้เปิดหูเปิดตาความคิดของพวกเราในสมัยนั้น ได้ถูกเติมเต็มแล้วอีกหน่อยลูกก็ต้องสืบทอดพลังหมัดอินทรี เราก็มีลูกชายเพียงคนเดียวสิทธิ์ขาดก็ขึ้นอยู่ที่เขา เขาได้นำความภาคภูมิใจให้กับสกุลของเราแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”ท่านพ่อโอบท่านแม่ไว้ในอ้อมแขนข้างซ้ายโอบปราณในแขนขวา
“ข้ามีเื่อยากจะถามเ้าอีกเื่ พ่อกับแม่สงสัยเ้ามานานแล้ว...”