เมื่อทบทวนความทรงจำของร่างเดิมจนครบถ้วนทุกเหตุการณ์แล้วหลินลี่เฟยผู้มาจากต่างโลกก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากถอนหายใจออกมาพรูใหญ่หล่อนรู้สึกเห็นใจเ้าของร่างเดิมมากจริง ๆ เพราะเนื้อแท้ของหลินลี่เฟยคนเก่า ถือว่าไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรเธอก็แค่เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งที่ขาดความรักความใส่ใจจากคนเป็พ่อและโหยหาความอบอุ่นจากพ่อ สุดท้ายก็หลงผิดคิดว่าการทำตัวเกเรคือวิธีที่สามารถเรียกร้องความสนใจได้ดีที่สุด
'ลี่เฟย...ชีวิตเธอเนี่ยมันน่าสงสารจริง ๆ เลยนะ แต่อย่าห่วงเลย เธอควรหลับให้สบายแล้วไปสู่ภพภูมิที่ดีก็พอ เพราะต่อไปนี้ฉันจะแก้ไขทุกอย่างแทนเธอเอง'
เจียหรานเหมยที่อยู่ในร่างของหลินลี่เฟยพูดกับจิตใต้สำนึกของร่างเดิมในใจแล้วหลังจากนั้นหล่อนก็หันมาเพลิดเพลินกับสิ่งใหม่ ๆ ที่ปรากฏอยู่นอกตัวรถจนหลงลืมเื่ขุ่นเคืองเ่าั้ไปหมด
หล่อนมัวแต่ให้ความสนใจกับบ้านช่องสองข้างทางที่ดูล้าสมัยและเฝ้าสังเกตดูวิถีชีวิตของคนที่นี่อย่างแปลกใจเพราะถ้าเอาไปเทียบกับวิถีชีวิตของคนในปี 2024 ซึ่งเป็ปีที่หล่อนจากมาถือว่าวิถีชีวิตของคนในยุคนี้ค่อนข้างเชื่องช้าอยู่พอสมควร แต่ถึงจะเป็อย่างนั้นลี่เฟยก็ไม่ได้มองว่านี่คือปัญหาในทางกลับกันหล่อนมองว่าวัฒนธรรมและความเป็อยู่ของคนยุคนี้มันดูมีเสน่ห์มากจริง ๆ
สิ่งปลูกสร้างสูงต่ำแตกต่างกันตั้งสลับเป็ระเบียบเรียบร้อยทั้งยังมีต้นไม้เขียวขจีปลูกไว้บนที่ทางของมันได้อย่างเหมาะสม นี่เลยทำให้บรรยากาศโดยรอบไม่อึมครึมเกินไปจนรู้สึกหายใจไม่ออกต่างไปจากยุคที่หล่อนจากมาลิบลับเพราะไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็เจอแต่กระจกและกำแพงตึกสูงเสียดฟ้า
จากที่เธอได้ออกมาััสภาพแวดล้อมรอบตัวเมืองผนวกเข้ากับความรู้ที่เธอมี ก็เดาได้ไม่ยากว่านี่คือปี 1980
ใช่แล้วล่ะ!นักศึกษาปริญญาโท สาขาประวัติศาสตร์จีน อย่างยัยอ้วนเจียหรานเหมย ตายในปี 2024 แล้วฟื้นขึ้นมาอยู่ในร่างของหลินลี่เฟยคนสวยซึ่งอยู่ในปี 1980s
ทั้งหมดนี้มันเป็เื่ที่ฟังดูไม่น่าเชื่อเอาซะเลยต่อให้เอาไปเล่าให้ใครฟังก็คงไม่มีใครเชื่อ เพราะงั้นเพื่อความอยู่รอดหล่อนจะต้องเหยียบเื่นี้เอาไว้ให้มิดสุดฝ่าเท้าแล้วทำตัวเป็หลินลี่เฟยในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด เพื่อแก้ไขทุกอย่างแทนร่างเดิม!
ระหว่างที่ลี่เฟยเหม่อมองออกไปนอกตัวรถซึ่งกำลังเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างช้า ๆเพื่อให้คุณหนูของบ้านได้ชมวิวทิวทัศน์ได้นานขึ้นแต่แล้วสายตาของหล่อนก็ไปสะดุดเข้ากับใครบางคน ที่กำลังเดินหลัด ๆ อยู่บนฟุตบาท ซึ่งเขาคนนั้นกำลังเดินสวนทางกับรถของหล่อนอันที่จริงหล่อนจะไม่ให้ความสนใจเลยแม้แต่น้อยถ้าเขาคนนั้นไม่ใช่คนที่หล่อนคุ้นเคย
ยอมรับว่าจังหวะนั้นลี่เฟยเกือบหยุดหายใจไปดื้อๆ เพราะเขาคนนั้นมีหน้าตาโดดเด่นจนสะดุดตา ไม่ว่าจะหู ตา จมูก ปากหรือแม้แต่ส่วนสูง ดันไปเหมือนกับศิลปินที่หล่อนชอบมากชอบจนเก็บเอาไปนอนฝันอยู่หลายคืน เขาคล้ายกับเฉินเฉวียนรุ่ยมากจริง ๆคล้ายกันชนิดที่ว่าแทบจะเป็คนคนเดียวกันเลยก็ว่าได้
เมื่อตัวรถเริ่มสวนเลยออกไปลี่เฟยก็ฉุกคิดได้ว่า เธอไม่ควรปล่อยผ่านไปเฉย ๆเพราะเกิดเหตุลำโพงะเิในโดมคอนเสิร์ต หล่อนถึงได้ตายแล้วย้อนเวลามาในยุค80 แล้วถ้าพี่เฉวียนรุ่ยดันจับพลัดจับผลูได้ย้อนเวลามาเหมือนกันกับเธอล่ะนั่นอาจเป็พี่เฉวียนรุ่ยก็ได้นะ
“ลุงคะ จอดรถก่อนค่ะจอดก่อน จอดตรงนี้เลยค่ะ”
หลินลี่เฟยตบฝ่ามือลงกับที่นั่งของคนขับรัวๆ เร่งเร้าให้คนขับรถรีบจอด ก่อนที่ผู้ชายคนนั้นจะเดินหายลับสายตาไปทำเอาลุงคนขับรถจำเป็ต้องรีบหมุนพวงมาลัยบิดเข้าจอดข้างทางทันทีก่อนจะจากไปหล่อนยังกำชับไว้อีกว่าให้รออยู่ตรงนี้ ห้ามไปไหน พูดเสร็จก็เปิดประตูวิ่งออกไปด้วยอาการรีบร้อนทิ้งให้ชายวัยกลางคนนั่งอยู่กับความงุนงง...
ไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ ๆคุณหนูถึงได้กล้าลงไปทั้งที่แดดจ้าขนาดนั้น...
ภาพของหญิงสาวตัวเล็กที่หอบชายกระโปรงเอาไว้ด้วยมือข้างหนึ่งส่วนมืออีกข้างหนึ่งก็ถือรองเท้าสีน้ำตาลเข้มไว้ แล้วเ้าตัวก็วิ่งทุลักทุเลอยู่บนฟุตบาทด้วยสองเท้าเปลือยเปล่าไม่ห่วงภาพลักษณ์ของตัวเองนี่จึงกลายเป็จุดสนใจของคนในละแวกเดียวกัน โดยเฉพาะพวกผู้ชายหน้าปลาไหลที่หันมามองกันตาเป็ประกาย เพราะพวกมันสังเกตเห็นเรียวขาสวยของหล่อนน่ะสิ
พอลี่เฟยวิ่งตามมาได้ทันในระยะประชิดหล่อนก็รีบแทรกตัวไปยืนขวางไว้ด้วยท่าทางหอบเหนื่อยไม่เพียงเท่านั้นหล่อนยังยกมือสองข้างขึ้น เพื่อห้ามไม่ให้เขาเดินต่อส่วนฝ่ายคนที่ถูกจู่โจมกะทันหัน ก็ได้แต่ชะงักถอยหลังด้วยความตื่นใ ที่อยู่ ๆก็มีผู้หญิงคนนี้ปรากฏตัวขึ้น ไหนยังยื่นมือขึ้นมาพร้อมกับรองเท้าส้นหนาคู่นั้นจนเกือบจะกระแทกโดนหน้าของเขาอยู่แล้ว
คนที่ถูกขวางทางรู้สึกงุนงงและหงุดหงิดเล็กน้อย เขาไม่เข้าใจเลยจริง ๆว่าทำไมต้องโดนขวางทาง แต่พอสังเกตดูให้ชัด ๆ ว่าผู้หญิงที่ไหนมายืนขวางทางไว้ คิ้วหนาสีเข้มของชายหนุ่มก็ขมวดเข้าหากันอัตโนมัติเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าคือหลินลี่เฟย ความหงุดหงิดของเขาก็พุ่งสูงขึ้นเป็เท่าตัว
เขาไม่รู้ว่าหล่อนมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไงแถมยังทำตัวเก้งก้างน่ารำคาญอีก แล้วหล่อนไม่รู้หรือไงว่าการกระทำแบบนี้มันเสียมารยาทและเป็การรบกวนคนอื่น
ด้านหลินลี่เฟยพอขวางทางเขาได้สำเร็จแทนที่หล่อนจะรีบพูดอะไรสักอย่างออกไปพอได้มาเผชิญหน้ากับคนที่หล่อขนาดนี้ในระยะประชิด หัวใจของหล่อนดันเต้นแรงระรัวทำคนที่กำลังบิดเขินพูดอะไรไม่ออก ขณะเดียวกันหล่อนก็วางตัวไม่ถูกเลยเอาแต่ยิ้มเล็กยิ้มน้อย ผลัดไปมองบนหน้าของเขาแล้วก็สลับเอาสายตาเคลื่อนลงมามองที่เม็ดกระดุมตรงหน้าอกของเขา
ท่าทางแปลกพิลึกแบบนี้ พาให้คนถูกมองเริ่มอารมณ์เสียขึ้นมาจริงๆ จนหลุดทำเสียงจิ๊ปากออกมาอย่างอดไม่ได้แม้ปกติเขาจะเป็คนเก็บท่าทีและเก็บอาการได้ดีก็เถอะ แต่กับผู้หญิงคนนี้เห็นทีว่าไม่ใช่เื่จำเป็แล้วในที่สุดหล่อนก็ยอมพูดออกมาซะที
“เฉินเฉวียนรุ่ย…คุณคือเฉวียนรุ่ยหรือเปล่าคะ ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ”
ความคิดของลี่เฟยกำลังโลดแล่นอย่างมีความสุขปนขวยเขินซ้ำยังดีใจที่ได้เจอกับเขา เพราะหน้าตาที่เหมือนกันราวกับแกะ หล่อนจึงมั่นใจเกินร้อยว่านี่คือพี่เฉินเฉวียนรุ่ยอย่างแน่นอนผิดกับชายหนุ่มที่ไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายอะไรกับการได้เห็นหน้าหล่อนและมันก็คงจะดีกว่านี้หากไม่ต้องมีโอกาสให้ได้เจอหน้ากันอีก
แล้วชายที่ถูกเอ่ยทักก็เงียบงันใช้ความเ็าแทนคำตอบ พาให้ลี่เฟยหน้าเสียไปชั่วขณะหนึ่งและได้สติกลับมา
“อ๋า… ขอโทษค่ะฉันมัวแต่ดีใจที่ได้เจอคุณน่ะ จนลืมไปเลยว่า รองเท้านี่มัน...”
เมื่อเห็นสายตาของชายคนที่หล่อนเข้าใจว่าเขาคือเฉินเฉวียนรุ่ยต่างกำลังเพ่งมองรองเท้าในมือของหล่อนอย่างไม่ค่อยชอบใจหล่อนจึงรีบเอามือข้างที่ถือรองเท้าลง แล้วย่อตัวลงไปสวมใส่รองเท้ากลับเข้าตามเดิมเพราะหล่อนเองก็เริ่มรู้สึกร้อนฝ่าเท้าขึ้นมาบ้างแล้ว
อู๋เซินเถียว ขมวดคิ้วลงหนักกว่าเก่า นึกอยากจะจับไหล่หล่อนขึ้นมาเขย่าแรง ๆแล้วถามว่ากำลังทำเื่บ้าอะไร ถึงต้องมายืนขวางทาง แล้วก็เอาแต่ทำหน้าตาเหลอหลาเหมือนคนไร้เดียงสาอยู่ได้แค่นั้นไม่พอ! หล่อนยังเรียกเขาด้วยชื่อของใครก็ไม่รู้มันเป็ชื่อที่ฟังดูแปลกชะมัด สาบานได้เลยว่าเขาไม่เคยได้ยินชื่อนี้ที่ไหนมาก่อน
แต่พอเขาระลึกได้ว่าหล่อนคนนี้มีนิสัยชอบทำตัวไร้สาระแบบนี้มาั้แ่ไหนแต่ไรเซินเถียวก็เข้าใจและเลือกถอนหายใจออกมาแทนการตอบคำถามนั่น
เขาอาศัยจังหวะที่ลี่เฟยง่วนอยู่กับการสวมรองเท้าโดยเลือกเดินเลี่ยงออกไปอีกทาง ไม่คิดสนใจการละเล่นของพวกคุณหนูตระกูลคนรวย ที่วันๆ คิดแต่จะปั่นหัวคนอื่นเล่น ทำเหมือนมันเป็เื่สนุกที่ใช้แก้เหงาก็แค่นั้น
“อะ…เดี๋ยวสิอย่าเพิ่งไป รอฉันก่อนค่ะ”
ลี่เฟยเอ่ยรั้งขึ้นมาทันทีที่เห็นเงาเซินเถียวเดินเฉียดไปด้านหลังแล้วก็เหมือนเดิม ชายตัวสูงคนนั้นไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง และไม่มีคำตอบใด ๆกลับมาให้หล่อนแม้แต่คำเดียว หล่อนยืนมองตามหลังเขาที่กำลังเดินห่างออกไปเรื่อย ๆด้วยสายตาละห้อยน่าสงสาร ครั้งนี้หล่อนไม่ได้รีบวิ่งตามไปในทันทีแต่เลือกที่จะงึมงำกับตัวเองว่า...
'ฉันไม่ใช่ซาแซงแล้วที่นี่ก็ไม่มีปาปารัสซี่ด้วยเพราะงั้นคุณไม่จำเป็ต้องระวังตัวขนาดนั้นก็ได้นี่คะ'