ตอนที่ 31
สังหารหมู่โจรป่า
บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มเคลื่อนที่ไปทางทิศใต้โดยมีก้อนเปลวเพลิงสีฟ้าโบยบินอยู่บนศีรษะเพื่อนำทาง ลู่หานเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วพร้อมกับมองเสี่ยวเฟิงที่กำลังนำทางไปด้วย เขาฝึกร่างกายมามากพอสมควรและยังมีพลังบ่มเพาะรากฐานที่มีระดับสูงขึ้นอีก
ทำให้ตอนนี้เขาสามารถออกแรงวิ่งหรือเคลื่อนไหวได้รวดเร็วราวกับเป็นนักวิ่งมืออาชีพที่สามารถวิ่งได้โดยไม่เหนื่อย ทักษะบ่มเพาะสามารถกำหนดลมหายใจได้เมื่อทุกอย่างผนวกเข้าด้วยกันลู่หานคิดว่านี่คือสิ่งที่เรียกว่าวิชาตัวเบา
การเคลื่อนไหวรวดเร็วและเป็นอิสระสามารถควบคุมร่างกายได้อย่างใจนึกคิด ถ้าเป็นเขาในโลกก่อนที่ไม่ได้หลุดเข้ามาภายในนิยายเรื่องจ้าวกระบี่สวรรค์สยบฟ้าคงไม่สามารถทำอันใดเช่นนี้ได้
จากการไต่ตรองครุ่นคิดไประหว่างที่กำลังวิ่งอยู่ลู่หานคิดว่าตนเองน่าจะไล่ตามพวกมันทัน แม้ว่าเหล่าโจรป่าพวกนั้นจะขี่ม้าแต่ว่ามันต้องพาเหล่าชาวบ้านที่มันจับไปด้วยเดินทางอย่างไรเสียมันก็ต้องเดินทางได้เชื่องช้ากว่าปกติมาก
ลู่หานเคลื่อนไหวโดยการใช้วิชาตัวเบาที่ประหนึ่งการวิ่งเร็ววิ่งผ่านป่าติดต่อกันประมาณ 15 นาที เขาก็สังเกตได้ว่าตอนนี้เสี่ยวเฟิงที่บินนำทางอยู่ด้านหน้าของตนเองมันกำลังบินวนอยู่ตรงจุดเดียว
“ เจอแล้ว!!! ” ลู่หานเร่งฝีเท้าของตนเองขึ้นอีกขั้นพร้อมกับแสดงท่าทางพร้อมเข้าปะทะ
ร่างอันสง่างามที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มพุ่งผ่านทางต้นไม้ใหญ่ที่เป็นจุดที่เสี่ยวเฟิงกำลังบินวนอยู่ ดวงตาทั้งสองข้างที่เฉียบคมของลู่หานเริ่มฉายความเย็นชามากขึ้นมาล่วงรู้ว่าตนเองกำลังจะเข้าปะทะ
ลู่หานพุ่งทะยานออกขวางขบวนการเดินทางของเหล่าโจรป่าที่กำลังไล่ต้อนเหล่าชาวบ้านพอดี
เมื่อร่างของบุรุษที่มีท่าทางแตกต่างจากคนทั่วไปปรากกฏออกมาขวางหน้าขบวนของพวกมัน เหล่าโจรป่าที่กำลังไล่ต้อนชาวบ้านอยู่ต่างตระหนกแล้วพากันหยุดม้า ขบวนการเดินทางหยุดชะงักด้วยเวลาเพียงแค่ครู่เดียวหลังจากมีร่างของบุรุษปริศนาปรากฏกายออกมา
ใบหน้าของเหล่าชาวบ้านที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังเมื่อเห็นมีคนปรากฏออกมาก็ต่างตื่นตระหนกไม่ต่างจากเหล่าโจร
ลู่หานที่ปรากฏกายออกมาก็ใช้สายตาของตนเองจ้องมองประเมินเหล่าโจรป่าที่อยู่ด้านหน้าอย่างรวดเร็ว ชายฉกรรจ์ร่างกายกำยำมากมายนั่งอยู่บนหลังอาชาตัวใหญ่พวกมันสวมใส่อาภรณ์ที่ดูสกปรกนิดๆไม่สะอาดสะอ้านเหมือนคนทั่วไป อีกทั้งในมือของพวกมันยังมีอาวุธมากมายหลากหลายชนิดถือเอาไว้
กวาดสายตามองแล้วนับเหล่าจำนวนโจรกลุ่มนี้น่าจะมีสักประมาณ 40 คนแต่มองแล้วมีชายผู้หนึ่งที่แตกต่างออกไป ชายฉกรรจ์ที่ร่างกายใหญ่โตกว่าผู้อื่นขี่อาชาสีดำอยู่ด้านหน้าสุดของขบวนใบหน้าเหี้ยมเกรียมเต็มไปด้วยเจตนามุ่งร้ายในมือของมันถือดาบอันใหญ่ที่เป็นจุดสังเกต
ลู่หานมองการที่เขาคิดว่าโจรผู้นี้แตกต่างจากผู้อื่นและน่าจะเป็นหัวหน้าของกลุ่มโจรป่าพวกนี้ก็เพราะว่าร่างกายของมันมีพลังบ่มเพาะรากฐานแผ่ออกมา แม้ว่าระดับของมันจะอยู่เพียงแค่กำเนิดสีครามพลังก็ตาม
หลังจากประเมินศัตรูเสร็จดวงตาทั้งสองข้างของเขาก็เหลือบไปมองที่เหล่าชาวบ้านประมาณนึงที่ถูกจับล่ามเอาไว้ด้วยโซ่ตรวนเหล็ก
บุรุษที่มีหน้าตาหล่อเหลาเป็นทุนเดิมที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มเริ่มกลับมายืนด้วยท่าทางสง่างามอันเป็นปกติ ตอนนี้เมื่อตรองดูจากสถานการณ์แล้วลู่หานมั่นใจว่าตนเองต้องเข้าปะทะอย่างแน่นอน
“ เจ้าเป็นผู้ใดกัน ” หัวหน้าโจรร่างกายใหญ่ยักษ์ที่อยู่ด้านหน้าของลู่หานเอ่ยถามออกมาด้วยความประหลาดใจ
“ ข้ามาช่วยพวกชาวบ้าน ”ลู่หานใช้นิ้วมือข้างขวาของตัวเองชี้ตรงไปที่เหล่าชาวบ้านที่อยู่ด้านหลังของมัน
เมื่อเห็นว่ามีบุรุษปริศนาปรากฏการณ์ออกมาแล้วกล่าวว่าจะช่วยเหลือพวกตนเองใบหน้าของเหล่าชาวบ้านก็มีความหวังขึ้นมาเล็กๆ แต่ว่าความหวังของพวกเขาก็ต้องพังทลายลงเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของหัวหน้าโจรป่าที่ขี่อาชาอยู่เบื้องหน้าสุดของขบวน
“ ฮ่า!!!! ฮ่า!!!! ฮ่า!!!!! ฮ่า!!! ” มันส่งเสียงหัวเราะอันสะใจออกมาบดขยี้ความหวังของเหล่าชาวบ้าน
“ เจ้าคนเดียวเนี่ยนะจะมาช่วยคนพวกนี้ หื้อ...น่าขำจริงๆ มีแต่ว่าเจ้าจะต้องมาเป็นอย่างพวกมันเสียด้วยซ้ำ ” มันพูดออกมาด้วยใบหน้าที่มั่นอกมั่นใจ
“ ฮ่าๆๆๆ ” เหล่าโจรป่าที่เหลืออยู่ก็ต่างส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างพร้อมเพียงกันหลังจากที่หัวหน้าของมันพูดจบ
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้นมันก็บั่นทอนความหวังภายในจิตใจของเหล่าชาวบ้านเข้าไปอีก แต่ก็จริงอย่างที่หัวหน้าโจรป่ากล่าวมาว่าบุรุษผู้นี้เพียงคนเดียวงั้นหรือที่จะช่วยพวกเขาจากโจรป่ามากมายที่มีอาวุธครบมือขนาดนี้ได้
เมื่อได้ยินเช่นนั้นลู่หานเองก็ไม่ได้แสดงท่าทางอันใดออกมากับคำพูดของพวกมัน การที่เหล่าโจรป่าพวกนั้นและชาวบ้านจะคิดเช่นนั้นก็ไม่แปลก
ลู่หานรู้ว่าทั้งโจรป๋าพวกนี้และเหล่าชาวบ้านไม่ได้ฝึกฝนในด้านการมองและสัมผัสพลังบ่มเพาะที่แผ่ซ่านออกมาเหมือนกับเหล่าศิษย์ของสำนักอักษรสวรรค์ แม้ว่าหัวหน้าของเหล่าโจรจะเป็นผู้ที่มีทักษะบ่มเพาะรากฐานระดับกำเนิดพลังสีครามก็ตามแต่ว่ามันก็น่าจะเพียงแค่บ่มเพาะพลังทักษะบ่มเพาะรากฐานเฉยๆโดยไม่คำนึงถึงการใช้งานต่างๆนอกจากใช้งานด้านพละกำลัง
การสัมผัสถึงพลังบ่มเพาะมันเป็นทักษะในด้านนึงที่เหล่าศิษย์ของสำนักอักษรสวรรค์จะต้องเรียนรู้ การสัมผัสถึงพลังบ่มเพาะสามารถทำได้หลายอย่างทั้งบ่งบอกถึงความแข็งแกร่งของพลังบ่มเพาะการสัมผัสได้ถึงพลังบ่มเพาะของศัตรูว่าจะพุ่งเข้ามาในทางไหน
แต่การที่พวกมันไม่รู้ถึงระดับความแข็งแกร่งของเขาเช่นนี้ลู่หานเองก็คิดว่าดีเหมือนกันพวกมันจะได้ประมาทมากๆและเขาจะได้ง่ายต่อการสังหารพวกมัน
ลู่หานมองพวกมันพร้อมกับคิดถึงบางอย่าง
‘ เราไม่เคยฆ่าคนจริงๆด้วยสิ ในโลกนี้มันไม่ผิดกฎหมายสินะ คงไม่เป็นอะไรหรอกมั้งเพราะถ้าเราไม่ฆ่าพวกมันเราเองก็จะเป็นฝ่ายที่ถูกฆ่า ’ ลู่หานคิดในใจ
ภายในยุคสมัยที่เขานั้นจากมาการสังหารคนถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย แต่ว่าภายในยุคนี้ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะเป็นฝ่ายที่ยืนอยู่
ลู่หานตระหนักได้ถึงความจริงเรื่องนั้นทันทีและเขาก็เริ่มปรับอารมณ์ของตนเองให้เข้ากับมันได้ ใบหน้าของลู่หานที่ดูเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ก็แปรเปลี่ยนไปหลังจากที่เขาตระหนักถึงความจริงได้
ใบหน้าหล่อเหลาเป็นทุนเดิมเริ่มกลับกลายเปลี่ยนไปฉายความเย็นชาออกมา
“ เป็นสีหน้าที่ดีนิ!!! พวกข้าจะเล่นกับแกหน่อยแล้วกัน ” หัวหน้าของเหล่าโจรป่าที่นั่งอยู่บนหลังม้ามันพูดออกมาด้วยความหยิ่งยโส ก่อนที่ใบหน้าของมันจะหันไปพยักหน้าส่งสัญญาณบางอย่างให้กับลูกสมุนของมันที่อยู่ทางด้านซ้ายและขวา
ชายร่างกายกำยำที่กำลังขี่อยู่บนหลังของอาชาทางด้านซ้ายและขวาของหัวหน้าโจรป่าก็โน้มกายลงมาจากหลังม้าแล้วเดินตรงเข้ามาหาลู่หาน
พวกมันมีร่างกายกำยำใหญ่โตกว่าลู่หานหลายส่วนอีกทั้งในมือของพวกมันยังถือดาบเหล็กอันคมกริบเข้ามาด้วย ใบหน้าสุดแสนเจ้าเล่ห์กำลังแสดงรอยยิ้มแห่งความเย้ยหยันให้กับลู่หาน
บุรุษหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องหน้าไม่สะทกสะท้านกลับท่าทางที่พวกมันแสดงออกมา เขารู้อยู่แล้วว่าความมั่นใจนั้นจะเป็นจุดจบของชีวิตมัน
มันเดินเข้าระยะลู่หานไม่รีรอที่จะเป็นฝ่ายเปิดการโจมตีเพียงพริบตา สองมือของเขาพุ่งกระโจนเข้าไปคว้าจับที่ลำคอของพวกมันทั้งสองอย่างรวดเร็ว
พลังบ่มเพาะรากฐานถูกแฝงเข้าไปภายในฝ่ามือทั้งสองก่อนที่ลู่หานจะเริ่มกระทำสิ่งที่ตนเองกำลังคิดอยู่ภายในหัวนั่นคือการหักคอพวกมัน
ก๊อก!!! ก๊อก!!! เสียงที่ดังขึ้นมันคือเสียงกระดูกคอภายในร่างกายนั้นหัก เสียงนั้นดังสนั่นไปทั่วบริเวณที่เต็มไปด้วยความเงียบงัน
ร่างอันไร้วิญญาณของโจรป่าทั้งสองร่วงหล่นลงไปนอนนิ่งอยู่กับพื้น เหล่าโจรและเหล่าชาวบ้านต่างแสดงใบหน้าเดียวกันนั่นก็คือใบหน้าแห่งความตื่นตระหนกที่ไม่คิดมากสิ่งที่ตนเองกำลังพบเห็นอยู่มันคือความจริง
“ ไม่คิดเลยว่าจะหักได้จริงๆด้วย ” ลู่หานสะบัดมือไปมา เขาไม่คิดว่าแรงของเขาจะสามารถหักคอมนุษย์ได้จริงๆมันคงเป็นผลจากการฝึกฝนร่างกายและบ่มเพาะพลัง
เพราะว่าภายในโลกนี้ไม่มีกฎหมายที่เคร่งครัดเหมือนยุคสมัยที่เขาจากมาการสังหารคนในครั้งนี้มันเลยทำให้ลู่หานไม่ค่อยรู้สึกตื่นเต้นหรือตื่นตระหนกสักเท่าไหร่
ดวงตาอันเย็นชาของบุรุษตรงหน้ามองไปที่เหล่าโจรป่าที่กำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งความสับสน เมื่อถูกจ้องด้วยสายตาเช่นนั้นผู้ที่เป็นหัวหน้าของเหล่าโจรก็หลุดออกมาจากภวังค์แห่งความตื่นตระหนก
ทันทีที่มันหลุดออกมาเปลวเพลิงแห่งความโกรธก็ได้ลุกท่วมไปทั่วทั้งจิตใจราวกับจะเผาไหม้ทั้งร่างกาย ฟันบนฟันล่างตัดกระทบกันเกิดเป็นเสียงดังสนั่นใบหน้าของมันบิดเบี้ยวไร้ซึ่งอารมณ์อื่นนอกจากความโกรธ
“ ฆ่ามัน!!! ” มันกล่าวเสียงเข้มสั่งการเหล่าลูกน้องที่อยู่ด้านหลัง
ทันทีที่ได้ยินคำสั่งโจรป่าบนหลังของอาชาจำนวน 5 คนได้ควบอาชามุ่งตรงเข้าหาร่างของลู่หานอย่างรวดเร็ว ดาบในมือของพวกมันแกว่งไปมาพร้อมจะตัดขาดร่างกายของมนุษย์
ลู่หานยืนมองพวกมันอย่างเย็นชาก่อนที่เขาจะย่อกายลงไปหยิบดาบเหล็กของโจรป่าสองผู้นั้นขึ้นมาอยู่ในมือซ้ายและขวา
ใบหน้าหล่อเหลาเป็นทุนเดิมเงยขึ้นไปมองบนท้องฟ้า
“ เสี่ยวเฟิง!!!! ” ลู่หานเปล่งเสียงเข้มออกมา
ก้อนเปลวเพลิงสีฟ้าที่กำลังบินโฉบเฉี่ยวอยู่บนฟากฟ้าทุ่งทะยานลงมาด้านล่างตามคำเรียกของผู้เป็นนายก่อนที่มันจะเริ่มทำตามคำสั่ง ร่างเปลวเพลิงสีฟ้าพุ่งผ่านหน้าอกของเหล่าโจรป่าที่กำลังควบอาชาเข้ามาโจมตีลู่หาน
เพียงแค่การพุ่งผ่านร่างเท่านั้นพลังบ่มเพาะของพวกมันที่มีเพียงน้อยนิดอยู่แล้วก็โดนดูดจนหมดตัวตายไปบนหลังของอาชาตั้งแต่ยังไม่ทันส่งเสียงร้อง โจรป่าจำนวน 5 คนถูกสังหารตายไปอย่างปริศนาเพียงพริบตาเดียวเท่านั้น
มีเพียงผู้เดียวที่รู้สาเหตุการตายของเหล่าพรรคพวกของมันนั้นก็คือหัวหน้าของกลุ่มโจรที่มีทักษะบ่มเพาะรากฐานระดับกำเนิดพลังสีคราม ดวงตาของมันพอจะมองเห็นสิ่งมีชีวิตที่พุ่งผ่านร่างของเหล่าลูกน้องมันไป
แต่ไม่นานนักก้อนเปลวเพลิงสีฟ้าที่รวดเร็วประหนี่งลูกธนูก็ลอยมาเกาะอยู่ที่หัวไหล่ของลู่หาน ก่อนเปลวเพลิงสีฟ้านั้นจางหายไปก็ปรากฏให้เห็นร่างของนกอินทรีย์ตัวใหญ่ที่ดูสง่างาม
“ เป็นอย่างไรครั้งนี้ความสามารถของข้ามากพอจะช่วยพวกชาวบ้านหรือยัง ” ลู่หานเอ่ยพลันส่งรอยยิ้มแห่งความเย้ยหยันใส่พวกมัน
“ เจ้า!!!! ” ตอนนี้หัวหน้าของโจรป่ามันกำลังโกรธจนเลือดขึ้นหน้า
จบตอน