“เลียมเป็อะไรหรือ?”
“อ่ะ! คุณลุง”
ผมที่นั่งเหม่อลอยอยู่ตรงระเบียงบ้านหลังอาหารมื้อเย็น เื่ราวที่ผ่านเข้ามาอย่างเลือนรางทำเอาผมต้องคิดซ้ำแล้วซ้ำอีก และแยกมันออกมาจากความฝัน ความคิดค่อยๆ ลอยห่างออกไป จนกระทั่งใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จนกระทั่งลุงเซบก็เข้ามาทักผมที่เป็แบบนั้น
“เลียมไม่สบายหรือเปล่า?”
“เปล่าครับ ผมแค่…ทำพลาดตอนฝึกกับฮัตโตริ…ตอนสร้างร่างอสูรน่ะ”
ผมลูปหัวฮัตโตริที่กำลังหลับบนตกผมอย่างสบายใจ
“โฮ่! เื่น่ายินดีไม่ใช่หรือไงกัน”
“แต่ผมทำพลาดนะครับ”
“ความผิดพลาดก็เป็ส่วนหนึ่งของการเติมโต เลียม…หลานยังเด็กนักที่จะมานั่งคำนึงถึงความผิดพลาด”
“แต่ที่ครูห้องพยาบาลว่าไว้ มัน…มันอันตรายมากนี่ครับ”
“ใช่! แต่ก็ไม่เกิดเื่ไม่ดีขึ้นไม่ใช่หรือ?”
“แต่มันก็…”
“ลุงแน่ใจว่าครั้งต่อไปหลานจะไม่พลาด เพราะว่าหลานได้สร้างมันขึ้นมาแล้วไงล่ะ”
“สร้างขึ้นมา…เหรอครับ”
“ใช่ เพราะงั้นวันนี้ไปพักผ่อนเสีย เติมพลังให้เต็มที่ แล้วพรุ่งนี้เรามาทดสอบกันก็ไม่สายนะ”
“งั้นเหรอครับ…ถ้างั้นก็…ปล่อยเป็เื่ของพรุ่งนี้แล้วกัน”
“ใช่แล้ว ปล่อยให้เป็เื่ของวันพรุ่งนี้”
“ผมไปที่ห้องก่อนนะลุง”
ผมลุกขึ้นพร้อมทั้งกอดฮัตโตริแล้วเดินเข้าห้องนอน ตอนนี้ฮัตโตริยังคงไม่ตื่น แต่ดูจากสีหน้าแล้ว คงกำลังหลับฝันดี ส่วนตัวผมขอบรรทึกเหตุการณ์วันนี้ลงใน ‘จดหมายเหตุ’ ก่อนแล้วจะเข้านอน
(-)
ติ๊ง ต็อง ติง ต่อง ~~
เสียงออดเลิกเรียนดังขึ้น ผมที่ไม่มีชมรมอะไรก็กลับบ้านทันที
เหตุการณ์วันนี้ก็เหมือนกับเมื่อวาน ไทจิเดินมาโรงเรียน ประธานนักเรียนกับบอดี้การ์ดมารอรับเหมือนเคย ไทจินอนในเวลาเรียน ไทจินอนใต้ต้นไม้ ประธานมาป้อนข้าวตอนเที่ยง เพื่อนในห้องลงไปกินข้าวของไทจิ ไทจิกลับมานอนในห้องเรียนระหว่างเรียน และก็โดนชอร์คปาหัวเหมือนเดิม สุดท้ายก็กลับบ้าน
ทำไมถึงมีแต่ไทจินะเหรอ? ก็หมอนี่มันเด่นซะขนาดนั้น ไม่ใช่ว่าตัวตนเขาเด่นหรอกนะ แต่พฤติกรรมต่างหากที่เด่น เด่นซะจนคนที่ไม่ค่อยอยากจะสนใจยังได้รับรู้ทุกการกระทำของเขาเลย ต้องบอกว่า ‘ไม่อยากรู้ก็ต้องรู้’ ให้ตายสิ
และเื่นี้ก็เหมือนกับเมื่อวาน…“พี่น้องยามาโตะ” ทั้งสี่คนเดินกลับบ้านพร้อมกันเช่นเดิม แต่พวกน้องๆ ของไทจิจะมีสีหน้าที่ดูสนุกสนาน แต่ผมกลับ…เศร้าใจ ความรู้สึกหวิวๆ ในอกผมหลังจากเห็นพี่น้องยามาโตะมันทำให้ผมเศร้า
“นายร้องไห้เหรอเลียม”
“เอ้ย! ฮิมาวาริ! ใหมดเลย” ผมรีบเช็ดหน้าก่อนที่ใครจะเห็นน้ำตาที่ไม่รู้ว่าทำไมถึงไหล
“นายน่ะ…เป็คนใจดีนี่นาาาา”
“ไม่ต้องมาพูดเลย!!”
“นั่นแน่ ไม่ต้องอายๆ ลูกผู้ชายก็มีน้ำตา เดี๋ยวเก็บเป็ความลับให้ก็ได้นะ”
“ไม่ต้องมายุ่งเลย”
“นายน่ะ…ไม่ต้องห่วงพวกเขาหรอกนะ”
“เอ๋!!”
“พวกเขาน่ะ แข็งแกร่งกว่าที่นายคิดอีกนะ”
“…งั้นเหรอ”
“นี่เลียม เดี๋ยวจะไปเที่ยวห้างสักแปบ ไม่ต้องรอกลับบ้านพร้อมกันนะ!!!”
“ใครบอกว่าจะรอกัน!!!”
ยัยฮิมาวาริพูดทิ้งท้ายไว้แบบนั้น ก่อนจะวิ่งหนีไป…
“ใครจะรอกัน!!”
(-)
“เลียม ออกไปซื้อน้ำมันหอยให้ลุงหน่อยสิ เอาไว้ทำอาหารพรุ่งนี้ พอดีว่าลุงกำลังยุ่งนิดหน่อย กับข้าวเลยยังไม่เสร็จ ไปเดินเล่นก่อนก็ได้นะ”
“ครับบบ”
และผมก็ต้องออกจากบ้านมาอีกรอบจนได้ เดินถือถุงผ้ากับฮัตโตริที่หลับอยู่บนหัว เดินไปตามเส้นทางแสนคุ้นเคย…ร้านสะดวกซื้อในความทรงจำ
“ไม่คิดว่าจะมาเดินแถวนี้อีกครั้งเร็วขนาดนี้เลยนะ”
ร้านสะดวกซื้อตั้งอยู่ตรงข้ามสวนสาธารณะ ไม่ใช่ที่แออัด คับแคบ หรือสถานที่อโคจร เป็สถานที่ๆ ดูธรรมดาไม่น่าจะมีอันตรายอะไร แต่ก็อดกังวลไม่ได้จริงๆ
ติ้ง ต่องงง
ประตูร้านเปิดขึ้น เสียงกริ่งอิเล็กทรอนิคดังเป็เสียงเฉพาะของร้านสะดวกซื้อ คนที่ก้าวออกมาพร้อมกับไอศกรีมก็คือ…ไทจิ เด็กชายผมหยักศก ที่มาพร้อมเสื้อกล้าม กางเกงขาสั้น และถุงใส่ส่วนผสมทำอาหาร
“…”
“…”
เราทั้งคู่หยุดยืนและจ้องหน้ากัน เกิดเป็เดดแอร์ขึ้นชั่วขณะ เพราะไม่รู้ว่า…จะทักทาย หรือทำเป็เป็ไม่รู้จักแล้วเดินเข้าร้านไปเลย
“อืม” / “ไง! เ้าหนู ถ้ายังยืนอยู่ตรงนั้น ข้าก็เดินต่อไม่ได้นะ”
“อ่ะ!!…โทษทีๆ”
และคนที่ทำลายเดดแอร์ลงก็คือไทจิ…ไม่ใช่สิ ต้องบอกว่าจิ้งจกสีแดงของเขามากกว่า
ผมเดินหลบเล็กน้อย เข้าร้านไปซื้อน้ำมันหอยและขนมอีกนิดหน่อย ก่อนที่จะรู้สึกตัวว่า ทุกอย่างมันดูราบรื่น…และประหลาด!! ประหลาดเกินไปสำหรับเพื่อนร่วมชั้น จะต้องทักทายเพิ่มอีกไหม? หรือต้องชวนคุย…แล้วจะคุยเื่อะไรล่ะ? แล้วผมต้องทำตัวยังไง? ทำไมอยู่ดีๆ ผมถึงรู้สึกไม่เข้าใจขึ้นมาล่ะ? ไทจิเป็คนที่รับมือยากจริงๆ
ผมออกจากร้านมาด้วยความงงงวย ก่อนจะเหลือบไปเห็นไทจิที่นั่งกินไอศกรีมอยู่ที่ชิงช้าในสวนสาธารณะ และถูกล้อมด้วยกลุ่มชายสามคน
จากจุดที่ผมยืน ผมไม่มีทางได้ยินพวกเขาคุยกัน แต่จากที่เห็น คนพวกนั้นต่างมีไมน์รูปสัตว์ น่าจะเป็ประเภทลิง งู และหมาป่า แต่ละตัวมีไอสีดำพวยพุ่งออกมาดูอันตราย
หนึ่งในนั้นเริ่มจับโซ่ชิงช้าที่ไทจินั่งอยู่และเขย่าอย่างแรง แต่ไทจิก็ไม่ได้เปลี่ยนสีหน้า เ้าพวกนั้นก็เริ่มโมโหหนักจนขาดสติ
ไอสีดำพวยพุ่งจากไมน์ ขยายร่างเป็สัตว์ร่างใหญ่โต จากลิงเป็คิงคองสูงกว่าสามเมตร จากงูเป็งูใหญ่ที่แผ่แม่เบี้ยที่มีลำตัวพอๆ กับเสาไฟฟ้า และหมาป่าก็กลายเป็หมาป่าสีดำราวกับร่างอวตารของเฟนริล ส่วนร่างกายของกลุ่มชายก็มีไอสีดำห่อหุ้มร่างและเชื่อมต่อกับสัตว์ร้าย
เหล่าสัตว์ร้ายตั้งท่าจ้องมองเหยื่อของตน และกระโจนออกไปพร้อมจะขย้ำให้จมเขี้ยว
“ปัดโถ่เว้ย!!! เ้าบ้า ออกจากตรงนั้นสิฟร๊ะ!!”
ผมวิ่งออกไปทั้งที่ไม่ทันคิดหรือวางแผนอะไร เพราะแค่อยากจะไปให้ถึงเด็กหนุ่มก่อนสัตว์ร้านเพียงเท่านั้น
“หนีไปสิฟร๊ะ!!!!!!!!!”
ไม่มีทางที่ผมจะไปถึงจุดนั้น แต่ความปรารถนาของผมก็ส่งไปถึง…
แสงสีทองส่องประกายออกจากร่างฮัตโตริ เกิดเป็ร่างกายสูงใหญ่และกระโจนออกไปขวางเส้นทางการโจมตี ร่างกายผมเหมือถูกสูบเรี่ยวแรงออกไปจนเกือบหมด แต่ก็ยังประคองร่างให้ยืนอยู่ได้
ร่างของมนุษย์เต่าถือพลองค้ำสัตว์ร้ายทั้งสามที่โจมตีไทจิ ชุดสีดำ ผ้าพันคอสีแดงที่พลิ้วไหว กระดองสีน้ำตาลประกายทอง และอาวุธมากมายบนแผ่นหลัง นี่คือ…ร่างอสูร…ของผม
“ขอคำสั่งด้วยเลียม”
เสียงจากมนุษย์เต่าดังขึ้นไม่ดังไม่เบา ซึ่งผมได้ยินชัดเจน เพราะมันดังอยู่ในหัวผมโดยตรง
“เออ!! ทำไงดีล่ะ!! ผลักออกไป!!”
ตูม!!!
“““อ๊ากกก!!!””” / “““กี๊!!!!!”””
สัตว์ร้ายทั้งสามกระเด็นออกไป สัตว์ทั้งสามร้องด้วยความเ็ป แต่คนที่ร้องกลับไม่ได้มีเพียงแค่นั้น แต่กลับมีเสียงร้องจากชายทั้งสามด้วย
“บ้านา”
“คำสั่งต่อไปเลียม!”
“อ่ะ! เอ๋!?”
ฮัตโตริส่งเสียงเรียกผมอีกครั้ง ด้วยเพราะเหตุการณ์ที่เกิดจากชายทั้งสาม ทำให้ผม…ลังเล
งูั์พุ่งเข้ามารัดอย่างรวดเร็ว และขว้างฮัตโตริขึ้นไปบนฟ้าอย่างไร้การป้องกัน ส่วนคิงคองก็ะโขึ้นไปและทุบร่างของฮัตโตริลงพื้นอย่างแรง สุดท้ายเ้าหมาป่าก็วิ่งเข้ามาตะปบร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของฮัตโตริ
“อ้ากก!!!!” / “อ้ากก!!!!”
ความเ็ปที่ฮัตโตริได้รับ ถูกส่งมายังร่างกายของผมราวกับพวกเราใช้ร่างกายเดียวกัน เข่าของผมทรุดลงพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง ส่วนฮัตโตรินั้นไม่อาจลุกจากกองเืของเขาได้
“อืมม” / “ทำได้ดีนิ ถึงจะเป็ครั้งแรกก็เถอะ”
ทำได้ดีงั้นเหรอ? นี่คือทำได้ดีงั้นเหรอ? ผมอยากจะย้อนถามกลับไปแบบนั้น ถามกลับไปที่ไทจิ ที่จิ้งจกสีแดงตัวนั้น
“อืมๆ” / “ไม่พอใจงั้นเหรอ? งั้นก็เฝ้ามองอยู่ตรงนั้นแล้วกัน”
ในตอนนั้น สัตว์ร้ายทั้งสามต่างก็ะโถอยหลังตั้งรับ โก่งตัวข่มขู่มาที่ไทจิอย่างตระหนก บรรยากาศรอบตัวเริ่มไหลเวียนเข้าไปหาไทจิอย่างแ่เบา
แต่ไม่นาน ไอความร้อนก่อตัวขึ้นที่ไทจิ ตัวของจิ้งจกสีแดงมีไฟลุกโชนขึ้นและรอยออกมาเบื้องหน้าของเขา
ร่างน้อยๆ ของจิ้งจกแดงค่อยๆ โตขึ้น ปีสีแดงเพลิงงอกออกข้างหลัง เขาและคมเขี้ยวงอกออกมาอย่างสัตว์ร้าย แต่ไม่หยุดแค่นั้น
พายุเพลิงก็ก่อกำเนิดล้อมตัวของสิ่งมีชีวิตมีปีกที่พัฒนาจากจิ้งจก โหมกระหน่ำ รุนแรง และร้อนระอุ
ตูม!!
หางขนาดใหญ่ฟาดลงพื้นอย่างแรง ปีกขนาดใหญ่กางออกพร้อมะเิเพลิงราวกับออกจากลังไหมเพลิง ปรากฏร่างัสูงกว่าสามเมตร ัโบราณประเภทแดรก มีสี่ขา ปีกขนาดใหญ่ เกร็ดสีแดงเพลิงดูแข็งแกร่ง กงเล็บกับฟันทำให้รูปร่างน่าเกรงขาม และเปลวเพลิงเป็วงบนหลังราวกับจะบอกว่า ันี้เป็เทพเ้า
“อืม…” / “นั่นสิ ข้าก็หิวแล้ว รีบๆ จบแล้วกัน”
ซีดดดดดดดดดดด………..บูมมมมมมมม!!!!!!
ัตัวใหญ่สูดหายใจเข้าเต็มปอด และพ่นไฟลูกไฟออกมา เกิดะเิขนาดใหญ่ที่กลืนสัตว์ทั้งสามและชายผู้เป็นาย รวดเร็ว และร้อนแรง ความร้อนทำเอาผมต้องปิดตาอย่างช่วยไม่ได้ และสุดท้าย…ผมก็หลับไปเพราะความอ่อนแรง
“เป็นายเองสินะ…คนในตอนนั้นน่ะ”
และผมก็ได้รู้ว่า…ใครที่มาช่วยผมในวันนั้น