บทที่ 77: จุดเริ่มต้นอดีตความแค้นของนักรบมิโกะ (Beginning of The Warrior Maiden’s Vengeful Pass)
“ตอนนี้แหละ เจ้าหญิงฮิเมรากิ” ยูกินะไม่รอช้า จึงรีบเปิดฝากำไลกระจกยาตะออกมา ก่อนที่เธอจะเก็บกะโหลกเพชรประกายแสงเข้าไปในตัวกระจกเรือนแสงทันที จากนั้น เธอก็ได้เห็นเรื่องราวในอดีตของโออุจิ โยชิทากะทันทีโออุจิ โยชิทากะเป็นทายาทในตระกูลโออุจิที่เกิดมาพร้อมกับโชคลาภ เพราะในตอนนั้นตระกูลโออุจิเต็มไปด้วยอำนาจ ลาภยศ ชื่อเสียง เงินทอง และบารมี ซึ่งทั้งหมดมาจากการที่ผู้เป็นพ่อของเขาได้หาไว้ให้เพียบพร้อมเสร็จสรรพแล้ว ด้วยความที่ผู้เป็นพ่อของเขานั้นมีตำแหน่งชูโกะไดเมียวที่ครอบครองอาณาเขตถึง 4 แคว้น และมีเมืองท่าที่ติดต่อค้าขายกับราชวงศ์หมิงในจีน ทำให้ความมั่นคงของตระกูลโออุจิติดอันดับต้นๆ ในยุคสมัยนั้นหลังจากที่โออุจิ โยชิโอกิได้สิ้นใจลง ทำให้โยชิทากะต้องขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำของตระกูลโออุจิ แต่ทว่า โยชิทากะนั้นกลับมีความสามารถทางด้านศิลปะ วัฒนธรรม การศึกษา การค้าขาย การทูต การพัฒนาดินแดน และการเมืองในราชสำนักเมืองยามากุชิในตอนนั้นได้กลายเป็นเมืองศูนย์กลางแห่งการค้าและศิลปะวัฒนธรรมแห่งภาคตะวันออกทีมีความยิ่งใหญ่และสวยงามเทียบเคียงกับเมืองหลวงเกียวโตในอดีต สภาพในเมืองนั้นเป็นระเบียบยิ่งนัก บ่งบอกได้ถึงความสามารถที่ยอดเยี่ยมในการจัดการบริหารเมืองของโยชิทากะด้านการค้าขายและการทูตนั้น มีการค้าขายกับจีน เกาหลี และรวมไปถึงโปรตุเกสด้วย ด้วยความคิดและวิสัยทัศน์ที่กว้างขวางของโยชิทากะนั้น จึงทำให้มีคณะนักบวชที่นำโดยฟรานซิส เซเวียร์ พร้อมกับคณะมิชชั่นนารีที่นำโดยลูอิส ฟรอยส์ หัวหน้ามิชชั่นนารีชาวโปรตุเกส เข้ามาเผยแพร่คำสอนของคริสต์ศาสนาภายในเมืองยามากุชิเป็นวงกว้าง ส่วนทางด้านพ่อค้าก็สามารถค้าขายได้เป็นอิสระ ถึงแม้ว่าจะเป็นเชื้อชาติไหนก็ตาม ทำให้เขาสามารถสร้างกำไรได้อย่างมหาศาลจากการเก็บภาษีการค้าด้านการศึกษาและศิลปะวัฒนธรรมนั้น ผู้คนทั่วไปนั้นสามารถเข้าถึงสิ่งเหล่านั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการละเล่นอย่างเคมาริ ซูโม่ เล่นดนตรี พิธีชงชา กวีโฮกุ และอื่นๆ ตั้งมากมาย อีกทั้งยังมีความรู้ต่างๆ จากต่างชาติที่ได้ถูกเก็บรวบรวมไว้ที่เมืองยามากุชิแห่งนี้ด้วยในระหว่างนั้นเอง โยชิทากะก็เคยได้ยินมาว่ามีดาบเจ็ดเขียวแห่งกาลเทพถูกเก็บซ่อนอยู่ภายในศาลเจ้าโอยามะซุมิที่อยู่บนเกาะโอมิชิมะ ซึ่งดาบเจ็ดเขี้ยวเล่มนั้นมีพลังอำนาจที่มากมายมหาศาลมาก ทำให้ผู้ครอบครองสามารถหยั่งรู้ และควบคุมกาลเวลาได้อย่างที่ต้องการแม้ว่าเมืองยามากุชิจะเป็นเมืองที่การค้าขาย การศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และศิลปะวัฒนธรรมนั้นเจริญรุ่งเรืองจนถึงขีดสุด แต่โยชิทากะนั้นก็ย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจว่า...ตัวเขานั้นมีความสามารถทางการทหาร และการสู้รบในศึกสงครามที่ค่อนข้างจะด้อยกว่าโยชิโอกิ ผู้เป็นพ่อที่ได้สิ้นใจลงเป็นอย่างมากแต่ถึงกระนั้น ตัวเขาเองก็อยากจะปกป้องเมืองนี้ไว้ไม่ให้มันสูญสลายไป บวกกับการที่ตัวเขานั้นต้องการจะสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับตระกูลโออุจิด้วยดาบเจ็ดเขี้ยวเล่มนั้นโยชิทากะจึงนำกองทัพบุกเข้าไปในเกาะโอมิชิมะ เพื่อชิงดาบเจ็ดเขี้ยวแห่งกาลเทพออกมาจากศาลเจ้าโอยามะซุมิ แต่ก็ไม่สามารถชิงดาบเจ็ดเขี้ยวเล่มนั้นออกมาได้ อันเนื่องมาจากกองกำลังฝ่ายตระกูลโออุจินั้นไม่สามารถต้านทานพลังเวทย์ของสองนักบวชหนุ่มแห่งตระกูลโอโฮริ ผู้ดูแลศาลเจ้าโอยามะซุมิได้เลยสักพัก นางเทวีอสูรฯ ก็ได้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับชายปริศนาใต้ผ้าคลุมสีดำคนหนึ่ง ทั้งสองได้ยื่นเสนอให้โยชิทากะร่วมมือกับพวกมันในการชิงดาบเจ็ดเขี้ยวออกมาจากศาลเจ้าโอยามะซุมิ และตัวเขานั้นก็ได้ตอบตกลงที่จะร่วมมือกับพวกมันทั้งสองอย่างไม่ลังเลชายใต้ผ้าคลุมสีดำคนนั้นได้นำกองทัพอสูรโยไคบุกเข้ามาอาละวาดในเกาะโอมิชิมะเพื่อชิงดาบเจ็ดเขี้ยวออกมา แต่ก็ไม่คาดคิดเลยว่า สองนักบวชหนุ่มแห่งตระกูลโอโฮรินั้นได้สละชีวิตของตนเองเพื่อปกป้องดาบเจ็ดเขี้ยว และผู้คนในเกาะโอมิชิมะไว้ด้วยการร่ายเวทย์อัญเชิญ 4 จตุรเทพแห่งอสูรออกมา ซึ่งเป็นพลังเวทย์ประจำตระกูลโอโฮริที่จะทำให้ผู้ร่ายเวทย์นั้นถึงแก่ชีวิตได้เลยหลายเดือนต่อมา โยชิทากะได้สั่งให้มาทัพเรือโอฮาระ ทาคาโกโตะ นำกองทัพเรือมุ่งหน้าไปยังเกาะโอมิชิมะอีกครั้งเป็นการถ่วงเวลาพวกสึรุฮิเมะ หัวหน้าตระกูลโอโฮริผู้ดูแลศาลเจ้าคนใหม่ และน้องสาวของสองนักบวชหนุ่มที่ได้เสียไปในขณะเดียวกันนั้น นางเทวีอสูรฯ และชายใต้ผ้าคลุมสีดำผู้นั้นก็ได้ส่งกองทัพอสูรโยไค พร้อมกับสองลูกสมุนของนางเทวีอสูรฯ อย่างอุบาวามิกับคิโดวมารุ บุกเข้าไปอาละวาดเข่นฆ่าเหล่าทั้งนักบวชกับมิโกะในศาลเจ้า และเหล่าบรรดาผู้คนในเกาะโอมิชิมะ พร้อมกับเผาศาลเจ้าโอยามะซุมิ และหมู่บ้านทั้งหมดภายในเกาะแห่งนั้นจนกลายสภาพเป็นทะเลเพลิงอันร้อนระอุและเหตุการณ์นั้นก็เป็นต้นเหตุที่ทำให้สึรุฮิเมะต้องสูญเสียยาสุโมชิผู้เป็นพ่อ และยาสุนาริ โอจิ ขุนพลหนุ่มผู้เป็นชายคนรักอย่างไม่มีวันกลับ และตัวเธอเองก็ได้หายสาบสูญไปในเหตุการณ์นั้น แต่หากรู้ไม่ว่า แท้จริงแล้ว ทั้งหมดคือแผนการที่นางเทวีอสูรฯ นั้นต้องการจะยืมมือจากพวกตระกูลโออุจิในการชิงดาบเจ็ดเขี้ยวแห่งกาลเทพออกมาจากศาลเจ้าโอยามะซุมิ ร่วมกับชายใต้ผ้าคลุมสีดำ และสองลูกสมุนของนางอย่างอุวาบามิและคิโดวมารุ ชายใต้ผ้าคลุมสีดำนั้นได้ลงมือสังหารขุนพลซูเอะ ทาคาฟูสะ แล้วทำการยึดร่างของเขามา จากนั้นก็ทำการสวมรอยเป็นทาคาฟุสะ ก่อนที่จะนำกองทัพไปช่วยหนุนกองทัพของโมริ โมโตนาริในศึกปราสาทโคริยามะหลังจากที่ศึกปราสาทโคริยามะนั้นสิ้นสุดลง ชายใต้ผ้าคลุมสีดำที่คอยสวมรอยเป็นทาคาฟูสะอยู่นั้นได้ทำการเปลี่ยนชื่อเป็นฮารุคาตะ และทำการถ่ายโอนร่างของเขาให้กับอุวาบามิเป็นการชั่วคราว ก่อนที่พวกมันจะนำกองทัพอสูรโยไคบุกเข้ามาอาละวาดในเกาะโอมิชิมะเพื่อชิงดาบเจ็ดเขี้ยวออกมาจากศาลเจ้าโอยามะซุมิต่อไปหลังจากที่สามารถชิงดาบเจ็ดเขี้ยวออกมาได้ นางเทวีอสูรฯ ก็เริ่มคิดที่จะกำจัดโยชิทากะทิ้งทันที หลังจากที่ตระกูลโออุจิได้พ่ายแพ้ให้กับตระกูลอามาโกะอย่างราบคาบ ชายใต้ผ้าคลุมสีดำนั้นก็ได้สวมรอยเป็นฮารุคาตะนำกำลังทหารร่วมกับกองทัพอสูรโยไคเข้าก่อการรัฐประหารครั้งใหญ่ขึ้น ส่งผลทำให้ซาการะ ทาเคโตะถูกพวกมันสังหารอย่างเลือดเย็นชายใต้ผ้าคลุมสีดำนั้นได้ทำการสะกดจิตไนโตะ โอกิโมริ และ สุกิ ชิเงโมริให้มาอยู่ฝ่ายเขาด้วย จึงทำให้โยชิทากะต้องหนีออกจากเมืองยามากุชิมากบดานที่วัดโฮเซ็นจิ แต่ก็ไม่พ้นเงื้อมมือของชายใต้ผ้าคลุมสีดำที่อยู่ในคราบของฮารุคาตะเมื่อโยชิทากะกว่าจะได้รู้ว่าทั้งหมดเป็นแผนการของพวกนางเทวีอสูรฯ และชายใต้ผ้าคลุมสีดำผู้นั้นก็สายไปเสียแล้ว แต่ถึงกระนั้น เขาก็พยายามตีฝ่าออกมาจากวัดโฮเซ็นจิ หนีไปยังท่าเรือเพื่อจะหลบหนีไปยังแคว้นอิวามิในท่ามกลางสายฝนที่สาดลงมาอย่างโหมกระหน่ำ โดยมีอดีตข้าหลวงเก่าที่มีนามว่า นิโจ ทาดาฟูสะ คอยให้การช่วยเหลือในการหลบหนี แต่ก็ถูกเหล่าอสูรโยไคที่นำโดยอุวาบามิกับคิโดวมารุ สองลูกสมุนของนางเทวีอสูรฯ ดักอยู่ที่หน้าท่าเรือไว้