เกิดใหม่ครั้งนี้ พกสวนแห่งชีวิต สู่ยุค 70 นำพาตระกูลหลินรุ่งเรือง

    ตอนที่ 27 : เด็กหนุ่มจากอำเภอ

    เกิดใหม่ครั้งนี้พกสวนแห่งชีวิตสู่ยุค 70 พลิกชะตาตระกูลหลิน

    ตอนที่ 27 : เด็กหนุ่มจากอำเภอ

     

    บ่ายวันเสาร์ที่ไม่ต้องไปโรงเรียนซินเยว่กับอวี้เหมย์ชวนกันไปเดินเล่นแถวลำธารหลังหมู่บ้านตามที่ทำเป็นกิจวัตรทุกสัปดาห์ลำธารสายนี้ไหลลงมาจากภูเขา น้ำใสเย็นจนมองเห็นก้อนหินและปลาตัวเล็กๆที่แหวกว่ายอยู่ใต้น้ำ

    "ระวังหินลื่นด้วยนะ"อวี้เหมย์เตือนขณะเดินนำหน้าไปตามทางเดินริมลำธารที่คุ้นเคยดี

    ทั้งสองเดินเล่นไปเรื่อยๆเก็บก้อนหินสวยๆ ใส่กระเป๋าเสื้อ จนกระทั่งได้ยินเสียงร้องของแพะดังมาจากด้านหน้าเสียงร้องนั้นฟังดูตื่นตระหนกผิดปกติปนกับเสียงเด็กผู้ชายที่กำลังพยายามปลอบโยนอยู่

    "มีอะไรน่ะ"ซินเยว่ถามพลางเร่งฝีเท้าตามเสียงไป

    เมื่อเลี้ยวโค้งลำธารไปอีกนิดทั้งสองก็เห็นภาพเด็กผู้ชายวัยประมาณเก้าขวบกำลังปีนป่ายอยู่บนกองหินริมลำธารพยายามเอื้อมมือไปช่วยแพะตัวหนึ่งที่ขาติดอยู่ในซอกหินแคบๆแพะร้องเสียงดังด้วยความตกใจ ดิ้นรนจนขาบาดเป็นแผลเล็กน้อย

    "อยู่นิ่งๆ นะเดี๋ยวพี่ช่วย" เด็กผู้ชายพูดกับแพะด้วยน้ำเสียงสงบทั้งที่ตัวเองก็เกาะอยู่บนหินในท่าที่ไม่มั่นคงนัก มือค่อยๆดันก้อนหินที่บีบขาแพะออกอย่างระมัดระวัง

    ซินเยว่ยืนดูอยู่ห่างๆด้วยความทึ่ง เด็กผู้ชายคนนั้นมีท่าทีสุขุมเกินวัยเมื่อเทียบกับความโกลาหลตรงหน้าไม่ตื่นตระหนกหรือรีบร้อนจนทำผิดพลาด ค่อยๆ แก้ปัญหาทีละขั้นด้วยความใจเย็น

    "เกือบแล้ว...อีกนิดเดียว"เขาพึมพำกับตัวเองพลางออกแรงดันหินอีกครั้ง ในที่สุดขาแพะก็หลุดออกมาได้แพะรีบวิ่งหนีออกไปทันทีที่เป็นอิสระทิ้งให้เด็กผู้ชายนั่งพักหายใจอยู่บนหินด้วยความโล่งใจ

    "เก่งจังเลย!"ซินเยว่อดไม่ได้ที่จะปรบมือให้ด้วยความประทับใจทำให้เด็กผู้ชายคนนั้นสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อรู้ตัวว่ามีคนเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด

    เขาหันมามองเห็นเด็กหญิงสองคนยืนอยู่ไม่ไกล คนหนึ่งหน้าตาคุ้นเคยแบบคนในหมู่บ้านอีกคนดูแปลกตาเล็กน้อย ผิวขาวกว่าเด็กในหมู่บ้านทั่วไป

    "ก็แค่ช่วยแพะที่ติดอยู่เฉยๆ"เขาตอบอย่างถ่อมตัว ปีนลงจากหินมายืนที่พื้นราบ มือที่เปื้อนดินปัดกางเกงเบาๆ

    "เธอมาจากไหนน่ะไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย" อวี้เหมย์ถามด้วยความสงสัยเพราะรู้จักเด็กเกือบทุกคนในหมู่บ้านและละแวกใกล้เคียง

    "ผมมาจากตัวอำเภอมาเยี่ยมตายายที่อยู่แถวนี้น่ะ" เด็กผู้ชายตอบพลางยิ้มบางๆ"ผมชื่อเยี่ยนเจ๋อหาว"

    "ฉันหวังอวี้เหมย์ส่วนนี่เพื่อนฉัน หลินซินเยว่ ย้ายมาจากปักกิ่งเมื่อไม่นานนี้"อวี้เหมย์แนะนำให้รู้จักกันอย่างเป็นมิตร

    ซินเยว่มองหน้าเด็กชายตรงหน้าด้วยความสนใจดวงตาคู่นั้นมีแววมั่นคงผิดปกติสำหรับเด็กวัยเดียวกันราวกับผ่านอะไรมามากกว่าอายุจะบอก

    "ขาแพะเป็นอะไรไหมต้องรักษาหรือเปล่า" ซินเยว่ถามด้วยความเป็นห่วงนึกถึงลุงรองที่คงช่วยดูแลได้ถ้าจำเป็น

    "แค่ถลอกนิดหน่อยน่าจะหายเองได้" เจ๋อหาวตอบพลางมองตามทางที่แพะวิ่งหายไป"แพะตัวนี้เป็นของคนเลี้ยงแพะแถวนี้ เดี๋ยวคงกลับไปหาฝูงเอง"

    "เธอใจดีจังเลยที่ช่วยมันนะทั้งที่ไม่ใช่แพะของตัวเอง" ซินเยว่พูดอย่างชื่นชมจริงใจ

    เจ๋อหาวอึ้งไปเล็กน้อยกับคำชมตรงๆแบบนั้น หน้าเริ่มแดงขึ้นนิดหน่อยด้วยความเขินอาย"ก็...เห็นมันเจ็บก็เลยอยากช่วยเฉยๆ ใครเห็นก็คงทำเหมือนกัน"

    "ไม่จริงหรอกบางคนอาจจะเดินผ่านไปเฉยๆ ก็ได้" ซินเยว่แย้งอย่างจริงจัง"แต่เธอไม่ทำแบบนั้น เธอเลยเก่งและใจดีจริงๆ"

    คำพูดตรงไปตรงมานั้นทำให้เจ๋อหาวรู้สึกแปลกๆในใจ ไม่เคยมีใครชมเขาแบบนี้มาก่อน ปกติผู้ใหญ่มักชมว่าเขาเป็นเด็กดี เรียบร้อยเชื่อฟังแต่ไม่เคยมีใครพูดถึงความใจดีของเขาในแบบที่ฟังดูจริงใจอย่างเด็กหญิงคนนี้เลย

    ทั้งสามคนเดินเล่นด้วยกันต่ออีกพักใหญ่ตามลำธารเจ๋อหาวเล่าเรื่องตัวอำเภอให้ฟังบ้างซินเยว่กับอวี้เหมย์ก็เล่าเรื่องหมู่บ้านให้เขาฟังบ้างเสียงหัวเราะและบทสนทนาดังไปตลอดทาง

    "ตัวอำเภอเป็นยังไงบ้างใหญ่กว่าที่นี่เยอะไหม" อวี้เหมย์ถามด้วยความอยากรู้เพราะไม่เคยมีโอกาสไปไกลกว่าหมู่บ้านตัวเองมากนัก

    "ก็ใหญ่กว่าหน่อยมีตลาดใหญ่ มีโรงเรียนมัธยม แต่ก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากหรอก"เจ๋อหาวตอบอย่างถ่อมตัวไม่ได้พูดถึงว่าครอบครัวตัวเองมีฐานะและตำแหน่งอย่างไรในอำเภอเลยแม้แต่คำเดียว

    "เธอชอบเรียนวิชาอะไรที่สุด"ซินเยว่ถามด้วยความสนใจ อยากรู้จักเด็กชายคนนี้ให้มากขึ้น

    "ชอบวิชาประวัติศาสตร์กับกฎหมายพื้นฐานที่ตาสอนให้อ่านเองที่บ้าน"เจ๋อหาวตอบพลางยิ้มบางๆ "ตาเคยเป็นผู้พิพากษามาก่อน ชอบเล่าเรื่องคดีต่างๆให้ฟังเสมอ ฟังแล้วรู้สึกว่าความยุติธรรมเป็นเรื่องสำคัญมาก"

    "ฟังดูน่าสนใจจังเลย"ซินเยว่พูดด้วยความทึ่งจริงใจ ไม่เคยคิดว่าเด็กชายวัยเดียวกันจะสนใจเรื่องแบบนี้

    พวกเขาเดินมาถึงจุดที่ลำธารแยกออกเป็นสองทางมีก้อนหินแบนราบก้อนใหญ่วางอยู่ริมน้ำพอดี เจ๋อหาวชวนทุกคนนั่งพักตรงนั้นมองดูน้ำไหลผ่านไปเรื่อยๆ อย่างสงบ

    "ที่นี่เงียบสงบดีจังนะ"เจ๋อหาวพูดพลางหลับตาฟังเสียงน้ำไหล "ที่อำเภอมีคนพลุกพล่านตลอดไม่เคยได้นั่งเงียบๆ แบบนี้เลย"

    "ถ้าชอบก็มาบ่อยๆสิ" ซินเยว่พูดอย่างเป็นธรรมชาติ เก็บก้อนหินเล็กๆ ข้างตัวมาโยนเล่นในน้ำดูวงคลื่นที่กระจายออกไปด้วยความสนุก

    อวี้เหมย์ที่นั่งอยู่ข้างๆอดยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นเพื่อนใหม่ทั้งสองคุยกันถูกคอแม้จะเพิ่งรู้จักกันไม่ถึงชั่วโมง แต่บรรยากาศกลับดูสบายราวกับรู้จักกันมานาน

    "เดี๋ยวฉันต้องกลับแล้วตาคงรอเป็นห่วง" เจ๋อหาวพูดขึ้นเมื่อสังเกตว่าแดดเริ่มอ่อนลงลุกขึ้นปัดฝุ่นกางเกงเรียบร้อย

    "เธอมาเยี่ยมตายายบ่อยไหม"ซินเยว่ถามระหว่างเดิน อยากรู้ว่าจะได้เจอกันอีกหรือเปล่า

    "เดือนละครั้งได้มั้งพ่อไม่ค่อยมีเวลาพามาบ่อยเท่าไหร่" เจ๋อหาวตอบ "แต่ถ้ามีโอกาสผมชอบมาเดินเล่นแถวนี้ อากาศดีกว่าในตัวอำเภอเยอะ"

    "งั้นครั้งหน้าที่มามาเล่นด้วยกันอีกนะ" ซินเยว่ชวนอย่างไม่เคอะเขินเป็นนิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่ตอนชวนอวี้เหมย์เป็นเพื่อนครั้งแรก

    เจ๋อหาวพยักหน้ารับคำอย่างเงียบๆแต่ในใจกลับรู้สึกยินดีอย่างบอกไม่ถูกไม่เคยมีใครในวัยเดียวกันชวนเขาแบบเป็นมิตรง่ายๆ แบบนี้มาก่อนเพื่อนที่โรงเรียนในอำเภอส่วนใหญ่มักเกรงใจเขาเพราะรู้ว่าพ่อเป็นนายทหารระดับสูงและลุงเป็นเลขาธิการพรรคประจำอำเภอทำให้ไม่ค่อยมีใครกล้าเข้ามาสนิทด้วยอย่างเป็นธรรมชาติ

    ก่อนแยกทางกลับเจ๋อหาวหันมามองซินเยว่อีกครั้งด้วยสายตาที่ดูจริงจังผิดปกติสำหรับเด็กอายุเท่ากัน"ขอบใจนะที่ชม ไม่มีใครเคยพูดกับฉันแบบนั้นมาก่อนเลย"

    "ก็ฉันพูดในสิ่งที่คิดจริงๆนี่นา" ซินเยว่ตอบอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่รู้ตัวเลยว่าคำพูดง่ายๆของเธอในวันนี้ กำลังกลายเป็นความทรงจำสำคัญที่เด็กชายคนนั้นจะเก็บไว้อีกนานแสนนาน

    เย็นวันนั้น เมื่อกลับถึงบ้านซินเยว่เล่าเรื่องเด็กหนุ่มที่ช่วยแพะให้ครอบครัวฟังอย่างตื่นเต้นหวังซูเจินฟังด้วยความอบอุ่นใจ ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าเรื่องราวน่ารักของเด็กๆที่เพิ่งรู้จักกัน

    "ลูกมีเพื่อนใหม่เพิ่มอีกคนแล้วสินะ"แม่พูดพลางยิ้ม ไม่มีใครในบ้านคาดคิดเลยว่าเด็กชายคนที่ซินเยว่เพิ่งเล่าถึงวันนี้จะกลายเป็นคนสำคัญในชีวิตของเธอในอีกหลายปีข้างหน้า

    ก่อนนอนคืนนั้นซินเยว่นอนคิดถึงภาพเด็กชายที่ปีนป่ายช่วยแพะอย่างใจเย็นอีกครั้งรู้สึกประทับใจในความใจดีที่ไม่ได้แสดงออกเพื่อให้ใครเห็น แต่ทำเพราะอยากช่วยจริงๆเป็นความรู้สึกดีๆ เล็กๆที่เธอเก็บไว้ในใจโดยไม่ทันคิดอะไรมากไปกว่าความประทับใจของเด็กคนหนึ่งที่มีต่อเพื่อนใหม่คนหนึ่งเท่านั้น

     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ พกสวนแห่งชีวิต สู่ยุค 70 นำพาตระกูลหลินรุ่งเรือง ที่คุณอ่าน