บทที่ 36 ตอบแทนน้ำใจ (รีไรต์)
เมื่อกลับถึงบ้าน แม่เฒ่าฉินดื่มน้ำอึกหนึ่ง แล้วรับฉินเยาเยาจากมือของสวี่ซิ่วอิงเข้าไปในห้อง
ไม่นาน แม่เฒ่าฉินก็ให้ลูกชายขนตะกร้าสองใบออกมาจากห้อง ข้างในบรรจุผิงกั่วและลูกสาลี่ แล้วนำของที่ซื้อมาจากตลาดติดตัวไปด้วย
นางพาทั้งครอบครัวไปตอบแทนน้ำใจชาวบ้าน
เมื่อวานชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างนำของมาให้พวกเขา พวกเขาจำไม่ได้แน่ชัดว่ามีบ้านไหนนำของมาให้บ้าง จึงตัดสินใจแจกของตอบแทนน้ำใจให้ทุกบ้าน
อีกทั้งยังให้เด็ก ๆ ได้รู้จักครอบครัวอื่นด้วย เพราะต่อไปพวกเขาจะต้องปักหลักอยู่ในหมู่บ้านนี้
ของตอบแทนก็เรียบง่าย แต่ละบ้านได้รับผิงกั่วหนึ่งลูก สาลี่หนึ่งลูก และขนมหนึ่งห่อที่ซื้อมาจากตลาดในเมือง
การกระทำครั้งนี้ของแม่เฒ่าฉิน ทำให้ชาวบ้านรู้สึกชอบพอพวกเขามากขึ้นอีกระดับ
ฉินเยาเยาที่อยู่ในอ้อมแขนของสวี่ซิ่วอิง ตัวอวบอ้วน ผิวขาวน่ารัก ทำเอาหัวใจของหญิงหลายคนละลาย
บ้านหลังสุดท้ายที่นำของไปให้คือบ้านของผู้อาวุโสสาม แม่เฒ่าฉินบอกให้คนอื่นกลับไปก่อน นางอุ้มฉินเยาเยาไว้ แล้วพาแค่ฉินเฉิงอันไป
ผู้อาวุโสสามไม่มีลูก ตอนนี้เขาจึงอาศัยอยู่กับหลานชายของเขาฉินฟู่หลิน
ของที่นำไปมอบให้ผู้อาวุโสสามนอกจากผลไม้และขนมแล้ว ยังมีเนื้อตากแห้งและหมูสามชั้นอีกด้วย
“เรื่องของน้องสาวและหลานชายข้า ต้องขอบพระผู้อาวุโสสามมาก หากไม่ได้ท่าน พวกเราก็ไม่อาจนำตัวชายหญิงชั่วคู่นั้นมาลงโทษได้”
“ฉินชุนหลาน เรื่องเช่นนี้ทำให้ข้ารู้สึกละอายยิ่งนัก เหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้เกิดขึ้นภายใต้การดูแลของข้า เป็นความผิดของข้าเอง!” ผู้อาวุโสสามกล่าวด้วยความรู้สึกผิด เมื่อเห็นสิ่งของที่แม่เฒ่าฉินนำมาให้
“ผู้อาวุโสสามโปรดอย่าได้โทษตัวเอง เรื่องทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความผิดของท่าน หากไม่ได้ท่านคอยเมตตาช่วยเหลือ ข้าเฉิงอันคงไม่อาจมีชีวิตรอด”
เมื่อมองดูสิ่งของที่นำมาให้ เขารู้สึกทั้งโลภและรู้สึกผิด เขาเคยได้ยินมาว่า ทุกครัวเรือนต่างได้รับของจากแม่เฒ่าฉิน ทั้งผิงกั่วหนึ่งลูก สาลี่หนึ่งลูก และขนมหนึ่งห่อ
ส่วนผิงกั่วและสาลี่ที่ผู้อาวุโสสามได้รับ รวมกันแล้วเกือบครึ่งตะกร้า ยังไม่ต้องพูดถึงขนมสามห่อ เนื้อตากแห้ง และหมูสามชั้นชิ้นใหญ่
เนื้อตากแห้งและหมูสามชั้นชิ้นใหญ่ดูเหมือนจะมีน้ำหนักมากกว่าสิบจิน
แม้ว่าผู้อาวุโสสามและฉินฟู่หลิน คนหนึ่งจะเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน คนหนึ่งจะเป็นผู้นำตระกูล มีชีวิตความเป็นอยู่ดีกว่าผู้อื่นเพียงเล็กน้อย
แต่พวกเขาก็เป็นเพียงชาวบ้านที่ทำไร่ทำนา หาเลี้ยงชีพไปวัน ๆ ยามพบเห็นของดีก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอยากได้อยากมีบ้าง
เพราะชาวบ้านอย่างพวกเขานั้น หนึ่งปีจะได้ลิ้มรสชาติของเนื้อสักกี่ครั้งเชียว
ยิ่งไปกว่านั้น นี่ไม่ใช่เรื่องของมากหรือน้อย หากแต่เป็นสิ่งที่แสดงถึงความเคารพและความไว้วางใจที่ครอบครัวของแม่เฒ่าฉินมีต่อพวกเขา
เรื่องนี้ยิ่งทำให้ในใจของลุงสามรู้สึกละอายใจยิ่งนัก
“ผู้อาวุโสสาม พรุ่งนี้หลานสาวตัวน้อยของข้าจะมีอายุครบเดือน ข้าห่างหายจากหมู่บ้านนี้ไปนาน จนไม่รู้ว่าจะหาสิ่งใดมาเลี้ยงต้อนรับแขกดี รบกวนท่าน ช่วยไปดูแถวนี้สักหน่อยเถิด ว่ามีบ้านหลังไหนเลี้ยงหมูไว้บ้างหรือไม่ ข้าอยากขอซื้อหมูสักตัว”
แม่เฒ่าฉินกล่าวพลางนำเงินจำนวนสิบห้าตำลึงวางลงบนโต๊ะ
ผู้อาวุโสสามมองเงินที่อยู่บนโต๊ะ ลำคอของเขากระตุกขึ้นลง
สิบห้าตำลึงเชียวนะ!
นั่นมันก้อนเงินหยวนเป่าสีเงินสว่างไสว เขายังไม่เคยได้เห็นด้วยตาตนเองเลยสักครั้ง
เขาไม่ได้อิจฉา เพียงแค่รู้สึกทึ่งปนชื่นชม
“ฉินชุนหลาน เงินมากเกินไปแล้ว ข้าคิดว่าซื้อหมูเพียงตัวเดียวคงใช้ไม่หมดหรอก”
“เช่นนั้น ข้าขอรบกวนท่านช่วยดูแลเรื่องข้าวปลาอาหารอย่างอื่น และจ้างพ่อครัวสักคนเถิดเจ้าค่ะ ข้าจากบ้านเกิดมาเนิ่นนาน รสชาติอาหารที่คุ้นเคยก็เลือนรางไปหมดแล้ว ไม่อยากให้ชาวบ้านผิดหวัง ขอรบกวนท่านเป็นธุระจัดหาพ่อครัวและดูแลเรื่องอาหารเลี้ยงฉลองให้ด้วยนะเจ้าคะ”
แม่เฒ่าฉินและลูก ๆ จากบ้านเกิดไปเนิ่นนานถึงยี่สิบปี
พวกชาวบ้านในหมู่บ้าน แม้จะทำทีเป็นต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี แต่ลับหลังก็คอยซุบซิบนินทาอยู่ตลอดเวลา พวกเขากลับมาอยู่ที่หมู่บ้าน ย่อมต้องขอรบกวนผู้อาวุโสสามให้ช่วยเหลืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การขอความช่วยเหลือผู้อื่น ย่อมต้องรู้จักวิธี แม้เงินสิบห้าตำลึงจะไม่มากมาย แต่ซื้อของครบแล้วก็คงเหลืออีกไม่น้อย ที่เหลือนั้นก็ให้หัวหน้าหมู่บ้านไว้เป็นสินน้ำใจ
“พี่ชุนหลาน ถ้าข้าจะปฏิเสธหรือก็เป็นการแสดงความไม่เคารพ ข้าจะไปจัดการเดี๋ยวนี้เลย รับรองว่างานเลี้ยงฉลองครบหนึ่งเดือนให้กับเล่อเหนียง จะต้องออกมาดีเยี่ยมแน่นอน”
ฉินฟู่หลินรับเงินมาพร้อมกับรอยยิ้ม พลางคิดในใจด้วยความยินดี เขาย่อมเข้าใจความหมายของฉินชุนหลานดี หมูหนึ่งตัวราคาอย่างมากก็เพียงเจ็ดแปดตำลึง ซื้อไก่ เป็ด ผัก ปลาและจ้างพ่อครัวเพิ่มอีก รวมแล้วไม่เกินสิบตำลึง ที่เหลืออีกห้าตำลึงก็เป็นสินน้ำใจให้กับเขา
ฉินชุนหลานยังคงเฉลียวฉลาด รู้จักวิธีผูกมิตรเหมือนเดิม ไม่แปลกใจเลยที่ครอบครัวของนางจะเจริญรุ่งเรืองเช่นนี้
เมื่อเป็นเช่นนี้ กิจธุระของแม่เฒ่าฉินก็ลุล่วงแล้ว นางอุ้มฉินเยาเยาไว้ในอ้อมแขน แล้วพาฉินเฉิงอันกลับบ้าน พวกเขาไม่ได้อยู่กินอาหารเที่ยงตามคำเชื้อเชิญของผู้อาวุโสสาม
เมื่อกลับถึงบ้านและกินอาหารเที่ยงกันแล้ว แม่เฒ่าฉินก็เรียกทุกคนในครอบครัวมารวมตัวกัน แล้วเริ่มมอบหมายงาน
“เหล่าซื่อ เจ้าพาเด็ก ๆ ขึ้นเขาไปตัดฟืนมากองไว้หน้าบ้าน”
“ส่วนสะใภ้ทั้งสามคน สิ่งของที่ซื้อมาจัดเก็บให้เรียบร้อย ชามตะเกียบที่ซื้อมาใหม่ ล้างให้สะอาดแล้วนำไปผึ่งแดด”
“เหล่าเอ้อร์ เหล่าซาน และฮั่นหลิน ไปยืมโต๊ะ เก้าอี้ และกะละมังจากเพื่อนบ้านมา”
“พรุ่งนี้เป็นวันดี เล่อเหนียงของพวกเราจะอายุครบหนึ่งเดือนแล้ว”
“ถือเป็นวันที่พวกเราได้เริ่มปักหลักที่หมู่บ้านฉินอย่างเป็นทางการ ต้องจัดงานให้ยิ่งใหญ่”
ทุกคนรับคำสั่ง แล้วแยกย้ายกันไปทำหน้าที่
หลี่อันเดินเข้ามาหาแม่เฒ่าฉินพร้อมกับผมที่ยุ่งเหยิง แล้วเอ่ยถามว่า “น้องหญิง แล้วข้าเล่า มีอะไรให้ข้าช่วยหรือไม่”
แม่เฒ่าฉินเหลือบมองหลี่อันอย่างเอือมระอา แล้วกล่าวว่า “เชิญท่านไปหาจอมปลวกแถวนี้ แล้วขุดขึ้นมาเถิด”
หลี่อันกับแม่เฒ่าฉินเกิดปีเดือนเดียวกัน แต่หลี่อันเกิดก่อนแม่เฒ่าฉินสิบวัน เขาจึงตั้งตนเองเป็นพี่ชายของแม่เฒ่าฉิน และมักจะเข้ามาแสดงตัวอยู่เสมอ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งชอบเข้ามาแกล้งฉินเยาเยา ทุกครั้งที่ทำเช่นนั้น ฉินเยาเยาจะพ่นน้ำลายใส่หน้าเขา
ผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับหลี่อันอาจคิดว่าเขาเป็นคนแก่เคร่งขรึม
แต่เมื่อคุ้นเคยแล้วจะพบว่าเขาเป็นเพียงคนแก่ขี้เล่น ชอบทะเลาะกับฉินลิ่งเหวิน และแย่งขนมกับฉินลิ่งอันเป็นประจำ
ครอบครัวฉินก็ชอบเรื่องนี้ เพราะการมีคนแก่ขี้เล่นอยู่ข้าง ๆ คอยสร้างความสนุกสนานเป็นครั้งคราว ก็ทำให้พวกเขามีความสุข
หลังอาหารเย็น ฉินฟู่หลินใช้เกวียนวัวนำหมูอ้วนหนึ่งตัวและลูกแพะหนึ่งตัวมาส่ง
“พี่ชุนหลาน ที่หมู่บ้านข้าง ๆ พอดีมีบ้านหนึ่งเลี้ยงหมู ต้องการขายหมู แต่เขาต้องการขายพร้อมกับลูกแพะตัวนี้ด้วย ข้าจึงตัดสินใจซื้อลูกแพะมาด้วย”
แม่เฒ่าฉินมองดูลูกแพะที่ยืนไม่มั่นคง แล้วถามอย่างสงสัย “ลูกแพะตัวนี้ดูเหมือนเพิ่งเกิด ยืนยังไม่มั่นคงเลย”
ฉินฟู่หลินพยักหน้าและกล่าวว่า “พี่ชุนหลานคิดไม่ผิดหรอก ครอบครัวนั้นบอกว่าลูกแพะตัวนี้เพิ่งเกิดเมื่อวาน แม่แพะคลอดมันออกมาแล้วก็ตายไป พวกเขาเลี้ยงไม่ไหวจึงขาย ข้าคิดว่าเนื้อลูกแพะนุ่ม เอามาต้มให้เด็ก ๆ กินก็ดี จึงตัดสินใจซื้อมาด้วย พี่ชุนหลานเจ้าจะไม่โกรธข้าใช่หรือไม่”
แม่เฒ่าฉินโบกมือไม่ใส่ใจ “ไม่หรอก ข้าก็คิดถึงเด็ก ๆ ในบ้าน เมื่อถึงเวลาเจ้าต้องมากินด้วยกันนะ พาผู้อาวุโสสามมาด้วย”
“ท่านไม่ถือโทษโกรธข้าก็ดีแล้ว เช่นนั้นข้าขอตัวกลับก่อน”
ว่าจบฉินฟู่หลินก็ลาจากไป แม่เฒ่าฉินเห็นดังนั้นจึงรีบคว้าผิงกั่วสองลูก วิ่งตามออกไป พร้อมกับยัดผิงกั่วใส่มือเขา
ส่วนเด็ก ๆ ที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ภายนอก ครั้นเหลือบไปเห็นลูกแพะน้อยในบริเวณบ้าน ก็ส่งเสียงร้องอย่างตื่นเต้น ก่อนจะกรูกันเข้าไปหาลูกแพะ