“เรามาหาคุณชายของเรา เขาหายตัวไปนานหลายเดือนแล้ว หมู่บ้านท่านมีบุรุษแปลกหน้าเดินทางเข้ามาบ้างหรือไม่” คนจากสกุลสวี่ชะเง้อมองไปยังกลุ่มคนด้านหน้า มองเห็นแต่บุรุษชาวบ้านผิวคล้ำร่างหนาที่แตกต่างกับคุณชายสามของพวกตน พวกเขามีสีหน้าผิดหวังอยู่เล็กน้อย
หัวหน้าหมู่บ้านเฉาอดคิดถึงคุณชายเซี่ยที่นอนหลังติดเตียงอยู่ไม่ได้ เขากับภรรยาก็มาที่นี่หลายเดือนแล้วเช่นกัน แต่ชายชราจำได้อย่างแม่นยำว่าหลินเจียอีถูกญาติสามีขับไล่เพราะนางไม่มีบุตร คุณชายเซี่ยรักภรรยาจึงหนีตามมาด้วยกัน คนกลุ่มนี้ถามหาแต่บุรุษใช่ว่าคิดจะมาพรากคู่รักอีกครั้งหรือไม่?
“ไม่มีหรอก พวกเรามีกันเท่านี้ล่ะ” หัวหน้าหมู่บ้านเฉาตัดบท สงสารคุณชายเซี่ยที่ล้มป่วยอยู่ก็สงสาร แต่หากเขารู้ภายหลังว่าคนในครอบครัวทอดทิ้งภรรยาไว้กลางป่า ชายหนุ่มคงเลือกตายดีกว่าอยู่
คนจากสกุลสวี่รับรู้ถึงความผิดปกติในทันที อีกทั้งชาวบ้านที่ได้ยินคำสนทนาเมื่อครู่ก็ยังจับกลุ่มซุบซิบกันไป พร้อมกับมองพวกตนด้วยสายตาไม่เป็มิตร
“พวกเราออกจากที่นี่ก่อนแล้วสำรวจดูให้ทั่ว” หนึ่งในคนทั้ง 12 ไม่อยากมีปัญหากับชาวบ้าน เขาเลือกถอยไปก้าวหนึ่ง มุ่งหน้าไปซ่อนตัวอยู่ภายในป่าเพื่อสอดส่องพฤติกรรมของคนในหมู่บ้านที่แสดงพิรุธออกมาอย่างเห็นได้ชัด
กลุ่มคนทั้ง 12 มองหาทำเลจอดรถม้าเอาไว้แล้วปลดม้าออกลาดตระเวนรอบหมู่บ้านอย่างถ้วนถี่
“ช้าก่อน!” หนึ่งในกลุ่มผู้คนหาทั้ง 12 คนมองเห็นแสงสะท้อนระยิบระยับบนพื้นดินบริเวณหน้าผาสูง
“ปิ่นปักผมของสตรี” ชายฉกรรจ์ยกปิ่นปักผมประดับทับทิมสีแดงเม็ดเล็กขึ้นมาให้ทุกคนเห็น
“ในพื้นที่ห่างไกลเช่นนี้ มีปิ่นปักผมของสตรีตกอยู่ได้อย่างไร ชาวบ้านพวกนั้นจะซื้อเครื่องประดับราคาแพงเช่นนี้ออกมาเดินเล่นอยู่ในป่าเชียวหรือ” อีกคนตั้งข้อสงสัย
พวกเขาชะโงกหน้าจากผาสูงลงไปเบื้องล่าง มองเห็นกิ่งไม้หักหลายกิ่งที่ค้างอยู่บนยอดไม้ แต่ไม่มีร่องรอยใดๆ บนผืนดินเพราะหญ้าได้ขึ้นปกคลุมดินเอาไว้หมดแล้ว
“ลงไปดูข้างล่างกันสักรอบดีกว่า”
คนทั้ง 12 ค้นหาเบาะแสที่เกี่ยวกับสวี่ซ่งจื่อโดยรอบพื้นที่ใต้หน้าผาสูง พวกเขาได้พบกับกะโหลกศีรษะม้าถูกวัชพืชขึ้นปกคลุมเอาไว้ 1 ชิ้น เมื่อกำจัดวัชพืชออกแล้วสังเกตดูให้ดียังได้พบกับกระดูกชิ้นส่วนม้าอีกหลายชิ้น แม้จะไม่ครบส่วนสมบูรณ์แต่นี่ก็เป็เบาะแสแรกที่ได้พบในรอบ 3 เดือน สวี่ซ่งจื่อและเตียอวี้หลานขี่ม้ามาคนละตัว!
“ไม่น่าจะเป็เื่ดีแล้วล่ะ หาดูให้ทั่วว่ายังมีโครงกระดูกม้าอีกตัวหรือไม่!" หลังจากไม่พบโครงกระดูกมนุษย์ทุกคนก็หายใจคล่องขึ้นมาอีกนิด แต่จะให้แน่ใจจริงๆ ว่าคนทั้งคู่ตกลงมาจากหน้าผาหรือไม่ก็สมควรต้องมีซากม้า 2 ตัวจึงจะถูก
การค้นหาชายหนุ่มและหญิงสาวเริ่มขยายวงกว้างออกไปจากบริเวณใต้หน้าผา และในที่สุดพวกเขาก็มาถึงกระท่อมหลังเล็กของสองพ่อลูกสกุลเจียง
“มีผู้ใดอยู่ข้างในหรือไม่ พวกเราผ่านทางมา้าความช่วยเหลือสักหน่อย!”
หลังจากะโเรียกคนด้านในอยู่หลายครั้งก็ไม่มีเสียงตอบรับ ชายฉกรรจ์ทั้ง 12 สบตากันครู่หนึ่งก็ตัดสินใจผลักประตูเข้าไปในกระท่อม
“ไม่มีคนอยู่ แต่ที่นี่ย่อมไม่ใช่เรือนร้าง เตาไฟยังอุ่นอยู่เลย เ้าของคงจะออกไปข้างนอก”
พวกเขาแทบไม่ต้องเดินสำรวจให้วุ่นวาย กระท่อมหลังเล็กแห่งนี้มีเพียงผนังสี่ด้านเล็กๆ กั้นห้องเล็กๆ ไว้หนึ่งห้องเท่านั้น
“คุณชาย! ์เขายังไม่ตาย!” ร่างผ่ายผอมซูบซีดของสวี่ซ่งจื่อทำให้หัวใจของบุรุษหลายคนถึงกับสั่นะเื เต็มไปด้วยความเวทนาสงสาร
“คุณชายสาม คุณชายสาม” หนึ่งในข้ารับใช้สกุลสวี่พยายามปลุกชายหนุ่ม
หลินเจียอีกลับมาจากการนำผ้าไปซักที่ลำธาร นางได้ยินเสียงดังออกมาจากในกระท่อมหลังเล็กของตน หญิงสาวทิ้งผ้าในมือแล้วรีบออกวิ่งกลับไปที่เรือนด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี เข้าใจว่าด้านในอาจจะเป็ท่านอาทั้งสองมาเยี่ยมพวกนาง เสียงเอะอะนั่นหรือว่าเกิดอะไรขึ้นกับสามีนางกัน!
“พวกท่านเป็ใคร!” หลินเจียอีหวาดกลัวจนแทบสิ้นสติ เวลานี้มีบุรุษนับสิบคนอยู่ในกระท่อม พวกเขายังรายล้อมอยู่รอบตัวสามีนางอีกด้วย
“คุณหนูรอง!”
“เป็ท่านจริงเสียด้วยคุณหนูรองสกุลเตีย เกิดอะไรขึ้นกับคุณชายสามตอบพวกเรามาเดี๋ยวนี้!”
หลินเจียอีผงะถอยหลังไปหนึ่งก้าว เห็นได้ชัดแล้วว่าคนเหล่านี้รู้จักนางและสามีเป็แน่ นางคือคุณหนูรองสกุลเตีย!
“เขาได้รับาเ็ที่ศีรษะเมื่อสามเดือนก่อน ม้าของพวกเราตกลงมาจากเหว” หลินเจียอีรีบตอบ หัวใจดวงเล็กๆ ของนางรู้สึกมีความหวังขึ้นมาบ้างแล้ว มีคนออกมาตามหาพวกนางจริงๆ จากนี้สามีก็จะได้รับการรักษาที่ดี
“ต่ำช้า! ท่านรู้ว่าเขาาเ็กลับไม่พาเขากลับไปรักษา หรืออย่างน้อยท่านก็ควรแจ้งข่าวกลับไปที่สกุลสวี่บ้างแต่ท่านกลับนั่งมองดูเขาทนทุกข์ทรมาน จิตใจท่านทำด้วยอะไรกัน!”
หลินเจียอีหรือเวลานี้นางสมควรเป็คุณหนูรองสกุลเตียต้องใอีกครั้งกับข้อกล่าวหาที่ไม่เป็ความจริงเลยแม้แต่น้อย แต่จะให้นางอธิบายเช่นไรเล่า? ให้ตอบว่านางไม่รู้จักชื่อแซ่ตัวเอง ไม่รู้ว่าบ้านเรือนตัวเองอยู่ที่ใดเช่นนั้นหรือ
หญิงสาวได้แต่ก้มหน้านิ่งปล่อยให้ผู้อื่นดูถูกเหยียดหยาม สิ่งที่คนกลุ่มนี้กล่าวยังมีเื่จริงที่นางไม่อาจปฏิเสธ นางไม่ได้พาเขาไปพบหมอให้เป็เื่เป็ราวเพราะความหวาดกลัวในใจไม่กล้าออกไปเผชิญโลกภายนอกที่ไม่เคยพบเห็น
ในเมื่อนางเห็นแก่ตัวก็สมควรให้ผู้อื่นเขาด่าแล้ว เื่เท่านี้นางทนได้ขอเพียงให้สามีที่เพิ่งรู้ว่าเขาแซ่สวี่ได้รับการรักษาที่ดีก็พอ
รถม้าของสกุลสวี่ถูกเคลื่อนย้ายมารับสวี่ซ่งจื่อที่หน้าเรือน คนกลุ่มนั้นยังใจดีไม่ทิ้งเตียอวี้หลานไว้กลางป่า เขาลากนางให้ขึ้นรถม้ากลับไปพร้อมกับพวกตน เพื่อส่งตัวให้สกุลเตียได้รับรู้ถึงความชั่วร้ายของบุตรสาวคนรองของพวกเขา
อีกด้านที่หมู่บ้านหวงหลิง ผู้เฒ่าเฉาก็ร้อนใจจนนั่งไม่ติดเก้าอี้เช่นกัน
“่พวกเรากำลังตัดสินใจผิดอยู่หรือไม่ นั่นชีวิตคนคนหนึ่งเลยทีเดียวนะ หากพวกเขามาตามหาคุณชายเซี่ยจริง คุณชายเซี่ยก็อาจหายเป็ปกติได้ หลินซื่อก็จะไม่ได้ต้องมาทนทุกข์ดูแลสามีอยู่เพียงลำพัง”
“เรายังไม่รู้เลยว่าพวกเขามาตามหาคุณชายเซี่ยจริงหรือไม่ หัวหน้าหมู่บ้านอย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ เอาอย่างนี้เดี๋ยวข้ากับน้องชายจะไปดูทางนั้นสักรอบ หากเป็เช่นนั้นจริงก็จะลองสอบถามดูว่านางเต็มใจปล่อยสามีกลับสกุลไปหรือไม่”
จางจิ้งก็ไม่อยากพรากคู่ผัวเมียเช่นกัน แต่เื่นี้เกี่ยวข้องกับคุณชายเซี่ยที่นับวันมีแต่จะแย่ลง ถ้าคนกลุ่มนั้นมาตามหาคุณชายเซี่ยจริง หากเป็ไปได้เขาก็อยากให้หลินเจียอีตัดสินใจเลือกทางเอาเอง
จางจิ้งกับจางิ่เร่งฝีเท้าไปที่เรือนของสองสามีภรรยาอย่างเร่งรีบ เมื่อมาถึงก็เป็่ที่คนทั้งหมดกำลังจะเดินทางจากไปเข้าพอดี
“ท่านอา พวกเขามารับเรากลับบ้านเ้าค่ะท่านไม่ต้องเป็ห่วง หากทำได้ข้าจะกลับมาเยี่ยมพวกท่านอีกครั้ง ฝากดูไก่ในเล้าและขอบคุณทุกคนในหมู่บ้านแทนข้าด้วย” หลินเจียอีเปิดม่านหน้าต่างะโบอกสองพี่น้อง
นางยังไม่รู้ชะตากรรมของตนเอง แต่นางก็ปล่อยให้ทุกคนต้องมาเป็ห่วงนางไม่ได้เช่นกัน
สองพี่น้องยืนหอบหายใจอย่างหนักเพราะเร่งรีบเดินทางมาตลอด พวกเขาเห็นคนกลุ่มนี้ั้แ่ไกลแล้ว ใจยังคิดว่าจะเกิดเื่ร้ายแรงกับหลินเจียอีที่เป็สตรีอยู่ลำพังหรือไม่ แต่เมื่อได้ยินกับหูว่านางหลินซื่อรู้จักมักคุ้นกับคนกลุ่มนี้ และพวกเขายังรับนางกับสามีกลับไปด้วยกัน สองพี่น้องก็ได้แต่อวยพรคนทั้งคู่อยู่ในใจหมดเรี่ยวแรงจะะโตอบกลับ
เจียงฮุ่ยหลินสตรีสามแซ่มองกระท่อมหลังเล็กและท่านอาทั้งสองคนไปจนสุดสายตา
“ท่านพ่อ ข้าไม่ได้หลงลืมทอดทิ้งท่าน แต่ข้าเจียงฮุ่ยหลินตายจากโลกนี้ไปแล้ว” หญิงสาวพร้อมจะเผชิญหน้ากับชีวิตใหม่ในฐานะคุณหนูรองสกุลเตีย ตามที่คนเหล่านี้เรียกขานนาง