ดูเหมือนเสียงกลอนประตูเมื่อครู่ของผมจะทำให้คนที่หลับอยู่เริ่มรู้สึกตัว
เธอขยับตัวเล็กน้อย เปลือกตาค่อย ๆ เปิดขึ้นด้วยความงัวเงีย
ก่อนที่สายตาจะกวาดมองไปทั่วห้องอย่างล่องลอย
จนกระทั่ง...
เธอเห็นผมยืนอยู่ตรงหน้าประตู
“ตะ...ตายจริง”
เธอรีบเด้งตัวขึ้นจากเก้าอี้ยาวในทันที
“หลินซินลืมตัว...เผลอหลับไป”
มือเรียวรีบจัดเสื้อผ้าที่ดูยับยู่ยี่จากการนอนให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย โซ่ที่คล้องแขนก็ขยับไกวไปมาตามความรีบของเธอ
จนเมื่อจัดแจงทุกอย่างเรียบร้อย เธอก็ยืนสงบเสงี่ยมแล้ว ถอนสายบัวเบา ๆ อย่างที่พวกสาวใช้ของบ้านอื่นมักทำเวลา
“ต้อนรับนายน้อยกลับเ้าค่ะ”
นายน้อย...
ได้ยินคำนั้นแล้ว ความรู้สึกแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวผมไม่ใช่ความปลื้ม
แต่คือความระแวง..
ผมยังไม่กล้าเดินเข้าไปในบ้านด้วยซ้ำ
ปลายเท้าเหมือนถูกตรึงไว้กับธรณีหน้าประตู
ผมไม่รู้ว่าท่านย่าของผม ท่าน! มีแผนอะไรอีก!!
ถึงได้ส่งหลินซินมาที่นี่
“จะ...เ้ามาที่นี่ได้อย่างไร?”
ผมถามเสียงตะกุกตะกัก แต่จ้องหลินซินไม่วางตา
เธอเงยหน้าตอบอย่างไม่ปิดบัง
“เป็เ้าสำนักลู่ที่จัดแจงเื่ทั้งหมดให้เ้าค่ะ”
“เ้าสำนักลู่?”
คิ้วผมขมวดแน่นทันที
“ท่านเ้าสำนัก...?
แล้วเ้าสำนักมาเกี่ยวอะไรด้วย?”
ตอนนั้นในหัวผมปั่นป่วนไปหมด
ผมนึกว่าแค่เดินออกมาจากบ้านตระกูล สอบผ่านจนเปลี่ยนสถานะเป็ศิษย์สำนัก
เื่แบบนั้นควรจะหมดไป มันควรจะหมดไปแล้วจริง ๆ
แต่นี่!! ผ่ามผ้าม!! หลินซินกลับตามมาถึงที่
ที่ที่ผมคิดว่าปลอดภัยจากแผ่นประเคนหลินซิน
แต่ไม่เลย!! ไม่ได้ปลอดภัยเลยหากคอนเนคชั่นของท่านย่ายังเอื้อมมาถึง!!
“เท่าที่หลินซินทราบ ตอนท่านเ้าสำนักลู่ยังเล็กอยู่...
ก็เคยได้รับการอุปถัมภ์จากคุณท่านเ้าค่ะ เช่นเดียวกับหลินซิน”
เสียงเธอนุ่มนวล แต่คำพูดนี่ราวกับโยนะเิลงกลางใจผม
“สำหรับท่านเ้าสำนักแล้ว คุณท่านถือเป็ผู้มีพระคุณ
และการที่หลินซินมาอยู่ที่นี่..
จึงเป็ไปตามความประสงค์ของคุณท่าน ซึ่งท่านเ้าสำนักก็ได้รับรองแล้วเ้าค่ะ”
โอ้โห... ไม่รู้ว่าผมควรจะตะลึงกับความสามารถของเ้าสำนักลู่หรือควรนับถือบารมีท่านย่ากันแน่
ผมเลยถามกลับไปแบบไม่อ้อมค้อมว่า
“งั้นก็แปลว่า..
ท่านเ้าสำนักรู้แล้วว่าข้าเป็หลานของท่านย่า?
แล้วก็อนุญาตให้เ้ามาอยู่ที่นี่เนี่ยนะ?”
เ้าตัวพยักหน้าแบบไม่คิดจะหยอกเล่นสักนิด
ผมเบิกตาโพล่งทันที
“บ้าน่า! อย่าบอกนะว่าท่านย่า..
ถึงขั้นไปขอร้องให้เ้าสำนักลู่ละเมิดกฎของสำนักเลยเหรอ?”
พูดจบ..!
ผมแทบเห็นภาพท่านย่าผมกำลังจับไม้เท้าจ้องเขม็งใส่ผมอยู่ในหัวเลยทีเดียว
แถมสายของท่านย่าที่กำลังมองมา..
คือสายตาที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม..
“ไม่ผิดกฎเ้าค่ะ”
หลินซินยังตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเหมือนเดิม
“ศิษย์ฝ่ายในหรือผู้ที่มีอภิสิทธิ์มีบ้านส่วนตัวในสำนักจะสามารถหาสาวใช้หรือบ่าวใช้มาคอยปรนนิบัติได้หลังละคน
การที่หลินซินมาที่นี่จึงมิเท่ากับผิดกฎของสำนักสี่ขุนเขา”
โอเค..
มันก็ฟังดูสมเหตุสมผลจริง ๆ นั่นแหละ ถ้าคิดแบบไม่หวาดระแวงจนเกินไปน่ะนะ
แล้วพอพูดจบ หลินซินก็หยิบซองจดหมายฉบับหนึ่งออกมา ก่อนจะเดินเข้ามายื่นให้ผมตรง ๆ ไม่ต้องอ้อม
“นี่คือจดหมายที่คุณท่านเขียนถึงนายน้อยเ้าค่ะ”
ตอนนั้นแหละ ผมเริ่มรู้สึกตงิดใจขึ้นมานิด ๆ เหมือนมีอะไรบางอย่างมันแปลก ๆ อยู่ลึก ๆ
แต่ก็ยังยื่นมือไปรับซองจดหมายนั่นมาอยู่ดี
ผมแกะซองจดหมายนั้นออกอย่างระวัง พับจดหมายถูกคลี่ออกแล้วสายตาผมก็เริ่มกวาดอ่านข้อความทีละบรรทัด
ถึงเจี้ยนเจี้ยนเอ๋อร์...
ย่ารับรู้ถึงความตั้งใจของหลานแล้ว ย่าเห็นความมุ่งมั่นของหลานจากทุกก้าวที่หลานเลือกเดิน ย่าจึงไม่ขัด ไม่เหนี่ยวรั้ง และไม่ยื่นมือไปบังคับหลานอีกต่อไป
หลานคงมีใจตั้งมั่นในมรรคายุทธ์ที่แน่วแน่ เพราะฉะนั้นเลิกระแวงได้แล้ว สบายใจได้...
ย่าไม่ได้ส่งซินซินเอ๋อร์มาด้วยจุดประสงค์อื่นใด นอกจากให้นางมาคอยปรนนิบัติรับใช้หลานเท่านั้น การฝึกยุทธ์นั้นต้องมีใจที่มั่นคง และใจที่มั่นคงย่อมต้องอยู่ในร่างกายที่ไม่ต้องพะวงกับเื่จิปาถะ
หลานคงไม่มีเวลาจะดูแลตนเองได้ดีนัก เื่งานในบ้านก็ปล่อยให้เป็หน้าที่ของซินซินเอ๋อร์เสีย นางรู้ดีว่าจะต้องดูแลหลานอย่างไรไม่ให้เกะกะ ไม่ให้ก้าวล่วง และไม่ทำให้หลานต้องลำบากใจ
หลานเพียงตั้งมั่นในสิ่งที่หลานตั้งใจเป็พอ
ที่เหลือปล่อยให้ย่าจัดการ..
ด้วยรัก จากย่า
ปล.หลานสามารถสั่งอะไรหลินซินก็ได้ หากหลานอยากกินอะไรก็ให้บอกนาง หากหลานป่วยไข้ก็ให้ใช้นาง และหากหลานเหงา..
หลานก็สามารถสั่งให้นางไปนอนอุ่นเตียงกับหลานได้ทุกเมื่อ..
เสียงในจดหมายยังคงก้องในหัวผม แม้จะพับเก็บมันไปแล้ว
ย่าเขียนด้วยถ้อยคำอ่อนโยน
เรียบง่าย
แต่มัน...ชัดเจน
“อ่า...”
ผมพ่นลมหายใจแ่
“เขียนดีหมด..
แต่ข้าติดใจแค่ตรง ปล. เนี่ยแหละ”
แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งที่ท่านย่าพูดก็ไม่ผิด
ผมไม่มีเวลามานั่งถูพื้น ซักผ้า หรือทำอาหารเองทุกวัน
โดยเฉพาะในสำนักที่เน้นภารกิจแบบสำนักสี่ขุนเขา
การมีคนช่วยจัดการเื่จิปาถะ มันก็ถือว่าเป็การลดภาระสมาธิ
ผมมองไปที่หลินซิน
เธอยังคงยืนเงียบอย่างสงบเสงี่ยมเหมือนรอคำสั่ง
หรือไม่ก็รอการยอมรับ
มือของผมเก็บซองจดหมายเข้าชายเสื้อ
แล้วเอ่ยขึ้นอย่างเบาเสียง แต่จริงใจ
“แล้วท่านย่าส่งเ้ามาเช่นนี้...”
สายตาผมจ้องตรงไปที่ดวงหน้านิ่งของหลินซิน
“...แล้วท่านย่าจะเหลือใครอยู่เคียงข้าง”
เป็คำถามที่ออกมาจากใจ
คำถามที่แม้ผมจะเคยไม่แยแส..
แต่ตอนนี้..
กลับอดคิดไม่ได้
“นายน้อยโปรดวางใจ...”
เสียงหลินซินนุ่มนวลและมั่นคง
“ตอนนี้คุณท่านได้ย้ายไปอยู่ที่จวนของท่านเ้าเมืองแล้วเ้าค่ะ
ท่านเ้าเมืองสัญญาว่าจะรับรองว่าคุณท่านอย่างดี และจะมีคนคอยปรนนิบัติรับใช้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องแน่นอน
ส่วนเื่บ้านตระกูลหลิว..
ท่านเ้าเมืองได้ให้สัญญาว่าจะส่งคนไปคอยทำความสะอาดอาทิตย์ละครั้ง
นายน้อยไม่ต้องเป็ห่วง”
ผมได้ยินแล้วก็ถอนหายใจออกเบา ๆ
“ย้ายไปอยู่จวนเ้าเมืองรึ... ก็ดีเหมือนกัน”
ผมพึมพำเหมือนคุยกับตัวเองมากกว่าจะตอบนาง
“ที่นั่นน่าจะเป็ที่...ที่ปลอดภัยที่สุดแล้วมั้ง”
ผมกวาดสายตามองรอบบ้านเป็ครั้งแรกอย่างตั้งใจ
บ้านหลังนี้ดูคล้ายกับของโหวหวังก็จริง
แต่ที่แตกต่างคือ บ้านของผมสะอาดกว่าเห็น ๆ
พื้นไม้สะอาดพอจะสะท้อนเงา
โต๊ะถูกจัดเรียงอย่างพอดี
แม้แต่หมอนรองหลังบนเก้าอี้ยาวยังถูกปัดฝุ่นเรียบสนิท
“นี่เ้ามาั้แ่ตอนไหน บ้านถึงได้สะอาดถึงเพียงนี้?”
ผมหันไปถามทั้งที่ยังเดินดูรอบห้อง
“ราว ๆ ชั่วยาม (2 ชั่วโมง) ก่อนเ้าค่ะ”
หลินซินตอบอย่างนอบน้อม ก่อนจะเดินหลีกทาง ผายมือให้ผมเดินเข้าไปในบ้าน
“ตอนนี้ก็ค่ำมากแล้ว หลินซินได้เตรียมอาหารไว้เรียบร้อย
นายน้อยโปรดรอสักครู่...
ประเดี๋ยวหลินซินจะไปอุ่นอาหารมาให้นายน้อยได้ทาน”
ผมชะงักเล็กน้อย
หันไปมองด้านหลังของเธอขณะเดินเข้าไปในครัว
อดเอ่ยถามออกไปไม่ได้
“ชั่วยามเดียว? เ้าทำความสะอาดทั้งบ้านจนสะอาดสะอ้านแบบนี้
แถมยังมีเวลาเตรียมกับข้าวรอข้าอีก?”
หลินซินหันมามองผมเพียงแวบหนึ่ง
ไม่ได้ตอบอะไรนอกจากยิ้มบาง ๆ แล้วหายเข้าไปในครัว
ผมหยุดยืนกลางห้อง สายตากวาดมองซ้ำอีกรอบ
ตอนแรกผมรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย
แต่พอนึกย้อนไป...
บ้านตระกูลของผมน่ะ ก็ขนาดใหญ่พอจะหลงได้
สาวใช้ก็มีหลินซินคนเดียว
คนครัวน่ะมีช่วยบ้างบางมื้อ แต่เื่ทำความสะอาดทุกซอกทุกมุม...
ล้วนเป็งานของเธอคนเดียวมาโดยตลอด
พอมานึกได้แบบนี้
ความแปลกใจของผมก็ลดลงไปทันที
ดูเหมือนบ้านหลังเล็กเท่านี้ สำหรับหลินซินแล้ว
คงไม่คณามือเธอหรอก
ไม่รู้ทำไม
ผมถึงได้ยืนนิ่งอยู่แบบนั้น แล้วอมยิ้มกับตัวเองเล็กน้อย
จะว่าไป...
บางทีการมีคนคอยดูแลแบบนี้ก็ไม่น่าแย่
หลินซินหายเข้าไปในครัวเพียงราวห้านาที สำรับอาหารขนาดย่อม ก็ถูกจัดวางตรงหน้าอย่างงดงาม
กับข้าวร้อน ๆ หลากหลายจานทยอยมาตั้งเรียงราย
ทุกจานถูกวางในตำแหน่งพอดิบพอดี
ขนาดมุมจานยังหันเท่ากันราวกับใช้ไม้บรรทัดวัด
ผมนั่งมองการเคลื่อนไหวของหลินซินเงียบ ๆ
เธอไม่เอ่ยสักคำ
ไม่มีเสียง 'เชิญทาน' หรือคำโอ้อวดใด ๆ
เธอแค่ตักอาหาร วางช้อนอย่างเงียบเชียบ
จากนั้นก็ถอยไปยืนหลบอยู่ด้านหลัง ให้ผมเพลิดเพลินกับมื้ออาหารโดยไม่ถูกรบกวน
แต่สำหรับ…
มันเงียบเกินไป..
ผมคีบหมูชิ้นหนึ่งขึ้นมา แต่ยังไม่ยอมกิน
“เ้าไม่กินด้วยรึ? หรือว่าเ้ากินเรียบร้อยแล้ว?”
เสียงเงียบไปครึ่งลมหายใจ
ก่อนที่น้ำเสียงตื่น ๆ จะตอบออกมาพร้อมกับท่าทางที่ลนลาน
“หะ..หามิได้เ้าค่ะ!!”
เสียงนางดังจนผมใเกือบวางตะเกียบไม่ทัน
หลินซินรีบโค้งตัวจนแทบจะกลายเป็เป็ดใ เสียงโซ่ก็ดัง 'กุ้งกิ้ง' เคียงคู่ไปกับอาการตื่น
“หละ...หลินซินไม่อาจกินอาหารก่อนนายน้อยได้เป็อันขาด!
ต้องรอให้นายน้อยทานเสร็จก่อน!
หลินซินถึงจะทานได้ในภายหลัง!”
ผมถอนหายใจ
หันไปมองนางพร้อมขมวดคิ้วอย่างจริงจัง
แล้วใช้ตะเกียบชี้ไปทางเก้าอี้ว่างตรงข้าม
“นี่มันปี 2,017 แล้ว”
เสียงผมเนือย ๆ แต่ชัดเจน
“เขาเลิกแบ่งชนชั้นกันตั้งนานนมแล้วในที่..ที่ข้าจากมา
เพราะฉะนั้นถ้าเ้าหิว...
ก็แค่ไปยกถ้วยมาเพิ่มอีกใบ แล้วนั่งกินซะ”
“มะ...ไม่ได้เ้าค่ะ!”
เธอแทบจะทรุดเข่าลงกับพื้น
“หากคุณท่านรู้เข้า...หละ...หลินซินคะ...คง--!”
“คงอะไร?”
ผมหยุดเธอด้วยเสียงราบเรียบ
“ท่านย่าส่งเ้ามาเพราะไม่อยากให้ข้าเหนื่อย ไม่ใช่ส่งเ้ามาให้ทำตัวเหมือน 'หุ่นไม้รับพราหมณ์'”
ผมจ้องเธอเต็มตา
“หรือเ้าคิดว่าถ้าข้ากินข้าวคนเดียว
มันจะทำให้ข้ารู้สึก 'สูงส่ง' ขึ้นหรือยังไง?”
หลินซินนิ่งไปเล็กน้อย
มือของเธอกำแน่นอย่างลังเล
“เ้าทำกับข้าวน่ากินขนาดนี้ แล้วไม่ได้นั่งกินด้วยกัน
น่าเสียดายนะ..
อีกอย่าง..
ท่านย่าบอกว่าข้าสามารถสั่งอะไรเ้าก็ได้”
เสียงของผมดังขึ้น พยายามทำให้เสียงที่พูดออกไปฟังดูน่ากดดันที่สุดพร้อมผมวางตะเกียบลงเบา ๆ
“อีกอย่าง... ตอนนี้ท่านย่าก็ไม่ได้อยู่ที่นี่
หากเ้าไม่มานั่งกินเป็เพื่อนข้า...”
ผมจ้องตรงไปที่เธอด้วยดวงตาเรียบเฉียบ
“ข้าจะส่งเ้ากลับไปหาท่านย่า แล้วบอกท่านย่าด้วยว่าเ้าขัดคำสั่งข้า”
ทันทีที่สิ้นคำ
สีหน้าของหลินซินก็เปลี่ยนทันที
ดวงตาเบิกกว้าง
ริมฝีปากสั่นเครือ
คิ้วผมที่ขมวดอยู่...พลันคลายออก
ความดุจางลง เหลือเพียงน้ำเสียงนิ่ง ๆ ที่พอมีไออุ่น
“เอาเถอะ ๆ ข้าไม่ส่งเ้ากลับไปหรอก”
ผมถอนใจเบา ๆ
“แค่...
ข้าไม่ชินกับการนั่งกินข้าวเพียงลำพังเท่าไหร่
เ้ามานั่งกินเป็เพื่อนข้าได้หรือไม่?”
น้ำเสียงผมอ่อนลง
“เว้นเสียแต่เ้า...
จะรังเกียจข้า..”
“หะ-หามิได้เ้าค่ะ!!”
หลินซินรีบโบกมืออย่างลนลาน
โซ่ตรวนที่คล้องข้อมือนางสะบัดกระทบกันจนเกิดเสียงแหลม
ราวกับระฆังเล็กที่สั่นเพราะพายุ
“หลินซินจะไปรังเกียจนายน้อยได้อย่างไร!”
ผมแอบกลั้นยิ้ม
พลางคว้าตะเกียบกลับมาถือในมืออีกครั้ง
แล้วชี้ปลายไปทางเก้าอี้ตรงข้าม
“เช่นนั้นก็ไปยกถ้วยมาอีกใบ แล้วนั่งกินเป็เพื่อนข้าเสีย”
น้ำเสียงผมหยอกเล็กน้อย
“หากเ้ายังปฏิเสธอีก...
ข้าจะเริ่มระแวงแล้วนะว่าอาหารนี้อาจมียาพิษผสมอยู่
เ้าถึงปฏิเสธข้าหัวชนฝาขนาดนี้”
คราวนี้ผมเห็นเลย ไหล่ของหญิงสาวสะดุ้งเฮือก
“จะ...เ้าค่ะ”
น้ำเสียงยังสั่นเล็กน้อย
“หละ...หลินซินขอตัวไปหยิบถ้วยมาเพิ่มก่อนเ้าค่ะ”
เสียงโซ่ตรวนที่ข้อมือของนางลากครืดเบา ๆ
ก่อนจะหายลับเข้าไปในครัว
จากนั้นก็กลับออกมาพร้อมถ้วยข้าวใบเล็กในมือ
ตะเกียบในอีกมือหนึ่งสั่นระริกแทบไม่อยู่ตัว
เธอลากเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามออก...
ช้า... และเงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
เหมือนเธอพยายามไม่ให้เกิดเสียงให้ที่รำคาญใจ
ก่อนจะนั่งลงหลังตรง แขนชิดตัวเกร็งราวกับหุ่นปั้น
ดูท่า.. หลินซินคงไม่ชินกับสถานการณ์แบบนี้
เหมือนท่านย่าของผมจะสอนเธอให้เป็สุดยอดสาวใช้อย่างไรอย่างนั้น
และเธอคงยึดคำสอนนั้นเป็เส้นด้ายของชีวิต
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารคืนนั้น..
เรียกได้ว่าไม่ราบรื่นนัก
ตะเกียบในมือของหลินซินเหมือนกระบี่ของหวังเซียนเถาที่ไม่สามัคคีกัน
จะตักกับข้าวแต่ละคำต้องคอยแอบชำเลืองมองผมอยู่ตลอด
เหมือนกลัวว่าถ้าตักผิดจังหวะ จะโดนสั่งห้ามหายใจ
ส่วนผมก็พยายามแล้ว..
เชื่อผมเถอะ..
ว่าผมพยายามทำให้หลินซินผ่อนคลายแล้ว
ทั้งชวนคุย ทั้งเปิดเื่
แต่ฝ่ายนั่นน่ะเหรอ..
ก็ตอบนะ แต่สั้น ๆ แถมยังตะกุกตะกัก
ถามคำก็ตอบคำ เหมือนกับแชทที่หนักขวา
คงต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่านางจะเลิกเกร็ง
หรือ…
จนกว่าผมจะชินกับความเงียบที่มีเสียงโซ่คล้องอยู่ในบ้านเดียวกัน
หลังอาหารเย็นจบลง
ผมนั่งตบท้องอย่างอิ่มแปล้
ั้แ่เช้าที่ออกจากบ้านตระกูลมาจนถึงตอนนี้
นี่เพิ่งจะได้กินมื้อที่สองของวัน
ไหนจะฝ่าด่านสอบให้ได้ดี..
หนีจากดาบตระกูลอุสางิ..
แถมยังต้องถูกเ้าอสูรหน้าหมูตัวนั่นไล่ล่าอีก..
บอกได้คำเดียว
ว่าล้าอย่างสุด ๆ
จึงไม่น่าแปลกที่ผมจะเผลอยัดกับข้าวเข้าไปจนท้องตึง
ส่วนหลินซินน่ะเหรอ..
เห้อ..
เธอก็ไม่ปล่อยให้มือว่าง
เก็บจานเก็บช้อน ล้างน้ำ เช็ดโต๊ะ
คล่องแคล่วจนผมอดคิดไม่ได้ว่าเธออาจจะจำแผนผังครัวด้วยตาเปล่าได้ั้แ่วินาทีแรกที่ก้าวเข้ามา
พอจานสุดท้ายวางลงบนชั้น
เธอก็เดินกลับมาถามเสียงนุ่ม
“นายน้อยจะอาบน้ำเลยหรือไม่เ้าค่ะ?
หลินซินจะได้ไปต้มน้ำให้นายน้อยอาบ”
“ยัง”
เสียงผมเอื่อยหน่อย
“เดี๋ยวข้าว่าจะเข้าไปห้องฝึกวิชาสักหน่อย”
หลินซินถึงกับชะงัก
ดวงตาของนางสะท้อนความใแบบคนไม่เข้าใจมนุษย์ตรงหน้า
“ฝึก?
นายน้อยเพิ่งสอบเข้าสำนักมาเหนื่อย ๆ แล้วยังจะฝึกอีกหรือเ้าค่ะ?”
ผมเหลือบตามองเธอนิดหนึ่ง ก่อนจะเอียงศีรษะพิงพนักเก้าอี้
ก่อนตอบทั้งที่ยังนั่งลูบท้องไปมา
“เพราะเหนื่อยนั่นแหละ... ถึงต้องฝึก”
ผมยิ้มนิด ๆ
“ถ้ารอให้หายเหนื่อยก่อนค่อยฝึก
ข้าก็คงได้แข็งแกร่งตอนอายุแปดสิบ..”
ผมพูดพลางลุกขึ้นจากเก้าอี้
ฝ่ามือยังตบพุงเบา ๆ อย่างคนเพิ่งอิ่มจัด
“ไม่ต้องอดนอนอยู่เฝ้าข้าล่ะ หากเ้าง่วงก็นอนก่อนได้เลย”
ผมหันไปบอกหลินซินเสียงเรียบ
“ห้องนอน..
ข้ายกให้...”
“ห้องนอน? มะ...ไม่ได้เ้าค่ะ! หะ--!”
หลินซินรีบอ้าปากค้านทันที
แต่เสียงของเธอก็ค้างอยู่แค่นั้น
เพราะในวินาทีที่สายตาของเธอสบกับผม
หลินก็รู้คำตอบของคำค้านนั้นแล้ว
และน้ำเสียงในแววตาที่บอกนางกลาย ๆ ว่า 'ถ้าเถียงอีก ข้าจะยกห้องอาบน้ำให้เ้าด้วยเลยดีไหม?'
หลินซินยืนนิ่ง แล้วหุบปากลงช้า ๆ เหมือนรู้ว่ากำลังเถียงกับพายุฤดูร้อน
เถียงไปก็ปากเปียกเปล่า ๆ ก่อนที่เธอผงกหัวอย่างไม่เต็มใจนัก
“จะ..เ้าค่ะ...
หละ...หลินซินขอบพระคุณนายน้อยเ้าค่ะ...
ที่เมตตามอบห้องนอนให้หลินซิน”
“ดีมาก”
ผมยิ้มมุมปากแล้วโบกอย่างไม่ใส่ใจ
แต่คำพูดของหลินซินนั่นน่ะ เหมือนหนังเื่นั้นเลย
'เ้านายมอบเสื้อผ้าให้ด๊อบบี้..ด๊อบบี้เป็อิสระ'
ขอโทษทีนอกเื่.. แต่มันอดคิดไม่ได้จริง ๆ
ต่อ ๆ
ก่อนที่ผมจะเดินเลี้ยวเข้าห้องฝึก ผมก็ได้กล่าวทิ้งท้ายเอาไว้
“ง่วงก็นอนเลย ข้าไปฝึกวิชาแล้ว...กู๊ดไนท์”
ผมเดินหายลับเข้าไปในห้องฝึกที่อยู่สุดทางเดิน
ทิ้งไว้เพียงเงาเบา ๆ บนผนังไม้ และคำพูดที่ฟังดูเล่น ๆ แต่จริงจังทุกคำ
ด้านหลินซินคงยืนมองและประมวลผลจากสิ่งที่ผมพูด
เธออาจมองว่าผมนั้นแปลก
อาจมองว่าผมเป็ทั้งคนดี คนบ้า และคนเอาแต่ใจ
ก็ถูก..!
แต่ก็นะ..
การจะให้ใครมายืนมองผมกินข้าว ใครมันจะกินลง
แล้วการจะให้คนที่อุตส่าห์มาช่วยผมดูแลบ้านแล้วปล่อยให้เธอนอนห้องรับแขกมันก็ดูจะเกินไป
หลินซินคงต้องพยายามชินกับเด็กสมัยใหม่ที่มาจากต่างทวีปแบบผมให้ได้เร็ว ๆ
ห้องฝึกที่ผมเดินเข้ามานั้น ก็กว้างพอประมาณ
เอาเถอะ..
จริง ๆ มันก็แค่ห้องสี่เหลี่ยมที่ใหญ่กว่าห้องนอนนิดหน่อย
แต่ผมก็เรียกมันว่า 'ห้องฝึก' ได้แบบไม่ต้องเคอะเขิน
เพราะที่สำคัญมันมี 'ผม' นั่งอยู่กลางห้องนี่แหละ
ผมนั่งลงขัดสมาธิก่อนมือแบหงายวางพาดบนเข่าทั้งสองข้าง
ผมเริ่มหลับตาก่อนเริ่มปรับลมหายใจหายใจเข้าออกช้า ๆ
ใครบางคนอาจคิดว่า 'เอ้า จะนั่งสมาธิเฉย ๆ งั้นเหรอ?'
เปล่า.. เปล่าเลย
แต่ผมกำลังจะทำในสิ่งที่อันตรายอยู่ต่างหาก
ปราณสายแรกค่อย ๆ ผุดขึ้นที่มือขวาของผม
เป็สีครามนิ่งลึกเย็นเฉียบ เหมือนทะเลตอนกลางคืน
แล้วคิ้วผมเริ่มขมวดชนกัน เพราะมันยังไม่จบแค่นี้
มือซ้ายของผมค่อย ๆ จุดประกาย ปราณสีชาดที่ร้อนแรงและบ้าคลั่ง
หากบอกว่าด้านขวาเหมือนทะเล
ด้านซ้ายก็คือูเาไฟนรกที่พร้อมจะเผาผม
พูดตรง ๆ การฝึกแบบนี้มันไม่ต่างอะไรจากการจับเสือกับัมามัดรวมในกรงเดียวกัน
แล้วผมเนี่ย.. คือคนที่เอาก้นนั่งอยู่ตรงกลางกรงนั้น
ทั้งต้องเฝ้าระวังไม่ให้มันกัดกัน
แถมยังต้องทำให้มันเป็เพื่อนกัน.. เข้ากันให้ได้มากที่สุด
ใช่แล้ว.. พวกนายเดาถูก ผมฝึกสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่กล้าแม้แต่จะนึก
ยี่ฟู่เคยบอกไว้..
ถ้าผมสามารถ 'ผสานปราณ' สองสายรวมกันได้เมื่อไหร่
ผมจะก้าวข้ามขีดจำกัดของคนทั่วไป
จะว่าเวอร์ก็ได้... แค่การที่อยู่ ๆ นักเรียน ม.ปลาย ก็กลายมาเป็จอมยุทธ์
แค่นี้ยังดูเวอร์ไม่พออีกหรือ
ลองคิดดูสิ
คนทั่ว ๆ ไปมีแค่สายพลังเดียวตามพลังสถิตร่าง
แต่ผมดันมีสอง แถมยังเป็สองสายที่เกลียดกันเข้าไส้
อันหนึ่งสงบนิ่งจากภายใน
ส่วนอีกอันพรั่งพรูอย่างเหลือล้น
ความขบถในตัวแบบนี้ เป็อะไรที่ยากจะปรับให้เข้ากันได้
หากถามว่าผมเคยทำแบบนี้มาก่อนไหม
ออกจะบ่อย..
แล้วผมก็เคยเกือบตายเพราะทำแบบนี้มาก่อน
แต่ไม่ต้องห่วง ผมไม่กล้ากลับไปทำแบบนั้นในตอนนี้
สิ่งที่ผมต้องทำมีอย่างเดียว
คือคงรูปมันไว้ให้นานที่สุด
แล้วการทำแบบนั้น
มันทำให้จุดตันเถียนในร่างกายค่อย ๆ ขยายตัวขึ้น
เปิดช่องให้พลังงานไหลเวียนสะดวกขึ้นในทุกวินาทีที่ผ่านไป
นี่แหละ..
เหตุผลที่ทำไมผมถึงตามทันพวกที่ฝึกมาั้แ่ยังไม่หัดเดิน
ไม่ใช่เพราะผมเก่งกว่า
แต่เป็เพราะผมสามารถทำในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้
อาจเรียกว่า 'ผมมีในสิ่งที่คนอื่นไม่มี' ก็ได้เหมือนกัน
ผมคงรูปพลังปราณทั้งสองสายบนฝ่ามือทั้งสองข้างอยู่แบบนั้นเกือบชั่วโมง
เมื่อถึงจุดที่ร่างเริ่มสั่น พลังปราณเริ่มแปรปรวน
ผมก็ค่อย ๆ คลายฝ่ามือ ถอนลมหายใจออกมาคำนึง
จากนั้นลืมตาช้า ๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน
ฝ่ามือของผมตอนนี้เย็นเฉียบ แต่เหงื่อเปียกหลังเสื้อไปหมด
พอแล้วสำหรับคืนนี้
ผมเปิดประตูห้องฝึก เลี้ยวซ้ายตรงไปยังห้องอาบน้ำ
กล้ามเนื้อที่ขาเริ่มบ่นงึมงำด้วยความเมื่อย
แต่ใจผมกลับสงบนิ่งกว่าเดิม
ทันทีที่เปิดประตูห้องน้ำ
ไออุ่นจากอ่างน้ำก็ลอยฟุ้งขึ้นมาแตะจมูก
น้ำยังอุ่นอยู่
ชัดเลย...
ก่อนหลับ..
หลินซิน...เธอคงต้มน้ำไว้ให้ผม
เห็นแบบนั้นผมจึงได้รีบถอดเสื้อผ้าหย่อนตัวลงไปในน้ำ
ในหัวพลางคิดว่าก็ดีเหมือนกัน
อย่างน้อยก็มีคนคอยดูเื่แบบนี้ให้ผม..
มันทำให้รู้สึกคลายกังวล...