ณ ร้าน “หยกมณี” อันเป็นดั่งหัวใจและจิตวิญญาณของชิงเหยา บรรยากาศที่เคยอบอวลไปด้วยความสงบและความงดงามของเครื่องประดับนานาชนิด บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความตึงเครียดและความคาดหวังที่จับต้องได้ เหมยหลิงยืนอยู่เคียงข้างเพื่อนรัก สายตาจับจ้องไปยังซองจดหมายในมือของชิงเหยาด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความเป็นห่วง ความอยากรู้ และความตื่นเต้นระคนกันไป
หัวใจของชิงเหยาเต้นระรัวราวกับจะทะลุออกมานอกอก มือที่เคยมั่นคงยามรังสรรค์ผลงานเครื่องประดับอันวิจิตร บัดนี้กลับสั่นเทาเล็กน้อยขณะที่นางถือซองจดหมายซึ่งมีตราประทับของสมาคมการค้าแห่งเมืองหลวงประทับอยู่อย่างเด่นชัด นางกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความคิดมากมายวิ่งวนอยู่ในหัวราวกับพายุที่บ้าคลั่ง จดหมายฉบับนี้มาจากใครกันแน่? และเนื้อหาข้างในจะนำพาข่าวดีหรือข่าวร้ายมาสู่ชีวิตของนาง?
“เปิดดูสิ ชิงเหยา” เหมยหลิงกระซิบให้กำลังใจเพื่อนรัก น้ำเสียงของนางแฝงไปด้วยความอ่อนโยน “ไม่ว่าข้างในจะเป็นอะไร อย่างน้อยเจ้าก็ยังมีข้าอยู่ตรงนี้เสมอ”
คำพูดของเหมยหลิงเป็นดั่งน้ำทิพย์ชโลมใจ ช่วยให้ชิงเหยารวบรวมความกล้าขึ้นมาได้อีกครั้ง นางพยักหน้าเบาๆ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วจึงหยิบมีดตัดกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา บรรจงกรีดเปิดผนึกซองจดหมายอย่างระมัดระวังที่สุดราวกับว่ามันเป็นสมบัติล้ำค่า
ภายในซองนั้น นอกจากกระดาษจดหมายที่พับไว้อย่างเรียบร้อยหลายแผ่นแล้ว ยังมีเอกสารสำคัญอีกฉบับหนึ่งแนบมาด้วย มันคือโฉนดที่ดิน! ชิงเหยาเบิกตากว้างด้วยความตกใจระคนประหลาดใจ นางหยิบโฉนดขึ้นมาดูก่อนเป็นอันดับแรก และสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำให้นางแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง มันคือโฉนดร้านค้าสองคูหาที่ตั้งอยู่ในทำเลทองใจกลางย่านการค้าที่คึกคักที่สุดของเมืองหลวง!
“สวรรค์!” เหมยหลิงอุทานออกมาเสียงแผ่ว เมื่อเห็นรายละเอียดในโฉนด “นี่มัน...เหลือเชื่อจริงๆ”
ชิงเหยาวางโฉนดลงบนโต๊ะด้วยมือที่ยังสั่นเทา ความรู้สึกมึนงงเข้าครอบงำจิตใจ ก่อนที่นางจะหันมาให้ความสนใจกับจดหมายที่เหลือ นางค่อยๆ คลี่กระดาษจดหมายออกทีละแผ่น ลายมือที่ปรากฏอยู่บนนั้นเป็นลายมือที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างดี...ลายมือของเหอหลง
ตัวอักษรแต่ละตัวที่ถูกบรรจงเขียนลงบนกระดาษนั้นดูหนักแน่นและมั่นคง สะท้อนถึงนิสัยของผู้เขียนได้เป็นอย่างดี แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงไปด้วยความอ่อนโยนและความรู้สึกบางอย่างที่ชิงเหยาสัมผัสได้แต่ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้ นางเริ่มอ่านจดหมาย ในตอนแรกนางตั้งใจจะอ่านในใจเงียบๆ คนเดียว แต่ด้วยความตื่นเต้นที่พลุ่งพล่านอยู่ในอก นางจึงเผลออ่านเนื้อความในจดหมายออกมาเสียงดัง ให้เพื่อนรักที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดไปพร้อมกัน
“ถึง...ชิงเหยาที่รักของข้า”
เสียงของชิงเหยาสั่นเครือเล็กน้อยเมื่ออ่านคำขึ้นต้นจดหมาย นางหยุดชะงักไปครู่หนึ่งเพื่อปรับลมหายใจ ก่อนจะอ่านต่อไป
“ข้ารู้ว่าเจ้าคงจะประหลาดใจที่ได้รับจดหมายฉบับนี้ และคงจะสงสัยว่าข้าหายหน้าไปไหนหลังจากที่เราจากกันที่เมืองหลวง ข้าต้องขออภัยที่ไม่ได้ส่งข่าวคราวถึงเจ้าเลยตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่ได้โปรดเชื่อเถิดว่าทุกลมหายใจเข้าออกของข้ามีแต่เพียงภาพของเจ้าวนเวียนอยู่ในความคิดเสมอ”
“ทันทีที่ข้ากลับมาถึงเมืองหลวง ข้าไม่ได้ไปที่ใดเลยนอกจากบ้านของข้า ข้าตรงไปที่ห้องทำงานของท่านพ่อ...แม่ทัพใหญ่เหอผู้ที่ใครต่อใครต่างก็เกรงขาม ข้าคุกเข่าลงต่อหน้าท่าน บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดของเราให้ท่านฟัง และขออนุญาตจากท่านเพื่อที่จะแต่งงานกับเจ้า...หญิงสาวสามัญชนคนธรรมดาที่ได้ขโมยหัวใจของข้าไปจนหมดสิ้น”
เหมยหลิงยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกใจระคนยินดี นางมองหน้าเพื่อนรักที่บัดนี้มีน้ำตาคลอหน่วยด้วยความรู้สึกที่ท่วมท้น
ชิงเหยาอ่านต่อไปด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทายิ่งกว่าเดิม “ในตอนแรก ท่านพ่อของข้าถึงกับนิ่งอึ้งไป ท่านคงไม่คาดคิดว่าบุตรชายคนเดียวที่ท่านเฝ้าฟูมฟักและคาดหวังจะให้สืบทอดอำนาจต่อจากท่าน จะมาขอแต่งงานกับหญิงสาวที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าเช่นเจ้า แต่เจ้ารู้หรือไม่...ชิงเหยา? ท่านพ่อของข้าเป็นคนที่น่าทึ่งที่สุด ท่านไม่ได้เกรี้ยวกราดหรือคัดค้านข้าเลยแม้แต่น้อย ท่านเพียงแค่มองลึกเข้ามาในดวงตาของข้า และเมื่อท่านได้เห็นถึงความรักและความจริงใจที่ข้ามีต่อเจ้า ท่านก็ยิ้มออกมา...เป็นรอยยิ้มที่อบอุ่นที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นมาในชีวิต ท่านบอกกับข้าว่า ‘ในเมื่อเจ้าได้เลือกแล้ว พ่อก็ไม่มีอะไรจะพูดอีก ขอเพียงแค่เจ้ามีความสุข พ่อก็มีความสุขด้วย’ ท่านไม่เพียงแต่ไม่คัดค้าน แต่ยังอวยพรให้กับความรักของเราอีกด้วย”
น้ำตาหยดหนึ่งไหลรินลงมาจากดวงตาของชิงเหยา แต่เป็นน้ำตาแห่งความปิติยินดี นางไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าเรื่องราวจะกลับกลายเป็นเช่นนี้
“และนั่นยังไม่ใช่ทั้งหมด...ชิงเหยา ข้ารู้ดีถึงความฝันของเจ้าและเหมยหลิงที่อยากจะมาเปิดร้านที่เมืองหลวง ข้าจึงได้ใช้เวลาในช่วงที่ผ่านมาในการเสาะหาทำเลที่ดีที่สุดสำหรับพวกเจ้า และในที่สุดข้าก็ได้มันมา...ร้านค้าสองคูหาที่ตั้งอยู่ใจกลางย่านการค้าที่พลุกพล่านที่สุดของเมืองหลวง ข้าได้จัดการซื้อและโอนกรรมสิทธิ์เป็นชื่อของเจ้าและเหมยหลิงเรียบร้อยแล้ว โฉนดที่ดินที่แนบมาพร้อมกับจดหมายฉบับนี้คือของขวัญเล็กๆ น้อยๆ จากข้า เพื่อเป็นการยืนยันว่าข้าไม่ได้พูดเล่น”
เหมยหลิงถึงกับทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างหมดแรง นางมองไปยังโฉนดที่ดินที่วางอยู่บนโต๊ะสลับกับใบหน้าของเพื่อนรักด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย
“และสุดท้ายนี้...ข่าวที่สำคัญที่สุด” ชิงเหยาอ่านประโยคสุดท้ายของจดหมายด้วยหัวใจที่พองโต “ข้าจะเดินทางไปถึงเมืองหลิงโจวในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า...ซึ่งเมื่อนับจากวันที่ข้าเขียนจดหมายฉบับนี้ ก็จะเหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งสัปดาห์เท่านั้น...ข้าจะไปที่นั่นเพื่อสู่ขอเจ้าอย่างเป็นทางการต่อหน้าฟ้าดินและครอบครัวของเจ้า ข้าขอให้เจ้าเตรียมตัวและหัวใจให้พร้อม...ชิงเหยาที่รักของข้า...สำหรับวันสำคัญของเรา”
“ลงชื่อ...เหอหลง...ชายผู้ที่จะรักเจ้าตลอดไป”
เมื่ออ่านจดหมายจบลง ชิงเหยาก็ไม่สามารถกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้อีกต่อไป นางปล่อยโฮออกมาอย่างสุดเสียงราวกับเขื่อนที่พังทลายลงมา น้ำตาแห่งความสุข ความซาบซึ้ง และความโล่งใจไหลทะลักออกมาไม่ขาดสาย นางซบหน้าลงกับโต๊ะและร้องไห้อยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน
เหมยหลิงลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินเข้าไปสวมกอดเพื่อนรักและลูบหลังนางเบาๆ นางไม่ได้พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว เพียงแค่ปล่อยให้ชิงเหยาได้ปลดปล่อยความรู้สึกทั้งหมดที่อัดอั้นอยู่ในใจออกมาให้หมดสิ้น นางเองก็มีน้ำตาคลอหน่วยเช่นกัน ไม่ใช่เพราะความเสียใจ แต่เป็นเพราะความสุขใจที่ได้เห็นเพื่อนรักของนางได้พบกับความสุขที่แท้จริงเสียที
หลังจากที่ร้องไห้จนหนำใจแล้ว ชิงเหยาก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมา ดวงตาของนางแดงก่ำและบวมเป่ง แต่กลับฉายแววแห่งความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ข้า...ข้าไม่เคยคิดเลย...เหมยหลิง” นางพูดด้วยน้ำเสียงที่ยังสะอื้น “ข้าไม่เคยคาดหวังว่าเขาจะทำเพื่อข้าถึงขนาดนี้ ข้าคิดมาตลอดว่าเขาเป็นแค่คุณชายเจ้าสำราญที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ข้าคิดว่าเขาคงจะลืมข้าไปแล้วหลังจากที่กลับไปเมืองหลวง ข้า...ข้ามันโง่จริงๆ”
“เจ้าไม่โง่หรอก ชิงเหยา” เหมยหลิงพูดพลางเช็ดน้ำตาให้เพื่อนรัก “เจ้าแค่ปกป้องหัวใจของตัวเอง แต่ตอนนี้เจ้าไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้ว เหอหลงได้พิสูจน์ให้เจ้าเห็นแล้วว่าเขารักเจ้ามากแค่ไหน เขาไม่ใช่แค่พูด แต่เขาลงมือทำ เขาให้เกียรติเจ้า เขาใส่ใจในความฝันของเจ้า และที่สำคัญที่สุด...เขาพร้อมที่จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับเจ้า”
คำพูดของเหมยหลิงทำให้ชิงเหยารู้สึกอบอุ่นไปทั้งหัวใจ นางมองไปยังโฉนดที่ดินและจดหมายที่วางอยู่บนโต๊ะอีกครั้ง ความรู้สึกผิดที่เคยมีต่อเหอหลงมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงแต่ความรักและความซาบซึ้งใจที่มากล้นจนแทบจะทะลักออกมาจากอก
“แล้วเราจะทำอย่างไรกันต่อดี?” ชิงเหยาถามเพื่อนรักหลังจากที่สงบสติอารมณ์ลงได้แล้ว
เหมยหลิงยิ้มกว้างอย่างมีเลศนัย “ก็ทำตามที่เขาขอน่ะสิ! เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับงานสู่ขอที่กำลังจะมาถึงในอีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้า! แต่...ข้าว่างานสู่ขอที่เมืองหลิงโจวคงจะยังไม่พอหรอกนะ ในเมื่อท่านแม่ทัพใหญ่ถึงกับเปิดทางให้ขนาดนี้แล้ว เราก็ต้องจัดงานหมั้นและงานแต่งงานให้ยิ่งใหญ่สมเกียรติของตระกูลเหอสิ! และสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นเมืองหลวง!”
ความคิดของเหมยหลิงทำให้ดวงตาของชิงเหยาเป็นประกายขึ้นมาอีกครั้ง “จริงด้วย! เราจะไปจัดงานแต่งงานกันที่เมืองหลวง!”
“แน่นอน!” เหมยหลิงยืนยันอย่างหนักแน่น “และข้าก็จะไปด้วย! ในฐานะเพื่อนเจ้าสาวคนสวยที่สุดในปฐพี และในฐานะหุ้นส่วนทางธุรกิจคนสำคัญที่จะไปร่วมกันสร้างตำนานบทใหม่ที่เมืองหลวง! ร้านผ้าไหม ‘พราวแพรพรรณ’ กับร้านเครื่องประดับ ‘หยกมณี’ จะต้องโด่งดังไปทั่วทั้งแผ่นดิน!”
สองสาวมองหน้ากันแล้วก็หัวเราะออกมาพร้อมกันอย่างมีความสุข เสียงหัวเราะของพวกนางดังก้องไปทั่วทั้งร้าน ขับไล่ความเงียบเหงาและความไม่แน่นอนที่เคยปกคลุมอยู่ให้มลายหายไปจนหมดสิ้น บัดนี้เหลือไว้เพียงแต่ความหวังและอนาคตอันสดใสที่กำลังรอพวกนางอยู่เบื้องหน้า
เหมยหลิงกอดคอเพื่อนรักอย่างสนิทสนม “ข้าดีใจกับเจ้าจริงๆ นะ ชิงเหยา ในที่สุดเจ้าก็ได้พบกับความสุขที่แท้จริงเสียที”
“ข้าเองก็ดีใจกับเจ้าเช่นกัน เหมยหลิง” ชิงเหยาตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่จริงใจ “อีกไม่นานเจ้าก็จะได้รับอิสรภาพและได้เริ่มต้นชีวิตใหม่กับคนที่เจ้ารักอย่างซ่งเหวินแล้วเช่นกัน”
คำพูดของชิงเหยาทำให้เหมยหลิงนึกถึงแผนการของซ่งเหวินขึ้นมา นางยิ้มออกมาอย่างมีความสุขเมื่อนึกถึงใบหน้าของชายหนุ่มผู้เป็นที่รัก อนาคตที่เคยดูมืดมนและไร้หนทาง บัดนี้กลับสว่างไสวและเต็มไปด้วยความหวังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ทั้งสองสาวยืนกอดคอกันมองออกไปนอกหน้าต่าง ภาพของท้องฟ้าสีครามสดใสและก้อนเมฆสีขาวที่ลอยล่องอยู่นั้น ช่างดูงดงามและเปี่ยมไปด้วยความหวัง ราวกับจะอวยพรให้กับเส้นทางชีวิตบทใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นของพวกนางทั้งสองคน...เส้นทางที่จะนำพาพวกนางไปสู่เมืองหลวง...มหานครแห่งความฝันและความรักที่กำลังรอพวกนางอยู่เบื้องหน้า