ประเทศไทย ณ สนามบินสุวรรณภูมิ...
สามคนพ่อแม่ลูกกอดกันกลมภายในสนามบินผู้เป็นแม่มีใบหน้าเปื้อนน้ำตาเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ลูกรักต้องห่างจากอกเธอไปไกลแสนไกล
“ดูแลตัวเองดีๆ นะลูกถ้ามีปัญหาอะไรหนูต้องรีบบอกพี่คาร์โลหรือไม่ก็บอกพวกพี่ๆ คนอื่นเลยนะจ๊ะ”
“ค่ะแม่” ตุลยารับปากเสียงสั่นเครือ เธอเองก็อดใจหายและวิตกกังวลไม่ได้ เพราะเป็นครั้งแรกที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศเพียงลำพัง
“คุณไม่ต้องห่วงหรอกถึงคุณเคลาดิโอกับสาจะไม่ได้อยู่บ้าน แต่พวกเขาก็สั่งให้ลูกชายทั้งสามคนดูแลลูกเราอย่างดีและยังมีแม่บ้านที่นั่นที่สาไว้ใจมากคอยดูแลให้อีกคนหนึ่งด้วย” พ่อเลี้ยงเดชชาติบอกย้ำอีกครั้งเพื่อให้ภรรยากับลูกสาวสบายใจ
“ความจริงแล้วหาห้องเช่าให้หนูสักห้องก็ได้นะคะหนูไม่อยากไปเป็นภาระให้พวกเขาเลย” หญิงสาวพูดด้วยสีหน้าเซ็งนิดหน่อยเพราะอยากลองใช้ชีวิตตามลำพังในต่างแดนดูสักครั้งหนึ่งเหมือนกันแม้จะกลัวก็ตาม แต่ความท้าทายก็น่าลิ้มลองไม่ใช่น้อยทว่าบิดาและมารดาก็ไม่ยอมให้เธอทำเช่นนั้น
“พ่อว่าเรื่องนี้เราพูดกันรู้เรื่องแล้วนะลูก”
น้ำเสียงเข้มๆ กับดวงตาดุๆของบิดาทำให้ตุลยาจำต้องยุติเรื่องนี้โดยสิ้นเชิง
“อย่าทำให้พ่อกับแม่กังวลใจและเป็นห่วงหนูมากไปกว่านี้เลยนะลูกไปอยู่กับครอบครัวป้าสาน่ะดีแล้ว แม่กับพ่อจะได้ไม่ต้องห่วงมากจนนอนไม่หลับ”
“ค่ะแม่เขาประกาศเรียกขึ้นเครื่องแล้ว หนูไปก่อนนะคะ” ตุลยาพนมมือไหว้ลาพวกท่านเมื่อได้ยินเสียงประกาศเรียกทั้งสามคนกอดกันอีกครั้งก่อนหญิงสาวจะเดินจากไปด้วยความรู้สึกใจหาย
ณ กรุงโรมประเทศอิตาลี
คาร์โลนั่งมองนาฬิกาข้อมือของตนเองทุกๆยี่สิบนาทีนับตั้งแต่เข้าห้องประชุมมา ยิ่งเหลือเวลาอีกหนึ่งชั่วโมงที่เครื่องบินที่ตุลยาเดินทางมาจะลงจอดชายหนุ่มก็ยิ่งมีสีหน้าวิตกกังวลมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม และเริ่มเหลือบตามองนาฬิกาทุกสิบนาทีกระทั่งเหลือเพียงทุกห้านาทีจนคนในห้องประชุมเริ่มจับสังเกตได้ ทว่าแม้ในใจของคาร์โลจะมีห่วงให้คอยกังวลอยู่ก็ตามแต่เขาก็ยังสามารถประชุมงานสำคัญได้อย่างดีเยี่ยมอยู่
‘เหลืออีกแค่ครึ่งชั่วโมงเองเราคงปลีกตัวไปรับไม่ได้แล้วล่ะ’ คาร์โลคิดในใจเมื่อถึงเวลาพักเบรกประชุมสิบนาที‘ให้คนอื่นไปรับแทนคงไม่เป็นไรหรอกมั้งก็เราติดประชุมจริงๆ นี่นา’ เมื่อทบทวนดีแล้วชายหนุ่มก็กดโทรศัพท์ถึงน้องชายทั้งสองทันทีแต่ปรากฏว่าไม่มีใครรับสายเขาเลยสักคนจนน่าโมโหนัก
“เจ้าพวกน้องบ้ามัวทำอะไรอยู่วะ ทำไมไม่รับโทรศัพท์สักทีเนี่ย” คาร์โลบ่นอุบก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไปนอกห้องประชุมพอเห็นตัวเปาโลเขาก็สั่งทันที
“เปาโล นายไปรับน้องเหมียวที่สนามบินแทนฉันทีด่วนเลยนะ ป่านนี้เครื่องคงลงจอดแล้วล่ะ รูปน้องเหมียววางอยู่บนโต๊ะทำงานฉันนายเข้าไปหยิบมาดูได้เลย”
“ครับ” เปาโลรับคำแล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
คาร์โลถอนใจเบาๆด้วยความโล่งอกที่หาทางออกได้ ความจริงเขาไม่ได้อยากผิดคำพูดกับบิดาเลย แต่การประชุมวันนี้มันสำคัญมากและไม่สามารถทิ้งไปได้จริงๆตอนแรกเขาคิดว่าการประชุมคงเสร็จทันก่อนที่ตุลยาจะมาถึง ทว่าผลสุดท้ายกลับยืดเยื้อมากกว่าที่คิดไว้
‘เอาน่า...ไม่ได้ไปรับที่สนามบินคงไม่เป็นไรหรอกเดี๋ยวกลับไปบ้านก็ต้องได้เจอกันอยู่ดี’ ชายหนุ่มยักไหล่น้อยๆแล้วเดินกลับเข้าห้องประชุมด้วยสีหน้าที่ผ่อนคลายมากขึ้น เพราะไม่มีเรื่องอื่นให้กังวลใจอีกแล้วนอกจากเรื่องงาน
“โอ๊ย...อีตาบ้า!เมื่อไรจะมารับเนี่ย ฉันยืนรอจนปวดขาไปหมดแล้วนะ” ตุลยาบ่นด้วยความโมโหเมื่อไม่เห็นผู้ชายคนไหนมีใบหน้าคล้ายกับคาร์โลเลย และไม่มีใครมาชูป้ายชื่อเธอสักคนด้วย“บ้าที่สุด! คนอะไรไม่ตรงต่อเวลาเลยที่บ้านไม่มีนาฬิกาดูหรือยังไงกันนะถึงได้ไม่รู้ว่านี่มันกี่โมงแล้ว คอยดูนะถ้าอีกห้านาทียังไม่โผล่หัวมาอีกละก็ฉันจะไม่คอยแล้ว” หญิงสาวบ่นพึมพำไปเรื่อยด้วยความโมโห
เครื่องบินที่เธอนั่งมาเดินทางมาถึงที่หมายก่อนเวลากำหนดถึงยี่สิบนาทีซึ่งเธอคงไม่ยืนบ่นเป็นหมีกินผึ้งอยู่แบบนี้หรอกถ้าคนมารับจะมาตรงเวลา ให้ยืนคอยยี่สิบนาทีเธอคงไม่บ่นเพราะเครื่องมาถึงก่อนเวลาแต่ต้องมายืนคอยเกือบชั่วโมงนี่สิที่เธอทนไม่ได้
ตุลยานึกโมโหคาร์โลขึ้นมาจับใจเขาต้องรู้สิว่าเธอเพิ่งเคยเดินทางมาอิตาลีเป็นครั้งแรกและมาคนเดียวด้วยฉะนั้นเขาจะต้องมาคอยรอรับเธอก่อนเครื่องจะลงจอดด้วยซ้ำไป แต่นี่อะไร! แม้แต่เงาก็ไม่เห็นหรือว่าเขาคิดจะแกล้งให้เธอรอ คงคิดสินะว่าเธอจะเดินทางไปไหนมาไหนเองไม่ได้
“ไม่รอแล้ว” หญิงสาวตัดสินใจได้เด็ดขาดด้วยความทะนงตัว “คอยดูนะฉันจะพิสูจน์ให้เห็นไปเลยว่าคนอย่างฉันไม่ต้องคอยพึ่งพาใครให้เสียเวลา” จบคำตุลยาก็เดินลากกระเป๋าออกจากสนามบินไปอย่างรวดเร็วพอเจอรถแท็กซี่เธอก็โบกเรียกทันที หญิงสาวเจรจากับคนขับด้วยภาษาอังกฤษปนภาษาอิตาเลี่ยนแบบงูๆปลาๆ จนรู้เรื่อง เมื่อนั่งรถออกจากสนามบินมาได้เธอก็กระหยิ่มยิ้มย่องอย่างสมใจเมื่อคิดบางอย่างได้
‘คนไม่ตรงต่อเวลา ปล่อยปละละเลยคู่หมั้นไม่เป็นห่วงเป็นใย หึๆ ฉันหาข้อเสียของคุณได้อย่างหนึ่งแล้วล่ะคุณคาร์โล คอยดูนะ ฉันจะหาข้อเสียของคุณให้ได้เยอะๆเลย คุณพ่อคุณแม่จะได้ยอมให้ฉันถอนหมั้นคุณได้ซะที’
ตุลยาคิดในใจขณะนั่งรถไปยังจุดหมายที่ต้องการ
เพียงรถแท็กซี่ที่ตุลยานั่งอยู่แล่นออกจากสนามบินไปได้ประมาณสิบนาทีรถยนต์ของเปาโลก็แล่นมาถึงสนามบิน พอลงจากรถได้บอดี้การ์ดหนุ่มก็รีบวิ่งเข้าไปในอาคารทันทีพร้อมกับป้ายชื่อที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า‘ตุลยา’ ความจริงเปาโลควรมาถึงที่นี่เมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้วแต่เพราะเขาขับรถเร็วเกินไปหน่อยจึงขับไปชนกับรถยนต์อีกคันหนึ่งเข้าอย่างจังโชคดีไม่มีใครได้รับบาดเจ็บอะไร แต่ก็ต้องเสียเวลาเจรจากันอยู่นานถึงจะตกลงกันได้
ชายหนุ่มควักรูปในกระเป๋าเสื้อเชิ้ตออกมาดูและเงยหน้ามองหาคู่หมั้นของเจ้านายไปทั่วอยู่พักใหญ่ๆ พร้อมกับชูป้ายชื่อไปด้วยทว่าก็ยังไม่เห็นผู้หญิงเอเชียที่มีลักษณะใบหน้าตรงตามในรูปเลยสักคนเดียว
“ยุ่งล่ะสิ” เปาโลเอ่ยเสียงเครียด ก่อนจะตัดสินใจเดินไปที่ประชาสัมพันธ์ของสนามบินเพื่อขอให้ช่วยประกาศเรียกให้เสียงประกาศเรียกชื่อตุลยาดังไปทั่วสนามบินชายหนุ่มยืนรออยู่สิบกว่านาทีก็ยังไม่พบเป้าหมาย เขาจึงตัดสินใจโทรหาเจ้านาย
“แย่แล้วครับเจ้านาย”เปาโลบอกเสียงเครียด จากนั้นก็รายงานตามจริงให้คาร์โลทราบว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนจะวางสายไปหลังจากนั้นเพียงครึ่งชั่วโมงคาร์โลกับฟาบิโอก็เดินทางมาถึงสนามบิน ใบหน้าของเจ้านายหนุ่มเครียดจัดจนเปาโลไม่กล้าสบตาด้วยทว่าคาร์โลก็ไม่ได้เอ่ยตำหนิอะไรลูกน้องไปมากกว่านี้ เนื่องจากคนผิดจริงๆ คือตัวเขาเองมากกว่า
“ไปติดต่อที่สายการบินซิว่าเธอได้เดินทางมาจริงหรือเปล่า”คาร์โลสั่งเสียงเครียด ตอนที่เปาโลโทรไปบอกนั้นเขาเพิ่งประชุมเสร็จพอดีและทันทีที่รู้ว่าหาตุลยาไม่พบเขาก็รีบนั่งรถมาที่นี่เลย
“ครับ” เปาโลรับคำแล้ววิ่งจากไป เพียงสิบนาทีเขาก็วิ่งกลับมารายงานผู้เป็นนายว่า “เธอเดินทางมาเที่ยวบินที่แจ้งไว้ครับ”
ฟังแล้วคาร์โลถึงกับกุมขมับด้วยความเครียดระคนห่วงใยแม้เขาจะไม่ได้รักเธอแต่ก็มีความห่วงใยให้ในฐานะน้องสาวคนหนึ่งชายหนุ่มจึงอดรู้สึกผิดไม่ได้ที่เป็นสาเหตุให้เธอหายตัวไป คาร์โลพึมพำด่าตัวเองด้วยความโมโหพลางกวาดตามองหาหญิงสาวตัวเล็กร่างบางไปด้วยในใจก็ภาวนาว่าขอให้เจอเธอตอนนี้ด้วยเถอะ แต่คำภาวนาของเขาดูจะไร้ความหวังเสียเหลือเกิน
ขณะที่คาร์โลกับลูกน้องกำลังกลุ้มใจอยู่ที่สนามบินนั้นตุลยาก็นั่งรถมาถึงจุดหมายที่ต้องการด้วยการช่วยเหลือของคนขับรถแท็กซี่ใจดี
“ที่นี่แหละหนู บ้านของเคลาดิโออัสโตโน่น่ะ”
“ลุงแน่ใจนะคะ” ตุลยามองคฤหาสน์หลังงามภายในรั้วสีขาวอย่างหวั่นใจเพราะกลัวจะมาผิดบ้านเธอเองไม่รู้จักถนนหนทางและที่อยู่ของเคลาดิโอเลยดังนั้นเธอจึงอาศัยคนขับรถแท็กซี่ใจดีให้ช่วยพามาส่งซึ่งก็เป็นโชคดีของเธอที่คนขับรู้จัก
“แน่ใจสิ ลุงเคยมาส่งลูกค้าแถวนี้บ่อยๆอีกอย่างตระกูลอัสโตโน่ดังจะตายไป ใครๆ ก็รู้จักทั้งนั้น”
“โอเคค่ะ ขอบคุณนะคะลุง”ตุลยากล่าว ก่อนจะหยิบเงินในกระเป๋าส่งให้ลุงคนขับตามจำนวนค่าโดยสารหญิงสาวเปิดประตูรถลงไปแล้วเดินไปรับกระเป๋าเสื้อผ้าท้ายรถที่คนขับลงมาเปิดให้เธอมองไปที่ประตูรั้ว พอเห็นยามตัวโตสองคนกำลังมองมาทางเธอเหมือนกันตุลยาก็เกิดความกลัวระคนไม่มั่นใจขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุดังนั้นก่อนที่ลุงคนขับแท็กซี่จะขึ้นรถจากไปเธอจึงเรียกเอาไว้เสียก่อน
“เดี๋ยวค่ะลุง”
“มีอะไรรึ”
“เอ่อ...ลุงช่วยรอหนูก่อนได้ไหมคะหนูขอไปถามยามก่อนแป๊บหนึ่ง ลุงไม่ต้องห่วงว่าจะเสียเวลาฟรีหรอกนะคะหนูจะจ่ายค่าเสียเวลาให้ค่ะ”
“ก็ได้ ลุงจะเข้าไปนั่งรอในรถแล้วกันนะ”สายตาหวาดหวั่นของหญิงสาวตัวเล็ก ใบหน้าอ่อนเยาว์นั้นทำให้คนขับแท็กซี่ใจอ่อนในที่สุด
“ขอบคุณค่ะลุง” ตุลยายิ้มกว้างด้วยความดีใจแล้วรีบเดินไปหายามที่นั่งอยู่ในป้อมหน้ารั้วบ้าน
“มีอะไรหรือครับคุณผู้หญิง”ยามหนุ่มหนึ่งในสองคนเอ่ยถามเสียงเข้ม
“เอ่อ...ที่นี่คือบ้านของคุณเคลาดิโออัสโตโน่ใช่ไหมคะ”
“ใช่”
พอได้รับคำตอบหญิงสาวก็ถอนใจออกมาด้วยความโล่งอก
“ฉันชื่อตุลยานะคะเป็น...คู่หมั้นของคุณคาร์โลที่เดินทางมาจากเมืองไทยวันนี้น่ะค่ะ” หญิงสาวแนะนำตัวด้วยรอยยิ้มกว้างขวาง ทว่ารอยยิ้มก็ค่อยๆหุบลงเมื่อเห็นสีหน้าไม่เชื่อถือของยามทั้งสอง เธอจึงรีบอธิบายเพิ่มเติม “จริงๆ นะคะ ฉันเป็นคู่หมั้นของคุณคาร์โลจริงๆฉันรอคุณคาร์โลไปรับที่สนามบินแล้ว แต่เขาไม่มาฉันก็เลยนั่งรถแท็กซี่มาเองยังไงฉันขอเข้าไปรอเขาในบ้านได้ไหมคะ”
ตุลยารู้สึกโกรธขึ้นมาวูบหนึ่ง เมื่อถูกอีกฝ่ายกวาดตามองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าจากนั้นยามหนุ่มทั้งสองก็หันไปมองหน้ากันเองและพูดอะไรกันเบาๆ อยู่แป๊บหนึ่ง ก่อนหนึ่งในสองจะหันมาพูดกับเธอว่า
“พวกเราเสียใจ พวกเราให้คุณเข้าไปรอในบ้านไม่ได้หรอกครับ”
“ฉันเป็นคู่หมั้นคุณคาร์โลจริงๆนะคะ ถ้าไม่เชื่อพวกคุณโทรถามคนในบ้านดูก็ได้ ต้องมีใครสักคนรู้จักฉันแน่ๆ ค่ะ”
ยามสองคนมองหน้ากันอีกครั้ง แล้วหนึ่งในสองก็เดินเข้าไปในป้อมเพื่อโทรศัพท์ถามคนในบ้านตามที่หญิงสาวแนะนำตุลยายืนลุ้นอย่างใจจดใจจ่อเมื่อเห็นยามหนุ่มเดินกลับมาสมทบกับเพื่อน
“คนในบ้านบอกว่าคุณคาร์โลจะไปรับคู่หมั้นกลับมาบ้านด้วยตัวเอง”
“ก็ฉันบอกแล้วไงคะว่าฉันรอตั้งนานแล้วแต่คุณคาร์โลก็ไม่มาสักที ฉันเลยเรียกแท็กซี่มาเอง” ตุลยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ห้วนมากขึ้นเพราะเริ่มโมโหแล้ว
“เสียใจจริงๆครับคุณผู้หญิง พวกเราให้คุณเข้าไปไม่ได้จริงๆ เชิญคุณกลับไปเถอะครับ”
น้ำเสียงเข้มๆ บวกกับหน้าตาดุดันของยามทั้งสองคนสร้างความหวาดหวั่นใจให้แก่ตุลยายิ่งนักจนหญิงสาวต้องถอยหลังกลับมาเสียหลายก้าวและสุดท้ายก็ต้องเดินคอตกลากกระเป๋ากลับไปขึ้นรถแท็กซี่ตามเดิมเมื่อคนขับรถส่งสัญญาณว่าไม่อยากรอแล้ว
“เขาไม่ให้เข้าเหรอหนู”คนขับถามอย่างเห็นใจ
“ค่ะ”
“แล้วจะเอายังไงต่อล่ะจะให้ลุงไปส่งที่ไหน”
ตุลยานิ่งคิดอยู่ครู่ ก่อนจะตอบเสียงเนือยๆออกมาว่า
“ไปส่งหนูที่โรงแรมดีๆ และดูปลอดภัยก็ได้ค่ะ”
เมื่อรถแล่นออกไปตุลยาก็ถอนใจออกมาเฮือกใหญ่และนึกโกรธคู่หมั้นหนุ่มขึ้นมา ‘เพราะคุณคนเดียวที่ทำให้ฉันต้องลำบากแบบนี้คนบ้า!’หญิงสาวนั่งบริภาษคาร์โลอยู่ในใจไปตลอดทาง
“ใครโทรมาน่ะแอนนา” แม่บ้านโมนิก้าเอ่ยถาม เมื่อเดินเข้ามาเห็นสาวใช้กำลังวางหูโทรศัพท์ลงบนแป้นเครื่องพอดี
“ยามหน้าประตูค่ะคุณแม่บ้าน”
“มีอะไรเหรอ”
“มีผู้หญิงมาแอบอ้างว่าเป็นคู่หมั้นคุณคาร์โลค่ะจะขอเข้ามารอในบ้าน”
“เอ๊ะฉันจำได้ว่าคุณท่านบอกว่าคุณคาร์โลจะไปรับคุณหนูเหมียวมาบ้านด้วยตัวเองนี่นา”
“นั่นสิคะหนูเลยบอกพวกยามไปตามนั้น ป่านนี้ยามคงไล่ไปแล้วล่ะค่ะ”
โมนิก้ายืนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาคาร์โล
ด้านคาร์โลยังคงวุ่นวายอยู่ในสนามบินเพราะคิดว่าตุลยาอาจไปหาที่นั่งรอตามร้านอาหารหรือไม่ก็ไปเดินชอปปิ้งแถวนี้รอเขาก็เป็นได้ขณะที่วิ่งวุ่นหาตัวหญิงสาวอยู่นั้น วูบหนึ่งเขาพาลคิดไปว่าอีกฝ่ายอาจถูกศัตรูของเขาจับตัวไปก็ได้แต่พอคิดอีกทีไม่มีใครในอิตาลีรู้เลยว่าเขามีคู่หมั้นแล้วฉะนั้นเรื่องที่เธอถูกลักพาตัวไปคงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นมีทางเดียวคือเธอไปเอง ตุลยาอาจเดินเล่นอยู่แถวนี้หรือไม่ก็อาจเรียกแท็กซี่กลับบ้านเองก็เป็นได้
“จริงด้วย ไอ้โง่เอ๊ย!ทำไมนึกไม่ออกเร็วกว่านี้วะ” คาร์โลสบถอย่างหัวเสียก่อนจะรีบหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง ซึ่งพอดีกับที่มีสายโทรเข้ามาซะก่อนโดยโชว์ว่าเป็นเบอร์ที่บ้านของเขาเองชายหนุ่มจึงกดรับอย่างยินดี “ฮัลโหล ป้าโมนิก้าเหรอ น้องเหมียวอยู่ที่นั่นหรือเปล่า”คาร์โลถามด้วยอาการลุ้นสุดขีด แล้วใจก็ห่อเหี่ยวลงเมื่อได้รับคำตอบว่าตุลยาไม่ได้อยู่ที่นั่นแต่ในวินาทีต่อมาเขาก็ต้องโกรธจัดหลังจากได้ยินสิ่งที่แม่บ้านรายงาน “บ้าเอ๊ย! ทำไมไม่ปล่อยให้เธอเข้ามาฮะ!ป้าไปบอกยามหน้าบ้านให้รีบไปเรียกเธอไว้เร็วๆ เลยนะ และให้พาเข้ามาในบ้านด้วยผมจะรีบกลับไปเดี๋ยวนี้แหละ” จบคำชายหนุ่มก็ตัดสายและโทรหาสองบอดี้การ์ดที่แยกย้ายกันไปหาทันที
เพียงไม่นานคาร์โลก็มาถึงบ้านและเมื่อทราบว่ายามหนุ่มทั้งสองตามหาตัวผู้หญิงที่มาอ้างว่าเป็นคู่หมั้นของเขาไม่เจอชายหนุ่มก็อาละวาดใส่ยกใหญ่ แอนนากับแม่บ้านโมนิก้าก็พลอยโดนลูกหลงไปด้วยจนทั้งสี่คนนั่งหน้าซีดตัวลีบตัวสั่นกันไปหมด
“เกิดอะไรขึ้นครับพี่คาร์โลพวกนั้นทำอะไรให้พี่โมโหงั้นเหรอ” มาร์โก้เอ่ยถาม หลังจากกลับมาบ้านแล้วเห็นพี่ชายคนโตอาละวาดซะบ้านแทบแตกอัลแบร์โต้ที่เพิ่งกลับมาถึงเช่นกันก็เดินมาดูด้วยความสงสัย คาร์โลมองหน้าน้องชายด้วยสายตาเกรี้ยวกราดพลางถามเสียงกระชาก
“พวกแกทำไมไม่รับโทรศัพท์ฉัน”
“อ้าว พี่โทรหาผมเหรอ”อัลแบร์โต้หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดดู “จริงด้วยขอโทษทีนะ ผมปิดเสียงเอาไว้น่ะ” น้องชายสุดท้องกล่าวขอโทษออกมาวันนี้เขาไปเล่นวินด์เซิร์ฟกับเพื่อนๆ มาทั้งวันเลยไม่ได้หยิบโทรศัพท์ออกมาดูเลย เพราะปกติแล้วในวันพักผ่อนเขาจะไม่ค่อยชอบรับโทรศัพท์สักเท่าไรนัก
มาร์โก้ดูของตัวเองบ้างก็พบว่ามีเบอร์ของพี่ชายโทรมาเช่นกันวันนี้เขาสนุกกับคู่ควงคนล่าสุดของเขาทั้งวันจึงปิดเสียงเอาไว้ไม่ให้ถูกรบกวนชายหนุ่มกล่าวขอโทษแล้วถามถึงสาเหตุทันทีคำขอโทษของน้องชายทั้งสองทำให้อารมณ์เดือดดาลของคาร์โลเบาบางลงไปได้บ้าง และคิดได้ว่าโกรธน้องไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรเพราะคนที่สมควรรับโทษมากที่สุดคือเขาต่างหาก
ชายหนุ่มถอนใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเล่าเรื่องทุกอย่างให้น้องชายทั้งสองคนฟังพอทราบเรื่องแล้วทั้งมาร์โก้และอัลแบร์โต้ก็ต่างตกใจพร้อมกับนึกเป็นห่วงตุลยาขึ้นมา
“พี่จะออกไปตามหาน้องเหมียวพี่ว่าเธอคงไปพักตามโรงแรมแน่ๆ” คาร์โลบอก
“ผมไปด้วย” ทั้งมาร์โก้และอัลแบร์โต้รีบบอก “แต่เราสองคนจำหน้าน้องเหมียวไม่ได้แล้วพี่มีรูปไหม”
“มีแค่ใบเดียว แต่ในห้องของพ่อกับแม่น่าจะมีอีกนะแต่พี่ไม่รู้ว่าพวกท่านเก็บเอาไว้ที่ไหนน่ะสิ พี่ไม่อยากเสียเวลาหาพวกนายเอามือถือมาถ่ายรูปใบนี้เอาดีกว่า” ชายหนุ่มสั่งอย่างใจร้อนเมื่อน้องชายจัดการถ่ายรูปเสร็จแล้ว พวกเขาก็พากันแยกย้ายออกตามหาตุลยาทันที