
ตอนนี้คาร์ลเข้าใจแล้วว่าั้แ่ครั้งก่อนที่คนพวกนี้พยายามลักพาตัวแคเรนแต่กลับจับตัวเขาไปด้วยไม่ใช่เื่บังเอิญแต่ตัวคาร์ลเองก็เป็เป้าหมายของพวกมันด้วยเช่นกัน
เด็กสาวหยิบมีดสั้นที่เหน็บอยู่ที่เอวขึ้นมาคาร์ลเตรียมใจแล้วว่าเขาอาจจะต้องเจ็บตัว แต่เธอกลับปาดมีดลงบนฝ่ามือเบาๆเืสีแดงไหลอาบคมมีดเป็ทางยาวเธอยื่นมีดขึ้นไปเหนือใบหน้าของคาร์ลเพื่อให้เืหยดลงบนใบหน้าของเขาแต่คาร์ลใช้พลังควบคุมใบมีดให้แตกออกเป็ลูกเหล็กบินกระแทกเข้าที่ขาของเธอทำให้เธอล้มลง
มือสังหารร่างใหญ่รีบปล่อยมือจากคาร์ลแล้วตรงเข้าไปช่วยปัดป้องลูกเหล็กไม่ให้กระแทกถูกจุดตายของเด็กสาวก่อนค่อยๆถอยร่นออกจากช่องประตูห้องโถงคาร์ลวิ่งตามออกมาเห็นมือสังหารร่างใหญ่กำลังอุ้มเด็กสาวขึ้นนั่งบนบ่าแล้ววิ่งหนีหายเข้าไปในดงต้นไม้
คาร์ลตั้งใจควบคุมลูกเหล็กให้ไล่ตามเด็กสาวซึ่งเป็จุดอ่อนเดียวของมือสังหารร่างใหญ่พลางมองตามพวกเขาวิ่งหนีไปจนลับสายตาก่อนที่หางตาของคาร์ลจะสะดุดเข้ากับเงาร่างคุ้นเคยของหญิงสาวในชุดกระโปรงสีชมพูบานเย็นภายใต้ผ้าคลุมขนสัตว์สีขาวฝนหยุดตกแล้ว แต่ผมสีน้ำตาลยาวสลัดน้ำฝนกระจายออกทำให้เธอมีสภาพเหมือนลูกแมวเปียกปอนเธอก็คือแคเรนนั่นเอง
คาร์ลเดินตรงไปหาเธอท่ามกลางหมอกจากไอน้ำจางๆที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่ตามทาง อากาศหลังฝนตกทั้งชื้นและเย็นเยือกเสื้อคลุมที่เปียกชื้นทำให้แคเรนยกมือขึ้นกอดอกด้วยความหนาว คาร์ลหันมองรอบๆตัวเธอแต่กลับไม่เจอพวกไกอัสเลย เขารีบเดินเข้าไปถอดเสื้อคลุมของเธอออกเสื้อคลุมสีน้ำเงินของคาร์ลเปียกน้อยกว่าของเธอ เขาจึงถอดเสื้อคลุมของเขาคลุมให้เธอก่อนกล่าวขึ้น
“ทำไมท่านหญิงถึงมาคนเดียวล่ะครับ”
“ข้ารอพวกไกอัสเผลอแล้วแอบหนีออกมาตามหาเ้าพวกเขาบอกรอให้ฝนหยุดก่อนแต่ข้าไม่อยากรอ”
“ท่านหญิงไม่น่าทำแบบนี้เดี๋ยวจะไม่สบายเอาได้”
หลังจากคลุมผ้าให้แคเรนแล้วคาร์ลก็เดินนำหน้าเธอเพื่อจะพาออกจากป่า แต่แคเรนดึงแขนเสื้อของเขาเอาไว้จากด้านหลังแล้วกล่าวถามน้ำเสียงเบา
“คนเมื่อครู่ใครหรือ”
“พวกกองทัพะข้าพลาดก็เลยถูกพวกมันจับมา”
“ไม่ใช่”แคเรนจับแขนของคาร์ลแรงขึ้นทำให้เขาชะงักฝีเท้า เธอกล่าวถามเสียงเข้มขึ้น“ผู้หญิงคนนั้นใครหรือ”
คาร์ลชั่งใจนิดหนึ่งสถานการณ์ของเขาตอนนี้ค่อนข้างอ่อนไหวถ้าจะตอบตามตรงแต่เขาไม่อยากโกหกแคเรนจึงหันไปมองเธอแล้วกล่าวตอบ
“น่าจะเป็คนของราชวงศ์มอนเฟอร์เลสนางพยายามจะทดสอบว่าข้ารับพันธสัญญาจากราชวงศ์อื่นได้จริงหรือไม่”
“แล้วเ้าได้ดื่มเืของนางหรือเปล่า”
คาร์ลยิ้มนิดหนึ่งก่อนจะตอบเธออย่างไม่ใส่ใจนัก“ถ้าดื่มเข้าไปจริงๆ ข้าคงเป็ะแล้ว ท่านหญิงจะลองฟันมือข้าดูมั้ยล่ะ”
แคเรนดึงมือของคาร์ลไปกัดอย่างแรงโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัวเขาร้องถามเสียงดัง “ท่านหญิงทำอะไร ข้าเจ็บ”
“ก็เ้าบอกให้ข้าลองฟันดูแต่ข้าอยากกัดแทนไม่ได้หรือ”
“มันก็ได้อยู่หรอก”คาร์ลพึมพำพลางยกมือขึ้นดูรอยกัดจากฟันของแคเรน มีเืไหลซึมออกมาเล็กน้อยเขายื่นมือให้แคเรนดูเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ “ข้ายังาเ็ได้เห็นมั้ย”
“ไม่ต้องดูข้าก็เชื่อเ้า”
“แล้วกัดข้าทำไม”คาร์ลบ่นพึมพำไม่ได้้าคำตอบก่อนจะเดินนำหน้าเธอต่อ
เดินมาได้สักพักใหญ่หมอกจากไอน้ำเริ่มก่อตัวหนาขึ้นในป่าทำให้แคเรนที่ไม่คุ้นชินทางอยู่แล้วมองทางข้างหน้าไม่เห็นเธอพยายามเดินตามหลังคาร์ลให้ทันแต่ฝีเท้าของเขาไวเกินไปจนเริ่มทิ้งห่างเธอแล้วแคเรนสะดุดกับรากต้นไม้จนล้มลงนั่งกับพื้นทำให้คาร์ลหยุดฝีเท้ารีบกลับมาดูเธอแคเรนจึงบ่นกับเขา
“ป่าแถวนี้มืดจังเลย”
“ถ้าไม่รีบออกจากที่นี่อาจจะเจอพวกสัตว์ป่าดุร้ายก็ได้” คาร์ลมองสำรวจไปรอบตัวได้ยินเสียงคำรามของสัตว์ป่าอยู่ห่างออกไปไกลระยะหนึ่ง
“แต่ตาข้าไม่ชินกับความมืดถ้าเกิดขาแพลงหรือถูกอะไรกัดเข้าจะทำให้ยิ่งช้าลงน่ะสิ”
คาร์ลได้ยินก็ก้มลงค้นของจากกระเป่าข้างเอวก่อนหยิบขวดแก้วทรงกลมซึ่งมีลวดลายเหมือนเหลี่ยมบนอัญมณีขนาดเท่านิ้วชี้ออกมาบนคอขวดคล้องสร้อยคอทำจากเงินเอาไว้ มันมีน้ำสีส้มสว่างติดอยู่ที่ก้นขวด
คาร์ลเปิดจุกฝาขวดปล่อยทิ้งเอาไว้สักพักก็มองเห็นแมลงหิ่งห้อยตัวเล็กๆบินเข้ามาตอดน้ำนั้นสองสามตัว คาร์ลจึงปิดฝาขวด แมลงหิ่งห้อยให้แสงสว่างทำให้ขวดเรืองแสงส่องทางรอบๆจนชัดเจนขึ้น เขาคล้องสร้อยให้แคเรน
“ข้าซื้อขวดนี้มาจากร้านเครื่องประดับที่เมืองท่าริเวอร์เวสต์โชคดีจริงๆ ที่ได้ใช้”
“ตั้งใจซื้อให้ข้าหรือเปล่า”แคเรนถามกลับไป ทำให้คาร์ลตอบท่าทางลนลาน
“มันก็...เอาเป็ว่าท่านสวมไว้ก่อน ออกไปข้างนอกได้เมื่อไรค่อยปล่อยหิ่งห้อยไป”
“ขอบคุณนะ”
แคเรนกล่าวก่อนจะยกมือขึ้นกอดอกเนื่องจากอากาศที่เริ่มจะหนาวเย็นขึ้นกว่าเดิมคาร์ลเห็นท่าทางเธออาจจะเดินต่อไม่ไหวเพราะแคเรนแทบไม่เคยออกจากปราสาทเลยั้แ่เด็กไม่ต้องพูดถึงการเดินฝ่าสิ่งแวดล้อมในป่าแบบนี้ คาร์ลลงนั่งชันเข่าหันหลังให้แคเรนแล้วกล่าวกับเธอ
“ขี่คอข้าก็ได้นะน่าจะไวกว่า”
“หาว่าข้าเป็ตัวถ่วงหรือ”
“ท่านอย่าดื้อเลยก็เห็นกันอยู่ว่าไม่ไหว”
คาร์ลให้แคเรนขี่หลังเดินผ่านต้นไม้ใหญ่ท่ามกลางหมอกจางๆที่ปกคลุมตลอดทาง ไม่แน่ใจว่าเป็เพราะแสงจากหิ่งห้อยในขวดแก้วหรือเปล่าที่ทำให้แมลงหิ่งห้อยที่กระจายอยู่ทั่วป่าบินมารวมตัวกันบริเวณรอบๆตัวทั้งคู่ คาร์ลเดินจ้ำไวๆ เพื่อหาทางออกจากป่าโดยเร็วที่สุดป่านนี้พวกไกอัสน่าจะออกตามหาแคเรนแล้ว
“คาร์ล”แคเรนกล่าวเสียงเบาข้างหูเขา “ถ้าเ้าไม่อยู่แล้วข้าจะทำยังไงนะ”
“ท่านหญิงก็หาพ่อบ้านใหม่เท่านั้นเองอาณาจักรนี้มีคนตกงานอีกหลายคนนะ”
“เ้าเลิกพูดเล่นสักทีได้มั้ย”
“ข้าจะอยู่กับท่านให้นานเท่าที่ทำได้อยู่แล้วยังไงคนเราก็ต้องเติบโต และสุดท้ายท่านก็จะไม่กลัวความเปลี่ยนแปลงอีก”สายตาของคาร์ลฉายแววโดดเดี่ยวนิดหนึ่งก่อนกล่าวต่อไป “ถึงตอนนั้นท่านก็คงไม่สนใจข้าแล้วล่ะ”
“เ้าอยากไปอยู่ที่อาณาจักรอื่นมากกว่างั้นหรือ”
“ทำไมถึงพูดแบบนั้น”
“เ้าไม่เคยรับปากอะไรข้าเลย”
“ไม่มีอะไรต้องรับปากนี่นา”
“งั้นก็ช่วยอยู่กับข้าตลอดไปเลยได้มั้ย”
คาร์ลไม่ได้ตอบอะไรเพราะเขาพึ่งเดินพ้นจากเขตพื้นที่ป่ามายังถนนลูกรังที่สร้างขึ้นเป็ทางให้รถม้าสัญจรไปมาทอดตัวผ่านแนวต้นไม้เขาย่อตัวลงเพื่อให้แคเรนลงเดินด้วยตนเอง ตอนนั้นเองที่แสงจากโคมไฟสาดส่องผ่านม่านหมอกเข้าตาทั้งคู่ไกอัสกับทากัสขี่ม้าถือโคมไฟตรงเข้ามาพวกเขาหยุดลงจากหลังม้าแล้วรีบวิ่งเข้ามาหาทั้งคู่
“ท่านหญิงทำไมออกมาไม่บอกไม่กล่าวเลย”ไกอัสกล่าวสีหน้าเป็กังวลก่อนสายตาจะหยุดลงที่คาร์ล “อย่าบอกนะว่าออกมาตามหาเขา”
“ข้าเป็ห่วงคนของข้าไม่ได้หรือ”
“ข้าบอกแล้วว่าเขาไม่เป็ไรแต่ท่านอาจจะมีอันตราย ท่านยังควบคุมพลังได้ไม่ดีไม่ใช่หรือ” ไกอัสยังคงกล่าวเตือนอย่างใจเย็น
“เอาน่าปลอดภัยก็ดีแล้ว เรากลับกันเถอะ” ทากัสตัดบท แคเรนจึงบอกกับทากัส
“ข้าจะไปกับท่านช่วยดึงข้าขึ้นม้าหน่อย”
ทากัสหันรีหันขวางอย่างงุนงงก่อนจะะโขึ้นหลังม้าแล้วดึงตัวแคเรนขึ้นไปนั่งหันข้างห้อยขาอยู่ด้านหน้าเขาเมื่อพร้อมออกเดินทางแล้ว ทากัสจึงหันไปกำชับไกอัส
“พวกเ้าอย่าได้ฆ่ากันตายระหว่างทางเชียว”จบคำทากัสก็ควบม้าวิ่งกลับไปตามถนนลูกรัง
ไกอัสหันไปมองคาร์ลแล้วจึงเดินไปขึ้นหลังม้าเห็นคาร์ลไม่ยอมเดินมา เขาก็รีบะโเรียก
“เ้าจะมามั้ยหรือคืนนี้จะนอนกลางป่า”
คาร์ลไม่ตอบแต่เดินไปขึ้นซ้อนหลังไกอัสแล้วปล่อยให้ไกอัสควบม้าวิ่งตรงไปยังหมู่บ้านซึ่งอยู่ห่างออกไปจากที่นี่ราวห้ากิโลเมตร