ตอนที่ 3 ห้างFoodland Supermarket
หลังจากที่ผมเรียนจบก็ต้องรีบตระเวนหางานทำก็ยื่นใบสมัครงานไว้หลายแห่ง ผมยังหงุดหงิดใจไม่หายโชคชะตาทำไมช่างใจร้ายนักตามความเป็จริงสถาบันการศึกษาที่ผมเรียนเป็สถาบันการศึกษาของรัฐ สังกัดกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งนักศึกษาที่เรียนจบจะได้รับการบรรจุแต่งตั้งในตำแหน่งสัตวแพทย์2 โดยอัตโนมัติ ในกลุ่มของพวกเราที่สนิทสนมกันต่างก็วาดฝันไว้ว่าอยากจะบรรจุลงที่ไหนกันบ้างส่วนใหญ่ก็อยากบรรจุลงใกล้ๆภูมิลำเนาของตนเองกันทั้งนั้น แต่ที่ไหนได้เหตุการณ์ไม่เป็ไปตามนั้น ก่อนที่จะเรียนจบทางสถานศึกษาแจ้งว่า ณ ปัจจุบันเนื่องจากกรมปศุสัตว์มีงบประมาณไม่เพียงพอจึงยังไม่สามารถจะทำการบรรจุนักศึกษาสัตวแพทย์ที่เรียนจบใหม่ได้ จึงขอให้นักศึกษาทุกคนไปประกอบอาชีพอื่นๆก่อนเพื่อหาประสบการณ์ โดยให้บันทึกที่อยู่ที่ติดต่อได้ของแต่ละคนไว้ ถ้ากรมปศุสัตว์พร้อมจะรับการบรรจุแต่งตั้งเมื่อไหร่ทางกรมฯจะแจ้วให้ทราบตามที่อยู่นั้นภายในระยะเวลา 2 ปี นักศึกษาทุกคนได้ยินตามนั้นก็เกิดอาการไม่พอใจเป็อย่างมากจึงเกิดการประท้วงหวุดหวิดเกิดเหตุจาราจน เื่นี้ร้อนถึงอธิบดีกรมปศุสัตว์จึงส่งรองอธิบดีมาพูดคุยเจรจากับกลุ่มนักศึกษาเื่ราวจึงยุติ นักศึกษาก็จำเป็ต้องยอมโดยทางกรมปศุสัตว์ให้การรับรองว่าจะดำเนินการให้ภายในระยะเวลา 2 ปี นักศึกษาทุกคนต่างคนก็ต่างฝันสลายจำเป็ต้องไปเผชิญชีวิตของแต่ละคนเอาเอง....แม่งเอ๊ย!!!...นี่กูตกงานหรือวะนี่
ในกลุ่มเพื่อนสนิทที่เรียกตัวเองว่าแก๊งเด็กเหนือเพราะมีภูมิลำเนามาจากภาคเหนือกันทั้งสิ้น ต่างก็น้อยใจ เศร้าใจ จึงปรึกษาหารือกันว่าจะเอายังไงกันต่อจะอยู่หางานในเมืองหลวงหรือจะกลับไปตั้งหลักที่ภูมิลำเนา แต่ละคนต่างก็มีเหตุผลของตนเอง โดยฝ่ายแรกจะขออยู่เผชิญชะตากรรมในเมืองหลวงต่อเพราะกลับบ้านไปก็ไม่รู้จะไปทำอาชีพอะไรที่บ้านฐานะไม่ค่อยดี และฝ่ายที่สองเลือกที่จะกลับไปตั้งหลักที่บ้านนอกเพราะที่บ้านมีฐานะพอสมควร ส่วนผมเหรออยู่ในฝ่ายแรกจะขอสู้ชีวิตในนครหลวงถึงกลับบ้านที่ลำพูนก็ไม่รู้จะไปทำอะไร จะให้ไปทำไร่ ทำสวนหรือเลี้ยงสัตว์รึที่ทางก็ไม่มีที่สำคัญไม่มีเงินทุนจึงต้องตัดสินใจเผชิญชะตากรรมหางานทำในนครหลวงที่ชื่อ “กรุงเทพมหานครฯ” ต่อไป
เรียนจบแล้วผมก็ยังทำหน้าที่ลูกศิษย์วัดไผ่ตันคอยรับใช้หลวงพ่อตามปรกติ เสร็จหน้าที่ที่วัดแล้วก็ออกตระเวนหางานทำ ยื่นใบสมัครงานไปตามบริษัท ห้างร้านต่างๆที่เขาประกาศรับสมัครพนักงานตามหน้าหนังสือพิมพ์บ้างฟังตามข่าววิทยุบ้างเป็เวลาหลายสัปดาห์จนแทบหมดกำลังใจนี่ถ้าผมไม่โชคดีได้เป็เด็กวัดละก็ยังนึกถึงชะตากรรมของผมเป็ยังบ้างก็ไม่รู้เพราะได้รับความเมตตาจากหลวงพ่อให้ที่พัก ได้กินข้าวก้นบาตรเลยทำให้ผมประหยัดค่าใช้จ่ายได้เป็อันมาก ทำให้ผมอดคิดถึงเพื่อนๆที่ตัดสินใจแบบผมไม่ได้ป่านนี้พวกมันจะเป็ยังไงกันบ้างนะคิดแล้วก็หดหู่ใจ และในที่สุดผมก็ได้รับข่าวดีได้เข้าทำงานในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ผมดีใจมาก... “เฮ้ย!...โคตรหายเหนื่อยเลย...กูมีงานทำงานแล้วดีใจจังโว้ย!!!”
ผมได้งานที่ห้างสรรพสินค้า Foodland Supermarket ในตำแหน่งพนักงาน Packing รายได้วันละ 149 บาท ซึ่งเป็ค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำของกรุงเทพฯในขณะนั้นทำงานวันละ 12 ชั่วโมง แค่นี้ก็พอใจแล้ว หลายคนคงสงสัยซินะว่าพนักงานแผนก Packing คืออะไรทำงานยังไง หน้าที่ของพวกเราก็คือ ประจำที่อยู่กับพนักงานเก็บเงินหรือ Cashier ตรงช่องชำระค่าสินค้า หลังจากลูกค้าชำระค่าสินค้ากับพนักงานเก็บเงินแล้ว พวกเรามีหน้าที่รวบรวมและแยกประเภทสินค้าต่างๆ เช่น ของกินได้แยกไว้และของกินไม่ได้ก็แยกต่างหากเป็ต้น แล้วนำส่งให้ลูกค้าถึงที่รถ ถ้าโชคดีก็จะได้รับทิปจากลูกค้าใจดีบ้างเป็บางครั้ง พนักงาน Packing จะต้องหมุนเวียนไปตามช่องชำระเงินต่างๆทำให้ได้รู้จักCashier มากหน้าหลายตา บางคนอัธยาศัยดี น่ารักแต่บางคนทำตัวน่ากระทืบฉิบหาย!!! คงกลัวเราไปพูดแทะโลมละมั้ง...อีเว้นเอ้ยอย่างกับมันสวยตายห่า...เฮ้อ...นานาจิตตังไม่ถือสาให้เมื่อยกบาลหรอก แล้ววันหนึ่งทางห้างได้รับพนักงานCashier รุ่นใหม่เข้ามาทำงานเพื่อทดแทนรุ่นเก่าที่บางคนได้เลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้นหรือบางคนที่ลาออก ไอ้หนุ่ม Packingน้อยใหญ่ทั้งหลายต่างตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจกันไปทั่ว เหมือนปลาได้กระแสน้ำใหม่หลังจากที่อยู่กับน้ำเน่ามานานแสนนาน ผมสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อมีคนมาสะกิด
“ไอ้หนึ่ง...มึงเห็นนางฟ้าเหมือนที่กูเห็นรึป่าววะ...แม่งโคตรแจ่มทั้งนั้นเลยแต่ละนางสุดยอดเลยหวะ” ไอ้แห้วเพื่อนสนิทผมมันพูดแล้วยังจ้องสายตาไปยังCashier รุ่นใหม่ที่พึ่งเข้ามาทำงานวันแรกแบบหื่นกระหาย
“เออ!..กูเห็นแล้วก็แค่พนักงานใหม่หนะมึงจะตื่นเต้นอะไรกันนักหนาวะไอ้แห้ว”ผมตอบ
“ตื่นเต้นซิวะ แต่ละนางสาวๆสวยๆกันทั้งนั้น...โอ้แม่เ้าขอแห้วจีบได้เป็แฟนซักคนเถอะเ้าประคุณเอ๊ย” มันเพ้อเจ้อของมันไปเรื่อยผมมองเห็นแล้วส่ายหน้า
หลังจากการเปลี่ยนถ่ายCashier รุ่นใหม่ให้เข้ามาทำงานแล้วพวกหนุ่มๆPacking น้อยใหญ่ต่างกระชุ่มกระชาย ทำงานกันแบบยิ้มแย้มแจ่มใสหัวใจเบิกบานผมเองก็เช่นกันจิตใจเพลิดเพลินกับการทำงานเป็อย่างมากโดยเฉพาะกับสาวคนนี้
“สวัสดีครับ...”ผมทักทาย “สวัสดีค่ะ” เธอทักทายตอบ “พึ่งมาทำงานที่นี่เป็ที่แรกรึป่าวครับ” ผมถามต่อ“ค่ะ...พอกุ๊กไก่เรียนจบก็ได้งานทำที่นี่เลยค่ะถือว่าโชคดีมากเลยค่ะเอ่อ...แล้วคุณ?” ผมสะดุ้งเล็กน้อย “อ๋อ...ผมชื่อหนึ่งครับขอโทษด้วยครับที่ผมลืมแนะนำตัวไปครับ...คุณกุ๊กไก่...แฮ่ๆๆ” เธอยิ้มอายๆ (ฮั่นแน่คิดจะจีบเค้าละซิ...อิๆๆๆ -มึงอย่ามายุ่งได้ไหมไอ้สติมันเื่ของกู) กุ๊กไก่เธอเป็หญิงสาวตัวเล็กๆ ผิวขาวหน้าตาน่ารักเหมือนตุ๊กตาบาบี้รึป่าว...ไม่รู้สิผมเป็ผู้ชายไม่ชอบเล่นตุ๊กตาแต่เอาเป็ว่าน่ารักก็แล้วกัน อัธยาศัยดีพูดเก่งยิ้มเก่งนิสัยร่าเริง แล้วผมก็สะดุ้ง!
“พี่หนึ่งคะ...เป็อะไรรึป่าวคะเห็นยืนเหม่อแล้วยิ้มๆด้วยตลกจริงเลย”บ้าไปแล้วกูทำอะไรเฮ่ยๆต่อหน้าสาวรึนี่เป็เพราะมึงคนเดียวเลยไอ้สติแตกเอ๊ย!!!ไปไกลๆตีนกูเลย...ไอ้เวร.
“อ๋อ...ไม่เป็ไรครับแค่รู้สึกมึนหัวเล็กน้อยนะครับ...ผมไม่เคยมีอาการแบบนี้มาก่อนเลยนะแปลกจริงๆเลย เอ๊ะ...รึว่าจะแพ้ความน่ารักของคุณกุ๊กไก่” ผมพูดแก้เก้อ(ว่าไปนั่นไอ้เด็กวัดแถเอาจนได้นะมึง...อิๆๆๆ - มึงอยู่เฉยๆกูจัดการเื่ของกูเองได้โว้ย...ไปไกลๆเลยไอ้สติแตก)
การทำงานของผมก็เป็ปกติดีทุกอย่าง ผมเป็คนอ่อนน้อมถ่อมตนแถมค่อนข้างขี้อายอีกตางหาก จนเพื่อนๆบางคนล้อว่าผมเป็ “ไอ้ทิ่ม”ก็ว่ากันไปผมไม่โกธรหรอก แต่สำหรับกุ๊กไก่ไม่ได้เป็แบบนั้น เธอคอยเป็ห่วงเป็ใยในตัวผมเป็อย่างมาก ผมเป็โรคกระดูกทับเส้นผลพวงมาจากเื่การเรียน ตอนไปฝึกงานที่ด่านกักสัตว์ อ.ด่านขุนทด ผมขึ้นไปฉีดวัคซีนให้วัวบนรถบรรทุกวัวแต่ผมดันพลาดโดนวัวเตะตกรถโคตรเจ็บเลยพวกรุ่นพี่เห็นเหตุการณ์ก็รีบนำตัวผมส่งโรงพยาบาลที่ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา หมอบอกว่าเป็ผลจากการกระแทกเลยเป็อาการของกระดูกทับเส้นถ้าจะให้หายขาดต้องผ่าตัดหรือไม่ก็เอายาไปกิน ผมเลือกเอายาไปกินผมจะผ่าตัดได้ยังไงเงินก็ไม่มีแล้วอีกไม่กี่วันผมก็จะเรียนจบแล้ว อาการนี้มันติดตัวผมมาตลอดผมต้องกินยาแก้ปวดทุกๆ 4 ชั่วโมง กุ๊กไก่เป็คนชอบสังเกตว่าทำไมผมต้องไปร้านขายยาในห้างบ่อยๆ เธอเลยถามตรงๆว่า “พี่หนึ่งไปร้านขายยาทุกวันเลยเป็อะไรรึเปล่าบอกไก่มาตามตรงนะห้ามโกหก” เจอมุกนี้ผมไปไม่เป็เลย...ก็เลยเล่าเื่ทุกอย่างให้กุ๊กไก่ฟังทั้งหมด “เื่ก็เป็อย่างแหละจ้ะกุ๊กไก่” ผมบอก เธอหัวเราะเลิกน้อยแล้วก็ทำงานต่อไป วันต่อมาผมเจอกุ๊กไก่เธอยื่นกระปุกยามาให้ใหญ่มากเลยแล้วพูดว่า “เอ้า...เอาไปยาแก้ปวดคราวหลังไม่ต้องไปซื้อย่อยอีกแล้วมันเปลือง” “กระปุกใหญ่จังเลยพี่ไม่มีเงินซื้อหรอกนะ” ผมบอก “แล้วใครให้พี่ซื้อกันล่ะไก่เอาจากบ้านเองเตี่ยของไก่ท่านเปิดร้านขายยาไก่ก็เลยขอมาให้พี่ไง”ไก่อธิบาย “แล้วเตี่ยไม่ว่าเอาเหรอว่าเอาไปให้ใคร” ผมถาม “จะว่าได้เหรอแค่ไก่บอกว่าจะเอาไปบริจาคให้คนพิการก็แค่นั้นแหละ...เอารับไปซิ” ผมยื่นมือไปรับแบบเขินๆเห็นกูเป็คนพิการซะแล้ว“ขอบใจมากนะกุ๊กไก่เธอใจดีกับพี่เสมอเลยนะ” ผมขอบคุณแล้วรับกระปุกยามานึกในใจโชคดีแท้วะกูคงไม่ต้องซื้อยาไปอีกเป็ปีล่ะมึง ผมกับกุ๊กไก่เราสนิทกันมาก หลังเลิกงานเธอชอบชวนผมไปเที่ยว ช็อปปิ้ง ดูหนัง แล้วก็กินข้าว เป็ที่สนุกสนาน เวลาเดินไปด้วยกันกุ๊กไก่จะคอยเกาะแขนผมตลอดเวลาเหมือนน้องสาวกับพี่ชายยังไงยังนั้นเลยหญิงสาวตัวน้อยดูร่าเริงจริงๆ ผมเห็นแล้วน่าเอ็นดูมาก เรามีน้องสาวแล้วหรือนี่ (อย่าพึ่งดีใจไปชะตากรรมของมึงยังไม่หมดแค่นี้ –ไอ้สติมากวนใจกูอีกแล้วนะที่มึงพูดหมายความว่ายังไงวะ –ต่อไปเดี๋ยวมึงก็จะรู้เองนะแหละ )
แล้วมีอยู่วันหนึ่ง มีพนักงานประชาสัมพันธ์ของห้างเข้ามาถามหาคนชื่อ นายณพฉัตร เปาชัย แจ้งว่ามีโทรศัพท์สายด่วนมาหาให้รีบไปรับด้วย ผมแปลกใจมากเบอร์โทร.ที่นี่ผมไม่ได้บอกใครนี่นอกจากหลวงพ่อ “เฮ้ย!!! หรือจะเกิดเื่ขึ้นกับหลวงพ่อ” ผมใมากรีบเข้าไปรับโทรศัพท์ “ฮัลโหล...สวัสดีครับ” “ไอ้หนึ่งเหรอ...หลวงพ่อเองนะ” ผมได้ยินเสียงปลายสายก็ใมาก“หลวงพ่อ...มีอะไรหรือเปล่าครับ หลวงพ่อเป็อะไรรึเปล่า มีเื่ด่วนอะไรหรือครับ ผมยังไม่เลิกงานเลย” ผมใเลยพูดจาละล่ำละลัก “เออ!..หลวงพ่อรู้แล้วหลวงพ่อไม่เป็อะไรหรอก...ว่าแต่มันมีเื่ที่หลวงพ่อจำเป็ต้องรีบบอกให้เองได้รับรู้...คือมีเ้าหน้าที่ของบริษัทที่เอ็งไปสมัครงานไว้ในตำแหน่งสัตวแพทย์หรือสัตวบาลอะไรซักอย่างนี่แหล่ะ เค้าโทรมาแล้วให้เอ็งติดต่อกลับโดยด่วน หลวงพ่อร้อนใจก็เลยรีบโทรมาบอกเองกลัวเองจะพลาดโอกาส ยังไงก็แล้วแต่เอ็งนะตัดสินใจให้ดีนะ หลวงพ่อก็มีเื่บอกให้เอ็งรู้เท่านี้แหล่ะ” แล้วหลวงพ่อก็วางสายไปผมยังอึ้งอยู่แต่พอตั้งสติได้ผมก็รีบโทรศัพท์ไปหาบริษัทตามที่หลวงพ่อให้เบอร์โทรศัพท์ไว้
“สวัสดีค่ะ...บ.อาหารสัตว์ไทย (มหาชน) จำกัดค่ะ” ผมใเล็กน้อยแล้วจึงพูดออกไปว่า “ผมชื่อ ณพฉัตร เปาชัย ครับ คือว่าตอน่บ่ายมีโทรศัพท์มาหาผมเื่ที่ผมเคยไปสมัครงานกับทางบริษัทฯเอาไว้แล้วบอกให้ผมติดต่อกลับด่วน ผมเลยโทร.เข้ามาสอบถามหนะครับ” ผมอธิบายไป “ค่ะ...รอซักครู่นะคะ...คุณณพฉัตร เปาชัย นะคะ ตามที่คุณได้ยื่นสมัครงานกับทางบริษัท อาหารสัตว์ไทย (มหาชน) จำกัดของเรา ทางบริษัทฯยินดีรับคุณณพฉัตร เข้าทำงานในตำแหน่งสัตวบาลส่งเสริมการตลาดภาคตะวันออกเฉียงเหนือค่ะ โดยคุณณพฉัตร จะต้องไปรายตัวกับผู้จัดการใหญ่ ที่คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เวลา 09.00 น. ในอีก 2 วันนะคะ สวัสดีค่ะ” ผมงงอยู่พักหนึ่งแล้วก็ตั้งสติได้ มันเกิดอะไรขึ้นกับกูกันนี่ตั้งตัวไม่ทันเลย วันมะรืนเหรอก็อีก 2 วันถัดไปนะซิวะ โอ้!!! แม่เ้าจะทำยังไงดีวะนี่!!!
ในวันนั้นผมสับสนไปหมดเลย ไม่พูดจารึเสาวนากับใครทั้งสิ้นแม้แต่กับกุ๊กไก่...กุ๊กไก่เห็นผมทำตัวผิดปกติเธอก็คอยมาถามอยู่เรื่อยๆ“พี่หนึ่งเป็อะไรรึเปล่าคะทำไมไม่พูดไม่จาเลย ไม่สบายรึป่าวให้ไก่พาไปหาหมอไหมคะ” เธอถามอย่างเป็ห่วง “ไม่เป็ไรหรอกจ้ะไก่พี่แค่รู้สึกเวียนหัวนิดหน่อยหนะครับตอนนี้ดีขึ้นแล้วจ้ะ” ผมอยากจะบอกกุ๊กไก่กับเื่ที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่กล้ากลัวเธอจะทักท้วง ตัดสินใจว่าเลิกงานแล้วจะรีบกลับวัดไปปรึกษาหลวงพ่อเพื่อขอรับคำแนะนำ พอกลับถึงวัด เวรกรรม!!!...หลวงพ่อไม่อยู่วัดไปรับกิจนิมนต์ซะอีก ทำไงดีวะ คืนนั้นทั้งคืนผมนอนไม่หลับเลยในสมองมันมั่วกันไปหมด พยายามรวบรวมสติแล้วก็เกิดคำถามและทางเลือกขึ้นมาในหัวสมองรวบรวมได้ 4 ข้อคือ
1. ผมมีงานทำแล้วถึงไม่ตรงกับสายงานที่เรียนมาก็ตาม แต่ก็เลี้ยงชีพได้
2. ในเมื่อมีโอกาสที่มีคนเขาหยิบยื่นมาให้ได้ทำงานตามสายอาชีพที่ร่ำเรียนมาเราจะไม่เอารึวะ
3. พ่อ – แม่ ส่งเรามาเรียนเพื่ออะไรเพราะอยากให้เราเข้ารับราชการไม่ใช่หรือ ถึงตอนนี้จะมีปัญหาจากทางกรมฯ แต่นี่ก็เป็โอกาสที่เราจะหาประสบการณ์ในวิชาชีพไม่ใช่รึ?
4. แล้วกุ๊กไก่ล่ะจะเอายังไง จะบอกหรือไม่บอก ถ้าบอกคงไม่ได้ไปแน่ๆ แต่ถ้าไม่บอกแอบหนีไปเฉยๆน้องกุ๊กไก่เธอต้องเสียใจอย่างมากแน่นอน
โอ๊ย!!!...จะเอายังไงดีวะ แม่งเอ๊ย!...ให้เวลากูตัดสินใจแค่ 2 วัน เครียดโว้ย!!! ไอ้สติมึงมาช่วยกูคิดหน่อยสิโว้ย ทีเื่อื่นแม่งเสือกจัง (เออ...กูมาแล้วไอ้เวรโวยวายเป็เด็กๆไปได้ มึงลองคิดให้ดีนะถ้ามึงอยู่ที่ห้างFoodLand ต่อไปมึงก็เป็ได้แค่พนักงานต๊อกต๋อยอยู่อย่างนี่แหละ สู้ออกไปเผชิญชีวิตโดยที่จะได้ใช้ความรู้ความสามารถที่ได้ร่ำเรียนมาไม่ดีกว่ารึ– เออ..มึงก็พูดถูก) “เอาวะเป็ไงเป็กันกูขอไปเผชิญชะตากรรมเอาข้างหน้าก็แล้วกัน กุ๊กไก่...พี่ขอโทษนะ...พี่จำเป็ต้องไปจริงๆเพื่ออนาคตของตัวพี่เอง อย่าหาว่าพี่เป็คนเห็นแก่ตัวเลยนะ...น้องสาวคนสวย” ผมบ่นพึมพำ และแล้ววันถัดมาผมก็ตัดสินใจยื่นใบลาออกจากงานโดยผมเขียนจดหมายขึ้นมาฉบับหนึ่ง เขียนใจความว่า “เพื่อนๆที่รักทุกคน ไอ้โอ๊ด ไอ้แห้ว แล้วก็น้องสาวกุ๊กไก่ที่น่ารักที่สุดของพี่ เรามีความจำเป็อย่างยิ่งที่ต้องด่วนจากพวกเราทุกคนไปทั้งที่จริงไม่อยากไปเลยแม้แต่น้อยแต่เพื่อความฝันและอยากจะใช้วิชาความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาเพื่อพัฒนาตัวของเราเอง เพื่ออนาคตของเราเองเราจึงตัดสินใจอย่างเร่งด่วนเพราะเขาให้เวลาเรามาจำกัดซึ่งต้องให้เราไปรายงานตัวเพื่อรับตำแหน่งสัตวบาลส่งเสริมการตลาดของบ.อาหารสัตว์ไทย (มหาชน) จำกัด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดขอนแก่นในวันพรุ่งนี้ จึงไม่มีเวลาได้บอกลากันเป็การส่วนตัว เรารู้สึกเสียใจมากเหมือนกับว่าเราเป็คนเห็นแก่ตัว ในการตัดสินใจในครั้งนี้เป็การตัดสินใจที่ยากที่สุดแต่ก็ต้องทำเพื่ออนาคตในวิชาชีพที่เราเรียนมา เราต้องขอโทษทุกคนด้วยที่ไม่ได้มาบอกลาด้วยตนเอง ไอ้โอ๊ด ไอ้แห้ว กูขอฝากดูแลน้องสาวคนสวยของพวกเราด้วยนะ เราจะขึ้นรถที่สถานีหมอชิตสายอีสาน กรุงเทพฯ – ขอนแก่น คืนนี้เวลา 20.00 น. ขอให้ทุกคนโชคดีนะถ้าหากยังมีวาสนาต่อกันเราคงได้พบกันอีกนะขอสวัสดีทุกๆคนและขอให้โชคดีกันตลอดไป จากไอ้หนึ่งจอมทิ่ม” ผมเอาจดหมายฝากไว้ที่เค้าเตอร์ประชาสัมพันธ์บอกว่าฝากให้น้องกุ๊กไก่Cashier และแล้วเวลาเดินทางก็มาถึงผมกราบลาหลวงพ่อผู้มีพระคุณอันล้นพ้นอย่างสูงแก่ผม แล้วก็เดินทางไปขึ้นรถที่สถานีขนส่งหมอชิตโดยมีไอ้ตุ๊เพื่อนสนิทที่เป็เด็กวัดด้วยกันแถมยังเป็เพื่อนร่วมสถาบันเดียวกันกับผมอีกด้วยตามมาส่ง รถทัวร์มาจอดรออยู่แล้วสายกรุงเทพ-ขอนแก่น แต่ยังไม่ถึงเวลารถออกเดินทาง ผมบอกลาไอ้ตุ๊แล้วก็กำลังจะไปขึ้นรถจู่ๆก็มีคนกุล่มหนึ่งวิ่งะโเรียกชื่อผมตรงเข้าหานั่นก็คือ ไอ้โอ๊ด ไอ้แห้ว และกุ๊กไก่ แอบตามมาส่งด้วย ผมดีใจมากแทบร้องให้เลย “มากันได้ยังไงนี่” ผมถาม “ก็พวกเรามาส่งพี่หนึ่งสุดทึ่มยังไงล่ะคะ” กุ๊กไก่บอก “ผมต้องขอโทษทุกๆคนด้วยนะครับเวลามันกระชั้นชิดจริงๆ ตอนแรกผมกะจะไม่บอกใครด้วยซ้ำ แต่มาคิดดูอีกทีถึงไม่ได้บอกลาด้วยตัวเองก็น่าจะเขียนจดหมายลาก็น่าจะได้ดีกว่าหายไปเฉยๆต้องขอโทษอีกครั้งนะครับคงไม่โกธรกันนะ” ผมกล่าวขอโทษเพื่อนๆ “พวกเราไม่มีใครโกธรมึงหรอกเพราะมึงตัดสินใจเพื่ออนาคตของตัวมึงเองมึงทำถูกแล้วล่ะเพื่อน” ไอ้โอ๊ดพูด “สงสารก็แต่ไอ้ตัวน้อยนี่แหล่ะพอรู้พี่หนึ่งจะไปร้องห่มร้องไห้ใหญ่เลยแบบไม่อายคนในห้างเลยนะ พวกกูช่วยกันปลอบแทบตายกว่าจะหยุดร้องไห้” ไอ้แห้วบอก “ไหน..มาให้พี่ดูหน่อยซิ..ตายังบวมอยู่เลย..ไม่เอานะน้องรักของพี่พี่ไม่ได้ไปตายซะหน่อยไปเพื่ออนาคตต่างหากหนูควรจะดีใจกับพี่ซิถึงจะถูก ถึงเราอยู่กันคนละที่เราก็สื่อสารกันได้นี่จะเป็โทรศัพท์ จดหมาย หรือจะให้ดีธนาณัติก็ยังได้เลย” ผมปลอบไก่ “พี่ส่งให้หนูนะ” แล้วเราก็หัวเราะกัน “กุ๊กไก่...เขียนที่อยู่ไว้ให้พี่หน่อยนะถ้าถึงที่นู่นแล้วได้ที่อยู่เป็หลักแหล่งแล้วพี่จะเขียนจดหมายมาบอกนะ พวกมึง 2 คนหนะดอยดูแลน้องเล็กให้ดีล่ะอย่าให้ใครมารังแกน้องได้นะโว้ย!” ผมสั่ง “เออ...ไอ้นี่มันหวงหรือมันห่วงกันแน่วะ” ไอ้แห้วพูด “ห่วงโว้ย!ไม่ได้หวงถ้าน้องเค้าเจอคนดีๆที่จะคอยดูแลน้องได้หนะกูก็หมดห่วงแล้ว...เอาล่ะกูคงต้องไปแล้วล่ะขอบใจทุกคนนะที่มาส่ง ไอ้ตุ๊กูขอบใจมึงมากเลยนะที่คอยช่วยเหลือและดูแลกูมาตลอด2 ปีกว่านี่หนะไอ้เพื่อนรัก ถ้าพวกเรายังมีวาสนาต่อกันคงได้พบกันอีกนะ” ผมสั่งลา “พี่หนึ่ง...หนูขออะไรอย่างซิ” กุ๊กไก่ถาม “ขออะไรว่ามาเลย” “หนูขอกอดพี่หน่อยซิ” “อ้าว...แล้วจะรออะไรล่ะ เข้ามาซิ” ผมอ้าแขนรอแล้วสาวน้อยก็เข้ามาสวมกอดแล้วพูดว่า“หนูคงคิดถึงพี่มากแน่ๆเลย...พี่ดูแลตัวเองให้ดีนะพี่ทึ่ม” เธอหยอก “หนูก็เหมือนกันพี่ก็คงคิดถึงหนูน้อยของพี่คนนี้มากเหมือนกัน ดูแลตัวให้ดีนะแล้วก็อย่าดื้อกับพวกพี่ๆเค้าล่ะโดยเฉพาะกับไอ้แห้วมันยิ่งบ้าๆบอๆอยู่ด้วย”ผมบอกกุ๊กไก่ “อ้าว...ทำไมมาลงที่กูวะ...เซ็ง” แล้วเราก็หัวเราะกันอย่างขบขัน และแล้วเวลาจากกันก็มาถึงรถทัวร์เข้าเทียบชานชรานานแล้วพอประตูรถทัวร์เปิดผมบอกลาทุกคนอีกครั้งแล้วก็หิ้วสัมภาระขึ้นรถ ระหว่างชุลมุนของผู้โดยสารต่างแย่งกันจะขึ้นรถ ผมรู้สึกว่าโดนชนที่ด้านหลังแต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไรจนขึ้นรถได้แล้วจัดแจงเก็บสัมภาระเรียบร้อยจึงควานหากระเป๋าสตางค์ที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงด้านหนัง ปรากฏว่าหายไปแล้วผมใมากสงสัยคงโดนล้วงไปตอนที่ชุลมุนขึ้นรถแน่ๆ พอตั้งสติได้ผมหันไปมองด้านข้างรถเห็นไอ้ตุ๊และกลุ่มเพื่อนๆของผมยังอยู่ผมดีใจมากรีบออกไปที่ประตูรถแล้วะโ
เด็กเทพวัดไผ่ตัน
เด็กเทพวัดไผ่ตัน
“เพื่อนๆโว้ย!...กูโดนล้วงกระเป๋าสตางค์โว้ย!!! แม่งซวยฉิบหายใครเอาของกูไปขอให้มันฉิบหายไปตลอดชีวิต เพื่อนๆกูขอยืมเงินสัก 100 ซิเอาไว้ติดตัวเป็ค่าเดินทาง แม่งเอ๊ย!!!ซวยฉิบหายยังไม่ทันไปไหนเลยโดนซะแล้ว” ผู้โดยสารทั้งที่อยู่ในรถและที่อยู่ข้างนอกก็ต่างใกันไปหมดที่ผมโวยวายไอ้ตุ๊และเพื่อนๆได้ยินมันก็รีบมาหาผมแล้วยื่นเงินให้ผมคนละ100บาทแล้วไอ้ตุ๊มันก็พูดขึ้นว่า “ไอ้หนึ่ง...มึงยังไม่ได้เดินทางก็เกิดเื่ซะแล้ว...เป็ลางไม่ดีเลยหวะ...กูว่ามึงอย่าไปเลยเพื่อนกลับไปอยู่วัดกับกูเถอะ”
เด็กเทพวัดไผ่ตัน
เด็กเทพวัดไผ่ตัน