บทที่ 15 ความลับของตระกูลไป๋
เมื่อพูดถึงเื่บุตรชาย สีหน้าของอนุหลี่ก็ยิ่งแย่ลงไปอีก นางรู้สึกเสียใจเป็อย่างมาก ความรู้สึกเสียใจนี้ไม่อาจบรรยายเป็คำพูดได้…
ถึงกระนั้นนางยังรู้สึกโกรธแค้นฉินจงเจิ้งอยู่บ้าง เหตุใดเมื่อคืนถึงได้ทำเกินเลยขนาดนั้น หากเขาไม่ทำรุนแรงเกินไป บางทีบุตรคนนี้ของนางอาจจะยังอยู่ในครรภ์ของนางก็ได้!
“พอแล้ว อย่าพูดถึงเื่ของนางเด็กชั่วช้านั่นอีก ข้าได้ยินแล้วรู้สึกรำคาญใจยิ่งนัก เ้าไปดูซิว่ายาต้มเสร็จหรือยัง? ข้ารู้สึกเจ็บท้องมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว และก็เอากระถางดอกไม้นี่ไปทิ้งซะ อย่าให้ข้าเห็นอีก!! สำหรับผู้ที่อยู่ในห้องนี้ห้ามใส่เสื้อผ้าสีแดง ให้เปลี่ยนเป็สีขาวทั้งหมด
ผู้ใดกล้าฝ่าฝืนข้อห้ามของข้า ข้าจะให้นางได้ลิ้มรสไม้เรียวห้าสิบที”
เมื่อสาวใช้ในห้องได้ยินดังนั้น จึงรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาดของตนเองทันที
ขณะนั้น ฉินจงเจิ้งได้ยินความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของฉินหยวนก็ยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ แล้วตอบกลับไปว่า “ครั้งนี้เป็ความผิดของอนุหลี่จริง ไม่เกี่ยวกับเ้าเลย ถ้าอย่างนั้น ลงโทษอนุหลี่ด้วยการกักบริเวณเป็เวลาเจ็ดวันก็แล้วกัน ไปเถิด! เ้าก็รีบไปหาหมอ เพื่อตรวจดูเสียหน่อยหน้าของเ้ายังบวมอยู่เลย!”
ลงโทษโดยการกักบริเวณเป็เวลาเจ็ดวันอย่างนั้นหรือ?! ฉินหยวน หัวเราะอยู่ในใจ ช่างเป็การลงโทษที่หนักหนาสาหัสเสียจริง! หากนางไม่ได้หันหน้าหลบไปเมื่อครู่ กลัวว่านางคงไม่ได้เป็ใบ้เพียงอย่างเดียว แต่ตอนนี้กลับกลายเป็หูหนวกไปแล้ว
่เวลานั้น ปล่อยให้อนุหลี่ได้ลิ้มรสความทุกข์ทรมานจากการถูกกักบริเวณเป็ครั้งแรกหลังจากสูญเสียลูกไปแล้ว ความเสียใจคงกัดกินหัวใจนางอย่างไม่หยุดยั้งเป็แน่!
หวังว่าอนุหลี่จะสามารถผ่านพ้นสัปดาห์นี้ไปได้
“ท่านพ่อช่างเฉลียวฉลาดยิ่งนัก งั้นลูกขอตัวก่อนเ้าค่ะ” ฉินหยวนไม่ได้พูดอะไรมาก ก็พาฉินซูออกจากเรือนหยก เพื่อกลับไปยังเรือนของตนเองทันที
หงอวี้แอบหลบออกจากเรือนหยก ไปเชิญหมอมาั้แ่เมื่อครู่แล้ว ดังนั้นพอพวกเขากลับมาก็เห็นท่านหมอนั่งรออยู่ก่อนแล้ว หลังจากที่ท่านหมอตรวจดูอาการและจ่ายยาแล้ว แม่นมหลินก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
ใบหน้าของฉินหยวนทาด้วยยาเย็นชั้นหนึ่ง ความเ็ปเดิมก็บรรเทาลงไปมาก ฉินซูมองหน้าพี่สาวของตน ในที่สุดก็อดถามไม่ได้
“ท่านพี่ เหตุใดท่านพ่อถึงปฏิบัติต่อพวกเราเช่นนี้?”
"ไม่มีทำไม ท่านพ่อเคยไม่เป็แบบนี้ั้แ่เมื่อไหร่กัน
“เ้าไม่ต้องถามหาเหตุผลหรอก ท่านพ่อก็เป็เช่นนี้มาโดยตลอด เื่ของท่านพ่อเ้าไม่ต้องไปสนใจ ตอนนี้เ้าแค่ตั้งใจเรียนให้ดีก็พอแล้ว หากในเรือนของเ้ามีสิ่งใดขาดเหลือก็บอกพี่ได้ ตอนนี้ท่านแม่ไม่อยู่ พี่จึงอยากจะดูแลเ้าให้ดี” เมื่อเอ๋ยถึงเื่นี้ ดวงตาของฉินหยวนก็พลันเ็าลงเมื่อนึกถึงสิ่งที่ฉินจงเจิ้งทำ แต่เมื่อเห็นฉินซูยังอยู่ที่นี่ นางก็เก็บอารมณ์ไว้และสีหน้าของนางก็อ่อนลงมาทันที
แม่นมหลินแม้ว่าจะรู้สึกว่านายท่านฉินทำเกินไป แต่ก็ยังหวังว่าคุณหนูของนางจะไม่ต่อกรกับเขาเช่นนี้อีก
“คุณหนูเ้าค่ะ ถึงแม้ว่าคำพูดของข้าจะไม่น่าฟัง แต่บางครั้งเราก็ต้องยอมอ่อนข้อให้พวกเขาบ้างนะเ้าคะ อย่าไปขัดใจพวกเขาเลย ไม่เช่นนั้นคุณหนูจะต้องเป็ฝ่ายเสียเปรียบ!”
ฉินหยวนยิ้มออกมาทันที เหตุใดจะทำไม่ได้ ตอนนี้นางก็ทำได้และอีกไม่นานนางจะต้องเอาชนะพวกเขาได้อย่างแน่นอน
“ชิงเหอ ตอนนี้ก็เย็นมากแล้ว เ้าไปส่งคุณชายกลับเรือนเถิด… อาซูเ้าพักผ่อนให้ดีนะ ถ้ามีอะไรก็มาหาพี่ได้ตลอดรู้หรือไม่?” ฉินหยวนลูบหัวของฉินซูพลางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ฉินซูรู้ว่าพวกเขาเหมือนจะมีเื่บางอย่างที่ไม่อยากให้ตนเองรู้ ถึงแม้เขาจะไม่เต็มใจเท่าไหร่ก็ยังพยักหน้าอย่างว่าง่ายแล้วเดินออกไปพร้อมกับชิงเหอ
“แม่นมหลิน คิดว่าข้าเป็คนที่จดจำเื่เล็กน้อยเ่าั้แล้วเกลียดชังเขามาจนถึงทุกวันนี้อย่างนั้นหรือ? เื่ราวมากมายที่เกิดขึ้นใน่หลายปีมานี้ เ้าก็เห็นกับตาแล้ว ข้าไม่เหมือนท่านแม่ ข้าไม่เคยรู้สึกเลยว่าท่านพ่อรักพวกเราอย่างใจจริง เ้ารู้หรือไม่? เื่ที่ตระกูลไป๋ล่มสลายไปนั้น ท่านพ่อก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เขาคิดว่าการทำลายล้างตระกูลไป๋ จะสามารถลบเื่ราวในอดีตที่เขาอาศัยตระกูลไป๋ไต่เต้าขึ้นมาจนมีถึงทุกวันนี้ ช่างน่าขันยิ่งนัก!” ฉินหยวนเห็นฉินซูออกไปแล้ว นางจึงยิ้มอย่างเ็าแล้วเล่าความจริงออกมา
หงอวี้ที่ยังอยู่ในห้องมองฉินหยวนด้วยความตกตะลึง ศีรษะที่เชิดขึ้นก็ก้มลง หงอวี้ดูเหมือนจะเริ่มเข้าใจความคิดของคุณหนูแล้ว เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงเื่ราวในอดีตและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ถ้าหากคนจากจวนองค์ชายหนิงไม่มาเยือนที่นี่ นายท่านอาจจะคิดจะฆ่าคุณหนูจริง ๆ
เมื่อคิดถึงเื่นี้ หงอวี้ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งตัว ท่านย่าให้กำเนิดบุตรชายแบบไหนกัน ถึงได้ทำเื่โหดร้ายเช่นนี้ได้
แม่นมหลินก็อ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออก นางไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าการล่มสลายของตระกูลไป๋ ฉินจงเจิ้งจะมีส่วนเกี่ยวข้อง
นางคิดไปเองว่าเป็เพราะตระกูลไป๋ทำการค้าไม่ดีถึงได้เป็เช่นนี้
“ช่างเืเย็น ใจดำ อกตัญญู มันแย่ยิ่งกว่าหมูหมาเสียอีก เขากล้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร นั่นคือตระกูลเดิมของฮูหยินเชียวนะ” แม่นมหลินคิดแล้วก็นึกถึงเื่อื่น ๆ ตามมา นางเหมือนจะเข้าใจบางอย่างแล้ว “ถ้าอย่างนั้น... คุณหนูเ้าค่ะ แล้วฮูหยินจะทำเช่นไร! ฮูหยินยังอยู่ในวัด นายท่านจะลงมือทำร้ายฮูหยินหรือไม่เ้าคะ?”
ฉินหยวนปลอบโยนด้วยการลูบมือนางอย่างแ่เบา ก่อนจะััใบหน้าของตนเองที่ยังเจ็บอยู่ ก่อนจะตอบเสียงเบาว่า “ไม่หรอก ตอนนี้เขายังคิดจะบีบเคล้นสิ่งที่มีประโยชน์จากข้า อีกอย่างตอนนี้ข้ามีองค์ชายหนิงคอยช่วยเหลือแล้ว เขาไม่อาจทำร้ายท่านแม่ได้ง่ายดายนักหรอก ถึงแม้ตระกูลฉินจะร่ำรวยมากเพียงใด แต่ต่อหน้าอำนาจของราชวงศ์ก็ไร้ความสามารถ นี่เป็เหตุผลที่ข้าต้องเข้าหาองค์ชายหนิง เพราะมีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่พวกเราจะสามารถออกจากจวนตระกูลฉินได้”
สำหรับคนที่อยู่ในห้องนี้ล้วนเป็คนที่ฉินหยวนไว้ใจ ไม่เพียงแค่ในชาตินี้เท่านั้น แต่ในชาติก่อนพวกนางก็อยู่เคียงข้างเฝ้ามองชีวิตอันแสนสั้นของฉินหยวนมาโดยตลอด ดังนั้น ฉินหยวนจึงไว้วางใจพวกนางอย่างมากและเต็มใจจะบอกแผนการในตอนนี้ให้พวกนางรู้
หงอวี้และแม่นมหลินต่างก็อ้าปากค้างหลังจากได้ยินคำพูดของฉินหยวน พวกนางไม่เคยคิดเลยว่าฉินหยวนจะวางแผนพาพวกนางออกจากจวนตระกูลฉินเพื่อตั้งตัวเป็อิสระ ก็ไม่แปลกที่พวกนางจะใกับคำพูดของฉินหยวน เพราะไม่ว่าบุตรหลานตระกูลใดในเมืองหลวงแม้จะถูกรังแกอย่างไร พวกเขาก็ต้องกลืนความขมขื่นไปเสีย ถึงแม้บางคนจะกล้าหาญเพียงใด แต่ก็ไม่อยากจากจวนไป
“คะ คุณหนูใหญ่พูดจริงหรือเ้าคะ แต่พวกเราจะออกจากจวนแห่งนี้ได้อย่างไรกัน” หงอวี้ถึงแม้จะมีความกล้าหาญมากเพียงใด แต่นางก็ไม่เคยคิดจะออกจากตระกูลฉิน ก่อนหน้านี้หงอวี้ยังเคารพฉินจงเจิ้งอยู่บ้าง แต่หลังจากผ่านไปหลายปี ความรู้สึกนั้นก็เลือนหายไปสนิท ตอนนี้นางมองว่า ฉินจงเจิ้งแล้วก็เกิดคำถามอยู่ในใจว่าเหตุใดเขาถึงเป็เช่นนี้
“ก่อนอื่นข้าต้องหาทางไปรับท่านแม่กลับมาให้ได้ก่อน แล้วก็ต้องชักชวนให้ท่านแม่ตัดใจจากฉินจงเจิ้งด้วย ถ้าหากนางไม่ยอมตัดใจและไม่ยอมไปกับพวกเรา… นั่นคงเป็ปัญหาใหญ่” ฉินหยวนลูบมือตัวเองไปด้วย สมองก็คิดอย่างรวดเร็ว
แม่นมหลินก็รู้สึกว่าคุณหนูที่นางเฝ้ามองมาั้แ่เด็กนั้นต้องทนทุกข์ทรมานมากมายเพียงใด คนใจร้ายเยี่ยงสัตว์ร้ายเช่นนั้น ฮูหยินไม่น่าแต่งงานด้วยเลย ถ้าเมื่อนั้นเลือกชายหนุ่มคนอื่นคงไม่ต้องมาเจอกับเื่เลวร้ายเช่นนี้
“คุณหนูไม่ต้องกังวลนะเ้าคะ ข้าจะช่วยชักชวนฮูหยินเอง ถึงแม้ในบางครั้งฮูหยินจะไม่ค่อยฟังผู้ใดก็ตาม แต่ท่านก็รักคุณหนูกับคุณชายมากที่สุด ถ้าหากฮูหยินรู้ว่าตอนที่นางไม่อยู่ ฉินจงเจิ้งทำร้ายพวกท่านขนาดนี้ เกรงว่าความรู้สึกในใจของฮูหยินคงจะค่อย ๆ สลายไปเอง”
สิ่งที่ฉินหยวนรอคอยนั่นคือรอให้แม่นมหลินพูดออกมาเช่นนี้ เมื่อ แม่นมหลินรับปากว่าจะช่วยชักชวนท่านแม่ของนาง ความคิดอันบริสุทธิ์ของท่านแม่ก็น่าจะเปลี่ยนไปได้ในไม่ช้า
หลังจากพูดเื่นี้เสร็จสิ้นแล้ว ฉินหยวนก็ให้หงอวี้บดหมึก เขียนรายการยาวเหยียดออกมา แล้วสั่งให้นางนำไปที่เรือนหยก “จำไว้ ต้องให้พวกนางรีบซ่อมแซมของที่แตกหักทั้งหมดในเวลาสามวัน ไม่เช่นนั้นข้าจะไปหานายท่านเอง เ้าจงเอ่ยกับพวกนางเช่นนี้”
ถึงกระนั้น ของในห้องนี้ที่แตกหักไปก็คงไม่เป็ไร เพราะอย่างไรเรือนหยกก็มีสิ่งของดี ๆ อีกมากมาย ส่วนเรือนบัวหยกของฉินหยวนก็คงถึงยามที่ควรเปลี่ยนชื่อได้แล้ว เพราะทั้งเรือนหยกและเรือนบัวหยก ชื่อเหล่านี้ทำให้นางรู้สึกขยะแขยงไปหมด
ทว่า.. ฉินหยวนและทุกคนในห้องไม่รู้ตัวเลยว่าแท้จริงแล้ว มีคนแอบฟังอยู่ที่หน้าต่างมาโดยตลอด
เดิมทีชิงเหอกำลังจะพาฉินซูกลับเรือน แต่เมื่อได้ยินเสียงดังมาจากในห้อง นางจึงหยุดชะงักไปและเมื่อได้ยินบทสนทนานั้นสีหน้าของชิงเหอก็ซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัดเช่นเดียวกับฉินซู
“คุณชาย ท่าน…” ชิงเหอยังพูดไม่ทันจบประโยค ฉินซูก็ขัดขึ้นมาเสียก่อน
“เื่นี้เ้าอย่าไปพูดกับท่านพี่ข้านะ เ้าแค่ทำเหมือนว่าข้าไม่เคยได้ยินเื่นี้มาก่อน ท่านพี่ไม่อยากให้ข้ากังวล แต่ข้า…” ฉินซูกัดริมฝีปากแน่นด้วยความใ จนริมฝีปากมีเืออกมาโดยไม่รู้ตัว
ชิงเหอเดินเข้าไปจับมือเล็ก ๆ ของฉินซู เพราะนางก็ไม่รู้ว่าจะปลอบใจเขาอย่างไรดี ชิงเหอเป็คนพูดไม่เก่ง จึงได้แต่จูงมือฉินซูกลับไปที่เรือนอย่างเงียบ ๆ