หมิงหยวนฉีกยิ้มจนเห็นฟันพลางเดินโซเซเผยซูเยี่ยเห็นอย่างนั้นก็คิ้วขมวด รีบหลีกทางให้เขาเข้าไปข้างใน
หมิงหยวนถอดเสื้อคลุมชั้นนอกออกแล้วนอนราบไปกับพื้นเผยซูเยี่ยกับเซี่ยโหวเจี๋ยถึงกับอ้าปากค้าง หมิงหยวนจึงเอ่ยถาม “แผลน่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือขอรับ?”
เซี่ยโหวเจี๋ยกวาดตามองบาดแผลสีแดงอมม่วงเป็นรอยช้ำที่กำลังบวมและปูดขึ้นตามรอยแส้ พอเขาค่อยๆ สัมผัสดูอย่างเบามืออาการเจ็บแสบจนร้อนวูบวาบก็ยิ่งชัดเจน หมิงหยวนร้องเสียงหลงด้านเผยซูเยี่ยจึงเอ่ยเสียงเย็นชา “ร้องเหมือนถูกเชือด แผลเล็กๆ แค่นี้ก็ทนไม่ได้”
หมิงหยวนเงียบเสียงลงทันทีเผยซูเยี่ยเปิดฝาขวดกระเบื้องสีขาวใบเล็กออกใช้นิ้วปาดยาขี้ผึ้งเนื้อเหลวออกมาอย่างเชี่ยวชาญ ก่อนจะทาลงบนแผลด้วยท่าทางที่ระมัดระวังมากพอยาเริ่มออกฤทธิ์ บริเวณบาดแผลก็เริ่มเย็นสบายบรรเทาอาการเจ็บของหมิงหยวนลงไปเยอะเขาถึงถอนหายใจด้วยความโล่งอกพลางแอบคิดในใจว่าอาจารย์เผยผู้นี้วาจาไม่ค่อยเป็นมิตรแต่การกระทำนั้นอ่อนโยนมาก
“ผู้ใดทำร้ายเจ้า?ลงมือได้โหดร้ายมาก”หลานชายที่เซี่ยโหวเจี๋ยพึ่งรู้จักถูกกระทำเช่นนี้ ตัวเขาเองก็มีวรยุทธ์มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าคนทำตั้งใจฟาดอย่างเต็มแรง คงกะเอาให้ถึงชีวิต
หมิงหยวนจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้พวกเขาฟังอย่างละเอียด
เผยซูเยี่ยนั่งฟังเงียบๆอยู่นาน แต่จู่ๆ ก็เอ่ยขัดจังหวะ “ข้ารู้วิธีทำผลไม้กวนไม่ต้องเล่าละเอียดขนาดนั้นก็ได้
“เอ่อ…ก็คือว่า…”
พอได้ยินชื่อหวังจิ้นจือเผยซูเยี่ยกับเซี่ยโหวเจี๋ยก็มองหน้ากัน หมิงหยวนพยายามยื่นหน้ามองแต่ก็เดาสีหน้าพวกเขาไม่ออกอยู่ดี
“ท่านอาจารย์รู้จักหรือขอรับ?”
“เจ้าไม่รู้จักหรือ?งานเลี้ยงครั้งก่อนเขาก็มาร่วม”
หมิงหยวนพลันตกใจพลางส่ายหน้าเบาๆอาจเพราะฐานะของเขากับคนผู้นั้นต่างกันมากโข ที่นั่งในงานเลี้ยงจึงอยู่ห่างไกลกันไม่แปลกที่เขาจะไม่คุ้นหน้าคนพวกนั้น
หลังเปิดภาคเรียนเป็นธรรมเนียมที่บัณฑิตใหม่จากทุกแขนงวิชาต้องเข้าร่วมงานเลี้ยงเพื่อดื่มกินทำความรู้จักกัน
หวงซื่อเหวยหนิงตวนเฉิง ตี้อู่จี้หวา แล้วก็หมิงหยวนจึงนัดหมายไปงานเลี้ยงด้วยกัน
พอไปถึงหน้างานก็ถูกตรวจป้ายชื่อจากนั้นบ่าวรับใช้จึงพาพวกเขาเข้าไปในห้องโถงใหญ่ ที่รองรับผู้คนได้มากกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบคนเพราะนอกจากบัณฑิตใหม่จากทั้งหกฝ่ายแล้วนั้นงานเลี้ยงครั้งนี้ยังมีบรรดาอาจารย์และเจ้าหน้าที่ในสำนักศึกษาอีกทั้งยังเชิญเหล่าคนดังและขุนนางตระกูลใหญ่อีกด้วยเนื่องจากคนเยอะจึงจัดตำแหน่งที่นั่งให้เหล่าคนดังและขุนน้ำขุนนางนั่งคนละโต๊ะส่วนบัณฑิตนั่งสองคนต่อหนึ่งโต๊ะ นั่งคนละฝั่งหันหน้าเข้าหากันถึงกระนั้นพื้นที่ในห้องโถงก็ยังไม่พอจึงต้องจัดที่นั่งออกมาด้านนอกห้องโถงไปจนถึงโถงทางเดิน และสิ้นสุดตรงมุมทางเดินริมบันไดโดยที่นั่งด้านนอกส่วนใหญ่จะหันหน้าเข้ากำแพง
หมิงหยวนเดินเข้าไปในห้องโถงพร้อมกับพวกเขาและผายมือไปทางโต๊ะที่อยู่มุมหลังห้องโถง “คุณชายทุกท่าน พวกเรานั่งตรงนี้กันเถอะ”
สองสหายหนิงหวงเอ่ยขอบคุณบ่าวรับใช้คนนั้นก่อนจะนั่งลงหมิงหยวนเดินไปอีกโต๊ะหมายจะนั่งกับตี้อู่จี้หวา แต่ก็ต้องหยุดกะทันหัน“คุณชายหมิง ตรงนี้ไม่ใช่ที่นั่งของท่าน”
เสียงที่คนผู้นั้นเอ่ยกับหมิงหยวนไม่ได้เบานักทุกคนรอบๆ จึงหันมองอย่างสนอกสนใจ แม้หมิงหยวนจะทำเป็นไม่สนใจ แต่ก็อดอายไม่ได้เขาจึงยืนอึ้งไปชั่วขณะ ใบหน้าก็เห่อร้อน “ขอรับ เช่นนั้นโปรดนำทางด้วย”
บ่าวรับใช้ผายมือไปทางด้านนอกประตู“ท่านเดินไปตามทางเดินแล้วนั่งที่โต๊ะใดก็ได้ตรงหัวมุมนั้นขอรับยามนี้บ่าวค่อนข้างยุ่งมาก ไม่อาจเดินไปส่งท่านถึงที่นั่งได้”
สองสหายหนิงหวงเองก็ไม่รู้ว่ามีกฎระเบียบเช่นนี้ด้วยด้านตี้อู่จี้หวาใบหน้าแดงก่ำ ทำตัวไม่ถูก นั่งแทบไม่ติดเบาะท่าทางเขาดูเขินอายยิ่งกว่าหมิงหยวนเสียอีก “มี…มีอย่างนี้ที่ใดกัน!มี…มีสิทธิ์อันใดมาทำเช่นนี้ ข้าจะ…ข้าจะไปทวงความยุติธรรมมาให้!”
เซี่ยชิงฟาซึ่งนั่งอยู่ข้างหน้าพวกเขาถัดไปสองสามโต๊ะเอ่ยเยาะเย้ย“ทวงความยุติธรรมอันใดกัน เจ้าคิดจริงๆหรือว่าเพียงได้เข้าศึกษาในสำนักศึกษาหลวงแล้วคนฐานะต่ำต้อยอย่างเจ้าจะยกตัวมานั่งทัดเทียมเราได้โธ่เอ๊ยสหายหมิง… เขาหวังดีต่อเจ้าถึงทำเช่นนี้ ผู้คนที่นั่งอยู่ในห้องโถงนี้สถานะต่างกับเจ้าเกินกว่าเจ้าจะจินตนาการออกหากเจ้าได้พบปะพูดคุยกับสหายที่มีภูมิหลังต่ำต้อยเหมือนกันกับเจ้า มันคงดีกว่ามิใช่หรือ? อาหารอันโอชะพวกนี้เจ้าคงไม่เคยเห็นมาก่อนถือโอกาสลิ้มลองมันซะล่ะ”
หมิงหยวนไม่รู้จักคุณชายที่นั่งอยู่กับเซี่ยชิงฟารูปลักษณ์ท่าทางการวางตัวดูเป็นผู้ดีมีเงินคุณชายผู้มีใบหน้าเย่อหยิ่งพยักหน้าเห็นด้วย แต่เขาไม่ได้เอ่ยสิ่งใดทำราวกับไม่อยากเสวนากับเขา
บ่าวรับใช้เดินกลับไปทำหน้าที่แล้วหมิงหยวนหันไปสบตาตี้อู่จี้หวาเพื่อขอบคุณเขาไม่เก็บคำพูดของเซี่ยชิงฟามาคิดมากหรอกในสถานการณ์เช่นนี้การโต้เถียงกับอีกฝ่ายมีแต่จะทำให้ตนเองถูกหัวเราะเยาะเขาจึงทำใจให้สงบ ยืนทำหน้าลำบากใจต่อหน้าทุกคน และหันไปยกมือคารวะตี้อู่จี้หวา“ศิษย์น้องตี้อู่หวังดีต่อข้า หมิงหยวนทราบซึ้งยิ่งนัก ทว่ามันก็แค่ที่นั่งคุณชายเซี่ยกล่าวถูกต้องแล้ว ข้าภูมิหลังต่ำต้อย ไม่อาจตีตัวเสมอท่านไม่ว่าจะนั่งที่ใดข้าก็ล้วนไม่คู่ควร ในเมื่อมีไซไว้ใส่ปลาแล้วเหตุไฉนต้องเก็บมาใส่ใจ มิควรได้ปลาแล้วลืมไซ [1]”
หมิงหยวนเอ่ยจบก็ขอตัวเดินออกมาเขาเดินตรงไปนั่งที่โต๊ะที่อยู่ท้ายสุดมีเหล่าคุณชายในห้องโถงจำนวนไม่น้อยประทับใจที่เขาตอบโต้อีกฝ่ายโดยไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดหยาบคาย
ก็แค่ที่นั่งผู้คนยังแบ่งแยกแย่งชิงกันถึงเพียงนี้หมิงหยวนแอบส่ายหัวเอือมระอาในใจ ก้มหน้ากินอาหารที่เหลืออยู่ระหว่างงานเลี้ยงดำเนินไป คนอื่นพูดต่อหน้าอย่างไร เขาก็ทำเป็นไม่ได้ยินส่วนผู้ใดจะพูดลับหลังอย่างไร หมิงหยวนยิ่งไม่ให้ความสำคัญ เขาตั้งใจทำตามที่เซี่ยชิงฟาแนะนำลิ้มรสข้าวเปล่า ผัก และผลไม้ เนื่องจากกับข้าวที่เรียงรายอยู่ในจานนั้นจะค่อยๆถูกส่งให้คนข้างหน้าก่อนจะส่งต่อมาให้คนข้างหลัง ซึ่งกว่าจะส่งมาถึงพวกเขาอาหารก็เย็นชืดหมดแล้ววันนั้นหมิงหยวนนั่งหันหน้าเข้ากำแพงกินอาหารเย็นชืดเพียงลำพัง แต่อย่านึกถึงมันอีกเลยจะดีกว่า
……
หรือหวังจิ้นจือผู้นี้จะเป็นคุณชายคนที่นั่งอยู่กับเซี่ยชิงฟา?
หมิงหยวนยังไม่แน่ใจพอทายาเสร็จ เขาก็ลุกขึ้นแต่งตัวให้เรียบร้อยนั่งฟังเซี่ยโหวเจี๋ยเข็นรถเข็นไปรอบๆ พลางให้คำแนะนำเรื่องนู่นนั่นนี่ไม่หยุดเขาเองก็พยักหน้าไม่หยุด และในที่สุดก็ได้โอกาสกล่าวลาอีกครั้ง
เผยซูเยี่ยเดินมาส่งเขาที่หน้าประตูแถมยังเอ่ยกำชับเสียงเรียบ “กลับดีๆ ล่ะ แล้วอย่าย้อนกลับมาอีกนะ”
หมิงหยวนหรี่ตามองพึ่งสังเกตเห็นว่าเสื้อคลุมที่อาจารย์เผยสวมอยู่ตอนนี้มันคือเสื้อคลุมที่ท่านอาเซี่ยโหวสวมเมื่อตอนเที่ยงมิใช่หรือ?
-----------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ได้ปลาแล้วลืมไซ (得意而忘言) หมายถึง รู้ดีอยู่แก่ใจ ไม่จำเป็นต้องพูดย้ำ