มิปรารถนาเป็นเซียน ไยเป็นเซียนแล้วต้องขี้หึงทุกวันเล่า (BL) (จบ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 70 บทเพลงที่ไม่สมบูรณ์

            เจียงเฉิงเยว่มีท่าทีตกตะลึงเขายกมุมปากด้วยความเหยียดหยาม ไม่สนใจอีกฝ่ายแล้วหมุนตัวจากไป

           ทุกคนในจวนสกุลสวีต่างทราบว่าคุณชายฉินผู้นี้เป็นคนใกล้ชิดจึงไม่มีใครหยุดเขาแม้ว่าเขาจะเข้าออกห้องส่วนตัวของคุณหนูรองก็ตาม

            ช่วงเวลานี้สวีอี่ซินฟื้นขึ้นมาแล้ว เมื่อเจียงเฉิงเยว่เข้ามาในห้องเขามองไปที่ประตูกับหน้าต่าง ถือโอกาสที่ไม่มีใครอยู่สร้างเขตอาคมอย่างเงียบงันไม่ให้ถูกผู้ใดรบกวน

           นางนอนอยู่โดยไม่ลืมตา แต่เจียงเฉิงเยว่รู้ว่าพิษในดวงวิญญาณได้รับการชำระล้างแล้วนางยังสลบต่อไปโดยไม่มีเหตุผล ดังนั้นเขาจึงนั่งลงบนเก้าอี้กลมไม่ไกลจากเตียงของนางอย่างเฉยเมยเด็กสาวที่นอนอยู่บนเตียงซึ่งคลุมด้วยผ้าห่มผืนบางนอนอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยมีความสง่างามนัก เขากล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้ม “ยังต้องการแสร้งหลับต่อไปหรือ?”

           คนบนเตียงไม่เคลื่อนไหว เป็นเวลานานสุดท้ายถึงลืมตาขึ้นเล็กน้อย สวีอี่ซินหันลำคออย่างเชื่องช้ามามองฉิงชางจวินที่นั่งอยู่ห่างออกไปราวกับไร้คำพูด

           เจียงเฉิงเยว่มีท่าทีจริงจัง เขากล่าวด้วยใบหน้ามืดมน“ข้าเคยบอกเจ้าแล้วใช่หรือไม่ว่าจะไม่ทุ่มเทปกป้องคนที่ไม่คิดที่จะมีชีวิตต่อไปข้าบอกเจ้าไปแล้ว หากเจ้ายังกล้าที่จะไม่ใส่ใจชีวิตของตนเองจากนี้ไปเจ้าจะอยู่หรือตายก็ไม่เกี่ยวอะไรกับข้า เจ้าทำเป็นหูทวนลมคำพูดของข้าอย่างนั้นหรือ?”

           สวีอี่ซินนิ่งเงียบไม่โต้ตอบ เป็นเวลานานจึงค่อยๆ ลุกจากเตียงขึ้นมานั่งพิงอยู่บนเตียงแล้วมองเขา

            นางไม่พูดไม่จาเจียงเฉิงเยว่เองจึงไม่เปิดปากพูดอีก ทั้งสองคนประสานดวงตาเจียงเฉิงเยว่ไม่ได้ซ่อนความโกรธกับความผิดหวังในดวงตาแม้แต่น้อยปลายนิ้วเคาะที่หัวเข่าเบาๆ ทีละนิ้ว มีฐานะเป็นราชาผีมาหลายปีรัศมีที่สง่างามบนร่างของฉิงชางจวินนั้นไม่จำเป็นต้องกล่าวให้มากความทว่าสวีอี่ซินราวกับจะไม่ได้รับผลกระทบใด นางมองเขาอย่างเหม่อลอยดวงตาที่เคยมีชีวิตชีวาเวลานี้กลับนิ่งสนิท

           ทั้งสองคนนิ่งเงียบอยู่นาน นางถามอย่างอ่อนแรง “ท่านช่วยข้าไว้หรือ?”

           เจียงเฉิงเยว่ขมวดคิ้ว ไม่ได้ตอบกลับ สวีอี่ซินจึงหันมายิ้มอย่างเหยียดหยามตนเอง

            เจียงเฉิงเยว่ลุกขึ้นเขาเดินเข้าไปใกล้เตียงก้าวหนึ่ง บอกอย่างเย็นชา “เจ้าเป็นเช่นนี้ต้องการกลับไปผีตนหนึ่งจริงๆ ใช่หรือไม่?”

           สวีอี่ซินเงยหน้ามองเขาด้วยแววตาขุ่นเคืองเล็กน้อย

           เจียงเฉิงเยว่หัวเราะเสียงเย็นแต่สายตากลับมองผ่านนางไปมองไปที่พระอาทิตย์นอกหน้าต่าง จากนั้นถอนหายใจเล็กน้อยพูดพึมพำกับตนเอง “เจ้ารู้ไหมว่าข้าอยากกลับไปเป็นมนุษย์มากเพียงใด?” สวีอี่ซินเผยท่าทีประหลาดใจเล็กน้อยเจียงเฉิงเยว่หันสายตากลับมาบนใบหน้าของนาง สบตาด้วยแววตาเย็นเยียบ“เจ้ารู้หรือไม่ว่าการมองเห็นศพของตนเองเน่าเปื่อยหนอนแมลงชอนไชทีละนิดอยู่ตรงหน้านั้นรู้สึกอย่างไร? เจ้ารู้หรือไม่ต่อให้เจ้าพยายามซ้ำๆทุกวันเป็นพันเป็นหมื่นรอบก็หยิบเถ้ากระดูกของตนเองขึ้นมาไม่ได้นั้นเป็นความรู้สึกอย่างไร?เจ้ารู้หรือไม่ว่ายามแสงแดดส่องลงบนร่างราวกับว่าต้องการจะแผดเผาวิญญาณให้ดับสิ้นนั้นรู้สึกอย่างไร?เจ้ารู้หรือไม่ การถูกทรมานวันแล้ววันเล่ารู้สึกอย่างไรกัน? ถึงกระนั้นสิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงการเฝ้ารอและอดทนอยู่ใต้ดินในปรโลกที่มืดมิดไร้แสงสว่างตลอดกาลเช่นนี้ เจ้ายังต้องการที่จะเป็นผีให้จงได้เชียวหรือ?”

           สวีอี่ซินถอนสายตา ก้มศีรษะลงแล้วไม่มองเขาอีกต่อไป “ท่านไม่อนุญาตให้ข้าตายข้าเข้าใจแล้ว”

           เจียงเฉิงเยว่นิ่งเงียบ

           สวีอี่ซินถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า นางค่อยๆ หลับตาลงแล้วบอก “ท่านไปเถิด”

           หลังถ้อยคำนี้เอ่ยออกมา เจียงเฉิงเยว่ลุกขึ้นสะบัดแขนเสื้อถอนเขตอาคมแล้วหมุนตัวจากไป

            เจียงเฉิงเยว่ออกมาจากห้องของสวีอี่ซินเดินผ่านทางเดินที่เขาพูดคุยกับหยวนฝานเป้ยเมื่อครู่กลับเห็นว่าเหล่าข้ารับใช้ขององค์รัชทายาทยังคงยืนเฝ้าอยู่ที่เดิมจึงลอบคิดในใจหรือว่าองค์รัชทายาทโง่เง่าผู้นั้นยังคงยืนอยู่ข้างในไม่ยอมออกมาหรือ?

           ขณะที่คิดเขาถือโอกาสที่ไม่มีใครอยู่โดยรอบเงาร่างของฉิงชางจวินหายไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อปรากฏตัวอีกครั้งเขาอยู่ตรงหน้าหยวนฝานเป้ยแล้ว

           ฝ่าบาทแห่งวังตะวันออกก้มศีรษะลง หลังค่อม มีท่าทีสับสน ใบหน้าซีดเซียวอีกฝ่ายไม่ได้สังเกตเห็นการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของฉิงชางจวินจนกระทั่งเจียงเฉิงเยว่ค่อยๆเดินมาถึงตรงหน้าจึงเงยหน้าขึ้นด้วยดวงตาที่เปล่งประกาย ก่อนกำหมัดแน่นพร้อมกัดฟันในที่สุดก็ตัดสินใจได้จึงพูดอย่างเคร่งขรึม “ฉิงชางจวิน! ข้าตัดสินใจแล้ว!ชีวิตชดใช้ด้วยชีวิต ข้ายินดี!”

           เจียงเฉิงเยว่อ้าปากกว้างด้วยความประหลาดใจ เขานิ่งค้างเป็นเวลานานแล้วจึงพูด“ท่านคิดดีแล้วหรือ?”

           หยวนฝานเป้ยยืดหลังตรง บอกด้วยดวงตาที่แดงก่ำ “ข้าคิดดีแล้ว!”

           ฉิงชางจวินไม่ได้พูดอะไรออกมาเป็นเวลานาน เขาดูไม่ออกจริงๆว่าเจ้าเด็กนี่เป็นผู้ที่จริงจังกับความรู้สึกจริง “ฝ่าบาทท่านมีชะตาที่จะครองใต้หล้าท่านยินดีใช้ชีวิตตนเองแลกกับซินเอ๋อร์เพื่อให้นางกลับสู่โลกจริงหรือ?”

           หยวนฝานเป้ยยกยิ้มเล็กน้อย “ฉิงชางจวิน ข้าไม่กลัวว่าเซียนจวินหัวเราะเยาะพี่ใหญ่ของข้าเกิดจากนางสนม พี่รองเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจึงถึงคราวของข้าที่เกิดจากอัครมเหสีถึงได้อยู่ในวังตะวันออกข้ารู้ว่าเสด็จพ่อกับเสด็จแม่ผิดหวังกับข้ามาก พวกเขาเกลียดที่ข้าโง่และไร้เดียงสาเกินไปพี่น้องเหล่านั้นของข้าทุกคนกลับฉลาดมีไหวพริบ รู้วิธีเอาอกเอาใจเสด็จพ่อวิชาทฤษฎีการปกครองประเทศหรือคติธรรมราชาที่เหล่ามหาราชครูสั่งสอนข้าก็ตั้งใจเรียนและต้องการทำความเข้าใจมากจริงๆ แต่ไม่ว่าข้าจะพยายามมากเท่าใดกลับทำให้เสด็จพ่อขมวดคิ้วอยู่เรื่อยเชียว” เขาถอนหายใจ“ข้าพยายามสุดความสามารถแล้วจริงๆแม้แต่เสด็จแม่ที่ช่วยให้ข้าอยู่ในตำแหน่งนี้ด้วยมือของตนเองก็คิดว่าข้าไม่เหมาะสมที่จะเป็นจักรพรรดิเช่นกันผู้ติดตามจากตระกูลขุนนางหรือรัฐมนตรีขั้นผู้ใหญ่ที่อยู่เบื้องล่างซึ่งดูเหมือนจะให้ความเคารพและมีมารยาทกับข้าลับหลังแล้วข้าทราบดีมีใครบ้างที่ไม่เห็นว่าข้าเป็นตุ่มหนองที่ไม่ได้เรื่องได้ราวบ้างเล่า

           ทุกครั้งที่ข้ากลัดกลุ้มจนไม่อาจแก้ไขได้ ข้าจะชอบฟังผู้คนบรรเลงพิณด้วยบทเพลงที่งดงามราวบทเพลงจากสวรรค์ ทำให้ลืมความกังวลในที่สุดด้วยเหตุนี้ข้าจึงพยายามเรียนมันเป็นเวลานาน อาจเป็นเพราะข้าโง่จริงๆเหมือนกับวิชาเหล่านั้น ไม่ว่าจะเรียนอย่างไรก็เรียนไม่ได้ มักจะทำให้ผู้อาวุโสเหยียนโกรธเป็นฟืนเป็นไฟอยู่เสมออาจารย์เขามักเปรียบเทียบข้ากับศิษย์คนโปรดของเขา หรือก็คือ ‘คุณหนูรองแห่งฮุยโจว’ข้ากับนางเหมือนกับเป็นสองขั้วที่แตกต่างกันระหว่างเมฆกับโคลนในสายตาของอาจารย์ดังนั้น ก่อนหน้านี้ข้าจึงต้องการพบนางมาโดยตลอด แต่ข้าไม่คาดคิดเลยจริงเชียว...ว่าหลังจากได้พบนางแล้วต่อมาจะเกิดเรื่องเหล่านี้ขึ้นสิ่งที่ฉิงชางจวินพูดนั้นถูกต้อง เป็นข้าที่ผิดตั้งแต่แรกข้าชอบซินเอ๋อร์และข้ารู้ว่านางไม่ชอบข้า เป็นข้าที่ไม่ควรใช้สถานะบังคับนางการกระทำเหล่านี้ต่ำช้าเกินไป ในเมื่อข้าติดหนี้นาง เช่นนั้นก็ขอคืนให้นางถึงอย่างไรคนโง่อย่างข้าก็ไม่สามารถเป็นจักรพรรดิในภายภาคหน้าได้และอาจเป็นเรื่องที่น่ายินดีของประชาชนชาวซีเฉียนก็เป็นได้กระมัง”

           เมื่อเจียงเฉิงเยว่ฟังเขาอธิบายอย่างยืดยาวจนจบก็ตกตะลึงเป็นเวลานานแล้วจึงรู้ว่าเจ้าเด็กนี่จริงจังอย่างคาดไม่ถึง!เขาเพียงแต่พูดเรื่อยเปื่อยเพื่อต้องการให้ตกตะลึงคาดไม่ถึงว่าหยวนฝานเป้ยจะคิดว่าเป็นความจริง

           เจียงเฉิงเยว่ลูบหน้าผาก

           หยวนฝานเป้ยเดินเข้ามาใกล้ ทั้งร่างสั่นสะท้านด้วยความกลัวแต่หลับตาทั้งสองข้างแน่นอย่างไม่ยี่หระต่อความตายพลางเชิดหน้าเผยลำคอพูดอย่างเคร่งขรึม “ฉิงชางจวิน ข้าพร้อมแล้ว! ท่านมาเลย!”

            เจียงเฉิงเยว่“...”

           “เป็นข้าที่สมัครใจเอง! ไม่เกี่ยวข้องกับผู้ใด!”

            เจียงเฉิงเยว่“...”

            หยวนฝานเป้ย“ขอเพียงสามารถช่วยซินเอ๋อร์ได้ หากนางตื่นแล้วรบกวนท่านบอกนางแทนข้าว่าข้าน่ะ...มากจริงๆ ช่างเถอะ ท่านอย่าได้บอกนางเลย”

           ฉิงชางจวินเหงื่อไหลอาบเขาโน้มร่างเข้าไปผลักองค์รัชทายาทโง่เง่าตรงหน้าให้ออกไปไกลเล็กน้อย “เอาล่ะๆๆตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาของท่าน ท่านกลับไปก่อนเถิด รอให้ข้าคิดวิธีหากไม่มีวิธีอื่นจนจำเป็นต้องใช้ชีวิตแลกจึงจะมาเรียกท่านอีกครั้ง ตกลงหรือไม่?”

            ทันใดนั้นหยวนฝานเป้ยลืมตา เขาเผยความประหลาดใจที่รอดชีวิต “อา ยังมีวิธีอื่นอีกหรือ?”

           เจียงเฉิงเยว่คร้านที่จะสนใจเขาอีก จากนั้นโบกมือให้แล้วจากไปโดยเร็ว

           .............................

           นับตั้งแต่แยกจากสวีอี่ซินในวันนั้นเจียงเฉิงเยว่จงใจไม่ไม่ถามไถ่เรื่องของนางเป็นเวลาหลายเดือน อย่างไรก็ตามเขาให้เสวียนชิงลอบตรวจสอบ จึงรู้ว่านางไม่มีอาการอะไรร้ายแรงจริงฉิงชางจวินคิดในใจว่าครั้งนี้ต้องยืนหยัดให้จงได้แสดงท่าทีชัดเจนต่อเด็กคนนั้นอย่างหนักแน่นเพื่อเลี่ยงไม่ให้นางกล้าเล่นกลอุบายปลิดชีพตนเองเช่นนี้กับเขาอีก

            หลายเดือนต่อมาสุดท้ายแล้วสวีอี่ซินทนไม่ไหวจึงเรียกหาเขาก่อนก่อนหน้านี้หลังจากที่สวีอี่ซินลงมาจากระเบียงสูงเพื่อบังคับให้เขาปรากฏตัวเพราะไม่ได้พบเป็นเวลานานเจียงเฉิงเยว่จึงทิ้งผู้ติดตามจากปรโลกไว้ที่จวนสกุลฉินหากนางต้องการพบเขาเพียงส่งคนไปที่จวนสกุลฉินเพื่อแจ้ง

           หลังจากได้ยินรายงานจากผีรับใช้ผู้นั้นในจวนสกุลฉินเจียงเฉิงเยว่ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก

           กล่าวตามความจริงแล้ว ยามที่เขามีชีวิตในชาตินี้ก็ดีหรือหลังความตายก็ช่างล้วนไม่สันทัดในการทะเลาะหรือขุ่นเคืองผู้ใดยามนี้สวีอี่ซินมาหาเขาก่อนคงจะหายโกรธแล้วใช่หรือไม่? นางคงได้รับบทเรียนแล้วณ ตอนนี้จึงหาทางลงด้วยกัน ควรจบเรื่องนี้เสีย ฉิงชางจวินคิดเช่นนั้น

           เขาไปจวนสกุลสวีอีกครั้งในนามของฉินจินฮุยพอดีกับที่สามีภรรยาสกุลสวีและพี่ชายทั้งสองคนของสวีอี่ซินล้วนไม่อยู่เหล่าสาวใช้รอต้อนรับอยู่ที่หน้าประตู เมื่อเห็นเขาจึงย่อตัวทำความเคารพก่อนรีบนำทางเขาไปด้านใน “คุณชายฉิน คุณหนูรองรอท่านอยู่แล้ว รีบตามเหล่าสาวใช้มาเถิดเจ้าค่ะ”

           สาวใช้สองคนนำเขาไปที่ลานด้านหลังแต่กลับไม่ได้พาเขาไปที่โถงรับรองแขกที่เขามักจะพบกับพี่น้องสกุลสวีเช่นเคยนางพามาที่ระเบียงสูงที่สวีอี่ซินเคยตกลงมาสองครั้ง

           ยังไม่ทันเข้าไปใกล้ เสียงพิณที่นุ่มนวลดังแว่วออกมา เสียงเพลงนั้นราวกับร่ำไห้ต้องการระบาย มีความเลื่อมใสและราวกับคับแค้นใจนักจนกระทั่งทำให้ใจของผู้คนที่ได้ฟังอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านตามไปด้วยเจียงเฉิงเยว่หยุดเดิน ใบหน้าเผยความประหลาดใจเล็กน้อย เขาเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่งสาวใช้ทั้งสองรออย่างเงียบงันอยู่ด้านหนึ่ง จากนั้นโค้งคำนับเล็กน้อยแล้วจากไป

           เจียงเฉิงเยว่ยืนรับฟัง เขาขึ้นบันไดทีละขั้นไปอย่างเงียบงัน ค่อยๆขึ้นไปบนระเบียงสูง

           สวีอี่ซินหันหลังให้เขา ช่วงท้ายของเพลงนางลูบสายพิณอย่างสั่นสะท้านจากนั้นเงยหน้ามองออกไปไกลแล้วถอนหายใจยาว

           สายลมพัดธูปที่จุดบนขอบของพิณ ควันกระจายอบอวลในอากาศจนไม่เห็นเงาก่อนที่ควันธูปจะค่อยๆ จางหายไป

           นางคุกเข่าอยู่บนพื้นโดยไม่หันศีรษะกลับมา กล่าวพึมพำ“ข้าเขียนบทเพลงนี้มาหลายปีแล้ว แก้แล้วแก้อีก ไม่พอใจอยู่เสมอคิดว่าสุดท้ายจะเสร็จสมบูรณ์ได้ในวันหนึ่งและเมื่อถึงวันนั้นจะบรรเลงให้ท่านฟังอีกครั้งน่าเสียดายที่มันจะไม่มีวันเสร็จสมบูรณ์ได้ ดังนั้น ข้าขอโทษ…สิ่งที่ข้าบรรเลงทั้งหมดในวันนี้ยังเป็นเพียงเศษเสี้ยวช่วงแรกของบทเพลง”

           ใช้บทเพลงสื่อความรู้สึกแม้ว่าเป็นคนหัวช้าอย่างฉิงชางจวินก็เข้าใจความหมายได้ว่านั่นหมายความว่าอย่างไรภายในอกของเจียงเฉิงเยว่เต็มไปด้วยถ้อยคำนับพันหมื่นแต่กลับไม่มีคำใดตอบโต้เขาถอนหายใจแผ่วเบา เพียงนั่งที่พื้นบนระเบียงสูง มองออกไปไกลยังทิศทางเดียวกันกับนางอย่างเงียบเชียบ

           คนทั้งสองไม่มีคำพูดใด

           เจียงเฉิงเยว่รู้เจตนาของอิ๋งเอ๋อร์ เกรงว่าเขาจะต้องทำให้ผิดหวังเสียแล้วสำหรับเหตุผลนั้น ตนเองอธิบายไปอาจเข้าใจได้อย่างไม่ชัดเจน สิ่งเดียวที่แน่นอนคือที่เขาปฏิบัติต่ออิ๋งเอ๋อร์ไม่ได้มีความหมายในเชิงนั้นเพียงเพราะไม่ต้องการให้นางผิดหวังและหลอกลวงนางอีกต่อไปซึ่งนี่ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง

           สวีอี่ซินยื่นมือไปลูบบนสายพิณอย่างแผ่วเบาด้วยความอาลัยอาวรณ์สายพิณที่กำลังจะสั่นหยุดลง ส่งเสียงอู้อี้ราวกับถูกบีบลำคออารมณ์นับพันนับหมื่นที่ต้องการจะบรรเลงกลับไม่อาจถ่ายทอดผ่านเสียงเพลงได้

            ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไรสวีอี่ซินจึงเปิดปากพูด “ครั้งนี้ที่นัดพบท่าน เพราะมีเรื่องที่ต้องการบอกกับท่าน”

           เจียงเฉิงเยว่รีบถาม “เรื่องอะไร?”

           สวีอี่ซินพูดประชดประชัน “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ขอบคุณสำหรับการดูแลของพี่ฉินพี่ฉินปฏิบัติต่อข้าราวกับน้องสาวแท้ๆ และก่อนที่น้องสาวจะแต่งงานปกติแล้วต้องบอกพี่ชายด้วยไม่ใช่หรือ?”

           เจียงเฉิงเยว่ตกตะลึง

           สวีอี่ซินหันศีรษะไปด้านข้าง บอกด้วยรอยยิ้มขมขื่น“องค์รัชทายาทแห่งวังตะวันออกทรงมีรับสั่งแต่งตั้งหากขัดขืนพระราชโองการจะเป็นการไม่เคารพ ต้นเดือนหน้าข้าจะเข้าวังแล้ว”

           เจียงเฉิงเยว่เงียบเป็นเวลานาน เขากล่าวได้เพียง“คุณชายหยวน...ปฏิบัติต่อเจ้าอย่างจริงใจ”

            สวีอี่ซินยิ้มเอ่ยอย่างเย็นชา “ข้าเข้าใจ”

           ทั้งสองคนเงียบไปชั่วขณะ สวีอี่ซินเอ่ยอีกครั้ง“หลังจากเข้าวังแล้วจะไม่ได้อยู่ในจวน เกรงว่าการพบกันอาจไม่ใช่เรื่องง่าย พี่ฉินท่านกับข้า...จากกันตรงนี้เถอะ”

           เจียงเฉิงเยว่เข้าใจในถ้อยคำของนาง ราวกับมีความความเกลียดชังที่แน่วแน่อยู่ในนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเจ็บปวดในใจ แต่เขาไม่สามารถตอบโต้ได้เขาคิดว่าที่นางเกลียดตนเป็นเรื่องที่สมควร หลังจากนั้นเจียงเฉิงเยว่ลุกขึ้นหมุนตัวอย่างเชื่องช้าก้าวลงบันไดด้วยจังหวะฝีเท้าที่หนักแน่น

            ทันใดนั้นมีเสียง‘ชิ้ง’ แว่วมาจากด้านหลัง เจียงเฉิงเยว่หยุดฝีเท้าชั่วคราว มีเสียงคมมีดตัดสายพิณทีละเส้นๆรวมทั้งหมดเจ็ดเสียงโดยไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้

            สวีอี่ซินฟุบลงเสียงถูกระงับจนไม่ชัดเจน “ข้า...ไม่ต้องการ...เล่นพิณอีกแล้ว...”

           เจียงเฉิงเยว่ยืนอยู่ครู่หนึ่งอย่างข่มกลั้นความเจ็บปวดในใจโดยไม่ได้หันกลับไปเพียงเดินจากไปไกลทีละก้าวอย่างมั่นคง หายไปอย่างไร้ร่องรอย

           ------------------------

    คล้ายกับเรื่องมิปรารถนาเป็นเซียน ไยเป็นเซียนแล้วต้องขี้หึงทุกวันเล่า (BL) (จบ) ที่คุณอ่าน

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508