หลังจากที่หลัวหยางได้ฟังคำพูดทั้งหมดของระบบสังหารโชคชะตา หรืออาจารย์ระบบแล้วนั้น
เมื่อได้ตระหนักถึงขนาดของสิ่งที่ตนกำลังจะได้รับ
ร่างทั้งร่างของเขาก็สั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุมได้ ความเข้าใจอันรุนแรงที่ถาโถมเข้ามาในจิตสำนึก ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด สองตาเบิกกว้าง หัวใจเต้นระรัวราวกับจะะเิออกมาจากอก ลมหายใจติดขัด
พยายามจะเปล่งถ้อยคำออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ
“ทะ.. ท่านอาจารย์ระบบ.. บอกว่าเจตจำนงกระบี่แห่งความโกลาหลที่ว่ากันว่าแข็งแกร่งมากที่สุด!”
“มันอยู่ที่ท่านอาจารย์ แล้วท่านอาจารย์ระบบจะมอบมันให้กับข้า.. เพื่อเป็เส้นทางสายใหม่..”
คำพูดของเขาขาดเป็ห้วงๆ ขณะที่จิตใจหมุนคว้างอยู่ในห้วงของความไม่อยากเชื่อ
สิ่งที่คิดฝันไว้ตอนแรกว่าของขวัญแรกจากระบบอาจเป็เพียงวิชาบ่มเพาะระดับสูงสุดหรือเม็ดยาโบราณที่ช่วยเร่งการเปิดเส้นลมปราณ หรือแม้กระทั่งกระบวนท่าทะลวงศัตรูอันแปลกประหลาดที่สามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตาได้นั้น
ล้วนกลายเป็สิ่งเล็กน้อยจนน่าขันไปในทันทีที่คำว่าเจตจำนงกระบี่แห่งความโกลาหลได้เปล่งเสียงออกมา
สิ่งนี้ไม่ใช่เพียงแค่วิชาบ่มเพาะ ไม่ใช่เคล็ดลับการโจมตี ไม่ใช่ของวิเศษ ไม่ใช่ของล้ำค่าในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรทั่วไป
แต่มันคือเจตจำนง มันคือเส้นทาง เส้นทางที่ถูกแย่งชิงออกมาจากมิติอันตรายที่สุดที่ตัวตนจากภพภูมิอันไร้สิ้นสุดยังต้องสะพรึง
สิ่งที่แม้แต่จักรพรรดิมหานิรันดร์ผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งถูกกล่าวขานว่าบรรลุเหนือภพทั้งสามยังต้องบุกฝ่าทะลวงด้วยตนเองเข้าไปในแดนนอกมิติอันไร้ซึ่งกฎเพื่อฉกชิงกลับมา การกระทำนี้สร้างความโกรธแค้นแก่พิภพแห่งความโกลาหลจนเกินประมาณ
เป็ชนวนเหตุให้เกิดาแห่งการล้างเผ่าพันธุ์ที่สั่นะเืห้วงมิตินับล้าน
เมื่อหลัวหยางคิดถึงความยิ่งใหญ่ปานนั้น เขาก็ไม่อาจหาคำใดมาอธิบายได้อีกเลย
ไม่อาจหยั่งถึงระดับของสิ่งที่เรียกว่าเจตจำนงนี้ได้แม้เพียงเสี้ยวเดียว
แล้วในห้วงของความตกตะลึงนั้นเอง ระบบสังหารโชคชะตาก็ได้เปล่งเสียงออกมาอย่างหยันเย้าผสมอารมณ์ขบขัน
【ใช่! เด็กบ้าเช่นเ้าคิดมากไปก็น่ารำคาญ เพราะงั้น...จงรับเจตจำนงกระบี่แห่งความโกลาหลไปซะ】
สิ้นเสียงของมัน เพียงพริบตาเดียว ความเงียบสงัดของหุบเขาที่หลัวหยางนั่งอยู่ก็แปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างที่ใหญ่ยิ่งเหนือฟ้าเบื้องบนตื่นขึ้นจากการหลับใหลนับล้านปี
ท้องฟ้าที่เคยมืดมนกลับเปล่งแสงแปลกประหลาดออกมาราวกับอักขระิญญาอันเก่าแก่ได้ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ทุกระลอกของกาลเวลาในบริเวณนี้พลันหยุดนิ่ง ท้องฟ้าในรัศมีหลายพันลี้ ไม่ใช่เพียงแค่รัศมีรอบูเาแห่งนี้
แต่คือทั่วทั้งมิติเบื้องล่างที่หลัวหยางอาศัยอยู่ สั่นะเืเลือนลั่นราวกับจะะเิออกมาในทุกลมหายใจ
ผู้ยิ่งใหญ่มากมายที่กำลังบำเพ็ญเพียรอยู่ในนิกายศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็จอมยุทธ์ที่จำศีลในหุบเขาหมื่นพัน ต่างก็ลืมตาตื่นขึ้นพร้อมกันในวินาทีนั้น ทุกคนััได้ถึงคลื่นพลังที่แตกต่างจากพลังใดๆที่พวกเขาเคยรับรู้มา
พลังที่ไม่อยู่ในกฎแห่งธรรมชาติ พลังที่ไร้ซึ่งขอบเขตของหยินหยางหรือธาตุทั้งห้า
มันคือคลื่นพลังที่สั่นคลอนทุกสิ่งทุกอย่าง สะท้านจิติญญาของสรรพสิ่ง และลบล้างความเข้าใจต่อกฎเกณฑ์ทั้งมวล
“นะ.. นะ.. นะ.. นี่มัน..”
พวกเขาทั้งหมดตกตะลึง กายสั่นสะท้านอย่างมิอาจห้าม หยาดเหงื่อผุดขึ้นทั่วทั้งร่างกายโดยไม่รู้ตัว
ขณะที่หลายคนถึงกับทรุดตัวลงกับพื้นโดยอัตโนมัติ คล้ายร่างกายรับรู้ได้ถึงเจตจำนงบางอย่างที่อยู่เหนือความเป็และความตาย
จากนั้นท่ามกลางความตกตะลึงของผู้บำเพ็ญเพียรนับล้านล้านทั่วทั้งมิติ บรรยากาศพลันบิดเบี้ยว อากาศสั่นไหว สายฟ้าปรากฏขึ้นเป็ระลอกสีเทาทึบ ก่อนที่หมู่เมฆทั้งหมดจะถูกดูดกลืนและบิดหมุนเข้าสู่จุดศูนย์กลางที่ไม่มีผู้ใดมองเห็น
และแล้ว ปราณกระบี่เล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้น
มันมิใช่กระบี่ที่ถูกหลอมด้วยโลหะ มิใช่สิ่งที่สามารถตีขึ้นจากูเาเทพอสูร หรือสกัดจากอุกกาบาตแห่งความว่างเปล่า
หากมันคือเจตจำนง มันคือรูปธรรมของแิที่ถูกบีบอัดกลั่นกรองจนกลายเป็หนึ่งในเส้นทางที่แท้จริงแห่งการดำรงอยู่
กระบี่เล่มนั้นเปล่งแสงเรืองรองออกมาเป็สีรุ้งที่เจิดจรัส เปล่งแสงท่ามกลางความมืดมิดและทำให้เป็ดั่งดวงตะวันที่ลุกโชนขึ้น
ปลายกระบี่แหวกหมู่เมฆลงมาจากเบื้องบนอย่างช้าๆทิ้งรอยแยกแห่งห้วงมิติไว้ตามทางที่มันเคลื่อนผ่าน รอยแยกเ่าั้เปล่งแสงปะทะกับกฎแห่งฟ้าโดยตรง กระบี่นั้นใหญ่โตจนไม่อาจมีคำใดอธิบายได้ มันยาวราวกับจะเชื่อม์กับใต้พิภพเข้าด้วยกัน
และพลังของมันกดทับฟ้าดินจนหมอบราบ
“พะ.. พระ.. พระเ้าช่วย!”
กระทั่งจิตของหลัวหยางยังรู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่เหมือนโลกทั้งใบจะถล่มลงบนบ่าของเขา
กระบี่เล่มนั้นไม่เพียงมาปรากฏให้เห็น แต่มันยังเปล่งเสียงคล้ายเสียงของโลกที่กำลังร้องไห้ ดังกึกก้องะเืใจทุกผู้คน ก่อนที่มันจะพุ่งลงมายังผืนแผ่นดินอย่างเงียบเชียบที่สุด เงียบจนไม่มีกระทั่งเสียงของแรงกระแทก ไม่มีการสั่นะเื ไม่มีร่องรอยของลมเคลื่อนไหว
แล้วมันก็หายวับไปในทันที ประหนึ่งว่ามันไม่เคยปรากฏขึ้นมาเลยแม้แต่ชั่วครู่เดียว
“สะ.. สมบัติแห่ง์เรอะ?!”
บรรดาผู้แข็งแกร่งมากมายไม่ว่าจะอยู่มุมใดของใต้ฟ้า ต่างก็ทำได้เพียงยืนนิ่งด้วยสีหน้าตกตะลึงตาค้างคล้ายิญญาหลุดลอย เส้นลมหายใจติดขัด บางคนถึงกับทรุดตัวลงกับพื้นอย่างไร้สำนึก
ขณะที่ในจิตสำนึกของพวกเขายังคงก้องสะท้อนด้วยภาพที่เพิ่งได้พบเห็นว่าเป็ความจริงหรือเพียงภาพลวงตา
ไม่อาจบอกได้เลยว่าสิ่งที่ปรากฏเมื่อครู่ คือความฝันจากคืนอันยาวนานหรือว่าเป็ความจริงที่สามัญสำนึกยังไม่อาจรับได้ สายตาหลายล้านคู่ทอดมองขึ้นฟากฟ้าอย่างเลื่อนลอย คำถามมากมายถาโถมเข้ามาในหัวใจของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียร
ต่างก็ััได้อย่างพร้อมเพรียงว่ามีบางสิ่งที่เปลี่ยนไปแล้วตลอดกาล และไม่มีทางหวนกลับ
—
ขณะที่ในอีกมุมหนึ่ง จุดศูนย์กลางของพายุแห่งพลังที่ก่อเกิดคลื่นะเืแห่งห้วงมิตินั้น ชายหนุ่มผู้นามว่าหลัวหยางยังคงยืนด้วยท่าทางเก้งๆกังๆ ท่ามกลางลมแรงที่โหมกระหน่ำราวกับจะฉีกแผ่นดินออกเป็เสี่ยงๆ
บรรยากาศโดยรอบร่างของเขาเหมือนถูกดึงเข้าสู่มิติอื่นที่แม้แต่กฎแห่งธรรมชาติก็ไม่สามารถแทรกซึมเข้าไปได้
กระบี่สีรุ้งเล่มนั้น เจตจำนงกระบี่แห่งความโกลาหล หลังจากปรากฏตัวขึ้นเหนือมวลหมู่เมฆและสลายหายไปในพริบตา
พลังอำนาจทั้งหมดของมันก็ได้แปรสภาพกลายเป็พลังบริสุทธิ์อันไร้ขอบเขต มันไม่ได้เพียงแค่หายไป แต่ได้สถิตอย่างเงียบเชียบอยู่ในห้วงจิติญญาส่วนลึกสุดของหลัวหยาง ราวกับมันเป็ส่วนหนึ่งของเขามาเนิ่นนาน
เจตจำนงนั้นคือแนวทาง คือคำตอบของทุกความว่างเปล่า มันคือความเข้าใจต่อความโกลาหลในจักรวาลที่ก่อกำเนิดก่อนฟ้าดิน มันคือเสียงแรกของจักรวาลที่ไม่มีใครได้ยิน และในขณะนี้มันได้เลือกชายหนุ่มผู้หนึ่ง
ผู้ที่เคยไร้พร์ ไร้ต้นสายปลายทางของเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรให้กลายเป็ผู้ถือครอง
ภายในห้วงจิตของหลัวหยาง กระบี่สีรุ้งลอยนิ่งดั่งดวงดาราที่ไม่มีใครสามารถขยับเขยื้อน
ทุกระลอกของแสงที่สาดออกมานั้นได้ปลดปล่อยศักยภาพอันยิ่งใหญ่ที่หลับใหลอยู่ภายในร่างของหลัวหยางให้ตื่นขึ้น
เส้นทางกระบี่แห่งความโกลาหลได้ไหลบ่าเข้าสู่จิติญญาราวกับสายน้ำสีดำที่ไหลเชี่ยวกราก มันแทรกซึมเข้าสู่เส้นลมปราณที่แห้งผากจนเกือบไร้ซึ่งการมีอยู่ มันบรรจงปลุกแตะต้องเส้นชีพจรปราณที่ปิดกั้นพร์ของเขามานับั้แ่กำเนิด
เส้นชีพจรที่อ่อนแอที่สุดในบรรดาผู้คนทั่วไป บัดนี้กลับเริ่มสั่นไหว พลังที่พุ่งทะลุผ่านเข้าไปนั้นได้ทลายทุกขีดจำกัดที่ธรรมชาติกำหนดไว้ ทลายพันธนาการ ทลายความไร้ค่า ทลายทุกกรอบความคิดเกี่ยวกับการแบ่งชนชั้นของผู้บำเพ็ญเพียร
และในชั่วพริบตาเดียวที่บริเวณตันเถียนที่เคยว่างเปล่า กลับเปล่งแสงสะท้อนวาววับราวกับอัญมณีที่ถูกฝังอยู่ในโลหะสลักคำภีร์แห่งเต๋า
ประกายแสงที่ปรากฏนั้นไม่ใช่กฎเกณฑ์ทั่วๆไป
มันคือเจตจำนง เป็แสงของเส้นทาง เป็พลังแห่งการขัดขืน เป็แรงผลักที่สามารถทำลายกฎแห่งฟ้าดินโดยไม่ต้องอธิบาย
เจตจำนงกระบี่แห่งความโกลาหลได้ไหลซึมลงสู่แก่นิญญาและกระดูกของหลัวหยางอย่างมั่นคง
มันผสานรวมเข้ากับทุกเส้นใยของร่างกายจนกลายเป็หนึ่งเดียวกับตัวตนของเขา
“ทะ.. ท่านอาจารย์ระบบ”
“หรือว่าปรากฏการณ์นี่คือ..”
ในตอนนั้นน้ำเสียงของหลัวหยางเบาราวกับลมหายใจสุดท้ายของคนใกล้ตาย ทว่าในน้ำเสียงนั้นกลับเปี่ยมด้วยพลังแห่งชีวิต
ดวงตาของเขาเบิกกว้างเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ ขณะมองมือตนเองที่กำลังสั่นสะท้าน
เพราะตัวของมันรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันในทุกอณูของร่างกาย ลมหายใจที่เคยอ่อนแรงพลันแน่นหนักขึ้น พละกำลังที่เคยแทบไร้ค่า กลับพุ่งพรวดราวกับเปลวเพลิงที่ลุกโชน สายตาที่เคยพร่ามัวกลับคมชัดจนมองเห็นเส้นผมที่ปลิวไหวของตนเอง
และแม้กระทั่งประสาทััที่เคยทึบตัน ทั้งหมดก็กลับเฉียบแหลมขึ้นอย่างน่ากลัว จนเขารู้สึกว่าโลกทั้งใบได้เปลี่ยนสีสัน
เขาไม่ใช่ปุถุชนอีกต่อไปแล้ว และไม่ใช่สิ่งใดที่เคยมีอยู่ในตำราฝึก เขาคือสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีผู้ใดกล้าคิดฝัน
พร้อมกับเสียงของระบบได้ดังขึ้นในหัวของเขาอย่างชัดเจน เต็มไปด้วยความยินดีและความภาคภูมิใจที่มิอาจปิดบัง
【ถูกต้อง ตอนนี้เ้าได้เดินบนเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียร..】
【เริ่มต้นในระดับหลอมกายาขั้นที่หนึ่งเป็ที่เรียบร้อยแล้วละ】