หลังจากถังเว่ยตั้งเป้าหมายว่า้าที่จะจัดเตรียมเหล็กไว้สำหรับสอนฟางหรงในคืนนี้ เขาก็ได้ไปหาซื้อเหล็กจากทั่วเมืองซานผิงแน่นอนว่าด้วยความเป็ที่รู้จักไปทั่วทั้งเมืองถังเว่ยก็มักจะซื้อได้ในราคาที่ถูกกว่าปกติหรือไม่เขาก็จะได้ของแถมจากพ่อค้าเหล็กตลอด
“ข้าได้เหล็กขาวมาจำนวน 100 กิโล เหล็กกล้าอีก 100 กิโล เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอสำหรับบทเรียนระยะสั้นแล้ว..”
นี่คือชนิดของเหล็กที่ถัวเว่ยจะสามารถหาได้แล้วในเมืองซานผิง การที่เป็เมืองเน้นการจัดจำหน่ายเกี่ยวกับสินค้าทางเกษตรเป็หลัก สินค้าอย่างอื่นจึงมีให้เห็นน้อยมากรวมถึงเหล็กที่ถังเว่ยได้มาก็คือเหล็กทั้งหมดของเท่าเมืองซานผิงจะมีแล้ว ถ้าเขา้าเหล็กที่มีคุณภาพและจำนวนเยอะกว่านี้ก็มีแต่ต้องไปที่เมืองอื่นแต่ว่าในเวลานี้สำหรับถังเว่ยมันยังไม่จำเป็
โดยจำนวนเหรียญที่เขาจ่ายไปสำหรับการซื้อเหล็กทั้งหมดก็คือ 200 เหรียญเงินหรือก็คือ 2 เหรียญทองพอดีสำหรับถังเว่ยมันเป็ราคาที่ถูกมากแล้ว ถ้าเปลี่ยนเป็เมืองอื่นเหล็กจำนวนขนาดนี้อย่างน้อยๆก็ต้องมีสัก 3 เหรียญทองเป็อย่างต่ำ แต่ว่าก็ต้องของคุณที่เขาเป็คนของสังคมด้วยที่ทำให้เขาได้รับส่วนลดมากมายมหาศาลขนาดนี้
“เอาล่ะสำหรับวันนี้ ข้าถังเว่ยสารพัดประโยชน์ขอปิดการให้บริการแต่เพียงเท่านี้…”
พลันพูดจบถังดว่ยก็นำเหล็กใส่แหวนมิติเดินตรงไปยังทางสถาบันที่น้องๆของเขาศึกษาอยู่เพื่อที่จะรับพวกเขากลับ เหมือนกับในทุกๆวันที่เขาทำ ถึงตามจริงเขาจะสั่งให้ซิงเยียนพาคนอื่นกลับไปก่อนก็ตาม แต่เขานั้นเลิกงานเร็วกว่าที่คิดเอาไว้เขาก็เลยจำเป็ที่ ต้องไปรับพวกเขาเหมือนที่ผ่านมา แน่นอนว่าเหล่าพี่น้องตระกูลถังเองนั้นก็รู้ดีว่าพี่ชายของพวกเขาจะมารับและทำเพียงแค่ยืนรอเท่านั้น
“ซิงเยียนท่านพี่สั่งเอาไว้ให้เรากลับก่อนไม่ใช่หรือ? นี่ก็เย็นมากแล้วนะ…”
“ก็ถ้าเ้าสามารถกล่อมให้ซูลี่ยอมกลับได้น่ะนะ”
เสียงของเฟยหรงกล่าวออกมาด้วยความเบื่อหน่าย พวกเขาออกมากจากสถาบันมาตั้งนานแล้วและก็เตรียมตัวที่กลับบ้านตามคำสั่งที่ถังเว่ยได้มอบหมายเอาไว้ ทว่าซูลี่ตัวแสบนางกับไม่ยินยอมที่จะกลับอีกทั้งยังยืนยันคำขาดว่าจะรอให้ถังเว่ยมารับเท่านั้น ซิงเยียนก็พยายามโน้มน้าวนางแล้วแต่ก็ไม่เป็ผล เขาเองก็ลองแล้วเช่นกันแต่ก็โดนนางต่อว่างมาอย่างเจ็บแสบ ส่วนฟางหรงเขาไม่ปริปากพูดอะไรออกมาสักคำ ขอแค่ซูลี่กล่าวอะไรออกมาเขาก็พร้อมที่ปฎิบัติตามเสมอ นี่จึงเป็เหตุผลที่ทำให้พวกเขายังไม่ถึงบ้านและยืนรออยู่หน้าสถาบัน
ซิงเยียนเองก็จนปัญญาเช่นกันภายในบ้านหลังนี้นอกจากถังเว่ยแล้วไม่มีใครที่สามารถสั่งซูลี่ได้สักคน ซูลี่เองก็เชื่อฟังแค่ถังเว่ยแค่เพียงคนเดียวเท่านั้น
“ซูลี่เรากลับบ้านกันเถอะท่านพี่ก็สั่งเอาไว้ว่าให้เรากลับกันก่อน-”
“ไม่เอา! ข้าจะรอท่านพี่อยู่ที่นี่ถ้าพวกท่านอยากกลับก็กลับไปก่อนเลย…”
ไม่ทันที่เฟยหรงจะกล่าวจบเขาก็โดนซูลี่ปฏิเสธอย่างทันควัน แถมยังโดนไล่ให้กลับไปก่อนเสียอีก แน่นอนว่าเขาก็อยากจะทำเช่นนั้นแต่ถ้าถังเว่ยรู้ว่าเขาทิ้งนางไว้ล่ะก็เหตุการณ์หลังจากนี้คงไม่น่าดูเป็แน่ ยืนรอไปอีกสักพักจู่ๆพวกเขาก็ได้ยินเสียงเท้าของใครบางคนเดินเข้ามาใกล้อย่างช้าๆก่อนที่เ้าของเสียงจะเอ่ยขึ้น
“โอ๊ะ!…ดูเหมือนว่าข้าจะมาช้าไปสินะนึกว่าพวกเ้าจะหนีข้ากลับไปแล้วเสียอีก…”
เมื่อได้ยินเสียงของคนพูดขึ้นมาพวกเขาพี่น้องตระกูลถังก็สามารถทราบได้ทันทีว่านี่เป็เสียงของใคร ไม่ทันให้ใครสั่งซูลี่เองก็รีบวิ่งหน้าตั้งออกไปหาเ้าของเสียงทันที เหมือนกับว่านางนั้นรอเ้าของเสียงนี้มานานมาก
“ฮึกๆ ท่านพี่ข้านึกว่าท่านจะไม่มารับข้าเสียแล้ว….”
นางกล่าวออกทั้งน้ำตานองหน้า ถึงแม้ว่านางจะร้องไห้ออกมาแต่ความน่ารักของนางก็ยังคงอยู่ ถังเว่ยเองก็ทำเพียงแค่นำมือมาลูบแผ่นหลังของนางเอาไว้ด้วยความอ่อนโยนเขาอาจจะปล่อยให้นางรอนานเกินไป บางทีตัวของนางเองก็ไม่คิดว่าถังเว่ยจะมาแล้วแต่ว่านางก็เลือกที่จะรอเขา นั้นทำให้เขารู้สึกเอ็นดูน้องสาวตัวน้อยคนนี้เหลือกัน
“ถ้างั้นก็กลับบ้านเราเถอะ…”
เหมือนกับพวกเขารอคำนี้มานานมากในที่สุดพวกเขาก็จะได้กลับไปพักผ่อนยังบ้านอันแสนอบอุ่นของพวกเขาเสีย ในวันนึงของพวกเขาก็ไม่ได้มีอะไรมากมายนัก เหล่าน้องๆก็มีหน้าที่แค่เล่าเรียนหนังสือส่วนผู้เป็พี่ใหญ่ก็คอยทำงานหาเงินมาเลี้ยงส่งน้องๆ ทว่าใครจะไปรู้ล่ะว่าพวกของเขาเหล่านี้จะกลายเป็สุดยอดตัวตนที่ผู้คนจะกล่าวขานสืบไปในอนาคตข้างหน้า…
ภายในโกดังเก็บของหลังบ้าน
หลังจากที่จัดการอาหารเย็นกันเรียบร้อยถังเว่่ยก็ได้เรียกให้ตัวของฟางหรงตามเข้ามาในโกดังเก็บของแห่งนี้ ลักษณะของโกดังก็ค่อนข้างเก่าทำขึ้นมาจากไม้ มีอุปกรณ์สำหรับเอาไว้ทำไร่ทำสวนจำนวนนึง อีกส่วนก็เป็จำพวกฟืนที่ถังเว่ยตัดมาไว้ใช้เวลาประกอบอาหารหรือให้ความอบอุ่นกับร่างกายยามฤดูหนาวมาเยือน แต่ในมุมลึกสุดของโกดังกับมีเหมือนห้องลับอะไรบางอย่างซ่อนเอาไว้อยู่
ถังเว่ยทำการคลายสลักของประตูออกก่อนจะค่อยๆออกแรงผลักเข้ามา ในห้องดังกล่าวมันมีลักษณะเหมือนกับห้องปูนอุณหภูมิภายในนั้นสูงกว่าข้างนอกอย่างมาก เพียงแค่เดินเข้ามาได้ไม่นานเหงื่อก็ไหลเต็มไปทั่วร่างกายของฟางหรงแล้ว เท่าที่ฟางหรงสังเกตก็คือถังเว่ยกับไม่มีเม็ดเหงื่อแม้แต่เม็ดเดียว
ทางด้านขวาของห้องก็มีเหมือนกับเตาหลอมอะไรบางอย่างตั้งไว้ ส่วนตามผนังห้องก็มีอุปกรณ์จำพวกค้อน คีมสำหรับหนีบเหล็ก อ่างน้ำ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวการตีเหล็กอีกมากมายอยู่ภายในห้อง ส่วนใจกลางของห้องก็คือแท่นเอาไว้สำหรับตีเหล็กตั้งตะหง่านอยู่
“ท่านพี่…ที่นี่คือที่สำหรับเอาไว้ตีเหล็กอย่างงั้นหรือ?"
จากการสังเกตของฟางหรงเขาก็สามารถบอกได้ทันทีว่าสถานที่ ที่ถังเว่ยพาเขามาก็คือห้องที่เอาไว้สำหรับตีเหล็ก แต่นี่นับว่าเป็ครั้งแรกที่เขาเคยเห็นห้องนี้โดยปกติถังเว่ยก็จะฝึกให้เขายกค้อนทุบอากาศอยู่ในโกดังเท่านั้นไม่ได้ให้เข้ามาที่นี่
ถังเว่ยที่ได้ยินคำถามของผู้เป็น้องชายก็นิ่งเงียบไม่ได้ตอบอะไร ก่อนที่เขาจะเดินหน้าไปทางเตาหลอมและโยนฟืนจำนวนมากเข้าไป พร้อมกับที่มือขวาของเขาจะปรากฎไฟสีส้มสว่างไปทั่วทั้งห้อง อุณหภูมิในห้องค่อยสูงๆขึ้นอย่างน่าใ เขานำมือจุ่มลงไปในเตาหลอมก่อนที่มันจะเกิดเป็ประกายไฟลุกไหม้ขึ้นภายในเตาหลอม
ถังเว่ยดับไฟที่มือของเขาและหันหน้ากลับมามองน้องชายคนเล็กของตนที่มีลักษณะไม่ต่างอะไรไปจากเด็กผู้หญิงเลยแม้แต่น้อย
“ถูกต้องที่นี่คือห้องตีเหล็กและในวันนี้ข้าจะสอนเ้าตีเหล็ก!…"