เกิดใหม่ต่างโลกกับการผจญภัยครั้งใหม่ในโลกเวทมนตร์

    ภาค 2 ตอนที่ 24 แผนการขั้นต่อไป

    เมื่อสามารถช่วยรีสได้แล้วผมกับรีสก็ออกมายังโลกภายนอกในหลุมแห่งนั้นอีกรอบ ผมพยายามตรวจสอบไปถึงต้นตอของคลื่นพลังแปลกประหลาดที่ลอบจู่โจมพวกเราจนกระทั่งไปพบกับเส้นสีขาวบางๆที่ขีดคั่นระหว่างทางที่ผมกับรีสเดินเข้าไปก่อนหน้านี้
    มันแปลกประหลาดจนน่าตกใจเพราะผมไม่สามารถใช้พลังในการตรวจจับมันได้เลยรวมถึงรีสด้วย
    ก่อนที่จะเดินไปกันต่อผมก็ได้ทดลองโดยเอาหินเวทมนตร์ที่ไม่ได้สำคัญอะไรโยนลอดผ่านขึ้นไปด้านบนและโยนไปยังจุดของเส้นสีขาวที่ขีดคั่นไว้พร้อมกัน
    ไม่กี่วินาทีต่อมาผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเป็นไปตามที่ผมได้คาดการณ์เอาไว้ถ้าหากไม่โดนกับมันตรงๆมันก็จะไม่ปลดปล่อยพลังออกมา ทำให้ผมกับรีสสามารถเดินทางต่อกันต่อได้
    ในที่แห่งนี้ไม่สามารถจับพลังที่เป็นของแวมไพร์ได้เลยมันทำให้รู้สึกเหมือนเข้ามาในสถานที่อีกสถานที่หนึ่งที่ไม่ใช่คุกวิญญาณที่พวกเราคิดจะเข้ามาตั้งแต่แรก
    จนกระทั่งผมกับรีสเดินมาถึงทางแยกที่แยกออกไปเป็นร้อยๆเส้นทางระหว่างนั้นเองก็มีเสียงแปลกๆดังขึ้น
    แกร็กๆ แกร็กๆ
    แกร็กๆ แกร็กๆ
    ระหว่างที่เสียงแปลกๆกำลังดังขึ้นไม่หยุดก็มีมนุษย์กลุ่มหนึ่งที่เดินออกมาจากเส้นทางหนึ่งในบรรดาทั้งร้อยเส้น ในกลุ่มนั้นจะมีกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่โดนมัดมือล็อคข้อเท้าเอาไว้มันไม่ต่างอะไรกับทาสดีๆนี่เอง ส่วนคนที่เป็นคนส่วนน้อยก็คือคนที่ควบคุมให้คนที่ไม่ต่างกับทาสเหล่านี้เดินไป
    เสียง แกร็กๆ ที่ดังมาตลอดๆนั้นก็คือเสียงของอะไรบางอย่างที่เริ่มเผยตัวออกมา รูปร่างของมันเหมือนกับเป็นกลไกบางอย่างมันปรากฎขึ้นมาเป็นแท่นเสาตามจำนวนทาสที่พวกเขานำมาโดยลักษณะก็คือจะเป็นแท่นเสาที่เรียงรายเป็นรูปสามเหลี่ยมโดยมีแท่นเสาอีกแท่นที่อยู่ใจกลางของแท่นเสาจำนวนมากกำลังเปล่งแสงสีขาวออกมาเป็นระยะๆ
    “ปล่อยพวกเราไปเถอะ ได้โปรด”
    “ปล่อยเหรอ บ้ารึเปล่ากว่าจะจับพวกแกมาได้ก็เสียเวลาไปนานมากแล้ว พวกแกตอนนี้เตรียมรอถูกเชือดได้เลย”
    “จะทำแบบนี้ไม่ได้นะ ไหนว่าองค์กรแปดดาราแห่งแสงเป็นองค์กรที่ดีแต่แล้วทำไมถึงได้ทำกับพวกเราแบบนี้”
    “จงดีใจเสียเถอะที่ได้สละชีวิตเพื่อช่วยเหลือเพื่อนพ้องอีกมากมาย มันนับเป็นการเสียสละเพื่อชัยชนะ”
    “มันไม่ใช่เพื่อชัยชนะหรอกพวกแกก็แค่อยากเป็นใหญ่ในโลกจักรวาลแห่งนี้มีความทะเยอทะยานที่น่าหัวเราะ เพื่อที่จะล้มล้างแวมไพร์และทวยเทพถึงกับต้องมาใช้ชีวิตของพวกเราเป็นเครื่องสังเวยให้กับพวกแกเลยอย่างนั้นเหรอ”
    “เลิกพูดมากได้แล้ว เสียเวลาจริงๆ ส่วนพวกแกก็นำสิ่งนั้นออกมาได้แล้วมัวฟังคำพูดของเครื่องสังเวยอยู่ทำไม”
    สิ่งนั้นที่ว่าก็คือกล่องสี่เหลี่ยมไม่สิต้องเรียกว่าลูกบาศก์ที่เป็นรูบิคน่าจะถูกมากว่า พวกเขานำรูบิคที่ใสไร้สีขึ้นมาแล้วปล่อยมันออกจากมือ รูบิคก็ลอยไปอยู่ตรงหน้าของผู้คนที่กำลังเป็นเครื่องสังเวยจากนั้นรูบิคก็ทำการหมุนตัวเองไปเรื่อยๆจนกระทั่งสีของมันเปลี่ยนกลายเป็นสีน้ำเงินบ้างก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวหรือไม่ก็เปลี่ยนเป็นสีแดงถ้าจะเทียบลำดับง่ายๆก็คงไม่ต่างกับรุ้งกินน้ำ
    สีของรูบิคที่แสดงออกมานั้นก็มีผลไปถึงจิตวิญญาณของเครื่องสังเวยเหล่านั้นที่เป็นผู้เคราะห์ร้ายพวกรูบิคก็ส่องแสงของพวกมันไปยังคนที่อยู่ตรงหน้า
    ดวงวิญญาณของผู้คนที่เป็นเครื่องสังเวยก็ถูกดึงออกมารูบิคหมุนตัวเองอีกครั้งดูดดวงวิญญาณเหล่านั้นมากักเก็บไว้ในตัวของรูบิคเอง
    ขั้นตอนทั้งหมดนี้ดำเนินการมายาวนานร่วมสามสิบนาทีก็จบลงรูบิคทั้งหมดฝังตัวลงไปในแท่นเสาประจำของตนเองก่อนที่แท่นเสาทั้งหมดจะมีอักขระสีขาวมากมายหลั่งไหลออกมาศูนย์รวมของอักขระก็คือแท่นเสาที่อยู่ใจกลาง
    เหล่าคนที่ควบคุมเครื่องสังเวยเหล่านี้มานั้นก็หันหลังเดินกลับไปยังทางที่ตนเองได้เดินออกมาพร้อมกับทิ้งร่างของผู้คนที่เป็นเครื่องสังเวยเอาไว้โดยไม่ชายตามองแม้แต่นิดเดียว
    ซากร่างที่ไร้วิญญาณของเครื่องสังเวยก็ค่อยๆถูกดูดลงไปยังพื้นดินแถบนั้นในไม่ช้าและทุกอย่างก็กลับกลายเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
    ผมที่มองดูอยู่ไม่ห่างไกลจากตรงนั้นมากนักก็ได้แต่ครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ภายในใจ
    “พี่ชายพวกเราคงต้องเร่งมือกันแล้วละถ้าช้าไปกว่านี้อาจไม่ทันการเอาได้”
    หืม! ทำไมรีสถึงได้ตัวสั่นแบบนั้น แต่ผมก็พยายามทำเป็นมองไม่เห็นแล้วตอบกลับไป
    “อืม ไปกันเถอะ”
    ภายใต้ดวงตาของรีสที่เห็นเหตุการณ์เมื่อสักครู่มันคือภาพที่ต่างออกไปเธอมองเห็นยมทูตที่ถือเคียวยักษ์กำลังล่องลอยมองสังเกตการณ์ไปรอบๆด้วยดวงตาสีแดงที่น่าหวาดหวั่น
    ยมทูตที่ว่านั้นก็คือเหล่าเศษส่วนของวิญญาณเทพที่แตกกระจายไปใช่แล้วฟังไม่ผิดมันคือส่วนหนึ่งของพลังเทพเห็นได้ชัดแล้วว่าที่นี่มีของที่เธอกำลังตามหาอยู่อย่างแน่นอนและอีกอย่างก็คือที่นี่อาจมีเรื่องราวของเหล่าทวยเทพที่เป็นดั่งสมบัติล้ำค่าอยู่ก็ได้
    และมีอีกสิ่งที่เธอต้องระวังอยู่โดยเฉพาะความน่าหวาดหวั่นที่เธอสัมผัสได้จากเส้นทางที่เหล่าคนผู้ควบคุมเดินกลับเข้าไปที่แห่งนั้นยังมีรัศมีพลังอันตรายที่แผ่ออกมาตลอดเวลา
    รีสพยายามซ่อนร่างกายที่สั่นเทากลับไปก่อนจะเดินตามโรเบิร์ตไปในทันที...
    ..........
    ที่ไหนสักแห่งบนโลกชนชั้นที่สอง
    “ที่เจ้าพูดมามันหมายความว่ายังไงที่นั่นเตาพลังงานแห่งความมืดที่ข้าคิดค้นขึ้นมาหลายหมื่นปีมันพังไปแล้วเหรอ ใครเป็นคนทำ มันเป็นใคร”
    ชายที่กำลังพูดใส่อารมณ์อยู่นี้คือหน้ากากสีขาว ( ถ้าใครจำไม่ได้สามารถย้อนกลับไปอ่านภาคสองตอนที่สองได้ค่ะ )
    “ข้าเองก็ไม่สามารถบอกท่านได้เช่นกันเพราะว่าไม่มีใครเหลือรอดจากที่นั่นได้รวมไปถึงกลิ่นอายเองก็หายไปจนหมดราวกับที่นั่นไม่เคยเกิดเรื่องที่พวกเราสร้างเตาพลังงานแห่งความมืดเลยครับ”
    ส่วนคนที่กำลังสนทนาอยู่กับหน้ากากสีขาวคือผู้ติดตามคนสนิทของเขาเอง
    “แล้วทำไมข่าวมันถึงส่งมาที่นี่ได้ล่าช้าแบบนี้ไหนบอกเหตุผลที่ข้าฟังขึ้นมาหน่อยซิ”
    “ขออภัยด้วยนายท่านที่นั่นเป็นสถานที่ลึกลับที่ทับซ้อนอยู่อีกห้วงมิติของดันเจี้ยนระดับเทพที่ไม่อาจเคลียร์ให้จบได้ทางข้าเองก็มั่นใจมากว่าเรื่องนี้คงถูกปิดเอาไว้เป็นอย่างดีแต่กลับมีคนที่สามารถเคลียร์มันได้ปรากฏตัวขึ้นมาทำให้มิติลึกลับของพวกเราถูกเปิดเผยและถูกทำลายไปในที่สุด”
    ภายใต้หน้ากากสีขาวอารมณ์โกรธกริ้วก็ยิ่งทวีคูณมากขึ้นแต่สุดท้ายเขาก็ต้องสงบสติอารมณ์ไปในที่สุดก่อนจะพูดขึ้นมาอีกครั้ง
    “ถ้าอย่างนั้นดันเจี้ยนนั่นใครที่เป็นคนเคลียร์ได้”
    “ข้าไม่สามารถรู้ได้ว่าเป็นใครแต่ข้ามั่นใจได้ว่าเขาต้องเป็นผู้ชายแน่นอนครับ”
    “ผู้ชายเหรอ เฮ้อ ช่างเถอะ ไปหาจากคนที่เข้าร่วมเลยเถอะคัดคนที่แข็งแกร่งที่สุดในนั้นมาและคนที่มีความสามารถมากพอมาให้หมดอย่าให้หลุดรอดไปได้เพราะว่าข้าจะทำให้มันได้ชดใช้ในสิ่งที่มันได้กระทำ ว่าการที่มันมาหยามหน้าข้าคนนี้จะพบจุดจบอะไรบ้าง”
    “รับทราบ”
    “เดี๋ยวก่อน ไปสืบเรื่องของหญิงสาวพวกนั้นมาด้วยพอดีว่ามีคนที่ข้ารู้จักอยู่คนหนึ่งในนั้น”
    “หรือว่าจะเป็นท่านหญิงคนนั้น”
    “ใช่ เป็นคนที่ข้าไม่อยากหาเรื่องด้วยมากที่สุดไปสืบมาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับชายคนนั้นหรือไม่”
    “ทำไมท่านถึงคิดว่ามันเกี่ยวข้องกัน”
    “ก็แค่ลางสังหรณ์ของข้านั่นแหละ ทำตามที่บอกไปเถอะไม่ต้องมาถามให้มากความ”
    “จริงด้วยสินะครับ ลางสังหรณ์ของท่านถูกต้องเสมอเลยนี่นะ ถ้าเกิดว่าชายคนนั้นเกี่ยวข้องกับท่านหญิงคนนั้นจริงท่านจะจัดการยังไงอย่างนั้นเหรอครับ”
    “จัดการยังไงเหรอ นั่นสินะก็แค่ใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนของนางสักหน่อย”
    “ท่านไม่ได้จะจัดการกับท่านหญิงหรอกเหรอครับ”
    “ก็ได้ยินอยู่ไม่ใช่รึยังไงถ้าจะไปหาเรื่องกับนางก็เท่ากับรนหาที่ตายถึงแม้ว่าตอนนี้นางจะออกไปจากเบื้องหน้ามานานมากแล้วก็เถอะแต่อำนาจของนางยังคงอยู่จนถึงเดี๋ยวนี้ไม่สิมันแข็งแกร่งขึ้นกว่าเมื่อก่อนหน้านี้อีก ไม่อย่างนั้นนางจะได้ชื่อว่า “ราชินีมารร้าย” อย่างนั้นเหรอ”
    “ข้าเข้าใจแล้วครับ ข้าจะจัดการทุกอย่างให้เสร็จตามความประสงค์ของท่านครับ”
    “ดีมากแล้วข้าจะรอฟังข่าวดีจากเจ้าก็แล้วกัน”
    หลังจากที่ผู้ติดตามคนสนิทของเขาเดินออกไปหน้ากากสีขาวก็เหม่อมองไปยังภาพๆหนึ่งที่อยู่ห่างไปไม่ไกลมากมันคือภาพของหญิงสาวคนหนึ่งที่เมื่อครั้งอดีตเคยเป็นภรรยาสุดที่รักของเขาเอง
    "จนถึงตอนนี้ข้าก็ยังไม่ใช่พี่ชายที่ดีของนางเลย แม้กระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่คู่ควรเพราะว่าเส้นทางที่พวกเราเลือกเดินมันต่างกันเกินไป"
    ใช่แล้วเส้นทางของเขากับน้องสาวของเขาต่างกันเกินไปและไม่อาจเวียนมาบรรจบกันได้อีก ตั้งแต่วันนั้นแล้วที่ทุกอย่างมันแตกต่างไปเพราะน้องสาวของเขาเลือกที่จะเชื่อใจเจ้าแวมไพร์ตนนั้นพร้อมกับแต่งงานเข้าไปในเผ่าพันธุ์น่ารังเกียจนั่นอีก
    แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่อาจปกปิดธาตุแท้ในส่วนลึกของจิตใจที่เป็นนิสัยที่รักษาไม่หายที่ได้รับมาจากการขัดเกลาของต้นตระกูลมาอย่างยาวนานได้จนทำให้สามีของนางต้องตายไปอย่างน่าอนาถภายใต้น้ำมือของนางเอง
    นั่นทำให้เขาเพลิดเพลินใจเป็นอย่างมากในขณะที่คิดไว้ว่าทุกอย่างที่นางทำมาจะเป็นการหันดาบเข้าหาแวมไพร์เสียเองกลับมีชายคนนั้นที่ให้ความรู้สึกทั้งน่าหวาดกลัวและน่าเกรงขามปรากฏตัวออกมาเพื่อหยุดยั้งเธอเอาไว้เสียก่อนไม่อย่างนั้นทุกอย่างก็คงง่ายดายมากกว่านี้
    แม้ว่าเหตุการณ์จะเป็นแบบนั้นสุดท้ายชายคนนั้นก็ต้องตายด้วยน้ำมือของพวกคนที่เขาเชื่อใจในท้ายที่สุดมันชั่งเป็นละครที่น่าหัวเราะเสียจริงไม่เพียงแค่นั้นกลับลากหญิงงามตายตามกันไปด้วยถึงยี่สิบคน ใช่แล้วมันชั่งน่าเสียดายจริงๆ
    ในบรรดาหญิงงามพวกนั้นก็มีหลายคนที่เป็นที่รู้จักบ้างก็ครองอำนาจล้นฟ้า บ้างก็มีฐานะใหญ่โตแต่แล้วยังไงในเมื่อพวกนางตกตายไปพร้อมกับชายคนนั้นแล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังก็ล้วนถูกกวาดล้างไปจนหมดแม้กระทั่งเลือดเนื้อเชื้อไขก็ไม่หลงเหลือเอาไว้
    เพราะฉะนั้นไม่มีคนแบบชายคนนั้นโผล่มาอีกแน่นอน ในตอนนี้เขาก็สามารถสบายใจได้แล้วถึงจะพลาดท่าเรื่องเตาพลังงานแห่งความมืดไปแล้วยังไงละแน่นอนว่าเขาวางแผนสำรองไว้มากมายแม้ว่าแผนการหลักจะพังไปแล้วก็เถอะ
    หน้ากากสีขาวพูดผ่านสายลมในที่ที่ไม่มีใครอยู่รอบกายของเขา
    “หมายเลขหนึ่งข้าฝากให้จัดการแผนขั้นต่อไปด้วยเร่งให้เร็วที่สุด เพราะพวกเราจะได้เชิญท่านผู้นั้นกลับขึ้นมาแล้ว”
    เสียงสะท้อนตอบรับก็ดังกลับมาราวกับว่ามันอยู่ใกล้บริเวณนั้น
    “รับทราบครับ”
    ไม่ว่าจะมีอะไรมาขวางทางข้าคราวนี้ข้าจะไม่เกรงกลัวสิ่งใดอีก เพราะความแค้นของข้าได้มาถึงจุดที่ไม่มีวันสั่นครอนได้อีกแล้ว...

    . .

    .

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ต่างโลกกับการผจญภัยครั้งใหม่ในโลกเวทมนตร์ ที่คุณอ่าน