ในตอนบ่ายแก่ ๆ ของวันนั้น ผมกำลังเดินอยู่บนฟุตบาท ความตั้งใจก็คือจะไปซื้อข้าวกล่องที่ร้านสะดวกซื้อ ก่อนจะกลับมาหมกตัวอยู่ในห้องอย่างที่เคยทำมาในทุก ๆ วัน ทว่า...ขณะที่กำลังจะเดินเลี้ยวซ้ายไปตามถนนตรงหัวมุม จู่ ๆ เื่บ้า ๆ ก็เกิดขึ้น!
ผมได้ยินเสียงแตรของรถบรรทุกดังลั่น พร้อมกับแสงไฟจากทางด้านหน้ารถที่สาดเข้ามาใส่ตาผม
“เฮ้ย!!! อะไรวะเนี่ย!!!!!!!!”
ผมยกแขนขึ้นก่อนจะะโร้องสุดเสียงจากนั้น ทุกอย่างรอบตัวก็สว่างจ้า และผมก็...
มานั่งงง ๆ อยู่ตรงนี้เป็ที่เรียบร้อย
ท่ามกลางความเงียบสงัดที่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจแ่เบาของตัวเอง ผมกวาดสายตาผ่านความพร่าเลือนไปรอบ ๆ ก่อนจะทราบว่าที่นี่คือ ท้องพระโรงอันกว้างขวางเกินกว่าจะจินตนาการถึงขอบเขตได้ พื้นหินอ่อนสีดำขลิบทองที่ผมกึ่งนั่งกึ่งหมอบอยู่นั้นเย็นจัดจนความรู้สึกชามันลามขึ้นมาตามฝ่ามือ แสงสว่างไม่ได้มาจากดวงอาทิตย์ แต่มาจากโคมไฟระย้าขนาดมหึมาที่ส่องแสงสีนวลตาลงมากระทบกับชุดเกราะโลหะของเหล่าทหารองครักษ์ที่ยืนเรียงรายอยู่สองฟากฝั่ง ทหารเ่าั้ยืนนิ่งราวกับรูปปั้นหิน ไม่มีการขยับเขยื้อนแม้เพียงมิลลิเมตรเดียว แต่ผมกลับััได้ถึงสายตาที่มองลอดผ่านหมวกเหล็กออกมา เป็สายตาที่คมปลาบและกดดันจนผมไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว กลิ่นอายของความเก่าแก่และอำนาจอบอวลอยู่ในอากาศ มันคือกลิ่นของไม้หอมโบราณผสมกับกลิ่นเหล็กเย็นๆ ที่ทำให้รู้สึกชาวาบไปถึงกระดูกสันหลัง
เมื่อผมเงยหน้าขึ้นมองไปยังเบื้องหน้า ทิวแถวของทหารที่ดูยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตานั้นนำไปสู่บันไดหินที่ยกระดับขึ้นสูง และบนจุดสูงสุดนั้นเอง "พระาา" ประทับอยู่บนบัลลังก์ที่สลักจากศิลาชิ้นเดียว ร่างของพระองค์ดูเหมือนจะถูกห่อหุ้มด้วยรัศมีบางอย่างที่ยากจะอธิบาย ใบหน้าของพระองค์ครึ่งหนึ่งอยู่ในเงามืด แต่ดวงตาที่จ้องตรงมายังผมนั้นกลับสว่างวาบราวกับจะมองทะลุเข้าไปในรหัส และข้อมูลทุกส่วนในตัวผมได้
ผมรู้สึกมึนงงอย่างถึงที่สุด ข้อมูลในหัวมันตีกันยุ่งเหยิงไปหมด ท้องพระโรงนี้ดูสมจริงเสียจนเริ่มสงสัยว่านี่คือการจำลองสถานการณ์ หรือผมหลุดเข้ามาอยู่ในโลกอันแปลกประหลาดเหมือนที่เคยเห็นในมังงะ หรืออนิเมะที่เคยอ่านเคยดู
ความเงียบที่ปกคลุมอยู่ตอนนี้มันไม่ได้แปลว่าว่างเปล่า แต่มันคือความเงียบที่รอคอย... รอคอยว่าผมจะทำอย่างไรต่อไปภายใต้สายตานับร้อยคู่ที่จดจ้องมาประหนึ่งว่าผมคือตัวแปรเดียวที่ผิดปกติในห้องโถงแห่งนี้
“เกิดอะไรขึ้นท่านนักบวช? เหตุใดจึงมีชายต่างโลกผู้นี้เพิ่มมาอีก ตามพิธีกรรม้าแค่สี่มิใช่หรือ..”
“ขออภัยพ่ะย่ะค่ะฝ่าา เื่นี้กระหม่อมก็เองก็ไม่ทราบเช่นกัน อาจเพราะพลังมานาที่ใช้อัญเชิญมีมากเกินไปก็เป็ได้ มันจึงได้นำพาชายผู้นี้มาเพิ่ม ก็นับว่าเป็เื่ดีมิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ อย่างน้อยเราก็ได้ผู้กล้าเพิ่มมาอีกหนึ่ง”
“ไอ้ดี มันก็ดีหรอก...แต่ในบันทึกโบราณระบุไว้แค่สี่คนน่ะสิ ถ้ามีอีกคนเพิ่มมา ข้ากลัวจะเกิดอะไรไม่ดีขึ้น..”
ผู้กล้า? สี่คน ห้าคนพวกเขาพูดอะไรกันเนี่ยผมงงไปหมดแล้ว ...และขณะที่ผมกำลังนั่งปะติดปะต่อเื่ราว จู่ ๆ ก็มีเสียงของชายคนหนึ่งผู้ขึ้น
“ไม่ต้องทำหน้างงไปหรอกครับ พวกเราถูกอัญเชิญมาให้เป็ผู้กล้ายังไงล่ะ”
ผมหันหลังไปมองตามเสียงของคนพูด แล้วก็ได้พบกับชายสามคนกับหญิงสาวอีกอีกหนึ่งคน ซึ่งทุกคนแต่งกายด้วยชุดปรกติ ชุดแบบเดียวกับที่ผมใส่ ไม่ใช่ชุดเกราะหรือผ้าคลุมใด ๆ ทั้งสิ้น
“พะ...พวกคุณ”
“ยินดีที่ได้รู้จัก ผมชื่อฮิโนะ อากิระ”
ชายหนุ่มหน้าตาดีในชุดพนักงานบริษัทยื่นมือมาดึงผมให้ลุกขึ้น
“คะ...ครับ ผมโฮชิโนะ เรย์ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน”
“ส่วนผมโกโจ อาซาฮิ”
ชายหนุ่มร่างบึกยังกะหลุดมาจากสมาคมมวยปล้ำWWE แนะนำตัวด้วยน้ำเสียงแข็ง ๆ ซึ่งผมก็พยักหน้ายิ้มแห้ง ๆ ก่อนจะหันไปเห็นอีกสองซึ่งยืนทำหน้านิ่ง ๆ อยู่ห่างออกไปเล็กน้อย ทั้งคู่ดูจะไม่เป็มิตรเท่าไหร่
“ดูหยิ่งจังแฮะสองคนนี้ เอ๊ะ! คนผู้หญิงหน้าคุ้น ๆ อึก!! ดารานี่หว่า...ชื่ออะไรนะ...? ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะชื่อโฮชิโนะ ซายากะ พักหลัง ๆ มีข่าวด้านลบเยอะ เลยหายหน้าไปจากวงการโทรทัศน์ มิน่าถึงได้ดูหยิ่งนัก”
ผมมองเธอแล้วคิดในใจเงียบ ๆ ก่อนที่ชายคนแรกซึ่งชื่อ ฮิโนะ อากิระจะเข้ามากระซิบข้างหูผมเบา ๆ
“สองคนนั้นไม่ค่อยพูดอะไรมากั้แ่มาที่นี่แล้วล่ะ เรย์คุง ผู้หญิงนายน่าจะรู้จักดี ก็นะเมื่อก่อนเธอดังจะตาย ส่วนเ้าหนุ่มแว่นคนนั้นชื่อ ไซบัน เทรุ เป็นักศึกษามหาลัยชื่อดัง เขาบอกมาแค่นั้นแหละ”
“อ้อ แบบนี้นี่เอง ขอบคุณนะครับคุณอากิระ”
ผมยิ้มกว้างขอบคุณ คุณอากิระ และแอบใจชื้นนิด ๆ ว่าอย่างน้อยก็ยังเจอคนอัธยาศัยดีในที่แปลก ๆ ขืนมาแล้วเจอแค่ สามคนนี้ผมคงอึดอัดตายแน่ ๆ
“เอาล่ะ ทุกท่านทำความรู้จักกันพอหอมปากหอมคอแล้วสินะ ก็อย่างที่ข้าได้บอกไปก่อนหน้า ว่าโลกใบนี้กำลังอยู่ในความมืด กองทัพของจอมมาร เรกีอุสแผ่ขยายอำนาจชั่วร้ายของมันเพิ่มขึ้นทุกวัน หากไม่หยุดยั้งโลกแห่งนี้คงจบสิ้นเป็แน่ ดังนั้น เราจึงต้องอัญเชิญพวกท่านทั้งสี่....เอ่อ หมายถึงห้า จากต่างโลกให้มาปราบมัน เหมือนตามที่บันทึกโบราณได้ระบุไว้”
...ผมอยู่ในมังงะแฟนตาซีแนวต่างโลกโดยสมบูรณ์แล้วสินะ
“ฝ่าากระหม่อมขอทูลถาม หากพวกเราทั้งสี่ ปราบจอมมารที่ว่านั้นเสร็จแล้ว พวกเราจะได้สิ่งใดเป็การตอบแทน”
เ้าแว่นนักศึกษาที่ดูหยิ่งเอ่ยถามขึ้น...ว่าแต่ ไหงเอ็งนับแค่สี่คนล่ะเนี่ย ตูยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้นะเฟ้ย!
“หากท่านเทรุกับคนอื่น ๆ ปราบจอมมารเรกีอุสสำเร็จ แน่นอนว่าพวกท่านย่อมจะกลายเป็ผู้กล้าที่ยิ่งใหญ่ ชื่อเสียง เงินทอง อำนาจ ทุกสิ่งที่พวกท่านปรารถนาย่อมเป็เป็ของพวกท่านตาม้า”
“อะ...เอ่อ ฝะ...ฝ่าา ละ...แล้วการกลับไปโลกเดิมล่ะพ่ะย่ะค่ะ”
ด้วยความสงสัยผมเลยเอ่ยถามออกมาบ้าง
....ทั่วท้องพระโรงเงียบกริบ ราวกับคำถามของผมมันเป็คำถามที่ไม่ควรถาม
“กลับโลกเดิมงั้นเหรอ? ไร้สาระเป็บ้า ใครจะอยากกลับไปกันล่ะย่ะ อุตส่าห์ได้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่อีกครั้ง กลับไปก็โง่เต็มทน”
ยัยดาราสาวตกกระป๋องพูดขึ้น พร้อมใช้สายตามองผมด้วยความดูถูกเหยียดหยามแบบสุดชีวิต
“การกลับไปโลกเดิมของท่านนั้นก็พอจะทำได้อยู่ แต่มันต้องใช้พลังมานาจำนวนมหาศาล แถมส่งกลับได้แค่ทีล่ะคนด้วย พอส่งกลับก็ต้องรอฟื้นฟูมานาใหม่ มานาของอาณาจักรเราเป็สิ่งสำคัญมากนะ เพราะส่วนหนึ่งต้องนำไปใช้สร้างเป็บาเรียป้องกันการโจมตีจากศัตรู อีกส่วนก็ต้องเก็บไว้ใช้กับอาวุธเวทมนตร์ หากปราศจากของพวกนี้อาณาจักรเราคงถูกโจมตีเป็แน่” นักบวชชราในชุดคลุมสีขาว ซึ่งยืนอยู่ข้างบัลลังก์ของพระาาหันมาพูดกับผม
...สรุปพวกเอ็งไม่คิดจะส่งใครกลับั้แ่แรกสินะ
“ขะ...เข้าใจแล้วครับ”
“เอาล่ะ ตอนนี้ข้าคิดว่าทุกคนน่าจะหมดคำถามแล้ว เช่นนั้นมาเริ่มพิธีต่อไปเลยเถอะ”
“พิธีอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะฝ่าา”
“จากนี้ข้าจะพาทุกท่านไปยังวิหารของเทพธิดาลูมินัสตี้ เทพธิดาแห่งการสร้างสรรค์ พระองค์จะสื่อสารกับพวกท่าน และมอบพลังอันยิ่งใหญ่ให้”
ต้องไปรับบัฟสุดเทพจากเทพธิดาสินะ...แต่ปรกติในมังงะมันต้องรับจากพระเ้าไม่ใช่รึไง? พอรู้แบบนี้ก็ชักหวั่น ๆ แล้วแฮะ คงเป็บัฟกาก ๆ แหง ๆ
“ปากเสีย! ไอ้มนุษย์งี่เง่า...!!”
หือ...? เสียงใครพูดอะไรข้างหูผมเมื่อกี้?
ผมคิดอะไรเพลิน ๆ ในหัว อยู่ดี ๆ ก็มีเสียงเบา ๆ คล้ายเสียงผู้หญิงพูดขึ้น แต่มองซ้ายมองขวาก็ไม่มีใครพูดอะไรนี่หว่า? ยัยดาราสาวตกกระป๋องก็ยืนอยู่ห่างผมเป็โยชน์ ไม่ใช่เสียงเธอแน่ สงสัยผมคงหูแว่วไปเอง...
จากนั้นพระาาก็นำผมกับคนอื่น ๆ เดินไปยังวิหารเทพธิดา ซึ่งก็อยู่ไม่ห่างจากตัวปราสาทสักเท่าไหร่
จบตอน