[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 87 ยังมองเขามิออกเลยแม้แต่น้อย เป็นดั่งคู่สวรรค์สร้าง

    ตอนที่ 87 ยังมองเขามิออกเลยแม้แต่น้อย เป็นดั่งคู่สวรรค์สร้าง

            จิตใจของเยวี่ยหมิงคงว่างเปล่าราวกับถูกเสียงดังอื้ออึงกลบไปหมดสิ้น

            นางคาดการณ์และเตรียมพร้อมรับมือกับทุกวิถีทางที่กู้ฉางเกออาจใช้จัดการกับนาง ทว่าสิ่งที่เขาทำนี้ นางกลับมิเคยคาดคิดมาก่อน

            ในชาติก่อน เขามิใช่เกลียดชังนางมากนักหรือ

            เขามิแม้แต่จะแตะต้องตัวนางเลยด้วยซ้ำ หากมิใช่เพราะเหตุนี้ คืนแต่งงานของพวกเขาก็คงมิจบลงด้วยการที่เขาลงมือสังหารนางอย่างไร้ความปรานี

            ขณะนี้ ความคิดของเยวี่ยหมิงคงสับสนอลหม่านจนยากจะสงบใจได้

            ตั้งแต่ฟื้นคืนชีพมา นางมิเคยมิอาจสงบใจได้เช่นนี้มาก่อน

            แม้จะยังมีวิธีการอีกมากมายที่สามารถใช้ให้หลุดพ้นจากสถานการณ์นี้ได้ ทว่านางกลับมิได้ลงมือทำสิ่งใดเลย ราวกับถูกจิตวิญญาณบางอย่างควบคุมไว้

            นางเพียงปล่อยให้กู้ฉางเกออุ้มร่างของตนไปยังเตียงภายในส่วนลึกของตำหนัก

            เยวี่ยหมิงคงเริ่มรู้สึกประหม่า

            ในสองชีวิตที่นางเคยผ่านมา มิเคยมีเหตุการณ์ใดที่ทำให้นางรู้สึกเช่นนี้มาก่อน

            กู้ฉางเกอทำสิ่งนี้ด้วยเหตุผลใด

            นางมิสามารถทำความเข้าใจได้เลย ด้วยเพราะจากที่นางรู้จักนิสัยใจคอของเขาในชาติก่อนมานั้น เขามิมีทางทำอันใดเช่นนี้

            หรือว่า…การที่นางกลับชาติมาเกิดใหม่ ได้ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไป รวมถึงทั้งตัวของกู้ฉางเกอด้วย

            หรือแท้จริงแล้ว…ในชาติก่อนที่เขาแสดงความเย็นชาและมิแยแสนางนั้น อาจเป็นเพราะเขาชื่นชอบนางในปัจจุบันเช่นนี้มากกว่า

            ความคิดมากมายผุดขึ้นในจิตใจ ทำให้นางยิ่งสับสนและมิอาจเข้าใจเจตนาของกู้ฉางเกอได้เลย

            “หมิงคง ข้าคิดว่าเจ้าน่าจะเข้าใจข้าผิดมาโดยตลอดใช่หรือไม่”

            กู้ฉางเกอหัวเราะเบาๆ สายตาของเขาจ้องมองไปที่ใบหน้าของเยวี่ยหมิงคง ซึ่งงดงามดุจเทพธิดา ความหมายในแววตานั้นทำให้นางมิอาจทำใจเชื่อได้

            “กู้ฉางเกอ เจ้า…”

            ในชั่วขณะนั้น หัวใจของเยวี่ยหมิงคงเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน นางตัดสินใจที่จะเลิกคิดถึงเรื่องนี้ต่อไป

            แม้นางจะเกลียดชังเขาจนสลักลึกลงถึงกระดูก ทว่านางก็ยังรักเขาดุจเถ้าธุลีอันเบาบางอยู่บ้าง

            ค่ำคืนนี้ผ่านไปโดยที่พวกเขามิได้กล่าวสิ่งใดอีก

            …

            เช้าวันรุ่งขึ้น

            เมื่อกู้ฉางเกอลุกขึ้นจากที่นอน เยวี่ยหมิงคงก็มิอยู่ในตำหนักแล้ว

            เขาเหลือบมองเตียงที่ถูกจัดเก็บอย่างเรียบร้อย ทั้งผ้าห่มและเครื่องนอนต่างๆ ล้วนหายไป คาดว่าน่าจะถูกเยวี่ยหมิงคงนำออกไปด้วย

            ในขณะนั้น เสียงแจ้งเตือนของระบบก็ดังขึ้นในห้วงความคิดของเขา

            “ติ๊ง! ผู้ครอบครองชะตาฟ้าลิขิต เยวี่ยหมิงคง คลายความตั้งใจที่จะสังหาร ท่านได้รับค่าวาสนาเพิ่มขึ้น 500 แต้ม และได้รับค่าชะตาสวรรค์เพิ่มขึ้น 2,500 แต้ม”

            เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนนั้น กู้ฉางเกอก็เผยสีหน้าประหลาดใจออกมาเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะขึ้นมาเบาๆ

            ทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้

            เยวี่ยหมิงคงย่อมต้องสงสัยว่ากู้ฉางเกอในชาติก่อนและในตอนนี้อาจมิใช่คนเดียวกัน

            เขาอาจมิได้เลวร้ายถึงขนาดที่นางเคยพบเจอในอดีต

            สำหรับสตรีแล้ว มิว่าจะเป็นผู้ที่ใช้ทั้งอารมณ์หรือว่าเหตุผล ก็ล้วนแล้วแต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือความช่างสงสัย

            และตราบใดที่มีร่องรอยเล็กๆ ให้พบเจอ นางก็สามารถจินตนาการต่อเติมเรื่องราวไปได้มากมาย

            เยวี่ยหมิงคงก็มิใช่ข้อยกเว้นในเรื่องนี้

            “ปัญหาเล็กๆ นี้ก็แก้ไขได้ไปก่อนชั่วคราว ทว่าหากจะจัดการให้หมดสิ้นนั้นก็คงต้องใช้เวลาอีกนาน…”

            กู้ฉางเกอคิดในใจ ก่อนจะลุกออกจากตำหนักไป

            เยวี่ยหมิงคงยังคงหลบเลี่ยงมิยอมพบหน้าเขา มิว่าจะเป็นในช่วงงานเลี้ยงอาหารเช้า หรือแม้กระทั่งก่อนที่เขาจะจากไป นางก็ยังมิปรากฏตัว

            สำหรับเรื่องนี้ กู้ฉางเกอก็มิได้รู้สึกแปลกใจแม้แต่น้อย

            นางจะหลบหน้าเขาไปได้สักกี่วันกันเล่า

            หลบหน้าเขาวันนี้ไปได้ วันหน้าก็ยังมีโอกาสได้พบกันอีก วันเวลายังอีกยาวไกล เขามิรีบร้อนเลยแม้เพียงนิด

            ในอีกด้านหนึ่ง กู้ฉางเกอเริ่มเตรียมตัวกลับตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์

            เขามิได้กลับไปเยือนที่แห่งนั้นมานานกว่าครึ่งปีแล้ว แม้ในฐานะศิษย์เอกของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ผู้มีตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงคอยหนุนหลัง แม้จะมิมีผู้ใดกล้าตำหนิเขาโดยตรง ทว่าในที่ลับก็ย่อมหลีกเลี่ยงเสียงนินทามิได้

            ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเทียบกับตระกูลกู้แล้ว ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์กลับเต็มไปด้วยความซับซ้อนยิ่งกว่า

            ในตำหนักแห่งนี้ แทบทุกผู้ทรงอำนาจล้วนมีเงาของขุมกำลังอำนาจใหญ่คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง

            ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์เปรียบเสมือนกับภาพย่อส่วนของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจแห่งแดนสวรรค์เบื้องบน

            …

            ขณะเดียวกัน ระหว่างการเดินทางกลับสู่นครเซียนของราชสำนักเซียนไร้เทียมทาน

            ภายในรถม้าที่ทำขึ้นจากทองคำอันวิจิตร สลักประดับด้วยลายวิหคศักดิ์สิทธิ์เก้าหัวที่มีลักษณะคล้ายวิหคเพลิง เยวี่ยหมิงคงนั่งขัดสมาธิอยู่กลางพาหนะนั้น

            สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความเหม่อลอย คล้ายกับมีเรื่องราวในใจที่ยากจะคลี่คลาย

            นางรับใช้ผู้ทำหน้าที่รับใช้ข้างกาย ยิ่งแสดงความหวาดกลัวจนตัวสั่นงันงก มิกล้ากล่าวสิ่งใด

            เมื่อช่วงเช้า ตอนที่พบเยวี่ยหมิงคง สีหน้าของนางกลับดูแปลกประหลาดยิ่ง

            ราวกับกำลังกัดฟันแน่นด้วยความขุ่นเคือง แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงไว้ด้วยความเศร้าโศก

            สิ่งนี้ช่างแตกต่างไปจากภาพลักษณ์เดิมของนางที่มักแสดงออกถึงความเย็นชา อันเปี่ยมด้วยรัศมีอันน่าเกรงขามและพลังอำนาจของจักรพรรดินีผู้สูงส่ง

            นางรับใช้ยิ่งรู้สึกหวาดกลัว มิกล้าแม้แต่จะกล่าวคำใด ด้วยเกรงว่าหากตนพูดอันใดผิดไปแล้วอาจไปกระตุ้นโทสะของนางได้

            ก่อนหน้านี้ ในระหว่างการช่วงชิงตำแหน่งรัชทายาท เยวี่ยหมิงคงใช้วิธีการที่เด็ดขาดและรุนแรงกำจัดคนรอบข้างของนางไปเป็นจำนวนมาก เพียงแค่นางเอ่ยกล่าวว่าผู้ใดไว้ใจมิได้ พวกเขาก็จะถูกปลิดชีวิตสังหารให้มลายสิ้นไป

            สิ่งนี้สร้างความหวาดผวาแก่นางรับใช้ผู้นี้เป็นอย่างมาก ด้วยเกรงว่าสักวันหนึ่งตนเองอาจจะมีชะตากรรมเดียวกันนี้

            เพราะเยวี่ยหมิงคงในอดีตนั้นมิได้โหดเหี้ยมถึงเพียงนี้

            ในขณะนั้น เยวี่ยหมิงคงที่กำลังครุ่นคิดอย่างหนัก พลันยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้ว และกล่าวถามด้วยเสียงที่แฝงไปด้วยความน่าเกรงขามว่า

            “หวนเอ๋อร์ เจ้าคิดว่า…คุณชายฉางเกอเป็นคนเช่นไรกัน”

            เมื่อได้ยินคำถามนี้ นางรับใช้ผู้มีนามว่าหวนเอ๋อร์ ก็ถึงกับตัวสั่นสะท้านไปด้วยความหวาดกลัว

            “องค์รัชทายาท…เรื่องเช่นนี้…หม่อมฉันมิกล้าพูดพร่ำเพรื่อเพคะ”

            หวนเอ๋อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเทา

            ต่อหน้าพระพักตร์ของเยวี่ยหมิงคง การพูดถึงว่าที่สวามีของนาง นั่นเท่ากับการรนหาที่ตายชัดๆ

            “มิเป็นไร ข้าอนุญาตให้เจ้าพูด”

            เยวี่ยหมิงคงเหลือบมองนางด้วยสายตาเย็นชา

            เมื่อได้ยินดังนั้น หวนเอ๋อร์ก็เม้มริมฝีปากแน่น ก่อนกล่าวด้วยความระมัดระวัง

            “ในสายตาของหม่อมฉัน คุณชายฉางเกอเป็นผู้มีพรสวรรค์อันยิ่งใหญ่ อนาคตจะต้องขึ้นปกครองตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยง และเหมาะสมอย่างยิ่งกับองค์รัชทายาทเพคะ ท่านทั้งสองเป็นดั่งคู่สวรรค์สร้างที่ช่างสมบูรณ์แบบ”

            “แม้ข่าวลือในโลกภายนอกจะกล่าวว่าคุณชายฉางเกอเป็นผู้ที่เย็นชาและยากจะเข้าถึง ทว่าเมื่อวานหม่อมฉันได้เห็นเขาด้วยตาตนเอง ท่าทีของเขานั้นช่างอ่อนโยน มิว่าจะกล่าวคำกับผู้ใดก็ล้วนแล้วแต่เปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น ทำให้ผู้คนรู้สึกราวกับได้รับสายลมแห่งวสันตฤดู…”

            “ข่าวลือนั้นอาจผิดเพี้ยนไปเพคะ”

            เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เยวี่ยหมิงคงก็โบกมือขัดจังหวะอย่างเย็นชาโดยมิตอบกลับ สีหน้าของนางดูเย็นชาและลึกล้ำขึ้นไปอีก

            อ่อนโยนงั้นหรือ สิ่งนั้นเป็นเพียงการเสแสร้งของกู้ฉางเกอที่แสดงออกต่อหน้าผู้คนภายนอกเท่านั้น

            ส่วนความอ่อนโยนที่แท้จริงนั้น…เมื่อคืนวานที่ผ่านมา นางกลับมิเห็นว่าจะมีให้เห็นแม้แต่น้อย

            เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เยวี่ยหมิงคงอดมิได้ที่จะกำชายผ้าห่มในมือแน่น ใจกลางผ้าห่มในมือนั้นปรากฏให้เห็นรอยหยดสีแดงสดราวกับดอกเหมยที่ร่วงหล่นลงมา

            “กู้ฉางเกอ…แม้ข้าจะผ่านวันเวลามาสองชีวิตแล้ว ทว่ากลับยังมองเจ้ามิออกเลยแม้แต่น้อย…”

            สีหน้าของเยวี่ยหมิงคงเต็มไปด้วยความรู้สึกอันซับซ้อน

            การเดินทางไปยังตระกูลกู้ในครั้งนี้ นับว่ามีเรื่องที่เกินคาดหมายเกิดขึ้นมากมาย

            นางเคยคิดว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามแผน และสามารถควบคุมกู้ฉางเกอไว้ในกำมือได้

            ทว่าสุดท้ายกลับเป็นนางเองที่ตกอยู่ในกำมือของเขา

            แม้การกลับมาเกิดใหม่จะเป็นข้อได้เปรียบ ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้ากู้ฉางเกอแล้ว นางกลับมิอาจถือไพ่เหนือกว่าได้เลยแม้แต่น้อย

            “แต่แล้วจะเป็นอย่างไรเล่า…ข้าย่อมมิมีวันยอมแพ้ง่ายๆ แน่ กู้ฉางเกอ…บาดแผลที่เจ้าฝากไว้กับข้า ข้าจะทวงคืนให้หมดทุกอย่าง…”

            …

            เขตแดนรกร้าง ในเขตแดนชั้นนอกแห่งแดนสวรรค์

            ที่แห่งนี้เป็นเทือกเขาบรรพกาลที่น่าเกรงขามอันกว้างใหญ่ ท่ามกลางป่าดึกดำบรรพ์ที่มีต้นไม้ขึ้นสูงตระหง่านเหนือหมอกเมฆ เถาวัลย์ถักทอพันเกี่ยวร้อยเรียงสลับซับซ้อน ราวกับเป็นอาณาจักรที่ธรรมชาติสรรค์สร้างขึ้น

            ต้นไม้ทุกต้นในที่แห่งนี้มีขนาดมหึมาจนดูราวกับขุนเขาย่อมๆ

            เหนือผืนนภานั้นปกคลุมไปด้วยหมอกสีเทาหม่น ทำให้พื้นที่แห่งนี้กลับดูราวกับผ่านกาลเวลาและเต็มไปด้วยความลี้ลับ

            สัตว์อสูรดุร้ายน่าสะพรึงกลัวมากมายก้าวผ่านไปมา เสียงฝีเท้าดังกึกก้องราวกับจะสะเทือนผืนแผ่นดิน ภาพนี้ดูราวกับโลกในยุคบรรพกาล

            เยี่ยนจี บัดนี้มาถึงส่วนลึกของที่แห่งนั้นแล้ว…

            นางยืนอยู่บนยอดของต้นไม้สูงตระหง่าน มองออกไปยังหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งที่อยู่ไกลออกไป หมู่บ้านแห่งนั้นถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกแห่งความสับสนวุ่นวาย

            แม้แต่สัตว์อสูรร้ายที่ผ่านมายังต้องแสดงความระมัดระวัง ลดเสียงฝีเท้าลงและก้าวเดินอย่างเงียบเชียบ

            เมื่อมองไปยังหมู่บ้านแห่งนั้น สีหน้าของสัตว์ร้ายเหล่านั้นกลับเต็มไปด้วยความเคารพและเกรงกลัว

            “คุณชายรู้ได้อย่างไรว่า ในส่วนลึกของเขตแดนรกร้างแห่งสวรรค์จะมีหมู่บ้านลึกลับเช่นนี้อยู่ และต้นท้อโบราณนั่น…”

            “เหตุใดจึงดูคล้ายกับต้นไม้ในตำนานนัก ต้นไม้นั่นมิควรจะสูญหายไปตั้งแต่หลายยุคหลายสมัยมาแล้วหรอกหรือ”

            เยี่ยนจีเผยสีหน้าเคร่งขรึม นางซ่อนพลังปราณของตนเองเอาไว้อย่างระมัดระวัง

            แม้นางจะเป็นถึงผู้บรรลุระดับขั้นมหาศักดิ์สิทธิ์ ทว่าภายในสถานที่เช่นนี้ นางกลับยังรู้สึกหวาดหวั่นจนใจเต้นระรัว

            มิว่าจะในแง่มุมใด หมู่บ้านท้อโบราณแห่งนั้นกลับดูลึกลับจนเกินจะหยั่งถึง

            ที่สำคัญที่สุด ก่อนที่นางจะออกเดินทาง กู้ฉางเกอได้กำชับไว้ว่า หากพบสิ่งผิดปกติ ให้ใช้ยันต์ทำลายมิติฝ่าเขตแดนออกจากที่แห่งนี้ในทันที อย่าได้คิดลังเลแม้แต่น้อย

            “ฟึ่บ!”

            ทันใดนั้น สีหน้าของเยี่ยนจีพลันเปลี่ยนไป นางได้ยินเสียงของบางสิ่งพุ่งทะลวงผ่านอากาศมาที่นางอย่างรวดเร็ว

            ในเสี้ยววินาที สิ่งนั้นยังอยู่ไกลสุดขอบฟ้า ทว่ากลับปรากฏตรงหน้านางในทันที

            สิ่งนั้นคือกลีบดอกท้อที่เจิดจ้าเปล่งประกาย ราวกับสมบัติล้ำค่าจากสรวงสวรรค์

            ทว่าในยามนี้ กลีบดอกไม้นั้นกลับคมเฉียบดั่งกระบี่เซียนอันทรงอานุภาพ

            แผ่กลิ่นอายปราณกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวที่สามารถตัดขาดดวงดาราพุ่งตรงเข้าโจมตีนาง!

            “โครม!”

            ความว่างเปล่าถูกผ่าออกเป็นรอยแยกมหึมา เผยให้เห็นความดำมืดลึกล้ำราวกับไร้ซึ่งที่สิ้นสุด

            พลังปราณที่ปลดปล่อยออกมานั้นน่าหวาดหวั่นอย่างยิ่ง ถึงขั้นเกินกว่าที่เยี่ยนจีจะต้านทานได้

            สีหน้าของเยี่ยนจีพลันเปลี่ยนเป็นซีดเผือด ทว่านางกลับมิลังเลแม้แต่น้อย

            ในมือหยิบยันต์ทำลายมิติที่เต็มไปด้วยอักขระลี้ลับออกมา

            “ครืน!”

            เยี่ยนจีกระตุ้นพลังของยันต์ทำลายมิติในทันที

            เบื้องหน้านั้น พื้นที่รอบตัวพลันเริ่มบิดเบือนเป็นภาพอันพร่ามัว ก่อนจะเปิดเส้นทางเชื่อมมิติขึ้น

            เยี่ยนจีรีบหลบหนีเข้าไปในช่องว่างของมิตินั้นอย่างมิรอช้า

            แม้นางจะตอบสนองได้อย่างรวดเร็วเพียงใด ทว่าก็ยังมิวายต้องกระอักโลหิตออกมาคำโต

            ในวินาทีที่ปราณกระบี่ตกกระทบ ห้วงมิติด้านหลังก็พลันขาดสะบั้นถล่มลงอย่างรวดเร็ว

            ผลกระทบครั้งนี้ทำให้นางได้รับบาดเจ็บมิน้อย

            ทว่ายังโชคดีที่ช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายนั้น สิ่งนี้ยังช่วยให้นางหลุดรอดมาได้

             ร่างของเยี่ยนจีเร่งความเร็วเคลื่อนตัวไปไกล ก่อนจะเลือนหายไปจากพื้นที่นั้นในที่สุด

            อีกหลายล้านลี้ออกไป ในอีกห้วงมิติหนึ่ง ร่างของเยี่ยนจีก็พลันปรากฏขึ้นอีกครั้ง

            แม้จะหลีกหนีผลกระทบจากพลังทำลายล้างเบื้องหลังมาได้ ทว่านางก็ยังคงรู้สึกหวาดหวั่น ร่างกายเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น

            เหตุการณ์นี้ทำให้นางระลึกถึงความน่าสะพรึงกลัวของสถานที่แห่งนั้นได้อย่างชัดเจน

            “โชคดีที่ได้รับยันต์ทำลายมิติมาจากคุณชาย มิฉะนั้นแล้ววันนี้ข้าคงจะต้องจบชีวิตลงในที่แห่งนั้นแน่ เขตแดนรกร้างแห่งสวรรค์นั้นช่างลึกลับเกินกว่าจะหยั่งถึงอย่างแท้จริง”

            “ดูเหมือนสิ่งที่คุณชายต้องการให้ข้าจับตาดู คงจะเป็นหมู่บ้านท้อโบราณแห่งนั้น ข้าต้องรีบกลับไปรายงานคุณชายโดยเร็วแล้ว”

            เมื่อคิดได้ดังนั้น ร่างของเยี่ยนจีก็พลันเลือนหายไป ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังเขตแดนชั้นในแห่งสวรรค์

            แดนสวรรค์เบื้องบนนั้นกว้างใหญ่อย่างไร้ที่สิ้นสุด แม้แต่ผู้บรรลุพลังระดับขั้นมหาศักดิ์สิทธิ์เช่นนาง หากต้องการจะเคลื่อนที่ข้ามเขตแดนไปยังชั้นนอกนั้น ก็มิอาจคำนวณได้ว่าจะต้องใช้เวลาเดินทางกี่ปี

            ในระหว่างทาง นางจำเป็นต้องพึ่งพาค่ายกลเคลื่อนย้ายหรืออักขระมิติเท่านั้น

            หากปราศจากสิ่งเหล่านี้ นักบำเพ็ญเพียรผู้ธรรมดาสามัญก็อาจมิมีวันได้ออกไปจากเขตแดนที่ตนอยู่อาศัยไปตลอดทั้งชีวิตได้

            อีกด้านหนึ่ง

            บริเวณนอกหมู่บ้านท้อโบราณ ต้นท้อโบราณอันแสนงดงามไหวพลิ้วตามสายลม กลีบดอกท้อเบ่งบานอย่างงดงามราวกับถูกแกะสลักจากอัญมณีสวรรค์ เปล่งประกายแวววาวงดงามเกินพรรณนา

            “นางหนีรอดไปได้… ดูเหมือนข้าจะประมาทเกินไป คิดมิถึงว่านางจะมียันต์ทำลายมิติอยู่กับตัว…”

            “มิมีร่องรอยของพลังผู้แข็งแกร่งแห่งตระกูลกู้ในตัวนาง มิน่าจะมาด้วยเพราะเรื่องของเซียนเอ๋อร์ แล้วนางเป็นผู้ใดกันแน่”

            “ดูเหมือนความสงบสุขของหมู่บ้านท้อโบราณตลอดหลายปีที่ผ่านมา คงจะต้องสิ้นสุดลงแล้ว”

            เสียงอันไพเราะกังวานดังขึ้นจากภายในต้นท้อ แต่มินานก็เงียบลงอีกครั้ง



        

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน