วันถัดมา ห้องเรียนสนามสอบถงซื่อ ฉู่เฉิงเยี่ยและคนอื่น ๆ กำลังตั้งอกตั้งใจฝึกฝนภายใต้การแนะนำของอาจารย์ฝึกสอนทั้งสามท่าน มีเพียงฉู่ซิวคนเดียวที่นั่งอยู่ตรงมุมห้อง นั่งอ่านพงศาวดารหกแคว้นอยู่เงียบ ๆ
แม้การมีคนคอยชี้แนะย่อมดีกว่าการฝึกฝนเอาเองปิดประตูตีแมว แต่ฉู่ซิวมีระบบติดตัว เขาไม่จำเป็ต้องให้ใครมาสั่งสอนเลยแม้แต่น้อย สู้เอาเวลาไปแย่งอาจารย์ฝึกสอนกับพวกฉู่เฉิงเยี่ย มาอ่านพงศาวดารทำความเข้าใจโลกใบนี้ให้มากขึ้นจะดีกว่า
“ศิษย์พี่เฉิงเยี่ยสมเป็ัในหมู่คนจริง ๆ เพียงวันแรกก็เพิ่มพูนปราณและโลหิตจักรพรรดิมนุษย์ได้ถึงหนึ่งสลึง!”
เมื่อครู่นี้เอง ฉู่เฉิงเยี่ยประสบความสำเร็จในการหลอมรวมโลหิตอสูรห่านปีศาจภายใต้การชี้แนะของอาจารย์ฝึกสอน พลังปราณและโลหิตจักรพรรดิมนุษย์เพิ่มขึ้นหนึ่งสลึง ทำเอาทุกคนต่างพากันอิจฉาตาร้อน
ต้องรู้ว่าั้แ่เล็กจนโต เขาเพิ่งฝึกฝนจนถึงเกณฑ์เต็มตำลึงเท่านั้น มาบัดนี้เพียงวันเดียวกลับเพิ่มขึ้นถึงหนึ่งสลึง ความเร็วระดับนี้ ถือได้ว่าสะท้านฟ้า! อีกทั้งโลหิตอสูรห่านปีศาจก็มีวางขายอยู่หลายแห่งในอำเภออันอู่ หากฉู่เฉิงเยี่ย้าย่อมไม่ใช่เื่ยาก ด้วยรวดเร็วในการฝึกฝนระดับนี้ ปีหน้าเขามีโอกาสสูงยิ่งที่จะสอบผ่านระดับเ้าเมือง!
การเปิดเรียนวันแรกพบศิษย์มีพร์เช่นนี้ อาจารย์ฝึกสอนทั้งสามท่านต่างรู้สึกปลาบปลื้มใจยิ่งนัก ทว่าในตอนนั้นเอง อาจารย์หลิวก็สังเกตเห็นฉู่ซิวที่หลบมุมอยู่ จึงเดินเข้าไปหาด้วยสีหน้าฉงนใจ
“ฉู่ซิว เหตุใดเ้าจึงไม่รีบหาเวลาฝึกฝน? หรือว่าเ้าก้าวหน้าในวิชาที่เพิ่งได้รับมาแล้ว?”
ฉู่ซิววางหนังสือในมือลง สั่นศีรษะให้อาจารย์หลิว เขาหาเหตุผลเอ่ยอธิบาย “ข้าไม่ชอบฝึกฝนในสถานที่ที่มีผู้คนแออัดขอรับ จึงอยากอ่านพงศาวดารหกแคว้นเปิดหูเปิดตาเสียก่อน”
สิ้นเสียงของเขา น้ำเสียงเย้ยหยันของฉู่เฉิงเยี่ยก็ดังแทรกขึ้นมาทันที
“ข้ารู้จักผู้นำตระกูลฉู่มาตั้งกี่ปี เหตุใดเมื่อก่อนไม่เคยรู้เลยว่าเ้ามีพฤติกรรมแปลกประหลาดเช่นนี้?”
“หรือว่าเ้ากลัวพวกเราจะหัวเราะเยาะว่าวิชากลัวตายของเ้าก้าวหน้าช้าเกินไป จึงไม่กล้าฝึกฝนในห้องเรียนกันแน่?”
คำว่าวิชากลัวตาย สะกิดโดนต่อมหัวเราะของทุกคน ทุกคนต่างมองฉู่ซิวด้วยสายตาหยอกเย้า รอชมความอับอายของเขา
อาจารย์หลิวไม่รู้ว่าคัมภีร์วิชาที่ฉู่ซิวเลือกคือวิชากายาไม่ดับสูญ จึงเกิดความสนใจคำว่า วิชากลัวตาย ในปากของฉู่เฉิงเยี่ย เอ่ยถามขึ้น “วิชากลัวตายคือวิชาใดกัน? เลือกมาจากหอคัมภีร์ยุทธ์ด้วยหรือ?”
“เรียนอาจารย์ ข้าหมายถึงคัมภีร์วิชาระดับหวงจี๋ขั้นหนึ่ง วิชากายาไม่ดับสูญขอรับ”
“แต่ฉู่ซิวเลือกวิชานี้เพราะกลัวตาย ดังนั้นหากอยู่ในมือเขา เรียกว่าวิชากลัวตายคงจะเหมาะสมกว่าขอรับ” ฉู่เฉิงเยี่ยเอ่ยอธิบายด้วยสีหน้าจริงจัง ทั่วห้องเรียนพลันลั่นไปด้วยเสียงหัวเราะเซ็งแซ่
อาจารย์หลิวเองก็คิดไม่ถึงว่าฉู่ซิวจะเลือกวิชาที่ฝึกฝนยากที่สุดของสนามสอบถงซื่อ ในใจจึงตัดสินใจละทิ้งฉู่ซิวทันที สู้เอาเวลาไปทุ่มเทให้ศิษย์คนอื่น ย่อมดีกว่าเสียเวลาชี้แนะวิชาที่สืบเนื่องยาวนานเช่นนี้
“วิชากายาไม่ดับสูญไม่เหมาะสำหรับการเร่งเร้าเตรียมสอบระดับเ้าเมือง เ้าไปเสียเงินซื้อคัมภีร์วิชาเล่มใหม่จากข้างนอกมาฝึกฝนเถิด”
ทิ้งคำแนะนำไว้ประโยคหนึ่ง อาจารย์หลิวก็หมุนตัวเดินกลับไปชี้แนะศิษย์คนอื่นโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย
“ฉู่ซิว เห็นแก่ที่เราเคยเป็คนในตระกูลเดียวกัน ขอเพียงเ้าเข่าลงโขกศีรษะให้ข้าสามครั้ง ข้ายินดีมอบคัมภีร์วิชาเล่มใหม่ให้เ้าโดยไม่คิดเงินเลยนะ” ฉู่เฉิงเยี่ยยังไม่ยอมปล่อยฉู่ซิวไป ถือโอกาสเย้ยหยันต่อหน้าทุกคนอย่างเหิมเกริม
ฉู่ซิวปรายตามองฉู่เฉิงเยี่ยด้วยสายตามองคนโง่ จากนั้นก็เมินเฉยมันโดยสิ้นเชิง แล้วหยิบพงศาวดารหกแคว้นขึ้นมาอ่านต่อ
เมื่อเห็นฉู่ซิวกล้าเมินตน ฉู่เฉิงเยี่ยก็โมโหโกรธา ยามที่มันกำลังจะก้าวเข้าไปสั่งสอนฉู่ซิว เหลียวสิงก็เดินเข้ามาจากนอกห้องเรียนพอดี
ฉู่เฉิงเยี่ยไม่กล้าก่อเื่ต่อหน้าเหลียวสิง ได้แต่ถลึงตาใส่ฉู่ซิวอย่างเคียดแค้น แล้วเดินกลับไปนั่งที่ของตน
“ยินดีต้อนรับทุกคนเข้าสู่สนามสอบถงซื่อ”
“ต่อไปข้าจะประกาศสวัสดิการต่าง ๆ ของสนามสอบถงซื่อให้ฟัง”
หลังจากทักทายด้วยสีหน้าเรียบตึง สีหน้าของเหลียวสิงก็พลันจริงจังขึ้นมา
“สวัสดิการประการแรก สนามสอบถงซื่อจะมอบโอสถและเงินแท่งให้พวกเ้าทุกเดือน จำนวนที่แน่นอนจะมีการปรับเปลี่ยนในแต่ละเดือน ยามพวกเ้าไปรับก็จะรู้เอง”
“สวัสดิการประการที่สอง สนามสอบถงซื่อจะจัดสรรห้องฝึกฝนส่วนตัวให้ทุกคน โดยมีผู้คุ้มกันเฝ้าระวังอย่างแ่า รับรองว่าจะไม่รบกวนการฝึกฝนของพวกเ้าอย่างแน่นอน”
“สวัสดิการประการที่สาม เพื่อกระตุ้นให้ทุกคนขยันฝึกฝน สนามสอบถงซื่อจะจัดงานประลองใหญ่ประจำเดือนในทุกสิ้นเดือน ขอเพียงติดอันดับหนึ่งในสิบของการประลอง จะได้รับรางวัลอันล้ำค่า!”
คำว่า รางวัล ทำให้ั์ตาของฉู่ซิวทอประกาย รีบเอ่ยถามทันที “เรียนอาจารย์เหลียว อันดับหนึ่งในสิบของการประลองใหญ่ ได้รับรางวัลอะไรบ้างหรือขอรับ?”
เหลียวสิงไม่ชอบอ้อมค้อม จึงบอกเล่ารางวัลการประลองใหญ่ประจำเดือนในครั้งนี้ออกมาตรง ๆ
“อันดับที่หนึ่ง รางวัลเงินแท่งหนึ่งพันตำลึง พร้อมโอสถขัดเกลากายาสามเม็ด”
“อันดับที่สอง รางวัลเงินแท่งห้าร้อยตำลึง พร้อมโอสถขัดเกลากายาสองเม็ด”
“อันดับที่สาม รางวัลเงินแท่งสามร้อยตำลึง พร้อมโอสถขัดเกลากายาหนึ่งเม็ด”
……
โอสถขัดเกลากายา!
สายตาของทุกคนในห้องเรียนพลันสว่างวาบ นักหลอมโอสถในอำเภออันอู่มีอยู่น้อยนิด ส่งผลให้โอสถขัดเกลากายาขาดแคลนในตลาด ทุกครั้งที่มีออกมาวางขายก็ถูกแย่งชิงหมดเกลี้ยงในทันที ดังนั้น สำหรับบุตรหลานตระกูลมั่งคั่งแล้ว เมื่อเทียบกับเงินรางวัล พวกเขาย่อมปรารถนาโอสถขัดเกลากายามากกว่า
ทว่าการประลองใหญ่ประจำเดือนนั้น ศิษย์ทุกคนในสนามสอบถงซื่อสามารถเข้าร่วมได้ รวมถึงเหล่านักเรียนเก่าที่ฝึกฝนอยู่ในสนามสอบถงซื่อมาหลายปีด้วย...
การที่พวกเขาจะคว้าอันดับหนึ่งในการประลองใหญ่มาครองได้ ช่างยากเย็นแสนสาหัสยิ่งกว่าปีนขึ้น์!
มองดูทุกคนที่คอตกหมดหวัง เหลียวสิงย่อมเข้าใจดี เพราะการให้เด็กใหม่ที่เพิ่งเข้ามา ไปแย่งชิงทรัพยากรกับนักเรียนเก่าที่ฝึกฝนมาหลายปี ย่อมเป็เื่ไม่สมเหตุสมผลอยู่แล้ว
เพื่อไม่ให้เป็การบั่นทอนความมุ่งมั่นของทุกคน เหลียวสิงจึงเอ่ยปลอบ “นักเรียนเก่าก็เคยเป็เด็กใหม่มาก่อน ขอเพียงพวกเ้าตั้งใจฝึกฝน วันหน้าย่อมมีโอกาสติดอันดับหนึ่งในสิบอย่างแน่นอน”
ทว่าสิ้นเสียงของเขา ฉู่ซิวก็ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง
“อาจารย์เหลียว ข้าสามารถเข้าร่วมการประลองใหญ่สิ้นเดือนนี้ได้หรือไม่ขอรับ?”
ยินคำพูดของฉู่ซิว ทั่วทั้งห้องเรียนก็ะเิเสียงหัวเราะออกมาทันที
ฉู่เฉิงเยี่ยเย้ยหยันต่อหน้าทุกคนโดยตรง “ฉู่ซิว ด้วยขอบเขตพลังขัดเกลากายาขั้นต่ำต้อยของเ้า ยังฝันอยากจะได้อันดับหนึ่งในสิบการประลองใหญ่อีกหรือ?”
“นั่นสิ นักเรียนเก่าส่วนใหญ่ใกล้จะบรรลุขอบเขตหลอมกระดูกกันแล้ว ข้าว่าเ้ารีบกลับไปนอนฝันเอาเถอะ ในฝันมีทุกอย่าง!”
สีหน้าของฉู่ซิวไร้ซึ่งความเปลี่ยนแปลง เมินเฉยต่อพวกฉู่เฉิงเยี่ยอย่างสิ้นเชิง พลังปราณและโลหิตจักรพรรดิมนุษย์ของเขามีถึงห้าตำลึงสี่สลึงแล้ว จำเป็ต้องบอกคนพวกนี้ด้วยหรือ?
“การประลองใหญ่ประจำเดือนทุกคนสามารถเข้าร่วมได้ แต่ขอบเขตพลังของเ้าในยามนี้ยังต่ำเกินไป หากได้รับาเ็ในการประลองใหญ่จะไม่คุ้มเสียเอา”
เหลียวสิงเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล หวังให้ฉู่ซิวทบทวนดูอีกครั้ง ทว่าฉู่ซิวมีหรือจะยอมปล่อยโอกาสอันดีเช่นนี้หลุดมือไป เอ่ยตอบโดยไม่ลังเล “อาจารย์เหลียว ข้าคิดดีแล้วขอรับ ข้า้าเข้าร่วมการประลองใหญ่ประจำเดือนในสิ้นเดือนนี้”
เมื่อเห็นฉู่ซิวไม่รู้จักหนักเบา คนกลุ่มใหญ่ต่างคิดว่าฉู่ซิวคงอยากได้เงินจนบ้าไปแล้ว จึงส่งเสียงเย้ยหยันออกมาไม่ขาดสาย
“คนบางคนช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ไม่ตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองบ้างเลยว่ามีปัญญาหรือเปล่า?”
“พวกเราต้องมาอยู่ห้องเดียวกับตัวอับอายขายหน้าเช่นนี้ ช่างน่าอัปยศอดสูเสียจริง!”
แม้ทุกคนจะไม่มีใครเชื่อมั่นในตัวฉู่ซิว แต่สุดท้ายฉู่ซิวก็ลงชื่อเข้าร่วมการประลองใหญ่สิ้นเดือนนี้จนได้
และฉู่ซิวไม่เพียงแต่จะเข้าร่วมเท่านั้น แต่ยังตั้งเป้าหมายที่จะคว้าสามอันดับแรกมาครองให้ได้อีกด้วย
เพราะรางวัลสามอันดับแรกนั้น ช่างดึงดูดใจเหลือเกิน!
……
หลังเลิกเรียน
ฉู่ซิวเพิ่งกลับมาถึงหอนอน ก็ได้รับจดหมายด่วนจากคนรับใช้ของหอร้อยสมบัติ เมื่อเปิดจดหมายออก ตัวอักษรขนาดใหญ่ก็ปรากฏแก่สายตา
“รีบมาหอร้อยสมบัติโดยด่วน!”
หรือว่าอาอู่จะปล่อยขายตราสารจวนและโฉนดนาได้แล้ว?
หากเป็เช่นนั้น คืนนี้เขาก็จะสามารถเร่งความเร็วได้อีกครั้งไม่ใช่หรือ?
เมื่อนึกถึงว่าตนเองกำลังจะแข็งแกร่งขึ้นอีกครั้ง ฉู่ซิวก็รู้สึกยินดีอย่างยิ่งในใจ เขาไม่ลังเล เดินตรงไปยังหอร้อยสมบัติในทันที...